- หน้าแรก
- การใช้ชีวิตในสำนัก ฉันกลายเป็นอมตะด้วยการคัดลอกบันทึก
- บทที่ 402: มหาคุรุผู้เป็นอมตะชางหมางไม่ชอบหลินเลี่ย
บทที่ 402: มหาคุรุผู้เป็นอมตะชางหมางไม่ชอบหลินเลี่ย
บทที่ 402: มหาคุรุผู้เป็นอมตะชางหมางไม่ชอบหลินเลี่ย
บทที่ 402: มหาคุรุผู้เป็นอมตะชางหมางไม่ชอบหลินเลี่ย
"ดินแดนลี้ลับของมหาคุรุผู้เป็นอมตะตั้งอยู่ในหุบเขาอเวจีสีคราม" สีหน้าของไป๋เฉินเคร่งขรึมขึ้นมา "บางทีมหาคุรุผู้เป็นอมตะอาจจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับพวกเจ้าในหุบเขาอเวจีสีครามเมื่อตอนนั้นก็เป็นได้"
เขามองไปยังศูนย์กลางของดินแดนลี้ลับอยู่ครู่หนึ่งด้วยความเงียบ ก่อนจะหันกลับมามองหลินเลี่ยและเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำว่า "หากมหาคุรุผู้เป็นอมตะไม่รู้เช่นกัน ก็จงอย่าตื่นตระหนกไป พวกเราค่อยคิดหาหนทางอื่น"
"อย่างไรเสีย ในเมื่อตอนนี้พวกเราค้นพบแล้วว่ามีความผิดปกติเกิดขึ้นในเวลานั้น ขอเพียงมีร่องรอยหลงเหลืออยู่ ย่อมต้องมีวิธีแก้ไขอย่างแน่นอน"
หลินเลี่ยไม่ได้ตอบกลับในทันที เขาสูดหายใจเข้าลึกพลางหลับตาลงและแหงนหน้าขึ้นเล็กน้อย ทรวงอกกระเพื่อมไหวอย่างรุนแรง
เมื่อเปิดเปลือกตาขึ้นมาอีกครั้ง ความสงบและเยือกเย็นอันแหลมคมที่ควรจะเป็นของเขาก็จักคืนสู่แววตา
"ข้าเข้าใจแล้ว"
ไป๋เฉินพยักหน้า จากนั้นร่างของทั้งสองก็วาบผ่าน มุ่งตรงไปยังศูนย์กลางหลักของดินแดนลี้ลับในทันที
อันที่จริงพวกเขาอยู่ห่างจากศูนย์กลางไม่ไกลนัก เพียงแค่หนึ่งลี้เท่านั้น
สาเหตุหลักเป็นเพราะไป๋เฉินกังวลว่าหลินเลี่ยยังไม่สงบสติอารมณ์ได้อย่างทั่วพร้อม และหากเขาเกิดคุ้มคลั่งขึ้นมาต่อหน้ามหาคุรุผู้เป็นอมตะชางหมาง ผลลัพธ์ที่ตามมาคงยากจะคาดเดา
เมื่อพวกเขาก้าวเข้าสู่ศูนย์กลางค่ายกลซึ่งปูด้วยหยกวิญญาณเป็นหย่อมๆ ร่างจิตวิญญาณที่มีหนวดเคราสีขาวและเครายาว มีท่วงท่าสง่างามดั่งเซียนพร้อมทั้งแผ่รัศมีวิญญาณอันบริสุทธิ์ก็ค่อยๆ ปรากฏขึ้นและควบแน่นจนกลายเป็นรูปเป็นร่าง
"อาจารย์"
ไป๋เฉินก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าวและน้อมคำนับมหาคุรุผู้เป็นอมตะชางหมางอย่างนอบน้อม
มหาคุรุผู้เป็นอมตะชางหมางค่อยๆ ลืมตาขึ้น แววตาอันลึกล้ำราวกับบรรจุดวงดาราแห่งนิรันดร์กาลกวาดมองผ่านไป๋เฉิน จากนั้นก็หยุดชะงักอยู่บนร่างของหลินเลี่ยที่มีกลิ่นสุราคละคลุ้ง ร่องรอยแห่งความประหลาดใจปรากฏขึ้นระหว่างคิ้วของเขา
เขายังจำได้ว่าตอนที่ดินแดนลี้ลับเปิดออกก่อนหน้านี้ แม้ว่าทั้งสองคนจะมีพรสวรรค์ที่โดดเด่น ทว่าพวกเขาก็มีเพียงโชคชะตาสีทองที่หาได้ยากยิ่งในโลกนี้เท่านั้น
แต่ในยามนี้ แม้ว่าไป๋เฉินจะยังคงถูกล้อมรอบด้วยแสงสีทอง ทว่าทิศทางของกระดูกรากฐานของเขากลับแตกต่างไปจากที่เคยสังเกตเห็นก่อนหน้านี้อย่างสิ้นเชิง
ก่อนหน้านี้ ไป๋เฉินถูกโอบล้อมด้วยแสงสีทองหลากชนิด และรากฐานวิญญาณทั้งห้าของเขาก็กลมกลืนและสงบราบคาบ แต่ในเวลานี้ ไม่เพียงแต่แสงสีทองจะดูหม่นแสงลงไปมาก ทว่ากลับมีเพียงรากฐานวิญญาณวารีและพฤกษาเท่านั้นที่สำแดงออกมา?
ชางหมางมองไปที่หลินเลี่ย คิ้วของเขาขมวดเข้าหากันเล็กน้อย
กระดูกรากฐานของเด็กคนนี้ไม่ได้เปลี่ยนไป และโชคชะตาสีทองของเขาก็ไม่ได้เปลี่ยนไปเช่นกัน ทว่าสีทองของเขากลับมีสีสันอื่นสอดแทรกอยู่
ชางหมางสามารถคาดเดาการเปลี่ยนแปลงนี้ในตัวหลินเลี่ยได้ นั่นเป็นเพราะต้นกำเนิดของมหาทวีปสวีนฉางได้ฟื้นฟูขึ้นมาแล้ว และเขาคือโอรสสวรรค์สรรค์สร้างที่ถูกเลือกโดยเจตจำนงแห่งโลก
ทว่าการเปลี่ยนแปลงของไป๋เฉินนั้นไม่ถูกต้อง
เป็นไปไม่ได้ที่คนเราจะเปลี่ยนไปได้มากขนาดนี้ในระยะเวลาอันสั้น และชางหมางก็เชื่อว่าเขาไม่ได้มองพลาดไปก่อนหน้านี้อย่างแน่นอน ดังนั้นจึงมีเพียงผลลัพธ์เดียวเท่านั้น
มีใครบางคนยอมทุ่มเทแรงกายแรงใจอย่างมหาศาลเพื่อปกปิดพรสวรรค์และกระดูกรากฐานของไป๋เฉินเอาไว้
และเพื่อที่จะสามารถทำให้ใครบางคนยอมทำเช่นนี้เพื่อเขาได้ ย่อมต้องเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ขึ้นกับเด็กคนนี้อย่างแน่นอน
หรือว่า...
ความประหลาดใจผุดขึ้นในดวงตาของชางหมาง หรือว่าเขาได้บรรลุถึงโชคชะตาสีรุ้งแล้ว?
หลังจากที่ไป๋เฉินคำนับเสร็จ มหาคุรุผู้เป็นอมตะชางหมางก็ไม่ได้ตอบกลับ เขาจึงเงยหน้าขึ้นด้วยความสับสน "อาจารย์?"
"อืม อาจารย์อยู่นี่แล้ว" มหาคุรุผู้เป็นอมตะชางหมางดึงสติกลับมา และหลังจากที่สายตาของเขาตกกระทบกับดวงตาของไป๋เฉิน ความประหลาดใจของเขาก็เปลี่ยนเป็นความอัศจรรย์ใจพลางเอ่ยถามว่า "ศิษย์รัก ดวงตาของเจ้าเป็นอะไรไป?"
ก่อนหน้านี้เขาถูกหันเหความสนใจไปด้วยการเปลี่ยนแปลงของพรสวรรค์ในตัวไป๋เฉินและหลินเลี่ย จนเพิ่งจะมาตระหนักได้ในตอนนี้ว่า พับผ่าสิ ทั้งสองคนนี้ถูกโจมตีมาก่อนหน้านี้อย่างนั้นหรือ?
เหตุใดพวกเขาทั้งสองจึงได้รับบาดเจ็บ?
ความคิดของไป๋เฉินก่อนหน้านี้จดจ่ออยู่กับการตามหาดวงจิตของสวี่จือหนิงและคนอื่นๆ จนไม่ได้สังเกตเห็นสิ่งอื่นใด ตอนนี้เมื่อถูกมหาคุรุผู้เป็นอมตะชางหมางจ้องมอง เปลือกตาของเขาก็กระตุก และเขาก็ตระหนักได้ว่าเบ้าตาซ้ายของเขามีอาการเจ็บปวดอยู่บ้าง
เขาเอื้อมมือขึ้นไปบังดวงตาซ้ายของตนเองโดยสัญชาตญาณ
ให้ตายเถอะ
ดูเหมือนว่าหลินเลี่ยจะต่อยเข้าที่เบ้าตาของเขาเมื่อครู่นี้ มันไม่ได้ฟกช้ำดำเขียวหรอกใช่ไหม?
ใบหน้าอันหล่อเหลาของเขา!
"กระแอม... ขออภัยที่ทำให้อาจารย์ต้องเป็นห่วง ศิษย์ไม่เป็นไร" ไป๋เฉินพ่นคำพูดเหลวไหลออกมาด้วยสีหน้าจริงจัง "เมื่อครู่นี้ ศิษย์เดินเร็วเกินไปหน่อย เลยบังเอิญไปชนเข้ากับกรอบประตู ทำให้อาจารย์ต้องขบขันแล้ว"
มหาคุรุผู้เป็นอมตะชางหมาง: "..."
เขามองไปที่ดวงตาที่เขียวช้ำของไป๋เฉินอย่างพูดไม่ออก จากนั้นก็ปัดสายตาไปทางหลินเลี่ยที่อยู่ด้านข้างอย่างแผ่วเบา และเอ่ยขึ้นมาลอยๆ ว่า
"เช่นนั้นรอยช้ำบนใบหน้าของเขาก็เป็นเพราะเขาชนเข้ากับกรอบประตูบานเดียวกับเจ้าด้วยอย่างนั้นหรือ?"
หลินเลี่ย: "..."
ดวงตาของเขาเหลือบลงไปทางมุมปากขวาโดยไม่รู้ตัว แม้เขาจะไม่เห็นสิ่งใด แต่ตรงนั้นมันเจ็บปวดอยู่บ้างจริงๆ
ไป๋เฉินกระตุกมุมปากอย่างขัดเขิน จากนั้นก็พยักหน้าด้วยสีหน้าจริงจังอีกครั้ง
"อาจารย์ปราดเปรื่องยิ่งนัก! พวกเราชนเข้ากับกรอบประตูบานเดียวกันจริงๆ"
มหาคุรุผู้เป็นอมตะชางหมางมองดูศิษย์ของตนที่กำลังโกหกคำโตตาไม่กระพริบ และอดไม่ได้ที่จะกลอกตา
เดิมทีเขาตื่นตระหนักว่าทั้งสองคนถูกลอบโจมตี แต่ตอนนี้เขารู้แล้วว่าพวกเขาก็แค่ทะเลาะวิวาทกันเอง
พูดเรื่องชนกรอบประตู พวกเขาคิดจริงๆ หรือว่าเขาเป็นเด็กสามขวบที่จะถูกหลอกได้ง่ายๆ?
อย่างไรก็ตาม เมื่อรู้ว่าไป๋เฉินคงจะกลัวเสียหน้าและไม่อยากพูดอะไร มหาคุรุผู้เป็นอมตะชางหมางจึงไม่ได้ซักไซ้ไล่เลียงเรื่องนี้ต่อและเปลี่ยนหัวข้อสนทนา
"เหตุใดพวกเจ้าจึงมาที่นี่ในวันนี้? หากเป็นการมาเพื่อทำความเข้าใจในมหาธรรม ในเมื่อตอนนี้ต้นกำเนิดของโลกภายนอกได้รับการเติมเต็มแล้ว ก็ไม่มีความจำเป็นต้องมาทำความเข้าใจที่นี่เลยแม้แต่น้อย"
ก่อนหน้านี้ มหาธรรมของมหาทวีปสวีนฉางนั้นไม่สมบูรณ์ และดินแดนลี้ลับในฐานะที่เป็นโลกใบเล็กอันเป็นเอกเทศ ย่อมสามารถช่วยให้ผู้บำเพ็ญเพียรทำความเข้าใจในมหาธรรมที่สมบูรณ์ได้
มหาคุรุผู้เป็นอมตะชางหมางเคยสัญญาไว้กับไป๋เฉินว่า เขาสามารถพาคนเข้ามาเก็บตัวเพื่อค้นหาหนทางในการทะลวงผ่านไปสู่ระดับก่อเกิดทารกวิญญาณได้
ทว่าตอนนี้เมื่อมหาธรรมของโลกภายนอกได้ฟื้นคืนกลับมาแล้ว การบำเพ็ญเพียรในดินแดนลี้ลับกลับจะทำให้ขาดโอกาสในการหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับโลกกว้าง
เมื่อไป๋เฉินได้ยินเช่นนี้ หัวใจของเขาก็กระตุกอย่างรุนแรง และประกายแห่งความหวังก็ผุดขึ้นในดวงตาของเขาในขณะที่เขาเอ่ยถามอย่างเร่งร้อนว่า "อาจารย์ เป็นไปได้หรือไม่ว่าท่านสามารถรับรู้ถึงสิ่งทีเกิดขึ้นในโลกภายนอกได้จากภายในดินแดนลี้ลับแห่งนี้เช่นกัน?"
มหาคุรุผู้เป็นอมตะชางหมางส่ายหน้าเล็กน้อย "เฉพาะตอนที่ทางเข้าของดินแดนลี้ลับถูกบังคับให้เปิดออก หรือเมื่อมีใครบางคนเข้ามาในศูนย์กลางค่ายกลเพื่อปลุกข้าให้ตื่นขึ้น ข้าถึงจะฟื้นคืนมาและรับรู้ถึงกลิ่นอายของโลกภายนอก ณ ช่วงเวลานั้นได้"
ก่อนที่ไป๋เฉินจะทันได้ตอบกลับ หลินเลี่ยที่อยู่ข้างๆ ก็ไม่สามารถระงับความวิตกกังวลในใจได้อีกต่อไป เขาพลันก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าวและประสานมือคำนับ
"เรียนถามมหาคุรุผู้เป็นอมตะ เมื่อสามปีก่อน... โดยเฉพาะเจาะจงคือวันแรกของเดือนที่ห้าในปีเจี่ยเฉิน เคยมีความผิดปกติใดๆ เกิดขึ้นที่ทางเข้าของดินแดนลี้ลับแห่งนี้หรือไม่? หรือเคยมีใครบุกรุกเข้ามาในช่วงเวลานั้นบ้างไหม?"
หลินเลี่ยตึงเครียดราวกับคันศรที่ถูกน้าวขึงจนสุด สายตาจ้องเขม็งไปที่มหาคุรุผู้เป็นอมตะชางหมางอย่างไม่ลดละ
มหาคุรุผู้เป็นอมตะชางหมางขมวดคิ้วเล็กน้อย
สายตาที่หลินเลี่ยมองเขาในยามนี้ไม่ใช่ความยำเกรงหรือความหวาดกลัวที่ผู้เยาว์ทั่วไปพึงมีเมื่อต้องเผชิญหน้ากับผู้บำเพ็ญเพียรระดับสูง ทว่ามันกลับเป็นความหวังอันบ้าคลั่งที่แทบจะจับต้องได้
แม้ว่าเขาจะเป็นเพียงร่างจิตวิญญาณที่เป็นเศษเสี้ยวแห่งดวงจิตสวรรค์ แต่เขากลับรู้สึกอึดอัดเป็นอย่างยิ่งเมื่อถูกจับจ้องด้วยสายตาเช่นนี้
ความอึดอัดนี้ไม่ได้มีรากฐานมาจากความอ่อนแอหรือการล่วงเกินของหลินเลี่ย ทว่าเป็นการปฏิเสธที่ก้นบึ้งของเส้นทางแห่งมหาธรรม
มหาคุรุผู้เป็นอมตะชางหมางไม่เคยเป็นวิสุทธิชนผู้ใจอ่อน หากเขาเป็นคนที่มีความเมตตากรุณาอย่างแท้จริง เขาคงไม่ใช้ดินแดนลี้ลับทั้งหมดเป็นเหยื่อล่อเพื่อล่อลวงและสังหารอัจฉริยะจากหมื่นโลกเพื่อต่ออายุขัยให้กับมหาทวีปสวีนฉาง
ทว่าความโหดเหี้ยมในตัวหลินเลี่ยนั้นเป็นอีกหนึ่งความสุดโต่ง มันคือความหวาดระแวงอันคับแคบที่ก่อกำเนิดขึ้นเพื่อคนเพียงคนเดียวเท่านั้น
นับตั้งแต่ครั้งล่าสุดที่เขาได้พบ ไป๋เฉินก็บรรลุถึงระดับที่สิบของขั้นแกนทองคำในระยะเวลาอันสั้นเช่นนี้
เขาสามารถสัมผัสได้อย่างชัดเจนถึงการไหลเวียนของพลังวิญญาณเบญจธาตุและท่วงทำนองแห่งมหาธรรมของไป๋เฉิน ซึ่งก่อตัวเป็นวัฏจักรที่ละเอียดอ่อนอย่างยิ่งบนพื้นผิวร่างกายของเขา เห็นได้ชัดว่าในช่วงวันเหล่านี้ เขาได้ก้าวหน้าไปอย่างมากในการทำความเข้าใจในมหาธรรมแห่งฟ้าดิน
หากไม่ใช่เพราะเขากำลังพยายามดิ้นรนเพื่อมหาธรรมเบญจธาตุ เพื่อแสวงหาความสมบูรณ์แบบสูงสุดของต้นกำเนิด เขาคงจะสัมผัสได้ถึงปราการในการทำลายดักแด้เพื่อกลายเป็นทารกวิญญาณไปแล้ว
มหาคุรุผู้เป็นอมตะชางหมางละสายตาจากไป๋เฉินและมาหยุดอยู่ที่หลินเลี่ย
เขาจำเด็กคนนี้ได้
ครั้งล่าสุด เป็นชายหนุ่มคนนี้ที่ร่วมมือกับเด็กสาวอีกคนหนึ่งเพื่อช่วยเหลือไป๋เฉินในการทดสอบให้สำเร็จ
จำได้ว่าในตอนนั้น เด็กคนนี้อยู่ที่ระดับที่เก้าของขั้นแกนทองคำ และตอนนี้เขาได้บรรลุถึงระดับที่สิบเอ็ดของขั้นแกนทองคำแล้ว และยังมีมหาธรรมแห่งการเข่นฆ่ามากกว่าหนึ่งสายอยู่บนตัวเขาด้วย
ความเร็วในการก้าวหน้านี้รวดเร็วอย่างน่าเหลือเชื่อ แม้แต่ในมหาทวีปสวีนฉางที่ต้นกำเนิดแห่งฟ้าดินเพิ่งจะฟื้นฟูขึ้นมาก็ตาม เห็นได้ชัดว่าบุคคลผู้นี้มีพรสวรรค์ที่น่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่งในการบำเพ็ญเพียรและการทำความเข้าใจในมหาธรรม
ทว่าถึงกระนั้น เมื่อมองดูเขา มหาคุรุผู้เป็นอมตะชางหมางก็ยังยากที่จะเกิดความรู้สึกชื่นชอบขึ้นมาได้