- หน้าแรก
- ยอดกวีขยี้บัลลังก์
- บทที่ 1815 - ออกเดินทาง
บทที่ 1815 - ออกเดินทาง
บทที่ 1815 - ออกเดินทาง
บทที่ 1815 - ออกเดินทาง
แม้จะผ่านไปพักใหญ่แล้วนับตั้งแต่เส้นทางรถไฟเปิดให้บริการ แต่สถานีรถไฟก็ยังคงคลาคล่ำไปด้วยผู้คนและคึกคักอยู่เสมอ
แม้ความตื่นเต้นอยากรู้อยากเห็นของผู้คนจะค่อยๆ จางหายไป แต่ชื่อเสียงของรถไฟก็ได้แพร่สะพัดออกไปในวงกว้างแล้ว ในแต่ละวันมีผู้คนมากมายเดินทางไปมาระหว่างฉางอันและลั่วหยาง ดังนั้นสถานีรถไฟจึงยังคงคึกคักไม่เสื่อมคลาย
ไม่เพียงแต่สถานีรถไฟเท่านั้นที่คึกคัก แม้แต่โรงเตี๊ยม ร้านเหล้า ภัตตาคาร และร้านค้าในละแวกใกล้เคียง ก็พลอยขายดิบขายดีไปด้วย
เมื่อไม่กี่ปีก่อน ที่แห่งนี้ยังเป็นเพียงลานกว้างรกร้าง ใครจะไปคิดว่าเพียงปีสองปีให้หลัง จะกลายเป็นชุมชนขนาดย่อมที่คึกคักและจอแจถึงเพียงนี้
แม้ฟ้าจะเพิ่งสาง แต่สถานีรถไฟก็เริ่มมีเสียงจอแจแล้ว แน่นอนว่าเวลานี้ประตูเมืองฉางอันเพิ่งจะเปิด ผู้คนมากมายเพิ่งจะทยอยเดินทางออกมาจากเมือง อีกราวๆ ครึ่งชั่วยาม ที่นี่ก็จะยิ่งเนืองแน่นไปด้วยผู้คน
ซูเฉิงนำขบวนรถม้าอันยาวเหยียดอ้อมไปเข้าทางประตูด้านหลังของสถานีรถไฟ โดยมีผู้ดูแลสถานีรถไฟยืนรอต้อนรับอยู่ก่อนแล้ว
"ท่านกงเย่ ข้าน้อยได้เตรียมตู้โดยสารไว้สี่ตู้ พร้อมออกเดินทางได้ทุกเมื่อขอรับ ทางฝั่งสถานีลั่วหยางก็เตรียมรถม้าและผู้คนรอรับคำสั่งไว้เรียบร้อยแล้วเช่นกันขอรับ" ผู้ดูแลสถานีรายงานด้วยความนอบน้อม
ซูเฉิงพยักหน้าอย่างพอใจ "อืม เจ้าทำงานได้ดีมาก ข้าไว้ใจเจ้าได้เสมอ อ้อ อีกเรื่องหนึ่ง การเดินทางด้วยรถไฟออกจากฉางอันของข้าในวันนี้ เจ้าต้องปิดไว้เป็นความลับ ห้ามแพร่งพรายเด็ดขาด"
ผู้ดูแลสถานีได้ยินก็ชะงักไป ต้องปิดเป็นความลับด้วยหรือ?
หรือว่าการที่ท่านกงเย่เดินทางออกจากฉางอันในครั้งนี้ จะเป็นการรับราชโองการลับจากฮ่องเต้เพื่อไปปฏิบัติภารกิจลับอะไรบางอย่าง?
แต่สถานีรถไฟก็กว้างใหญ่และมีผู้คนพลุกพล่านขนาดนี้ แถมท่านกงเย่ยังนำขบวนรถม้าและผู้ติดตามมาตั้งมากมาย จะปิดเป็นความลับได้อย่างไรกัน?
เมื่อเห็นสีหน้าลำบากใจของผู้ดูแลสถานี ซูเฉิงก็หัวเราะเบาๆ "ไม่ต้องกังวลไป ข้าไม่ได้จะให้เจ้าปิดบังอะไรมากมายนัก แค่อย่าให้แพร่งพรายออกไปก่อนก็พอ ข้าไม่ได้อยู่ฉางอัน ช้าเร็วพวกขุนนางในราชสำนักก็ต้องรู้อยู่ดี"
ผู้ดูแลสถานีได้ฟังดังนั้นก็ถึงกับบางอ้อ ใช่แล้ว ท่านกงเย่คือขุนนางคนสำคัญผู้มีอำนาจล้นฟ้าและเป็นที่จับตามองของราชสำนัก หากท่านกงเย่ไม่อยู่ในฉางอัน มีหรือที่พวกขุนนางเหล่านั้นจะไม่รู้
เมื่อรู้ว่าไม่ได้ถูกสั่งให้ปิดความลับขั้นสุดยอด ผู้ดูแลสถานีก็โล่งใจ รีบรับคำ "ท่านกงเย่โปรดวางใจ ข้าน้อยจะพยายามเก็บเป็นความลับให้มิดชิดที่สุดขอรับ"
ซูเฉิงพยักหน้าอย่างพึงพอใจ ก่อนจะกำชับเพิ่มเติม "ยังมีอีกเรื่อง หากพวกเฉิงฉู่มั่ว เว่ยฉื่อเป่าหลิน หลี่ฉงอี้ ฝางอี๋จือ ฉินหวยเต้า หรือหลี่เจิ้น มาขอขึ้นรถไฟ เจ้าจงปฏิเสธพวกเขาทั้งหมด อ้างไปเลยว่าตู้โดยสารถูกจองเต็มหมดแล้ว และห้ามไม่ให้พวกเขาขึ้นรถไฟไปลั่วหยางเป็นเวลาอย่างน้อยสิบวัน เข้าใจหรือไม่?"
ขัดขวางไม่ให้พวกเฉิงฉู่มั่ว เว่ยฉื่อเป่าหลิน ขึ้นรถไฟไปลั่วหยางงั้นหรือ?
ผู้ดูแลสถานีได้ยินแล้วก็ถึงกับสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แม้เขาจะเป็นถึงผู้ดูแลสถานีรถไฟ แต่ในความเป็นจริง เขาก็เป็นเพียงบ่าวรับใช้ของจวนกั๋วกงเท่านั้น เขามีสิทธิ์อะไรไปขวางทางพวกเฉิงฉู่มั่ว เว่ยฉื่อเป่าหลินได้?
พวกนั้นน่ะเป็นถึงคุณชายของจวนกั๋วกงทั้งนั้น ถึงจะดูเป็นแค่ผู้ติดตามที่ว่านอนสอนง่ายต่อหน้าท่านกงเย่ แต่ในสายตาคนฉางอัน พวกเขาก็คือพวกตัวแสบที่ไม่มีใครกล้าแหยม
แค่คนเดียวก็ยังไม่รู้จะรับมือไหวไหม แต่นี่เล่นให้ขวางทางทีเดียวหลายคน ท่านกงเย่ประเมินเขาไว้สูงเกินไปหรือเปล่าเนี่ย?
คิดแล้ว ผู้ดูแลสถานีก็ทำได้เพียงฝืนยิ้มขื่นๆ
ซูเฉิงย่อมรู้ดีว่าทำไมผู้ดูแลสถานีถึงมีสีหน้าเช่นนั้น เขาหัวเราะร่วน "เอาล่ะๆ เจ้าไม่ต้องกังวลไป ตอนที่เจ้าห้ามพวกนั้น ก็อ้างชื่อข้าไปเลย บอกพวกนั้นไปว่า หากกล้ามาหาเรื่องเจ้า วันหลังข้าก็จะไม่พาพวกนั้นไปเที่ยวเล่นด้วยอีก แล้วก็ไม่ต้องกลัวว่าพวกนั้นจะทำร้ายเจ้า ถึงเจ้าจะไม่ได้เป็นขุนนางในราชสำนัก แต่ในเมื่อเจ้าเป็นถึงผู้ดูแลสถานีรถไฟ ชื่อของเจ้าก็เป็นที่รู้จักของฮ่องเต้แล้ว พวกเฉิงฉู่มั่วไม่มีทางกล้าทำอะไรเจ้าหรอก!"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ผู้ดูแลสถานีก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก แค่อ้างชื่อท่านกงเย่ก็เอาอยู่แล้ว แถมคำพูดของท่านกงเย่ก็ถูกเผง แม้เขาจะเป็นเพียงบ่าวรับใช้ของจวนกั๋วกง แต่ก็เป็นคนที่ท่านกงเย่ไว้วางใจ อย่างมากพวกเฉิงฉู่มั่วก็คงได้แต่ด่าทอเขา คงไม่กล้าลงไม้ลงมือหรอก
ยิ่งไปกว่านั้น การที่ท่านกงเย่บอกว่าชื่อของเขาไปถึงพระกรรณฮ่องเต้แล้ว ก็ยิ่งทำให้เขารู้สึกภูมิใจลึกๆ
แม้สถานีรถไฟจะไม่ใช่หน่วยงานของรัฐ แต่ความสำคัญของมันก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าหน่วยงานใดๆ เลย
อีกทั้งเขายังได้ยินมาว่า หลังจากที่ทางรถไฟสร้างเสร็จ ราชสำนักจะมีการตั้งหน่วยงานขึ้นมาดูแลโดยเฉพาะ
เมื่อคิดได้เช่นนี้ แม้จะเป็นเพียงบ่าวรับใช้ของจวนกั๋วกง แต่เขาก็มีหน้ามีตาไม่แพ้ขุนนางในราชสำนักเลยทีเดียว
ผู้ดูแลสถานีตบหน้าอกรับปากอย่างหนักแน่น "ท่านกงเย่โปรดวางใจ ข้าน้อยจะขวางไม่ให้พวกคุณชายขึ้นรถไฟเป็นเวลาครึ่งเดือนเลยขอรับ"
ซูเฉิงพยักหน้ายิ้มๆ "เจ้ามีใจแบบนั้นก็ดีแล้ว ความจริงมันก็เป็นแค่การป้องกันไว้ก่อน พวกเขาอาจจะไม่ได้อยากนั่งรถไฟไปลั่วหยางก็ได้"
บรรดาองครักษ์ต่างช่วยกันขนสัมภาระจากรถม้าขึ้นไปจัดเรียงบนตู้โดยสารอย่างรวดเร็ว ก่อนจะทยอยกันขึ้นไปประจำที่บนรถไฟ
เสิ่นเสี่ยวพาสาวใช้ที่ถือกล่องไม้ตามไปขึ้นตู้โดยสารส่วนตัวที่ถูกจัดเตรียมไว้
หลังจากสั่งเสียเรียบร้อยแล้ว ซูเฉิงก็ก้าวขึ้นรถไฟเช่นกัน
เมื่อเห็นว่านายท่านขึ้นไปบนรถไฟแล้ว ผู้ดูแลสถานีก็รีบสั่งการ "ในเมื่อท่านกงเย่ขึ้นรถไฟแล้ว ก็รีบออกรถได้!"
สิ้นเสียงหวูดรถไฟดังลั่นขบวน รถไฟก็ค่อยๆ เคลื่อนตัวออกจากสถานี ก่อนจะเร่งความเร็วขึ้นเรื่อยๆ
ด้านนอกสถานีรถไฟยังคงคลาคล่ำไปด้วยผู้คน แต่พวกเขาต่างก็คุ้นชินกับภาพของรถไฟแล้ว ไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นเหมือนเมื่อก่อน
ในขณะที่ซูเฉิงกำลังนั่งรถไฟเดินทางออกจากฉางอันนั้นเอง ณ ดินแดนที่ห่างออกไปหลายพันลี้ ภายในคฤหาสน์บรรพบุรุษตระกูลหวังแห่งไท่หยวน หวังเซิ่งหนานกำลังตั้งใจชงชาอย่างพิถีพิถัน
แน่นอนว่า ผู้ที่ทำให้หวังเซิ่งหนานยอมชงชาให้ด้วยความตั้งใจเช่นนี้ ย่อมต้องเป็นปู่ของนาง หรือก็คือผู้นำตระกูลหวังแห่งไท่หยวนนั่นเอง
"นังหนูนี่ ที่มาทำดีด้วยแบบนี้ คงมีเรื่องอะไรให้ปู่ช่วยแน่ๆ ว่ามาสิ มีเรื่องอะไรจะขอร้องปู่?" ท่านปู่เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงกึ่งตำหนิพลางจิบชาที่หลานสาวชงให้อย่างอารมณ์ดี
หวังเซิ่งหนานส่งยิ้มหวาน "แหม ท่านปู่ก็พูดไปนั่น หลานไม่ได้กลับมาเสียนาน ก็แค่คิดถึงท่านปู่ อยากจะมาแสดงความกตัญญูก็เท่านั้นเองเจ้าค่ะ!"
ท่านปู่ลูบเคราสีดอกเลายิ้มๆ "อืมมม ที่แท้ก็มาแสดงความกตัญญูนี่เอง งั้นก็ดี เดี๋ยวถ้าเจ้าเอ่ยปากขอร้องอะไร ปู่ก็จะได้ไม่ต้องรับปากไงล่ะ"
หวังเซิ่งหนานได้ยินดังนั้นก็รีบเข้าไปเขย่าแขนท่านปู่พลางออดอ้อน "ท่านปู่ ทำไมทำกับหลานแบบนี้ล่ะเจ้าคะ? ท่านปู่ไม่รักหลานแล้วหรือ? สงสัยหลานคงคิดถึงท่านปู่เก้อเสียแล้ว!"
"พอๆ เลิกเขย่าได้แล้ว! กระดูกกระเดี้ยวปู่จะหักหมดแล้ว! เอาล่ะ มีอะไรก็รีบว่ามาสิ ปู่จะลองฟังดูก่อน" ท่านปู่ปรามด้วยน้ำเสียงไม่จริงจังนัก แม้จะรักและเอ็นดูหลานสาวคนนี้มากเพียงใด แต่เขาก็รู้ดีว่าหลานสาวคนนี้ทั้งฉลาดแกมโกงและกล้าหาญชาญชัย เขาจึงไม่กล้ารับปากอะไรสุ่มสี่สุ่มห้า
หวังเซิ่งหนานยิ้มร่า "ท่านปู่ ความจริงมันไม่ใช่เรื่องส่วนตัวของหลานหรอกเจ้าค่ะ แต่มันเป็นเรื่องงานต่างหาก ในเมื่อหลานเป็นถึงรองประธานสมาคมการค้าทางทะเล หลานก็ควรจะไปดูงานที่กองเรือที่ไห่โจวบ้าง ไม่ใช่มัวแต่เป็นหลงจู๊ที่ปล่อยปละละเลย ขืนเป็นแบบนี้ ตำแหน่งรองประธานของหลานก็คงมีแต่ชื่อ ไม่มีผลงาน ท่านปู่ว่าจริงไหมเจ้าคะ?"
เมื่อท่านปู่ได้ยินดังนั้น ก็เลิกคิ้วถาม "โอ๊ะ? นี่เจ้าอยากจะไปไห่โจวหรือ?"
(จบแล้ว)