เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 302 หันศาสตราสู่สมุทร (ตอนแรก)

บทที่ 302 หันศาสตราสู่สมุทร (ตอนแรก)

บทที่ 302 หันศาสตราสู่สมุทร (ตอนแรก)


บทที่ 302 หันศาสตราสู่สมุทร (ตอนแรก)

ก่อนรุ่งสาง เฉิงอวี้ตื่นจากการหลับใหล

ความจริงแล้ว ตลอดทั้งคืนเขาไม่ได้นอนหลับสนิทเลยแม้แต่น้อย ยามอายุล่วงเลยเข้าสู่วัยชรา ความต้องการนอนหลับก็ลดน้อยถอยลง อีกทั้งในใจเขายังมีเรื่องราวให้ต้องขบคิดมากมาย เมื่อวานนี้กวนอูเดินทางกลับมายังราชสำนัก และหลิวซั่วได้รั้งตัวเขาไว้เพื่อหารือเป็นการลับ มีข่าวลือเล็ดลอดออกมาจากภายในพระราชวังว่ากำลังจะเกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เฉิงอวี้พลิกตัวไปมาอยู่บนเตียงหลายตลบ จนกระทั่งในที่สุดก็ตัดสินใจลุกขึ้นมาสวมเสื้อคลุมแล้วนั่งลงข้างหน้าต่าง

ภายนอกหน้าต่างนั้นเห็นเพียงเงาดำทะมึนอันหนาทึบของเมืองฉางอัน มีเพียงคบเพลิงของทหารตรวจตราหมวดราตรีที่เคลื่อนผ่านไปตามท้องถนน ราวกับลูกไฟวิญญาณที่ล่องลอย เสียงเคาะไม้บอกเวลาของคนยามดังแว่วมาจากที่ไกลตา ยามนี้เข้าสู่ช่วงสี่นาฬิกาแล้ว

บ่าวเฒ่าคนหนึ่งเดินเข้ามาอย่างเงียบเชียบพร้อมกับจุดตะเกียงน้ำมัน "นายท่าน ได้เวลาเตรียมตัวเข้าประชุมเช้าแล้วขอรับ"

เฉิงอวี้ส่งเสียงขานรับในลำคอ ก่อนจะลุกขึ้นผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า ชุดขุนนางของเขาเพิ่งตัดเย็บใหม่เมื่อปีกลาย ตัวเสื้อเป็นสีม่วงเข้มปักลายเมฆา ยามสวมใส่ให้ความรู้สึกหนักอึ้งอยู่บนร่างกาย เขาจัดหมวกและเสื้อผ้าให้เรียบร้อยหน้ากระจกทองเหลือง บุรุษที่ปรากฏในกระจกนั้นมีเส้นผมและหนวดเคราเริ่มเปลี่ยนเป็นสีดอกเลา รอยเหี่ยวย่นบนใบหน้าเพิ่มมากขึ้นทว่าดวงตายังคงทอประกายแจ่มชัดยิ่งนัก ยามนี้เมื่อนับตามปีศตวรรษที่สอง เขาน่าจะมีอายุราวหกสิบปีได้แล้ว

"เตรียมรถม้า" เขาเอ่ยสั่ง

รถม้าเคลื่อนตัวออกจากประตูจวน ล้อรถบดขยี้ลงบนถนนหินสีเขียวปนฟ้า บนท้องถนนมีรถม้าและม้าของขุนนางคนอื่นๆ เดินทางอยู่ก่อนแล้ว โคมไฟที่แขวนเรียงรายส่องแสงสลัวรางท่ามกลางสายหมอก เสียงเกือกม้า เสียงล้อรถ และเสียงกระซิบกระซาบอย่างแผ่วเบาผสมปนเปกัน ทำให้เมืองฉางอันในยามก่อนรุ่งสางนี้เปี่ยมไปด้วยพลังชีวิตอันแปลกประหลาด

เฉิงอวี้เลิกม่านรถม้าขึ้นมุมหนึ่งแล้วมองออกไปภายนอก บ้านเรือนของราษฎรตามริมทางยังคงมืดมิด ทว่าแผงขายอาหารเช้าหลายร้านได้ตั้งเตาไฟเสร็จสิ้นแล้ว ควันไฟและไอน้ำลอยคละคลุ้งส่งความร้อน ทหารกองลาดตระเวนเดินสวนทางผ่านไป เสียงเกราะกระทบกันเป็นจังหวะอย่างพร้อมเพรียง นั่นคือทหารลาดตระเวนเมืองหลวงที่มิได้อยู่ในสภาพพร้อมศึก หากแต่ปฏิบัติตามกฎระเบียบของยุคสมัยอันสงบสุข

"ผ่านไปเกือบสองปีแล้วสินะ..." เฉิงอวี้พึมพำกับตัวเอง

นับตั้งแต่หลิวซั่วเสด็จขึ้นครองราชย์จนถึงบัดนี้ กาลเวลาได้ล่วงเลยไปเกือบสองปีแล้ว การสู้รบสิ้นสุดลง ยุคเข็ญอันวุ่นวายได้จบสิ้นลงแล้ว ทว่าเขากลับรู้สึกเสมอว่ายังมีบางสิ่งบางอย่างค้างคาอยู่ในใจ หิวซั่วมิใช่ทรราชย์หรือกษัตริย์ที่จะพึงพอใจอยู่เพียงแค่การรักษาแผ่นดินดั้งเดิมไว้ เรื่องนี้เขารู้ดีกว่าผู้ใด ดังนั้น ก้าวต่อไปจะเป็นเช่นไรเล่า

เมื่อรถม้ามาถึงหน้าพระราชวังเว่ยยาง ลานกว้างก็เนืองแน่นไปด้วยผู้คนเสียแล้ว เฉิงอวี้ก้าวลงจากรถ จัดระเบียบแขนเสื้อให้เรียบร้อย แล้วเดินไปอยู่ด้านหน้าสุดของแถวขุนนางฝ่ายพลเรือน เฉินกงเดินทางมาถึงก่อนแล้ว ขุนนางทั้งสองสบตากัน ไม่มีผู้ใดเอ่ยคำพูด ทว่าดวงตาของทั้งคู่ต่างมีความคลางแคลงใจในเรื่องเดียวกัน

"พวกท่านได้ยินข่าวบ้างหรือไม่" รองเสนาบดีผู้หนึ่งที่อยู่ใกล้ๆ กระซิบกระซาบกับเพื่อนขุนนาง "เกี่ยวกับกองทัพเรือ มีไม้ซุงชุดใหม่ส่งมาถึงท่าเรือหลางหยา ทั้งหมดเป็นไม้เนื้อแข็งจากหนานหยาง ไม้ซุงเพียงท่อนเดียวมีมูลค่าเทียบเท่ากับไม้ธรรมดาถึงสิบท่อน"

"ได้ยินมาว่าอู่ต่อเรือที่กรมโยธาธิการสร้างขึ้นที่มณฑลนั้น สามารถต่อเรือใหญ่ที่มีความยาวถึงสามสิบจ้างได้เลยทีเดียว..."

เสียงกระซิบกระซาบเหล่านั้นราวกับสายลมที่พัดผ่านไปมาในแถวของเหล่าขุนนาง เฉิงอวี้หลับตาลงรับฟัง ในใจเริ่มปะติดปะต่อเรื่องราวและรับรู้ถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นได้บ้างแล้ว

เมื่อถึงช่วงสามส่วนของยามเหม่า เสียงระฆังก็ดังกังวานขึ้น

ประตูพระราชวังค่อยๆ เปิดออก เสียงเพลาไม้ขนาดใหญ่ที่หมุนตัวอย่างหนักอึ้งดังก้องกังวานไปไกลในสายหมอกยามเช้า ขันทีขานประกาศด้วยน้ำเสียงลากยาว "เชิญเหล่าขุนนางเข้าสู่ท้องพระโรง!"

ขบวนขุนนางเริ่มเคลื่อนไหว เฉิงอวี้เดินอยู่ด้านหน้าสุด ย่างก้าวของเขามั่นคง ทว่าหัวใจกลับเต้นรัวเร็ว เขาหวนนึกถึงเหตุการณ์เมื่อสิบกว่าปีก่อนที่มณฑลเหยี่ยนโจวยามที่เขาได้พบกับหลิวซั่วเป็นครั้งแรก ในเวลานั้นหลิวซั่วยังเป็นเพียงเด็กหนุ่ม ทว่าดวงตากลับมีประกายแสงชนิดหนึ่งที่เขาไม่เคยพบเห็นจากผู้ใดมาก่อน ยามนี้ ประกายแสงนั้นกำลังจะส่องสว่างไปยังที่ใดกันแน่

เมื่อก้าวเข้าสู่ท้องพระโรง เหล่าขุนนางแยกออกเป็นสองแถว สายตาของทุกคนจับจ้องไปที่พระราชบัลลังก์ ซึ่งยามนี้ยังคงว่างเปล่า

หลังจากรอคอยอยู่ชั่วครู่ ประตูข้างก็เปิดออก

หลิวซั่วก้าวเดินเข้ามา

พระองค์มิได้ฉลองพระองค์ด้วยชุดพิธีการ หากแต่สวมชุดลำลองสีดำสนิท มีสายรัดเอวทำด้วยหนัง คาดกระบี่เล่มหนึ่งไว้ที่ข้างกาย กระบี่เล่มนั้นเฉิงอวี้จำได้เป็นอย่างดี มันถูกตีขึ้นตั้งแต่ยามที่พวกเขายังอยู่ที่มณฑลเหลียงโจว และได้ติดตามหลิวซั่วผ่านศึกเหนือเสือใต้มาโดยตลอด ฝักกระบี่ถูกเช็ดถูจนขึ้นเงาวาววับ หลิวซั่วก้าวเดินอย่างมั่นคง ใบหน้าเรียบเฉยไร้ความรู้สึก พระองค์เดินตรงไปยังพระราชบัลลังก์ทว่ามิได้ประทับลง หากแต่ยืนตระหง่าน สายพระเนตรกวาดมองขุนนางเบื้องล่างราวกับคมดาบ

"ทุกคนมาครบแล้ว" พระองค์ตรัสขึ้น น้ำเสียงมิได้ดังกร้าว ทว่าท้องพระโรงกลับเงียบสงัด จนทุกถ้อยคำที่เอ่งมานั้นหนักแน่นราวกับตกลงกระทบพื้น

เหล่าขุนนางก้มศีรษะลงคำนับ "ถวายบังคม พะยะค่ะ ฝ่าบาท"

"ตามสบาย" หลิวซั่วยกพระหัตถ์ขึ้นและเข้าสู่เรื่องสำคัญทันที "การประชุมขุนนางในวันนี้ เราจะพูดถึงเรื่องสำคัญเพียงสองเรื่องเท่านั้น"

พระองค์ทรงเว้นจังหวะ สายพระเนตรเลื่อนไปตกอยู่ที่กวนอูซึ่งยืนอยู่หัวแถวของขุนนางฝ่ายทหาร กวนอูก้มศีรษะลงเล็กน้อย มือของเขากดอยู่ที่ด้ามกระบี่ จนข้อนิ้วเริ่มเปลี่ยนเป็นสีขาว

"เรื่องแรก" หลิวซั่วตรัส "คือการจัดระเบียบกองทัพทางน้ำใหม่"

ท้องพระโรงยิ่งเงียบงันลงกว่าเดิม แม้แต่เสียงหายใจก็ยังถูกสะกดไว้ เฉิงอวี้รู้สึกได้ถึงเสียงหัวใจที่เต้นโครมครามอยู่ข้างหู

"ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป กองทัพทางน้ำจะแยกตัวเป็นอิสระ และเปลี่ยนชื่อเรียกว่า กองทัพเรือ" น้ำเสียงของหลิวซั่วแจ่มชัด ทรงตรัสทีละคำอย่างหนักแน่น "เรือรบ ทหาร ท่าเรือ และอู่ต่อเรือทั้งหมดที่เคยสังกัดกองทัพทางน้ำดั้งเดิม จะถูกโอนย้ายไปอยู่ภายใต้การดูแลของกองทัพเรือ ส่วนกองกำลังภาคพื้นดินจะถูกเรียกรวมกันว่า กองทัพบก โดยโครงสร้างการจัดกำลัง การวางกำลัง และระบบการบังคับบัญชาจะยังคงเดิมไม่เปลี่ยนแปลง"

พระองค์หันไปมองทางกวนอู "กวนอู"

"กระหม่อมอยู่นี่พะยะค่ะ" กวนอูก้าวเท้าออกมาแล้วคุกเข่าลงข้างหนึ่ง

"เราแต่งตั้งให้เจ้าเป็นเสนาธิการใหญ่แห่งกองทัพเรือ มีอำนาจเด็ดขาดในการบริหารกิจการทหารเรือทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการฝึกทหาร การสร้างเรือ การคัดเลือกแม่ทัพ และการตั้งท่าเรือ ทั้งหมดนี้ให้เจ้าเป็นผู้ตัดสินใจ ภายในเวลาสามปี เจ้าต้องฝึกปรือกองกำลังทางทะเลอันเกรียงไกรให้แก่เรา กองทัพที่สามารถเดินเรือระยะไกล ทำศึกทางเรือ และยกพลขึ้นบกได้ เจ้าจะทำได้หรือไม่"

กวนอูเงยหน้าขึ้น ดวงตาดั่งนกฟีนิกซ์ทอประกายแสง "กระหม่อมน้อมรับพระบัญชา! หากภายในสามปีไม่สำเร็จ กระหม่อมยินดีตัดหัวมาถวายพะยะค่ะ!"

"เราไม่ต้องการหัวของเจ้า" หลิวซั่วโบกพระหัตถ์ให้ลุกขึ้น "เราต้องการให้เจ้ายามมีชีวิต นำพากองทัพเรือออกสู่มหาสมุทร"

จากนั้นพระองค์ทรงหันไปมองเสนาบดีกรมโยธาธิการ หลิวเหย่ "หลิวเหย่ เรื่องการต่อเรือคืบหน้าไปถึงไหนแล้ว"

หลิวเหย่ก้าวออกมาข้างหน้า ในมือประคองม้วนแผ่นไม้ไผ่หนาเตอะ "ทูลฝ่าบาท อู่ต่อเรือที่มณฑลได้ปล่อยเรือรบชั้นเหยี่ยวทะเลลงน้ำแล้วสิบสองลำ แต่ละลำมีความยาวสามสิบจ้าง กว้างหกจ้าง มีดาดฟ้าสามชั้น สามารถบรรทุกสินค้าได้ห้าพันต้าน อีกทั้งยังติดตั้งหน้าไม้กลยี่สิบตัวและเครื่องยิงหินสี่เครื่อง ส่วนอู่ต่อเรือที่หลางหยาและไคว่จีปล่อยเรือลงน้ำแล้วอู่นละแปดลำ และจะสามารถปล่อยลงน้ำได้อีกยี่สิบลำก่อนสิ้นปีนี้ นอกจากนี้ ยังได้เริ่มดำเนินการสร้างเรือมหาสมบัติชั้นวาฬที่ออกแบบขึ้นใหม่ ซึ่งมีความยาวห้าสิบจ้าง กว้างสิบสองจ้าง บรรทุกสินค้าได้หนึ่งหมื่นต้าน คาดว่าจะสามารถปล่อยลงน้ำได้ในฤดูร้อนปีหน้าพะยะค่ะ"

เสียงสูดหายใจด้วยความตกตะลึงดังขึ้นเบาๆ ในท้องพระโรง เรือที่มีความยาวถึงห้าสิบจ้าง นั่นคือนิยามของสิ่งใดกัน มันมิใช่เรือแล้ว หากแต่เป็นเมืองลอยน้ำเมืองหนึ่งเลยทีเดียว

หลิวซั่วพยักพระพักตร์ "ดีมาก ไปบอกพวกช่างฝีมือว่าไม่ต้องเสียดายงบประมาณ เรือต้องมีความแข็งแกร่งและสามารถต้านทานลมพายุและคลื่นยักษ์ได้"

"รับพระบัญชาพะยะค่ะ"

"อีกเรื่องหนึ่ง" หลิวซั่วหันไปมองเจ้ากรมสถาบันธรรมชาติวิทยา "เรื่องกล้องส่องทางไกลเล่าเป็นอย่างไรบ้าง"

ขุนนางวัยกลางคนรูปร่างผอมบางคนหนึ่งก้าวออกมา ในมือประคองกระบอกยาวที่ห่อหุ้มด้วยผ้าไหมสีเหลือง "ทูลฝ่าบาท โรงงานเครื่องแก้วของสถาบันธรรมชาติวิทยาเพิ่งผลิตกล้องส่องทางไกลพันลี้รุ่นใหม่ขึ้นมาได้หนึ่งร้อยชิ้น มีระยะการมองเห็นไกลถึงสิบลี้ เลนส์แก้วถูกขัดเงาด้วยกรรมวิธีใหม่ ให้ภาพที่คมชัดและไม่มีภาพซ้อน สินค้าชุดแรกได้ส่งมอบให้กองทัพทางน้ำนำไปทดลองใช้งานแล้ว เหล่าแม่ทัพเรือต่างรายงานว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการตรวจตราทางทะเลและจำแนกเส้นทางเดินเรือพะยะค่ะ"

ขุนนางผู้นั้นเปิดผ้าห่อออก เผยให้เห็นกระบอกทองเหลือง หลิวซั่วก้าวเดินลงมาจากแท่นพระราชบัลลังก์ ทรงหยิบกล้องนั้นขึ้นมาส่องมองออกไปภายนอกท้องพระโรง ก่อนจะพยักพระพักตร์ "ไม่เลว จงพัฒนาต่อไป กระบอกส่องต้องเคลือบสารกันความชื้นให้ดี เพราะความชื้นในทะเลนั้นรุนแรงมาก"

"รับพระบัญชาพะยะค่ะ"

หลิวซั่วส่งกล้องส่องทางไกลคืนไป แล้วเดินกลับไปที่พระราชบัลลังก์ ทรงวางพระหัตถ์ลงบนที่เท้าแขนพลางทอดพระเนตรมองขุนนางทั้งหลาย "พวกเจ้าทุกคนคงกำลังสงสัย แผ่นดินเพิ่งจะสงบราบคาบ ทุกสิ่งทุกอย่างยังรอการฟื้นฟู เหตุใดจึงต้องรีบร้อนสร้างกองทัพเรือให้สิ้นเปลืองแรงงานราษฎรและสูบเงินในท้องพระคลังเช่นนี้ เป้าหมายคือสิ่งใดกันแน่"

ไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยคำขานรับ

หลิวซั่วหัวเราะหยันเบาๆ ก่อนจะเดินไปที่แผนที่ขนาดใหญ่ยักษ์ที่แขวนอยู่ในท้องพระโรง แผนที่ชิ้นนั้นถูกทำขึ้นใหม่ โดยใช้ผ้าไหมเนื้อละเอียดอย่างยิ่งและน้ำหมึกสีสันสดใส แสดงให้เห็นดินแดนที่ไม่เคยมีผู้ใดพบเห็นมาก่อน ทิศตะวันออกแสดงให้เห็นคาบสมุทร เกาะหว่า และยังมีผืนแผ่นดินที่เลือนลางไกลออกไปทางตะวันออก ทิศใต้แสดงให้เห็นหมู่เกาะทางใต้ของมณฑลเจียวโจวที่เรียงรายราวกับดวงดาว ทิศตะวันตกมิได้มีเพียงดินแดนประจิมเท่านั้น ทว่ายังมียาวไกลไปถึงแคว้นปาร์เธียและแคว้นต้าฉิน และทิศเหนือที่เลยพ้นเขตทุ่งหญ้าทางใต้

"พวกเจ้าจงดูตรงนี้" นิ้วพระหัตถ์ของหลิวซั่วชี้ลงไปอย่างหนักแน่นที่เกาะหว่า "สถานที่แห่งนี้คือแคว้นหว่า มันมีภูเขาเงิน ตามรายงานข่าวกรอง เหมืองเงินแห่งนี้ทอดยาวนับร้อยลี้ และเนื้อแร่มีปริมาณเงินสูงยิ่งนัก ดินแดนต้าฮั่นของเราขาดแคลนสิ่งใด เงินตราอย่างไรเล่า เหรียญทองแดงมีไม่เพียงพอ และการแลกเปลี่ยนสินค้าด้วยสิ่งของก็ไม่สะดวกในการค้าขาย หากเราได้เงินจากที่นี่มา เราจะสามารถผลิตเหรียญเงินเพื่อใช้ควบคู่กับเหรียญทองแดงได้ และวิกฤตการขาดแคลนเงินตราก็จะหมดสิ้นไป"

นิ้วพระหัตถ์ของพระองค์เลื่อนลงไปทางใต้ ชี้ไปที่กลุ่มเกาะแห่งหนึ่ง "สถานที่แห่งนี้คือหนานหยาง มันเป็นแหล่งผลิตเครื่องเทศ ไม่ว่าจะเป็นพริกไทย กานพลู หรือจันทน์เทศ ซึ่งมีค่าเท่ากับทองคำ ยามที่พวกตระกูลร่ำรวยในภาคกลางจัดงานเลี้ยง การโรยพริกไทยเพียงไม่กี่เม็ดลงในอาหารก็ถือเป็นความหรูหราอลังการแล้ว หากเราสามารถควบคุมพื้นที่ผลิตเครื่องเทศและขนส่งกลับมายังภาคกลางได้ เครื่องเทศเพียงเรือลำเดียวจะมีมูลค่ามากกว่าผ้าไหมสิบลำเสียอีก"

พระองค์เลื่อนนิ้วพระหัตถ์ลงไปทางใต้อีก ชี้ไปที่เกาะขนาดใหญ่กว่า "สถานที่แห่งนี้มีพันธุ์ข้าวที่สามารถเก็บเกี่ยวได้ปีละสามครั้ง ข้าวในภาคกลางของเรา ต่อให้ดีเลิศเพียงใด ก็เก็บเกี่ยวได้เพียงปีละครั้ง หากเกิดภัยธรรมชาติก็หมายถึงความสูญเสียทั้งหมด หากเรานำพันธุ์ข้าวนี้เข้ามาทดลองปลูกในมณฑลเจียวโจวและมณฑลหยางโจว ผลผลิตต่อหมู่จะเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว เมื่อราษฎรอิ่มท้อง ราชสำนักก็จะได้จัดเก็บภาษีได้มากขึ้นด้วย"

ท้องพระโรงตกอยู่ในความเงียบงัน มีเพียงสุรเสียงของหลิวซั่วที่ดังก้อง

พระองค์หันกลับมาทอดพระเนตรมองทุกคน "และนี่เป็นเพียงผลประโยชน์ระยะสั้นเท่านั้น แล้วผลประโยชน์ระยะยาวเล่าคือสิ่งใด" พระองค์เดินกลับไปที่แผนที่ ใช้นิ้วลากผ่านเส้นแนวชายฝั่งทะเล "เมื่อมีกองทัพเรือ เรือสินค้าของเราก็จะสามารถออกไปค้าขายทางทะเลได้โดยไม่ต้องถูกกดขี่ขูดรีดจากแว่นแคว้นต่างๆ ในดินแดนประจิม เครื่องปั้นดินเผา ผ้าไหม และใบชา จะสามารถขนส่งตรงไปยังดินแดนต่างชาติเพื่อแลกเปลี่ยนเป็นทองคำ เงิน ทรัพย์สมบัติ และพันธุ์พืชชั้นดีกลับมา"

นิ้วพระหัตถ์ของพระองค์ชี้ไปทางทิศตะวันตกอีกครั้ง "เส้นทางสายไหมทางบกมีด่านตรวจกี่แห่ง มีโจรป่าบนหลังม้ากี่กลุ่ม หากเราไปทางทะเลและหลีกเลี่ยงสิ่งเหล่านั้นทั้งหมด เราก็จะสามารถไปถึงแคว้นต้าฉินได้โดยตรง กำไรจากสินค้าเรือเพียงลำเดียวจะเพิ่มขึ้นเป็นสิบเท่า"

ในที่สุด พระหัตถ์ของพระองค์ก็กดลงบนอาณาเขตของต้าฮั่น "ที่สำคัญที่สุด เมื่อมีกองทัพเรือ ชาวฮั่นของเราจะไม่ใช่ชนชาติที่อยู่แต่บนผืนดินอีกต่อไป หากแต่เป็นชนชาติแห่งมหาสมุทร ผืนดินมีวันสิ้นสุด แต่ทว่ามหาสมุทรไม่มีวันจบสิ้น หากภาคกลางเกิดความแออัด ลูกหลานของเราก็สามารถออกไปต่างแดนเพื่อบุกเบิกผืนดินใหม่ หากเกิดทุพภิกขภัย พวกเขาก็สามารถออกทะเลเพื่อหาเลี้ยงชีพ หากพวกเขามีความทะเยอทะยาน ก็สามารถออกทะเลเพื่อสร้างผลงานอันยิ่งใหญ่ได้"

พระองค์เดินกลับไปประทับบนพระราชบัลลังก์ สายพระเนตรดั่งไฟประลัยกัลป์ "ดังนั้นเราขอถามพวกเจ้า การสร้างกองทัพเรือเป็นการสิ้นเปลืองแรงงานราษฎรและสูบเงินในท้องพระคลังงั้นหรือ"

ท้องพระโรงเงียบกริบไปชั่วครู่ จากนั้นเฉิงอวี้ก็ก้าวเท้าออกมาแล้วก้มกราบทูล "ฝ่าบาททรงมองการณ์ไกลยิ่งนัก ส่วนพวกกระหม่อมนั้นช่างโง่เขลานัก ทว่าค่าใช้จ่ายของกองทัพเรือนั้นมหาศาลยิ่ง แม้ยามนี้ท้องพระคลังจะเต็มเปี่ยม แต่การสร้างทางหลวงแผ่นดิน การพัฒนาการชลประทาน และการตั้งสถานศึกษาทั่วแผ่นดิน ล้วนต้องใช้เงินทองและเสบียงอาหาร หากเราทุ่มเงินจำนวนมากไปกับกองทัพเรืออีก กระหม่อมเกรงว่า..."

"เกรงว่าภาระของราษฎรจะเพิ่มขึ้นงั้นรึ" หิวซั่วตรัสขัดคำพูดพร้อมกับสรวลเบาๆ "เฉิงอวี้ เจ้าดูแลการร่างฎีกาและราชโองการ เจ้าควรจะรู้ดีว่า ตั้งแต่ปีกลายจนถึงบัดนี้ มีชาวฮั่นกี่คนที่ถูกเกณฑ์แรงงานมาสร้างทางหลวงแผ่นดิน ขุดคลอง และสร้างพระราชวัง"

เฉิงอวี้ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะกราบทูลว่า "นับตั้งแต่ฝ่าบาทเสด็จขึ้นครองราชย์ ยังไม่มีชาวฮั่นแม้แต่คนเดียวที่ถูกเกณฑ์แรงงานพะยะค่ะ"

"ถ้าเช่นนั้น ใครเล่าเป็นคนทำงานในโครงการเหล่านี้"

"ล้วนเป็นพวกเชลยพะยะค่ะ เชลยศึกจากเกาโกวี่รี่ ฟูอวี๋ ซงหนู ชนเผ่าเร่ร่อน และชนเผ่าต่างชาติอื่นๆ รวมแล้วมีจำนวนมากกว่าสามแสนเจ็ดหมื่นคน กระจายอยู่ตามมณฑลต่างๆ พะยะค่ะ"

"แล้วจำนวนผู้บาดเจ็บล้มตายเล่าเป็นอย่างไร"

เฉิงอวี้เปิดแผ่นไม้ไผ่ในมืออ่าน "ตั้งแต่ปีกลายจนถึงบัดนี้ ผู้ที่เสียชีวิตจากความเหนื่อยล้า เจ็บไข้ได้ป่วย หรืออุบัติเหตุ มีจำนวนประมาณห้าหมื่นคนพะยะค่ะ ทว่าก็มีเชลยศึกชุดใหม่ถูกส่งเข้ามาทดแทนอย่างต่อเนื่องพะยะค่ะ"

หลิวซั่วพยักพระพักตร์แล้วหันไปมองเสนาบดีกรมกลาโหม賈詡 "เจี่ยสวี่ บอกเราซิว่า การทำงานของพวกเชลยเหล่านี้เมื่อเทียบกับชาวฮั่นแล้วเป็นอย่างไร"

เจี่ยสวี่ก้าวออกมา น้ำเสียงของเขาดังกังวาน "ทูลฝ่าบาท พวกเชลยทำงานโดยไม่ยอมออมแรงและไม่กล้าเกียจคร้านเลยพะยะค่ะ หากผู้คุมเข้มงวดเพียงเล็กน้อย พวกเขาก็จะทำงานอย่างถวายชีวิต ในการสร้างทางหลวงแผ่นดิน กองกำลังเชลยสามารถทำงานได้รวดเร็วขึนถึงสามส่วนเมื่อเทียบกับแรงงานเกณฑ์ในอดีต ยิ่งไปกว่านั้น ไม่จำเป็นต้องจ่ายค่าแรงเลยพะยะค่ะ เราเพียงแต่จัดหาอาหารให้ พวกเขาได้กินอาหารวันละสองมื้อ เป็นข้าวต้มบางๆ กับขนมปังหยาบก็เพียงพอแล้วพะยะค่ะ"

หลิวซั่วหันไปมองเสนาบดีกรมโยธาธิการ บังท่ง "บังท่ง บ้านเรือนและสะพานที่สร้างโดยพวกเชลยนั้นมีคุณภาพเป็นอย่างไร"

บังท่งกราบทูลว่า "ทุกสิ่งที่สร้างขึ้นโดยพวกเชลยล้วนก่อสร้างตามแบบแปลนอย่างเคร่งครัดพะยะค่ะ เพราะการควบคุมงานนั้นเข้มงวดมาก จึงไม่มีผู้ใดกล้าลดทอนวัสดุ เขื่อนกั้นแม่น้ำหวงเหอที่สร้างขึ้นเมื่อปีกลายยังคงปลอดภัยดีในช่วงน้ำหลากในฤดูร้อนปีนี้พะยะค่ะ"

ยามนั้นเองหลิวซั่วจึงหันไปมองเฉิงอวี้และเหล่าขุนนางในท้องพระโรง "พวกเจ้าได้ยินหรือไม่ การใช้เชลยทำให้งานเสร็จเร็วขึ้น ดีขึ้น และไม่ต้องเสียเงินทอง เงินทองและเสบียงอาหารที่ประหยัดได้นั้น เพียงพอที่จะบำรุงกองทัพเรือหรือไม่"

เฉิงอวี้ตกอยู่ในความเงียบ มิใช่ว่าเขาไม่รู้เรื่องเหล่านี้ ทว่าในฐานะขุนนางฝ่ายพลเรือน เขาจึงมีความกังวลตามสัญชาตญาณเกี่ยวกับรายจ่ายอันมหาศาล แต่ในเมื่อหลิวซั่วได้คำนวณบัญชีอย่างแจ่มแจ้งเช่นนี้แล้ว เขาก็ไม่มีสิ่งใดจะเอ่ยคัดค้านได้อีก

"ฝ่าบาท" เฉินกงก้าวออกมา "ย่อมต้องมีวันหนึ่งที่พวกเชลยถูกใช้งานจนหมดสิ้น ถึงเวลานั้นเราจะทำอย่างไรพะยะค่ะ"

"หมดสิ้นงั้นรึ" หลิวซั่วสรวล รอยสรวลนั้นมีความเย็นชาแฝงอยู่ "เฉินกง เจ้าคิดว่าในโลกนี้มีเชลยอยู่เพียงเท่านี้งั้นหรือ"

พระองค์ลุกขึ้นและเดินไปที่แผนที่อีกครั้ง นิ้วพระหัตถ์ชี้ไปในหลายทิศทาง

"ทางทิศตะวันออก คาบสมุทร ชนเผ่าซานฮั่น มีประชากรหลายแสนคน แคว้นหว่า มีประชากรมากกว่าหนึ่งล้านคน ทางทิศใต้ ยังมีชนเผ่าซานเยว่หลายเผ่าที่ยังไม่ได้ถูกปราบปราม และชาวพื้นเมืองนับไม่ถ้วนทางใต้ของมณฑลเจียวโจว อีกทั้งยังมีอาณาจักรที่อยู่ยาวไกลไปทางทิศตะวันตกยิ่งกว่าดินแดนประจิม ทางทิศเหนือ ยังมีชนเผ่าที่อยู่เลยพ้นเขตทุ่งหญ้าทางใต้"

พระองค์หันกลับมา สายพระเนตรกวาดมองขุนนางทั้งหลาย "ทั้งหมดนี้คือแรงงาน ต้าฮั่นต้องการแรงงานเพื่อสร้างถนน ขุดแม่น้ำ และบุกเบิกที่ดินทำกิน พวกเขาคือแรงงานเหล่านั้น เราขาดแคลนคน และพวกเขามีคน เราต้องทำอย่างไรเล่า"

พระองค์ทรงเว้นจังหวะ ตรัสทีละคำอย่างชัดถ้อยชัดคำ "จงพิชิตพวกเขา และพากันกลับมา"

ความเงียบสงัดราวกับป่าช้าปกคลุมไปทั่วท้องพระโรง

ถ้อยคำเหล่านี้ช่างตรงไปตรงมาและโหดเหี้ยมยิ่งนัก ทว่ามันกลับมีเหตุผลรองรับอย่างสมบูรณ์แบบ

"ฝ่าบาท" เจี่ยสวี่เอ่ยขึ้นอย่างช้าๆ "การทำสงครามอย่างต่อเนื่องเช่นนี้ มิใช่เป็นการกระหายสงครามงั้นหรือพะยะค่ะ กระหม่อมเกรงว่ามันอาจจะทำลายรากฐานของแผ่นดินได้"

"กระหายสงครามงั้นรึ" หลิวซั่วหันไปมองเขา "เจี่ยสวี่ บอกเราซิว่า ปีกลายเราใช้เงินทองและเสบียงอาหารไปกับการศึกในต่างแดนเป็นจำนวนเท่าใด"

เจี่ยสวี่กราบทูลว่า "การศึกกับเกาโกวี่รี่และฟูอวี๋ในปีกลาย ใช้เสบียงอาหารไปสามแสนต้าน และเงินห้าสิบล้านเหรียญพะยะค่ะ"

"แล้วเรายึดทรัพย์สินกลับมาได้เท่าใด"

"ทองคำและเงินที่ยึดมาได้มีมูลค่าแปดสิบล้านเหรียญ เสบียงอาหารสี่แสนต้าน และเชลยศึกวัยฉกรรจ์อีกมากกว่าแปดหมื่นคนพะยะค่ะ"

"ถ้าเช่นนั้น มันเป็นผลกำไรหรือความสูญเสียเล่า"

"เป็นผลกำไรพะยะค่ะ"

หลิวซั่วเดินกลับไปที่พระราชบัลลังก์ "ดังนั้น สิ่งนี้เรียกว่าการกระหายสงครามงั้นหรือ สิ่งนี้เรียกว่าการใช้สงครามเลี้ยงสงคราม การต่อสู้ต้องใช้เงินทอง แต่ถ้าเจ้าชนะ เงินทองนั้นก็จะสามารถหาคืนมาได้ และยังสามารถหาได้มากกว่าเดิม เชลยสามารถทำงานได้ ประหยัดแรงงานของชาวฮั่น ผืนดินสามารถทำฟาร์มได้ เพิ่มพูนภาษีของราชสำนัก เส้นทางการค้าสามารถเปิดออกได้ ส่งเสริมความรุ่งเรืองทางการค้า"

พระองค์ทอดพระเนตรมองเจี่ยสวี่และทุกคน "เรารู้ว่าในใจของพวกเจ้ายังคงรู้สึกว่าสงครามเป็นสิ่งที่ไม่ดีเสมอ มีความตาย มีความพินาศ แต่จงลองคิดดู ตั้งแต่กบฏโจรโพกผ้าเหลืองจนถึงบัดนี้ ในช่วงเวลายี่สิบปีนี้ ยามที่ไม่มีสงคราม ราษฎรมีความเป็นอยู่ที่ดีงั้นหรือ ในรัชสมัยของพระเจ้าเลนเต้ ไม่มีสงคราม ทว่ามีราษฎรอดตายกี่คน ยามนี้เราต่อสู้ พวกเชลยล้มตาย และชาวฮั่นมีชีวิตอยู่ สิ่งใดคือความเมตตาที่แท้จริงเล่า"

ไม่มีผู้ใดสามารถให้คำตอบได้

"เรามิใช่คนบ้าเลือด" น้ำเสียงของหลิวซั่วอ่อนโยนลง "แต่เราเข้าใจหลักการข้อหนึ่ง ความเมตตาต่อศัตรูคือความโหดร้ายต่อราษฎรของตนเอง การจะทำให้ราษฎรแห่งต้าฮั่นมีความเป็นอยู่ที่ดี ย่อมต้องมีผู้ยอมชดใช้ ราคาค่างวดนี้ไม่ควรจ่ายโดยชาวฮั่น หากแต่ควรจ่ายโดยชนเผ่าต่างชาติ"

พระองค์ทรงเว้นจังหวะ "ยามที่แผ่นดินสงบราบคาบอย่างแท้จริง และสี่คาบสมุทรยอมสยบ ถึงเวลานั้นย่อมไม่มีความจำเป็นต้องต่อสู้อีกต่อไป แต่นั่นเป็นเรื่องของอนาคต สำหรับยามนี้ เรายังคงต้องการแรงงาน เรายังคงต้องการผืนดิน และเรายังคงต้องการทรัพยากร ดังนั้น กองทัพเรือต้องถูกสร้างขึ้น และสงครามยังต้องดำเนินต่อไป แต่เป็นการต่อสู้ภายนอก มิใช่ภายใน"

ท้องพระโรงตกอยู่ในความเงียบงันเป็นเวลานานแสนนาน

จากนั้น เฉิงอวี้ก็ก้มกราบทูล "ฝ่าบาททรงมองการณ์ไกลลึกซึ้งยิ่งนัก เกินกว่าที่พวกกระหม่อมจะเอื้อมถึง การตั้งกองทัพเรือจะอำนวยประโยชน์แก่แผ่นดินนับพันปี กระหม่อมเห็นพ้องด้วยพะยะค่ะ"

เฉินกงก็เอ่ยขึ้นเช่นกัน "การใช้สงครามเลี้ยงสงครามและการใช้เชลยแทนแรงงาน เป็นกลยุทธ์ในการสร้างความสงบสุขให้แก่ราษฎรและสร้างความเข้มแข็งให้แก่แผ่นดินอย่างแท้จริง กระหม่อมเห็นพ้องด้วยพะยะค่ะ"

เมื่อมีสองเสนาบดีผู้ทรงอิทธิพลเป็นผู้นำ ขุนนางที่เหลือต่างพากันก้มศีรษะลงคำนวณ "พวกกระหม่อมเห็นพ้องด้วยพะยะค่ะ"

ความจริงแล้ว ไม่มีผู้ใดกล้าคัดค้านเลยแม้แต่น้อย บารมีของหลิวซั่วนั้นสูงส่งยิ่งนัก ผลงานของพระองค์ก็น่าเชื่อถือ และเหตุผลที่พระองค์ตรัสมาก็สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง การสร้างกองทัพเรือต้องใช้เงินทอง แต่เงินทองนั้นสามารถหาเงินได้มากกว่าเดิม สงครามหมายถึงความตาย แต่ผู้ที่ล้มตายคือคนต่างชาติ ชาวฮั่นไม่ต้องเกณฑ์แรงงานหยาบและยังมีส่วนร่วมในผลประโยชน์ที่ได้จากทรัพย์สินที่ยึดมาได้ ไม่ว่าผู้ใดก็สามารถคำนวณบัญชีข้อนี้ได้

"ในเมื่อทุกคนเห็นพ้องต้องกัน" หหลิวซั่วนั่งประทับลงบนพระราชบัลลังก์ "ถ้าเช่นนั้นก็เป็นอันตกลงตามนี้ กวนอู เจ้าต้องรับผิดชอบกิจการของกองทัพเรือทั้งหมด สิ่งใดที่เจ้าต้องการ จงส่งฎีกามาโดยตรง เราจะอนุมัติทั้งหมด ให้กรมโยธาธิการ กรมพระคลัง และกรมกลาโหมให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่"

"รับพระบัญชาพะยะค่ะ" กวนอูประสานมือ

"บังท่ง"

"กระหม่อมอยู่นี่พะยะค่ะ"

"จงสร้างเรือต่อไป ไม่ต้องเสียดายงบประมาณ หากเงินทองไม่เพียงพอ ให้เบิกจ่ายจากท้องพระคลังส่วนพระองค์ของเราได้"

"รับพระบัญชาพะยะค่ะ"

"เฉิงอวี้"

"กระหม่อมอยู่นี่พะยะค่ะ"

"จงทำงบประมาณว่ากองทัพเรือต้องใช้เงินทองและเสบียงอาหารปีละเท่าใดสำหรับช่วงเวลาสามปีข้างหน้า และระบุรายละเอียดมาให้ชัดเจน สิ่งใดประหยัดได้ก็จงประหยัด แต่สำหรับรายจ่ายของกองทัพเรือ จะขาดตกบกพร่องแม้แต่เหรียญเดียวไม่ได้"

"รับพระบัญชาพะยะค่ะ"

"ดีมาก เรื่องแรกเสร็จสิ้นแล้ว" หลิวซั่วยกจอกชาขึ้นมาจิบคำหนึ่ง ก่อนจะวางลง แล้วทอดพระเนตรมองขุนนางในท้องพระโรง "เรามาพูดถึงเรื่องที่สองกันเถอะ"

สายพระเนตรของพระองค์ค่อยๆ กวาดมองใบหน้าของขุนนางเฒ่าหลายคน ไม่ว่าจะเป็นกวนอู เตียนเว่ย เฉินกง และเฉิงอวี้ คนเหล่านี้อยู่เคียงข้างพระองค์มาตั้งแต่ยามที่ยังอยู่ในดินแดนอันหนาวเหน็บอย่างมณฑลเหลียงโจว ผ่านกาลเวลานานนับสิบปี ผ่านลมฝ่าฝน ผ่านภูเขาดาบและทะเลเพลิงมาด้วยกัน

บรรยากาศในท้องพระโรงเปลี่ยนไปอีกครั้ง การปูนบำเหน็จรางวัลเป็นสิ่งที่ดี ทว่ามันกลับเป็นเรื่องที่ยุ่งยากที่สุดเช่นกัน ว่าควรจะปูนบำเหน็จให้ผู้ใด ไม่ควรปูนบำเหน็จให้ผู้ใด ควรแต่งตั้งบรรดาศักดิ์ใด และควรให้ที่ดินศักดินาจำนวนกี่ครัวเรือน สิ่งเหล่านี้ล้วนสร้างความสั่นสะเทือนในราชสำนักได้ทั้งสิ้น ทว่าเมื่อมองดูสีพระพักตร์ของหลิวซั่วแล้ว ดูเหมือนว่าพระองค์จะทรงมีคำวินิจฉัยอยู่ในพระทัยเรียบร้อยแล้ว

จบบทที่ บทที่ 302 หันศาสตราสู่สมุทร (ตอนแรก)

คัดลอกลิงก์แล้ว