- หน้าแรก
- ระบบเพ่งนิมิต พิชิตมาร
- บทที่ 12 - ชาติหน้าก็อย่าไปเป็นสุนัขรับใช้ใครอีก
บทที่ 12 - ชาติหน้าก็อย่าไปเป็นสุนัขรับใช้ใครอีก
บทที่ 12 - ชาติหน้าก็อย่าไปเป็นสุนัขรับใช้ใครอีก
บทที่ 12 - ชาติหน้าก็อย่าไปเป็นสุนัขรับใช้ใครอีก
หลี่เหิงรู้จักเงาร่างนี้
หรือจะพูดให้ถูกก็คือ เขารู้จักนางตอนที่ยังมีชีวิตอยู่
แน่นอนว่าพวกเขาทั้งสองไม่ได้สนิทสนมกันนัก เพียงแค่เคยพบหน้ากันสองสามครั้ง คนหนึ่งมาเยือนเพื่ออ่านตำรา ส่วนอีกคนเป็นผู้ดูแลหอตำรา
เขาจ้องมองหญิงสาวเบื้องหน้าที่ใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด บริเวณลำคอปรากฏรอยถูกรัดจนลึก นางไร้ซึ่งกลิ่นอายแห่งชีวิตโดยสิ้นเชิง เขาอดไม่ได้ที่จะส่ายหน้าไปมาพลางทอดถอนใจ
"ที่แท้ก็เป็นเจ้านี่เอง ช่างน่าเสียดายนัก"
หลี่เหิงเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
แม้สตรีที่เขาเคยพบหน้าเพียงไม่กี่ครั้งผู้นี้จะต้องจบชีวิตลง และกลายเป็นเพียงเครื่องมือเข่นฆ่าผู้คนของภูตผีปีศาจ ทว่าในใจเขากลับไม่ได้รู้สึกเศร้าโศกเสียใจมากนัก เพราะถึงอย่างไรพวกเขาก็ไม่ได้คุ้นเคยกัน
เต็มที่ก็แค่เคยพูดคุยกันไม่กี่ประโยคเท่านั้น
ทว่าไม่รู้เพราะเหตุใด ภายในใจของเขากลับรู้สึกเสียดายอยู่ลึกๆ อาจเป็นเพราะตั้งแต่เขาเดินทางมายังโลกใบนี้ ผู้คนที่เขารู้จักมักคุ้นก็มีเพียงหยิบมือ บัดนี้กลับต้องสูญเสียไปอีกหนึ่งคน
"ดวงวิญญาณของเจ้าคงกลับคืนสู่ปรโลก หรือไม่ก็คงแตกสลายกลายเป็นเธุลีไปแล้วกระมัง เช่นนั้นข้าจะช่วยปลดปล่อยเจ้าให้เป็นอิสระอย่างแท้จริงเอง" ในระหว่างที่หลี่เหิงเอื้อนเอ่ย ร่างกายของเขาก็เริ่มเคลื่อนไหว
ในเมื่อลั่นวาจาว่าจะช่วยปลดปล่อย เขาก็ต้องทำให้สำเร็จ
เพียงชั่วอึดใจเดียว หลี่เหิงก็พุ่งประชิดตัวภูตผีสตรีผู้นั้นแล้ว
ฟุ่บ! หมัดที่แฝงไปด้วยพลังพุ่งทะยานแหวกอากาศออกไปอย่างดุดัน!
หมัดอันหนักหน่วงและรวดเร็วกระแทกเข้าใส่ร่างของภูตผีสตรีอย่างจัง จนร่างของนางกระเด็นลอยไปติดกำแพงด้านข้างและห้อยต่องแต่งอยู่เช่นนั้น เนิ่นนานกว่าจะร่วงหล่นลงมา
ซัดคนลอยติดกำแพงราวกับแขวนภาพวาด
สำหรับหลี่เหิงแล้ว การโจมตีระดับนี้ถือเป็นเรื่องง่ายดายยิ่งนัก
หมัดของเขาผสานเข้ากับวิชาเพ่งจิตมหาตะวัน แฝงไว้ด้วยเจตจำนงแห่งแสงสว่างในการปราบมาร มันได้ชำระล้างพลังสางในร่างของนางจนมลายสิ้น ทำให้นางไม่อาจขยับเขยื้อนได้อีกต่อไปและกลายสภาพเป็นเพียงศพธรรมดา
ทว่าเขากลับไม่ได้รับพลังต้นกำเนิดเลยแม้แต่น้อย
เห็นได้ชัดว่านางเป็นเพียงสมุนรับใช้ของภูตผีปีศาจจริงๆ แถมยังเป็นพวกปลายแถวที่ไม่ได้รับการแบ่งปันพลังจากผู้เป็นนายอีกด้วย
หลี่เหิงดึงสติกลับมา จิตใจของเขาแน่วแน่ยิ่งขึ้น
ในโลกที่เต็มไปด้วยความชั่วร้ายและภูตผีปีศาจเดินเพ่นพ่านเช่นนี้ เขาจำเป็นต้องแข็งแกร่งขึ้น มิเช่นนั้นก็คงต้องพบจุดจบเฉกเช่นสตรีผู้นี้ คือต้องตายไปในระหว่างการปราบมาร
และท้ายที่สุด อาจกลายเป็นเพียงเครื่องมือของพวกมัน
ดังนั้นเขาจึงต้องออกล่าภูตผีปีศาจต่อไปเพื่อรวบรวมพลังต้นกำเนิด หากมีพลังต้นกำเนิดมากพอ ต่อให้เป็นทวยเทพหรือเซียนบนสรวงสวรรค์ เขาก็สามารถสังหารให้ดูได้!
หากดวงตะวันเพียงดวงเดียวสังหารทวยเทพไม่ได้ เขาก็จะเนรมิตดวงตะวันนับไม่ถ้วนมาถล่มให้ราบคาบ ทวยเทพก็ต้องดับดิ้นไปตามๆ กัน!
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงสิ่งทรงพลังเหนือล้ำกว่าดวงตะวันอีกมากมาย
อย่างเช่นห้วงอวกาศอันกว้างใหญ่ไพศาล หรือจักรวาลอันไร้ขอบเขต
หรือแม้แต่ตัวตนตามแนวคิดหรือตำนานที่เล่าขานกันว่าเปี่ยมด้วยพลังอมตะและรอบรู้ทุกสรรพสิ่ง
ด้วยพลังแห่งการเพ่งจิตของเขา เขาสามารถเนรมิตทุกสิ่งให้ปรากฏขึ้นจริงได้อย่างแน่นอน!
ณ ชั้นสี่ของหอจุ้ยเซียง
เมื่อซั่งกวนเยี่ยนได้เห็นภาพเหตุการณ์นี้ นางกลับไม่รู้สึกประหลาดใจเลยแม้แต่น้อย ในเมื่ออีกฝ่ายเป็นถึงคนของหน่วยปราบมาร ย่อมต้องมีเคล็ดวิชาลี้ลับของราชสำนัก การจะสำแดงพลังต่อสู้อันแข็งแกร่งออกมาได้ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอันใด
แต่นั่นกลับยิ่งกระตุ้นความสนใจของนางให้เพิ่มมากขึ้นไปอีก
การได้พิชิตและสยบบุรุษผู้แข็งแกร่งต่างหากเล่าที่มอบความบันเทิงใจอย่างแท้จริง หากเป็นเพียงบุรุษที่อ่อนแอปวกเปียก นางคงไม่คิดจะปรายตามองด้วยซ้ำ
ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งที่ถูกจัดการไปก็เป็นเพียงสมุนปีศาจกระจอกๆ ตนหนึ่ง ซึ่งมีพลังเทียบเท่ากับผู้ฝึกยุทธระดับหล่อเลี้ยงปราณเท่านั้น ซั่งกวนเยี่ยนจึงไม่หวั่นเกรงเลยว่าหลี่เหิงจะสามารถหลุดรอดเงื้อมมือของนางไปได้
ผู้ฝึกยุทธระดับหล่อเลี้ยงปราณไม่มีทางฉีกทลายอาณาเขตผีนี้ได้อย่างแน่นอน!
"เล่นสนุกพอแล้ว หยั่งเชิงก็พอแล้ว เพื่อป้องกันความผิดพลาด จงลงมือได้แล้ว จำไว้ว่าต้องจับเป็น ห้ามทำให้ของเล่นชิ้นใหม่ของข้ามีรอยขีดข่วนเด็ดขาด"
ซั่งกวนเยี่ยนออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงเย็นชา ทว่าเมื่อกล่าวถึงประโยคหลัง ใบหน้าของนางก็พลันแดงระเรื่อ น้ำเสียงแปรเปลี่ยนเป็นยั่วยวนชวนลุ่มหลงอย่างน่าประหลาด
ภายในอาณาเขตผี
ภูตผีที่มีใบหน้าซีดเผือดและรอยถูกรัดลึกที่ลำคอ ในมือถือเชือกเส้นหนึ่ง ปรากฏตัวขึ้นเบื้องหน้าหลี่เหิงอย่างเงียบเชียบ ราวกับผีสางที่ไร้ร่องรอย
ภายในอาณาเขตผี ภูตผีสามารถเคลื่อนย้ายพริบตาได้ดั่งใจนึก
ดูท่าเจ้านี่คงจะเป็นตัวการใหญ่สินะ อาณาเขตผีแห่งนี้ก็คงเป็นฝีมือของมันแน่ๆ ทว่าตราประทับคำว่าทาสตัวเบ้อเริ่มบนหน้าผากนั่นมันหมายความว่าอย่างไรกัน ภูตผีปีศาจมีเจ้านายคอยบงการด้วยหรือ
หลี่เหิงลอบครุ่นคิดในใจ
ปีศาจผู้ดูแลศาลที่กลายสภาพเป็นภูตผีไปแล้วนั้นแทบจะไร้ซึ่งสติปัญญา มันไม่คิดจะเสวนาใดๆ กับหลี่เหิงและพุ่งเข้าโจมตีทันที เมื่อตกอยู่ภายใต้การควบคุมของซั่งกวนเยี่ยน ปีศาจผู้ดูแลศาลจึงทำหน้าที่ปฏิบัติตามคำสั่งของนายหญิงอย่างเคร่งครัดเท่านั้น
จะกล่าวให้ถูกก็คือ
ยามมีชีวิตเป็นเพียงสุนัขเลียแข้งเลียขา ยามตายไปก็ยังไม่วายต้องเป็นสุนัขรับใช้
เชือกในมือของปีศาจผู้ดูแลศาลพุ่งทะยานเข้าหาหลี่เหิงดุจลูกศร เชือกเส้นนี้ดูเหมือนจะเป็นต้นแบบของเชือกเส้นอื่นๆ ภายในอาณาเขตผี ความเร็วของมันนั้นรวดเร็วปานสายฟ้า ถึงขั้นแหวกอากาศจนเกิดเสียงดังฉับ
เพียงชั่วพริบตา เชือกก็พุ่งเข้ามาถึงเบื้องหน้า หลี่เหิงขยับมือรวดเร็วดุจเงาพราย ปล่อยหมัดออกไปนับสิบครั้งในชั่วอึดใจเพื่อคว้าเชือกเส้นนั้นไว้
ทว่าเขากลับต้องประหลาดใจเมื่อพบว่าตนไม่อาจคว้ามันไว้ได้
หรือจะกล่าวให้ถูกคือ เชือกเส้นนี้ราวกับไม่มีอยู่จริง เป็นเพียงภาพลวงตา มือของเขาจึงทะลุผ่านมันไปอย่างง่ายดาย
แต่ในวินาทีถัดมา เชือกเส้นนั้นกลับสวมรัดเข้าที่ลำคอของเขาและรัดแน่นขึ้นอย่างรวดเร็ว หมายจะบีบคอเขาให้ขาดใจตาย
พร้อมกันนั้น พลังสายเลือดในกายของเขาก็หยุดชะงักงัน ถูกพลังแห่งเชือกผีเส้นนี้สะกดไว้จนไม่อาจไหลเวียนได้ตามปกติ
นี่คงเป็นอานุภาพของอาณาเขตผีสินะ สามารถแปรเปลี่ยนสิ่งที่มีตัวตนให้กลายเป็นภาพลวงตา และแปรเปลี่ยนภาพลวงตาให้กลายเป็นสิ่งที่มีตัวตนได้ มิเช่นนั้นเขาคงไม่พลาดท่าคว้าอากาศเช่นนี้ ในเมื่อการสัมผัสทางกายภาพใช้ไม่ได้ผล เช่นนั้นก็ต้องใช้พลังวิเศษเข้าสู้!
หลี่เหิงรีบใช้ความคิดอย่างรวดเร็ว เขาฝืนเค้นพลังสายเลือดในกายให้ปะทุขึ้นเพื่อทำลายการสะกดข่มนั้น พลังสายเลือดหลั่งไหลไปรวมกันที่ฝ่ามือทั้งสองข้าง แล้วเขาก็เอื้อมมือไปจับเชือกผีที่รัดคออยู่อีกครั้ง
คราวนี้ได้ผล เขาสามารถสัมผัสเชือกผีเส้นนั้นได้อย่างชัดเจน จากนั้นเขาก็ระเบิดพลังสายเลือดในกายอย่างสุดแรง รวบรวมพละกำลังมหาศาลไว้ที่ฝ่ามือแล้วกระชากออกอย่างเกรี้ยวกราด
บ่วงเชือกขาดสะบั้นลงในพริบตา แรงกระชากนั้นรุนแรงถึงขั้นเหวี่ยงร่างของปีศาจผู้ดูแลศาลที่อยู่ปลายเชือกอีกด้านให้กระเด็นไปกระแทกกับกำแพง ทว่าการกระทำนี้กลับดูไร้ผล เพราะพริบตาต่อมา ปีศาจตนนั้นก็พลิกตัวกลับมายืนหยัดได้อย่างมั่นคง และจ้องมองหลี่เหิงเขม็งดุจสัตว์ร้าย
หลี่เหิงขมวดคิ้วเล็กน้อย มิน่าเล่าถึงมีคนของหน่วยปราบมารต้องมาสังเวยชีวิตให้กับภูตผีตนนี้ อย่าเห็นว่าเขารับมือได้อย่างง่ายดายเชียว นั่นเป็นเพราะเขามีวิชาเพ่งจิตที่สามารถสำแดงอานุภาพแห่งมหาตะวัน ทำให้เขาฝืนระเบิดพลังสายเลือดเพื่อทลายการสะกดข่มได้ต่างหาก
หากเปลี่ยนเป็นผู้ฝึกยุทธหรือผู้บำเพ็ญเพียรคนอื่น คงถูกสะกดทั้งพลังสายเลือดและพลังวิเศษอื่นๆ จนหมดสิ้น ทางรอดเดียวที่มีคือความตายภายใต้เชือกผีมรณะเส้นนี้!
ซั่งกวนเยี่ยนที่เฝ้ามองเหตุการณ์อยู่ถึงกับเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ ประกายประหลาดใจพาดผ่านดวงตาของนาง นางเริ่มรู้สึกว่าหลี่เหิงผู้นี้ดูลึกลับซับซ้อนยิ่งนัก
เขาสามารถทลายการสะกดข่มของเชือกผีแล้วระเบิดพลังสายเลือดออกมาได้เชียวหรือ
แม้หวังไห่ยามมีชีวิตจะเป็นเพียงสวะ แต่บัดนี้เมื่อกลายเป็นภูตผีปีศาจ กลับมีพลังต่อสู้เทียบเท่ากับผู้ฝึกยุทธระดับหล่อหลอมกระดูกแห่งขอบเขตสร้างรากฐาน ยิ่งเมื่ออยู่ในอาณาเขตผีเช่นนี้ พลังของมันอาจทัดเทียมกับยอดปรมาจารย์ขอบเขตผลัดเปลี่ยนโลหิตเลยทีเดียว
แต่ถึงกระนั้น มันก็ยังไม่อาจจัดการกับบุรุษผู้นี้ได้หรือ
นี่ทำให้ความสนใจของนางยิ่งพุ่งพล่าน
"หวังไห่เอ๋ยหวังไห่ ยามมีชีวิตเจ้าก็เป็นแค่สวะที่ต้องให้ข้าคอยช่วยเหลือ พอตายกลายเป็นผีก็ยังต้องให้ข้าออกโรงช่วยอีก ช่างเป็นสุนัขรับใช้ที่ไม่ได้เรื่องเสียจริง"
ซั่งกวนเยี่ยนเอ่ยเหยียดหยามอย่างไม่ปิดบัง นางใช้เคล็ดวิชาลี้ลับบางอย่างผ่านตราประทับทาส เพื่อกระตุ้นพลังของปีศาจผู้ดูแลศาลให้พุ่งขึ้นถึงขีดสุด ปีศาจตนนั้นเริ่มคลุ้มคลั่ง กลิ่นอายความน่าสะพรึงกลัวเพิ่มพูนขึ้นอย่างรวดเร็ว
อาณาเขตผีโดยรอบขยายตัวและแข็งแกร่งยิ่งขึ้น ความหนาวเหน็บยะเยือกแผ่ซ่านไปทั่วทุกอนูราวกับตกลงไปในถ้ำน้ำแข็ง คอยกัดกินพลังสายเลือดของผู้คนอย่างตะกละตะกลาม
ซั่งกวนเยี่ยนกระหยิ่มยิ้มย่องในใจ
หวังไห่ในเวลานี้สามารถต่อกรกับยอดปรมาจารย์ขอบเขตผลัดเปลี่ยนโลหิตได้อย่างสูสี และด้วยพลังหนุนจากอาณาเขตผี ต่อให้เป็นปรมาจารย์ขอบเขตปราณแท้ก็ยังต้องหลีกทางให้ แล้วเจ้าจะเอาอะไรมาสู้!
สัตว์ประหลาดตัวร้ายเข้าสู่สภาวะคลุ้มคลั่งขั้นที่สองแล้ว บรรยากาศรอบด้านเต็มไปด้วยสภาวะบั่นทอนกำลัง ทั้งความอ่อนแอ การถูกกัดกิน และการเคลื่อนไหวที่เชื่องช้า
แล้วคนธรรมดาทั่วไปจะเอาชนะได้อย่างไร
โชคดีที่เขามีของวิเศษ
เขาขยับความคิดเพียงนิด บนปลายนิ้วชี้ก็ปรากฏเปลวเพลิงสีทองลุกโชนขึ้นมา เปลวไฟเต้นเร่าสาดแสงสว่างไสวไปทั่วอาณาเขตผีแห่งนี้
มิติรอบด้านบิดเบี้ยวและเลือนรางราวกับภาพลวงตา
เมื่อเผชิญหน้ากับปีศาจผู้ดูแลศาลที่กำลังพุ่งเข้าใส่ หลี่เหิงก็ดีดนิ้วเพียงแผ่วเบา เปลวเพลิงสีทองนั้นก็พุ่งไปเกาะติดร่างของปีศาจตนนั้นในทันที
"เดินทางปลอดภัยล่ะ ชาติหน้าก็อย่าไปเป็นสุนัขรับใช้ใครอีก"
"หากเจ้ายังมีโอกาสได้เกิดใหม่ในชาติหน้าน่ะนะ"
ทันทีที่เปลวเพลิงสีทองสัมผัสถูกร่างของภูตผีปีศาจ มันก็ลุกลามไปทั่วร่างอย่างรวดเร็ว แผดเผาจากภายนอกทะลวงเข้าสู่ภายใน และจากภายในปะทุออกสู่ภายนอกอย่างบ้าคลั่ง
ท้ายที่สุด ร่างนั้นก็กลายเป็นเถ้าถ่านร่วงหล่นลงเกลื่อนพื้น
ซั่งกวนเยี่ยนที่เฝ้ามองผ่านกระจกถึงกับอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง
นั่นมันเปลวเพลิงบ้าอะไรกัน!
[จบแล้ว]