- หน้าแรก
- เกิดใหม่ชาตินี้ ข้าขอเป็นปราชญ์อันดับหนึ่ง
- บทที่ 44 - ตีกันต่อหน้าพระพักตร์ฮ่องเต้
บทที่ 44 - ตีกันต่อหน้าพระพักตร์ฮ่องเต้
บทที่ 44 - ตีกันต่อหน้าพระพักตร์ฮ่องเต้
เมื่อซูมู่จิงเห็นสีหน้าของบิดา ก็รู้ทันทีว่าวันนี้ตนเองคงรอดตัวแล้ว
และคนที่จะต้องเดือดร้อน ก็คือซ่งยวนผู้นั้น
ซูจือเสียนเดินวนไปวนมาในห้องอยู่ครู่หนึ่ง จึงเอ่ยขึ้นว่า "ลูกเอ๋ย เรื่องนี้ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของพ่อเอง! ไอ้เด็กนั่นมันฟลุคโชคดี คิดค้นของเล่นอะไรขึ้นมาได้! รอให้เรื่องเงียบลงสักพัก พ่อจะทำให้ทั้งหมู่บ้านตระกูลหวังต้องขวัญผวาเมื่อได้ยินชื่อตระกูลซูของเรา!!"
เมื่อได้ยินคำพูดของบิดา ซูมู่จิงก็ตื่นเต้นดีใจเป็นอย่างยิ่ง
"ท่านพ่อ! ถึงเวลานั้น ท่านต้องจับตัวไอ้ซ่งยวนนั่นมาลากคอไว้ตรงหน้าข้านะ ข้าจะให้มันคุกเข่าอ้อนวอนราวกับสุนัขตัวหนึ่งเลย!"
ซูจือเสียนพยักหน้าเห็นด้วย
"ตระกูลซูของเรา ย่อมต้องมีบารมีในแบบของตระกูลซู! ที่ผ่านมาตระกูลซูของเราทำตัวประนีประนอมเกินไปแล้ว คงต้องใช้โอกาสนี้ ทำให้พวกมันได้รู้ว่า การบังอาจมาล่วงเกินตระกูลซูของเรา ก็คือหายนะถึงขั้นล้างโคตร!!"
บรรดาบ่าวไพร่และสาวใช้ที่อยู่รอบๆ ต่างก้มหน้าลงต่ำ
กระทั่งหายใจแรงๆ ก็ยังไม่กล้า!
พวกเขารู้ซึ้งถึงความโหดเหี้ยมของตระกูลซูดี ลองถามคนพวกนี้ดูสิ ว่ามีใครบ้างที่ไม่เคยโดนเฆี่ยนตี?
ตระกูลซูอาจเรียกได้ว่าเป็นเจ้านายที่รับใช้ยากที่สุดในจวนเจ้าเมืองเลยก็ว่าได้! เพียงแค่ขัดใจเล็กน้อย การทุบตีด่าทอก็ถือเป็นเรื่องเล็กน้อยเสียด้วยซ้ำ
เมื่อสามวันก่อน เพิ่งจะมีสาวใช้คนหนึ่งทำให้เจ้านายไม่พอใจ จึงถูกสาดด้วยชาร้อนจนเสียโฉม!
เมื่อใบหน้าเสียโฉม ก็ไม่สามารถปรนนิบัติรับใช้เจ้านายได้อีกต่อไป
ซูฉินซื่อ ฮูหยินใหญ่ ถึงกับยกสาวใช้วัยเพียงสิบเจ็ดปีผู้นั้น ให้เป็นภรรยาของจูขากะเผลก คนเลี้ยงม้า!
เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ หลายคนก็ยังคงรู้สึกหนาวสั่นอยู่ในใจ
จูขากะเผลกผู้นั้นอายุเกือบหกสิบแล้ว ทั้งยังชอบดื่มสุราและมีนิสัยโหดร้ายทารุณ
สาวใช้ที่เสียโฉมผู้นั้น ไม่ได้ก้าวออกจากคอกม้ามาหลายวันแล้ว...
ณ เมืองหลวง ห้องทรงอักษร:
จักรพรรดิอู่เต๋อมองดูข้อมูลข่าวสารที่วางอยู่ตรงหน้า สองพระหัตถ์สั่นเทาอย่างไม่อาจควบคุมได้
บนกระดาษเหล่านั้น คือข้อมูลของครอบครัวซ่งทั้งสามคนอย่างละเอียด!
โดยเฉพาะกระดาษแผ่นหนึ่งที่วาดรูปหยกพกเอาไว้!
ตัวอักษร 'สวี' ที่บิดเบี้ยวเล็กน้อยบนนั้น พระองค์เป็นคนลงมือสลักด้วยพระองค์เอง
เป็นเขา! ซ่งยวน!
พระราชนัดดาองค์โตของพระองค์!
พระองค์ก็ว่าอยู่แล้วเชียว ในโลกนี้จะมีเด็กที่ฉลาดเฉลียวปานนี้ได้อย่างไร!
ที่แท้ก็เป็นสายเลือดของพระองค์นี่เอง เช่นนี้ก็สมเหตุสมผลแล้ว!
"ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า"
จู่ๆ จักรพรรดิเฒ่าก็ระเบิดเสียงพระสรวลลั่น ทำเอาองครักษ์เงาและขันทีถึงกับสะดุ้งตกใจ
จักรพรรดิอู่เต๋อผุดลุกขึ้นจากพระเก้าอี้ เดินวนไปวนมาภายในห้องพลางครุ่นคิด
"ไม่ได้การ ต้องรับตัวหลานชายคนโตกลับมา!!! นี่คือสายเลือดของข้า จะปล่อยให้ตกระกำลำบากอยู่ข้างนอกได้อย่างไร?"
"ไม่ได้สิ!! สถานการณ์ในเมืองหลวงซับซ้อนนัก ตระกูลเซินก็มีอำนาจล้นฟ้า การที่เด็กคนนั้นกลับมา อาจไม่ใช่เรื่องดี... รอให้โตกว่านี้อีกสักหน่อย ให้มีเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวขึ้นอีกนิดจะดีกว่า.."
จักรพรรดิอู่เต๋อเดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าขันทีเฒ่าจิ้นจง เอียงพระเศียรมองเขา
"ตาเฒ่า ว่าอย่างไรเล่า? หลานชายคนโตของข้า ช่วยคิดค้นเกลือชั้นยอดให้กับแคว้นต้ายวนของเราเลยนะ!"
ขันทีเฒ่าจิ้นจง: ..... แทงใจดำกระหม่อมเสียจริงฝ่าบาท กระหม่อมไม่มีหลานพ่ะย่ะค่ะ!
ตลอดทั้งวันนั้น จักรพรรดิเฒ่าไม่ได้เสด็จออกว่าราชการเลย!
พระองค์ขังพระองค์เองอยู่แต่ในห้องทรงอักษร เดี๋ยวก็กันแสง เดี๋ยวก็พระสรวล
ในพระหัตถ์ถือปึกกระดาษหนาเตอะ ซึ่งครอบคลุมเรื่องราวทั้งหมดของซ่งยวน ตั้งแต่เดินทางมาถึงหมู่บ้านตระกูลหวังเมื่อสามปีก่อน!
"ไอ้พวกบัดซบ! ไอ้พวกลูกเต่า กล้ารังแกหลานชายคนโตของข้าเชียวรึ!"
"ไอ้พวกตาบอด หน้าไหนมันกล้าหาว่าหลานของจ้าวเจิ้งหยวนผู้นี้เป็นคนโง่??"
"ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า หลานข้าทำได้ดีมาก! สมกับเป็นหลานข้า ขนาดอยู่บ้านนอกยังตั้งตัวเป็นอันธพาลได้เลย!!"
จู่ๆ องค์จักรพรรดิก็งดออกว่าราชการ และไม่สนพระทัยราชกิจใดๆ ทั้งสิ้น
ทำเอาเหล่าขุนนางในราชสำนักต่างวิพากษ์วิจารณ์กันไปต่างๆ นานา
พระสนมหลายตำหนักถึงกับเตรียมขนมนมเนย น้ำแกงบำรุงต่างๆ นานา หวังจะมาหยั่งเชิงดูสถานการณ์
ทว่า กลับถูกขันทีเฒ่าจิ้นจงตอบกลับด้วยประโยคเดียวสั้นๆ
"ฝ่าบาทมีรับสั่ง ไม่ขอพบผู้ใดทั้งสิ้น!"
แม้แต่รัชทายาทและองค์ชายหลายพระองค์ที่พยายามไถ่ถามหลายครั้ง ก็ไม่ได้เบาะแสใดๆ เล็ดลอดออกมาเลย
ถึงขั้นมีคนคาดเดาไปว่า จักรพรรดิอาจจะประชวรกะทันหันหรือไม่
เวลานี้ ภายในห้องทรงอักษร จักรพรรดิอู่เต๋อกำลังทอดพระเนตรข้อมูลเหล่านั้น ดวงพระเนตรเป็นประกายเจิดจ้า!
ดูเหมือนว่าพระองค์จะหนุ่มขึ้นอีกหลายปีเลยทีเดียว!
พระโอษฐ์พึมพำอยู่เงียบๆ
"สวีฟ่างเอ๊ยสวีฟ่าง เจ้าให้กำเนิดบุตรสาวที่ประเสริฐยิ่งนัก! ให้กำเนิดรัชทายาทสืบทอดบัลลังก์ให้กับต้ายวนของเราด้วย!!!"
ไม่มีใครรู้ว่าองค์จักรพรรดิทรงทำสิ่งใดอยู่ภายในห้องทรงอักษรตลอดทั้งวัน เมื่อทอดพระเนตรข้อมูลเหล่านั้นเสร็จสิ้น พระองค์ก็ทรงสั่งปิดผนึกเก็บไว้
วันรุ่งขึ้น จักรพรรดิอู่เต๋อก็กลับมาเป็นปกติ เหล่าขุนนางจึงค่อยเบาใจลง!
ทว่า ในวันที่สาม กลับมีเรื่องสะเทือนเลื่อนลั่นเกิดขึ้นในราชสำนัก!
เริ่มแรก มีผู้ถวายฎีกาในท้องพระโรง กล่าวโทษหัวหน้ากั๋วจื่อเจี้ยนว่ารับสินบนและมีความประพฤติเสื่อมเสีย!
ตามมาด้วยขุนนางอีกเจ็ดแปดคนที่ก้าวออกมารายงานความผิดของหัวหน้ากั๋วจื่อเจี้ยนถึงเจ็ดแปดข้อหา!
ขุนนางคนที่หนึ่ง: "กราบทูลฝ่าบาท หัวหน้ากั๋วจื่อเจี้ยนสมควรเป็นแบบอย่างให้กับบัณฑิตทั้งหลาย ทว่าเมื่อวานนี้ กระหม่อมกลับพบเห็นใต้เท้าเยว่ปลดทุกข์อยู่ริมถนนพ่ะย่ะค่ะ!"
ทุกคน: ....
ขุนนางคนหนึ่งรีบก้าวออกมาชี้แจงด้วยเสียงสั่นเครือ
"ใต้เท้าเยว่อายุมากแล้ว ดื่มสุราเข้าไป เอ่อ..... ควบคุมตัวเองไม่ได้บ้างก็เป็นเรื่องธรรมดา..."
ขุนนางคนอื่นๆ ก็รู้สึกว่าเรื่องนี้ช่างไร้สาระเกินไป คนเราเมื่อปวดหนักปวดเบา ใครบ้างในราชสำนักที่ไม่เคยแอบไปยืนฉี่ตามกำแพง?
ใครจะไปรู้ว่าองค์จักรพรรดิบนบัลลังก์กลับแค่นเสียงเย็นชา
"ความประพฤติเช่นนี้ จะคู่ควรกับตำแหน่งหัวหน้ากั๋วจื่อเจี้ยนแห่งแคว้นต้ายวนของเราได้อย่างไร??"
ขุนนางส่วนใหญ่มองว่าเรื่องนี้เป็นเพียงแค่เรื่องตลกขบขัน!
ทว่า กลับมีบางคนสัมผัสได้ถึงเค้าลางบางอย่าง
วันต่อมา กลับมีคนถวายฎีกากล่าวโทษเยว่เกาหยางว่าปล่อยปละละเลยให้บ่าวไพร่ทำร้ายผู้อื่น!
ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีผู้กล่าวโทษว่าเยว่เกาหยางไม่เห็นหัวผู้หลักผู้ใหญ่ พูดจาลบหลู่เบื้องสูงอยู่บ่อยครั้ง!
ทำเอาเยว่เกาหยางโกรธจัดจนต้องบุกขึ้นมาถึงท้องพระโรงด้วยตนเอง!
เยว่เกาหยางวัยใกล้หกสิบไม่เคยเป็นคนอารมณ์ดีอยู่แล้ว
ตอนที่ขึ้นมาบนท้องพระโรง ขุนนางผู้หนึ่งกำลังยืนอภิปรายฉอดๆ ว่าเขาไม่เคารพฮ่องเต้อย่างไร ทำตัวเหิมเกริมอย่างไร!
เยว่เกาหยางโกรธจนตาเหลือก ถอดรองเท้าออก วิ่งเหยาะๆ เข้าไปทุบหัวขุนนางผู้นั้น
"ไอ้หลานเต่าเอ๊ย ข้าจะให้เจ้าพูด ข้าจะให้เจ้าพูด!"
ตาเฒ่าคนนี้มีพละกำลังมหาศาล เขาเงื้อรองเท้าขุนนางขึ้นสุดแขน แล้วฟาดลงบนหน้าผากของขุนนางผู้นั้น
ขุนนางผู้นั้นเป็นพวกขี้ขลาดตาขาวแต่เดิมอยู่แล้ว จึงทำได้เพียงยกมือขึ้นกุมหัวร้องโอดโอย
"ใต้เท้าเยว่ เหตุใดจึงหมิ่นเกียรติขุนนางราชสำนักเช่นนี้? หยุดมือ! ใต้เท้าเยว่ หยุดมือเถอะขอรับ!!"
เหล่าขุนนางรีบกรูกันเข้าไปแยกทั้งสองคนออกจากกัน บางคนก็กอดเอว บางคนก็ดึงแขน
ใครจะไปรู้ว่า เยว่เกาหยางผู้นี้จะแข็งแรงสมวัย เขาสะบัดทุกคนออก แล้วกระโดดถีบขุนนางที่ฟ้องร้องผู้นั้นไปอีกหนึ่งที!
"ไอ้หลานเต่า! คิดว่าข้าเป็นเพียงบัณฑิตอ่อนแอไม่มีแรงงั้นรึ? ปู่ของเจ้าผู้นี้มีทั้งเรี่ยวแรงและชั้นเชิงโว้ย!!"
เมื่อทุบตีจนถึงจุดเดือด ตาเฒ่าก็ถอดหมวกขุนนางออก แล้วตะโกนขึ้นไปเบื้องบน
"จ้าวเจิ้งหยวน ตำแหน่งหัวหน้าบ้าบอนี่ ข้าไม่ทำแล้ว วันนี้ข้าขอตีมันให้หนำใจก่อนเถอะ!!"
เดิมที ขุนนางผู้นั้นเพียงแค่เสแสร้งแกล้งทำ หวังจะให้องค์จักรพรรดิได้ทอดพระเนตรเห็นว่าเยว่เกาหยางผู้นี้ป่าเถื่อนและเผด็จการเพียงใด
ใครจะไปคิดว่า เยว่เกาหยางจะป่าเถื่อนกว่าที่เขาจินตนาการไว้มากนัก
"โอ๊ยๆๆ ใต้เท้าเยว่ ท่านอย่าตีอีกเลย..."
ขุนนางผู้นั้นถูกตีจนต้องคลานหนีไปทั่วพื้น ทว่าเยว่เกาหยางกลับถือรองเท้าขุนนางวิ่งไล่ตามไปทั่ว
เหล่าขุนนางคนอื่นๆ ก็ได้แต่วิ่งตามพลางร้องห้ามปราม
องค์จักรพรรดิบนบัลลังก์: ..... ข้าเลี้ยงตัวอะไรไว้เนี่ย...
แต่ทว่า พระองค์เพิ่งจะแสดงความไม่พอใจในตัวเยว่เกาหยางออกไปเพียงเล็กน้อย ก็มีขุนนางกลุ่มใหญ่พากันแห่แหนเข้ามาฟ้องร้อง...
หึ! ราชสำนักแห่งนี้ ช่างโสมมสิ้นดี!
ดูท่า องค์จักรพรรดิอย่างพระองค์คงจะอยู่เฉยไม่ได้เสียแล้ว!
จะส่งมอบราชสำนักที่เต็มไปด้วยบาดแผลเช่นนี้ให้คนรุ่นหลังได้อย่างไร!!
"อะแฮ่ม!!"
ขันทีเฒ่าจงใจกระแอมไอเสียงดัง เหล่าขุนนางและองค์ชายที่กำลังวุ่นวายดั่งข้าวเดือด จึงเพิ่งจะได้สติกลับมา!
เมื่อหันไปมององค์จักรพรรดิเฒ่าที่ประทับอยู่เบื้องบน พระพักตร์เรียบเฉย ทรงทอดพระเนตรลงมาด้วยสายตาเย็นชา
ทุกคนรู้สึกราวกับตกลงไปในถ้ำน้ำแข็ง และเพิ่งตระหนักได้ว่านี่คือการว่าราชการ ไม่ใช่ลานบ้านของพวกเขา!
"ฝ่าบาทโปรดประทานอภัย กระหม่อมเสียกิริยา สมควรตายเป็นหมื่นครั้งพ่ะย่ะค่ะ!"
ทุกคนคุกเข่าลงพร้อมกัน
ขุนนางที่ถูกตีจนหัวปูดหัวโนผู้นั้นก็คุกเข่าโขกศีรษะเช่นกัน เพียงแต่เขาถูกตีจนปากเจ่อ การออกเสียงจึงไม่ค่อยชัดเจนนัก!
(จบแล้ว)