- หน้าแรก
- กำเนิดมหาเทพวงการบันเทิง สร้างซูเปอร์สตาร์ทะลุมิติ
- บทที่ 5 - ผู้ชายเกาะผู้หญิงกิน
บทที่ 5 - ผู้ชายเกาะผู้หญิงกิน
บทที่ 5 - ผู้ชายเกาะผู้หญิงกิน
บทที่ 5 - ผู้ชายเกาะผู้หญิงกิน
เมื่อเพลงจบลง เธอก็ปรบมือ “เพราะจังเลย ใครร้องเหรอ?”
“เติ้งลี่จวินน่ะ”
“นักร้องฝั่งนายเหรอ?”
“เสียชีวิตไปยี่สิบกว่าปีแล้วล่ะ แต่ผลงานยังเป็นอมตะ ว่าแต่ฝั่งเธอมีดาราดังๆ บ้างไหม?”
“อุตสาหกรรมบันเทิงฝั่งฉันพัฒนาไปไกลมากแล้ว ส่วนใหญ่เป็นดาราเสมือนจริงกันหมด”
“ห๊ะ?”
“ก็ดาราเสมือนจริงไง! ฮิตมาตั้งยี่สิบปีแล้ว พวกนักร้องนักแสดงที่เป็นคนจริงๆ ทำได้แค่วนเวียนอยู่ตามเวทีละครเวที อุปรากร หรือไม่ก็งานแสดงโชว์ช่วงค่ำเท่านั้นแหละ ทุกคนต่างก็แอบเดากันว่าเรื่องนี้รัฐบาลต้องอยู่เบื้องหลังแน่ๆ”
“ทำไมล่ะ?”
“ดาราที่เป็นคนจริงๆ ไม่ได้สร้างผลผลิตอะไร ไร้การศึกษา สิ้นเปลืองทรัพยากร แต่กลับทำเงินได้มหาศาล เกิดมาก็เป็นจุดสนใจของประชาชน เป็นช่องทางให้พวกนายทุนเข้ามาสมรู้ร่วมคิดได้ง่าย ส่งผลกระทบต่อมวลชน มีแต่พวกปลาเน่ากุ้งเหม็น นำพาแต่ค่านิยมแย่ๆ”
คำพูดเหล่านี้ราวกับถอดแบบมาจากวิชาหน้าที่พลเมือง อาหยวนท่องจำมาจนขึ้นใจ “แต่ดาราเสมือนจริงนั้นต่างออกไป หน้าตาดี ความสามารถรอบด้าน นิสัยไร้ที่ติไม่มีเรื่องอื้อฉาวให้ภาพลักษณ์พังทลาย แถมยังช่วยสอนเด็กๆ ให้ตั้งใจเรียนและพัฒนาตัวเองได้อีกด้วย...”
จวงโจวปรบมือแปะๆ
ยอดเยี่ยมไปเลย!
ทว่าอาหยวนกลับพูดต่อ “นั่นมันเรื่องในยุคเร่งรัดการผลิตน่ะ ตอนนั้นเพิ่งกลับมาสงบสุขได้ไม่นาน กฎระเบียบเลยเข้มงวดมาก แต่ตอนนี้สภาพความเป็นอยู่ดีขึ้นแล้ว ก็เลยผ่อนปรนลงมา
ดาราเสมือนจริงในยุคแรกๆ ล้วนสมบูรณ์แบบไปเสียหมด พอคนดูเริ่มเบื่อ ต่อมาก็เลยเละเทะไปหมด ทีมงานจะสร้างคาแรคเตอร์และวางเส้นทางต่างๆ ให้กับดาราเสมือนจริง พวกเขามีข่าวซุบซิบ แย่งชิงงานกัน หรือกระทั่งคบหาแต่งงานกันก็มี
ตอนนี้เทคโนโลยีพัฒนาไปไกลมาก ถ้ามีทีมงานคอยจัดการ ตั้งแต่เริ่มวางแผนจนถึงเปิดตัวใช้เวลาแค่ไม่กี่เดือน แต่ถ้าสร้างเองคนเดียว ใช้เวลาแค่ไม่กี่วันก็เสร็จแล้ว ด้วยเหตุนี้ ในแต่ละวันจึงมีดาราเสมือนจริงเกิดขึ้นมาเป็นพันเป็นหมื่นคน แต่มีแค่ไม่กี่คนที่อยู่รอดได้
คนดูก็ไม่ใส่ใจหรอก ไม่ชอบคนนี้ก็ยังมีคนต่อไป เหมือนอย่างคำที่นายเคยพูดนั่นแหละ?”
“อินโวลูชัน แข่งขันกันอย่างดุเดือดน่ะเหรอ?”
“ใช่ แข่งขันกันดุเดือดสุดๆ!”
น่าสนใจ!
จวงโจวครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วถามว่า “เธอรู้ไหมว่าทำไมถึงเป็นแบบนี้?”
“ทำไมล่ะ?”
“ก็เพราะผลงานและต้นทุนไง! ผลงานคุณภาพสูงนั้นหายาก ส่วนต้นทุนในการสร้างดาราเสมือนจริงก็ต่ำทติดดิน ส่งผลให้มีจำนวนมากจนล้นตลาด นี่คือความขัดแย้งพื้นฐาน ดาราที่เป็นคนจริงๆ ก็เหมือนกัน ถ้าไม่มีผลงาน แล้วจะรักษาความนิยมไว้ได้ยังไง? ก็ต้องพึ่งพาวิธีการสกปรกน่ะสิ!”
ระหว่างที่พูด ความคิดบางอย่างก็ค่อยๆ ผุดขึ้นมาในหัวของเขา
เขาค้นหาแฟลชไดร์ฟออกมาอันหนึ่ง จัดการก๊อปปี้วิดีโอจากคอมพิวเตอร์ของตัวเองลงไปมั่วๆ แล้วถามว่า “ไอ้นี่ใช้ได้ไหม?”
“ว้าว ฉันเพิ่งเคยเห็นของเก่าสภาพดีขนาดนี้เป็นครั้งแรกเลยนะเนี่ย”
“น้องสาว นี่ฉันเพิ่งซื้อมาใหม่นะ!”
“ก็เหมือนกันนั่นแหละ ฉันเข้าใจความหมายของนาย”
อาหยวนรื้อค้นของในกองขยะ แล้วหยิบคอมพิวเตอร์ที่หน้าตาคล้ายโน้ตบุ๊กในยุคปัจจุบันออกมา พร้อมกับตัวแปลงสัญญาณที่หน้าตาเหมือนเครื่องรูดบัตร เธอจัดการปรับแต่งอยู่พักหนึ่งแล้วพยักหน้า “อืม ใช้ได้!”
“ก็ดีแล้ว!”
ทั้งสองคนใช้อุปกรณ์ของตัวเองเชื่อมต่อกับเครือข่ายอินเทอร์เน็ตของฝั่งตัวเอง โดยมีตัวแปลงสัญญาณเป็นสื่อกลาง
การแลกเปลี่ยนข้อมูลสำเร็จลุล่วง จวงโจวดีใจมาก แต่แล้วเขาก็ค่อยๆ ห่อไหล่ หนีบขาสองข้างเข้าหากัน ท่าทางดูบิดไปบิดมา “ฉันอยากเข้าห้องน้ำ”
“อะไรนะ?”
“ฉันอยากเข้าห้องน้ำ!”
“จะเข้าก็เข้าสิ จะตะโกนทำไม?”
อาหยวนทำหน้าขยะแขยง ลุกขึ้นไปเปิดประตูห้องนอน
จวงโจวรู้สึกประหม่าขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก เขายืนอยู่หน้าประตูแล้วยกเท้าก้าวข้ามไปอย่างระมัดระวัง ไม่มีอะไรผิดปกติ เขาสามารถข้ามมาฝั่งนี้ได้จริงๆ ด้วย
ด้านนอกห้องนอนไม่ใช่ห้องนั่งเล่น แต่เป็นห้องครัวซอมซ่อ มีประตูเล็กๆ บานหนึ่งซึ่งก็คือห้องน้ำแคบๆ ด้านในมีชักโครกและอ่างล้างหน้า ซึ่งก็ไม่ได้ดูแปลกตาอะไร
“ทำไมมันดูคล้ายๆ อาคารห้องแถวทรงท่อเลย? แต่ดูดีกว่าหน่อย...”
เขาสำรวจไปพลางตะโกนบอก “เธอเข้าไปเลยนะ ห้ามแอบดูเด็ดขาด!”
“ฉันไม่ใช่พวกโรคจิตนะ ถ้านายพูดจาเหลวไหลอีกฉันจะตีนายจริงๆ ด้วย!”
อาหยวนล้วงลูกบอลสีแดงออกมาจากกระเป๋า แล้วแกว่งไปมาอย่างแรง
“ตกลงไอ้นั่นมันคืออะไรกันแน่?”
“เมื่อก่อนมันเป็นของเล่นน่ะ แต่ต่อมาก็พัฒนาจนกลายเป็นอาวุธป้องกันตัวไปแล้ว”
เอาเถอะ!
หลังจากทำธุระส่วนตัวเสร็จ เขากลับมาที่ห้องนอนแล้วพูดว่า “เมื่อกี้ลองดูมือถือ ในห้องน้ำไม่มีสัญญาณ แต่พอเข้ามาในนี้ก็มี สองห้องนี้เชื่อมต่อกันเป็นมิติพิเศษจริงๆ ด้วย เอาล่ะ ดึกแล้ว นอนเถอะ”
“นอนเหรอ?” เธอแทบจะขว้างลูกบอลใส่เขาอยู่แล้ว
“แยกกันนอน! แยกกันนอนไง!”
...
ค่ำคืนนี้ช่างยาวนานเหลือเกิน
จะหลับลงได้ยังไงล่ะ! ใครมันจะไปหลับลง?
ผ้าม่านถูกรูดปิด ด้านล่างมีโต๊ะเตี้ยๆ วางอยู่ บนโต๊ะมีกระดาษที่เขียนว่า [หลักการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ] แปะไว้
ฝั่งโน้นไม่มีเสียงความเคลื่อนไหวใดๆ ไม่รู้ว่าเด็กสาวกำลังทำอะไรอยู่ ส่วนจวงโจวนอนอยู่บนเตียง เล่นโทรศัพท์มือถือ แค่พลิกตัวนิดเดียว แสงและเงาก็จะทาบทับลงบนผ้าม่าน
เขารู้สึกเหมือนได้ยินเสียงลมหายใจจากฝั่งตรงข้ามด้วยซ้ำ
ความรู้สึกแบบนี้มันแปลกประหลาดมาก ทั้งสมจริงและลวงตา ทั้งใกล้ชิดและห่างไกล เป็นคนแปลกหน้าต่อกัน แต่กลับต้องมาอยู่ใต้ชายคาเดียวกันอย่างน่าประหลาด...
นอนกลิ้งไปกลิ้งมาอยู่นาน ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจส่งข้อความหาแม่ ใจความคร่าวๆ คือเขาจะไปเหิงเตี้ยน คงไม่กลับมาในระยะเวลาอันใกล้นี้
ผ่านไปพักใหญ่ ฝั่งนั้นไม่รู้ว่ากำลังดื่มเหล้าหรือเล่นไพ่นกกระจอกอยู่ ตอบกลับมาสั้นๆ แค่สามคำ “รู้แล้วน่า!”
“เฮ้อ...”
ตั้งแต่เด็กพ่อแม่ก็เลี้ยงดูเขาแบบปล่อยปละละเลย ไม่ค่อยเอาใจใส่เท่าไหร่นัก แต่เรื่องเงินทองไม่เคยขาดตกบกพร่อง ถึงจะหย่ากันแล้ว ก็ยังทิ้งทรัพย์สินไว้ให้ไม่น้อย—ซูเปอร์มาร์เก็ตของสดนั่นก็เป็นของแม่ตั้งแต่แรกแล้ว
เธอรู้ว่าเขามีเพื่อนอยู่ที่เหิงเตี้ยน
สาขาสื่อสารมวลชนนั้นครอบคลุมสายงานกว้างมาก ทั้งงานข่าว การตลาด ออกแบบผลิตภัณฑ์ การประพันธ์และการแสดงล้วนรวมอยู่ในนั้น เขามีเพื่อนสนิทคนหนึ่งชื่อเมิ่งเฉาหยาง เรียนจบก็กระโจนเข้าสู่วงการบันเทิงในฐานะนักเขียนบท
เคยเป็นนักเขียนเงา เคยเขียนบทรายการวาไรตี้ เคยเป็นผู้ช่วยนักเขียนบทชื่อดัง ปัจจุบันเป็นนักเขียนบทประจำกองถ่าย ต้องคอยรับกรรมแก้บทพูดให้กับพวกดาราดังหน้าใหม่ทุกวัน
พูดยาวๆ ไม่ได้ อ่านคำศัพท์ยากๆ ไม่ออก แถมยังมีพวกที่ชอบขอเพิ่มบทให้ตัวเองอีก พอคนหนึ่งเพิ่มบท คนอื่นก็ต้องโดนตัดบท... นี่แหละคืองานของนักเขียนบทประจำกองถ่าย
ลำบากยังพอทน แต่ที่สำคัญคือไม่เห็นเม็ดเงินเลย เหล่าเมิ่งใช้เวลาครึ่งปีไปกับการปั่นต้นฉบับ และอีกครึ่งปีไปกับการทวงค่าจ้าง ความปรารถนาสูงสุดในชีวิตคือการได้มีชื่อขึ้นเครดิตในฐานะนักเขียนบท
การแข่งขันมันช่างดุเดือดจริงๆ!
เด็กจบใหม่แข่งขันกันหางาน วงการบันเทิงยิ่งแข่งขันกันดุเดือดกว่า ตั้งแต่มีการปฏิรูปนโยบายภาพยนตร์ในปี 2003 จนถึงตอนนี้ แค่วิทยาลัยศิลปะชื่อดังสามแห่งก็ผลิตนักศึกษาออกมาตั้งเท่าไหร่แล้ว? นี่ยังไม่รวมพวกเด็กเอกเต้น เอกร้องเพลง พวกมาจากรายการประกวด หรือเด็กศิลปะจากสถาบันอื่นๆ ที่มาแย่งงานกันอีก
“ถึงพวกนายจะลำบากลำบนแค่ไหน แต่ฉันทะลุมิติมาแล้วนะเว้ย!”
จวงโจวถือโทรศัพท์มือถือ ค้นหาแชตกลุ่มเพื่อนสมัยมหาวิทยาลัยหลายกลุ่ม ตอนนี้แต่ละคนต่างก็แยกย้ายกันไปดิ้นรนต่อสู้ชีวิต
ในกลุ่มเงียบเหงา ไม่ค่อยมีใครพูดคุยอะไร เขาเลยส่งอั่งเปากลุ่มละสองร้อยหยวนเข้าไป ไวปานวอดวาย! แต่ละคนพากันโผล่หัวออกมาเหมือนตัวตุ่นโผล่จากหลุมหาของกิน:
“ว่าแล้วเชียวใครมันจะใจป้ำขนาดนี้ ที่แท้ก็ท่านประธานจวงนี่เอง!”
“ประธานจวงเปิดสาขาใหม่เหรอ ถึงได้อารมณ์ดีขนาดนี้?”
“จะว่าไป ส้มที่ฉันถืออยู่นี่อาจจะบินตรงมาจากซูเปอร์มาร์เก็ตของประธานจวงก็ได้นะ”
“ประธานจวงรีบๆ กลายเป็นนายทุนหน้าเลือดไวๆ นะ จะได้มาเปย์พวกเราทั้งมหาวิทยาลัย ฟินเว่อร์!”
“พวกหลานเนรคุณเอ๊ย!”
จวงโจวพิมพ์ตอบกลับไป ในกลุ่มหัวเราะครื้นเครงกันอยู่พักหนึ่ง แล้วก็กลับไปเงียบเหงาตามเดิม
เขาทำได้เพียงถอนหายใจออกมา
............
อาหยวนกำลูกบอลไว้แน่นมาตลอด คอยจับตาดูความเคลื่อนไหวจากฝั่งโน้น เห็นเพียงแสงไฟสลัวๆ วูบวาบไปมา ชวนให้รู้สึกรำคาญใจ
เธอเพิ่งจะอายุสิบเจ็ด เจอเรื่องแบบนี้ใครบ้างจะไม่ตื่นเต้น? แต่ในขณะที่ตื่นเต้น ก็รู้สึกเหมือนค้นพบถ้ำสมบัติเพียงลำพัง แอบรู้สึกตื่นเต้นท้าทายอยู่ลึกๆ
โชคดีที่คนชื่อเหล่าจวงนั่นไม่มีทีท่าคุกคามอะไร
เฮ้อ!
จู่ๆ เธอก็ลุกพรวดขึ้นมา นึกถึงปริมาณอาหารที่เขากินไปเมื่อมื้อเย็น กินจุกินดุราวกับจะสวาปามภูเขาและแม่น้ำเข้าไปทั้งลูก จึงเริ่มกลุ้มใจขึ้นมาอีกครั้ง: แบบนี้จะเลี้ยงไหวได้ยังไงเนี่ย?
[จบแล้ว]