เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 33 ความหวัง

บทที่ 33 ความหวัง

บทที่ 33 ความหวัง


ภายในห้องผู้ป่วย กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อลอยอบอวลไปทั่วทุกตารางนิ้ว

หลิวฉางไห่นั่งอยู่ข้างเตียง ทอดสายตามองเด็กสาวที่กำลังค่อยๆ จิบข้าวต้มทีละคำด้วยความอ่อนโยน

เด็กสาวมีรูปร่างผอมโซ ข้อมือของเธอเล็กเรียวราวกับกิ่งไม้แห้ง

เส้นผมของเธอแห้งกรอบและพันกันยุ่งเหยิง บนใบหน้ายังมีคราบสกปรกเกาะติดอยู่ เสื้อผ้าที่สวมใส่ก็เต็มไปด้วยรอยปะชุน ภาพที่เห็นชวนให้รู้สึกเวทนาจับใจ

"กินให้อิ่มนะจ๊ะหนู แล้วก็นอนพักผ่อนเยอะๆ ร่างกายจะได้กลับมาแข็งแรงไวๆ" หลิวฉางไห่เอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล

เสี่ยวหม่านเงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยดวงตาที่ใสซื่อแต่แฝงไปด้วยความหวาดกลัว เธอพยักหน้าเบาๆ ก่อนจะซดข้าวต้มคำสุดท้ายจนหมดเกลี้ยง แล้ววางชามลงข้างๆ อย่างระมัดระวัง

หลิวฉางไห่ลุกขึ้นยืน เดินไปที่ประตู แล้วตะโกนเรียกไปทางระเบียง "พี่เยี่ยนปิง มานี่หน่อยสิครับ"

เพียงครู่เดียว ร่างสูงใหญ่กำยำของหวังเยี่ยนปิงก็ปรากฏขึ้นที่หน้าประตู

"มีอะไรหรอ ฉางไห่" หวังเยี่ยนปิงถาม

หลิวฉางไห่ชี้ไปที่เด็กผู้ชายตัวเล็กๆ ที่นั่งคุดคู้มุมห้อง แล้วพูดว่า "พี่เยี่ยนปิงครับ รบกวนพี่พาเด็กคนนี้ไปให้หมอตรวจดูบาดแผลหน่อยสิครับ พี่ดูรอยแผลตามตัวเขาสิ มีทั้งรอยแผลเก่าที่โดนแก๊งลักพาตัวซ้อม แล้วก็รอยแผลใหม่ที่เพิ่งโดนขอทานรุมตีมาวันนี้ ตรวจเสร็จแล้ว พี่ช่วยพาเขาไปซื้อเสื้อผ้ากับรองเท้าใหม่สักสองชุดนะ แล้วก็ซื้อให้เด็กผู้หญิงคนนี้ด้วยชุดนึง เน้นแบบที่ทนๆ แล้วก็ใส่สบายๆ หน่อยนะครับ"

หวังเยี่ยนปิงตบหน้าอกตัวเองดังป้าบ รับปากเสียงดังฟังชัด "เรื่องแค่นี้เอง ฉางไห่ นายไว้ใจฉันได้เลย เดี๋ยวฉันจัดการให้เรียบร้อยเอง!"

พูดจบ เขาก็เดินเข้าไปหาเสี่ยวอัน ย่อตัวลงนั่งยองๆ แล้วถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน "ไอ้หนู ชื่ออะไรล่ะเรา"

"ผมชื่อเสี่ยวอันครับ!"

"เสี่ยวอัน ไม่ต้องกลัวนะลูก เดี๋ยวพี่พาไปหาหมอ ทายาแป๊บเดียวก็หายเจ็บแล้ว"

เสี่ยวอันเงยหน้าขึ้นมองหวังเยี่ยนปิง ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ ยื่นมือน้อยๆ ออกไปจับมือของเขาไว้

หวังเยี่ยนปิงพาเสี่ยวอันไปที่แผนกศัลยกรรมของโรงพยาบาลก่อนเป็นอันดับแรก

คุณหมอชายวัยกลางคนสวมแว่นตา ตรวจดูบาดแผลบนตัวของเสี่ยวอันอย่างละเอียด ขมวดคิ้วมุ่นพลางพูดว่า "รอยแผลเก่าพวกนี้ปล่อยทิ้งไว้นานเกินไป ไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องเลย โชคดีที่รอยแผลใหม่ไม่ค่อยลึกเท่าไหร่ เป็นแค่แผลถลอกภายนอก

เดี๋ยวหมอจะจ่ายยาทาให้นะ ทาให้ตรงเวลา อีกไม่กี่วันก็หายแล้ว"

หลังจากออกจากห้องตรวจ หวังเยี่ยนปิงก็พาเสี่ยวอันไปที่ห้องน้ำของโรงพยาบาล

เขาเปิดก๊อกน้ำ เอามือรองน้ำเพื่อเช็คอุณหภูมิ ก่อนจะค่อยๆ เช็ดทำความสะอาดคราบสกปรกบนตัวให้เสี่ยวอันอย่างเบามือ

เสี่ยวอันรู้สึกเขินอาย บิดตัวไปมา หวังเยี่ยนปิงหัวเราะแล้วพูดว่า "ไม่เป็นไรหรอกลูก ล้างตัวให้สะอาดๆ จะได้สบายตัว ต่อไปนี้หนูไม่ต้องกลับไปทนลำบากแบบนั้นอีกแล้วนะ"

อาบน้ำเสร็จ หวังเยี่ยนปิงเห็นว่าเสี่ยวอันไม่มีเสื้อผ้าเปลี่ยน จึงหยิบเสื้อยืดแขนสั้นตัวสะอาดของตัวเองที่พกติดตัวมา สวมทับให้เสี่ยวอันไปก่อน

จากนั้น หวังเยี่ยนปิงก็พาเสี่ยวอันไปที่ตลาดนัดใกล้ๆ สถานีรถไฟ ที่นั่นคึกคักพลุกพล่านไปด้วยผู้คน เสียงตะโกนเรียกลูกค้าและเสียงต่อรองราคาดังเซ็งแซ่ไปทั่ว

หวังเยี่ยนปิงจูงมือเสี่ยวอันเดินดูเสื้อผ้าทีละร้านอย่างใจเย็น เขาเลือกเสื้อผ้าสไตล์เรียบๆ แต่ทนทานให้เสี่ยวอันสองชุด พร้อมกับรองเท้าผ้าใบอีกหนึ่งคู่ กะว่าเวลาเด็กวิ่งเล่นจะได้ใส่สบายๆ

ส่วนตอนที่เลือกเสื้อผ้าให้เสี่ยวหม่าน เขายืนลังเลอยู่หน้าร้านเสื้อผ้าผู้หญิงพักใหญ่ สุดท้ายก็ตัดสินใจเลือกชุดเดรสสีสดใสสองชุด เขาคิดว่าเด็กผู้หญิงวัยกำลังโต คงจะชอบแต่งตัวสวยๆ ถ้าได้ใส่ชุดเดรสสวยๆ เธอคงจะอารมณ์ดีขึ้นบ้าง

หลังจากซื้อเสื้อผ้าเสร็จ หวังเยี่ยนปิงก็พาเสี่ยวอันไปที่ร้านขายของชำ

ภายในร้านมีขนมและผลไม้มากมายละลานตา เสี่ยวอันยืนอยู่หน้าประตูร้าน เบิกตากว้างมองเข้าไปข้างใน แววตาเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นและความหิวโหย แต่ก็มีท่าทีขัดเขิน ไม่กล้าเดินเข้าไป

หวังเยี่ยนปิงจูงมือเขาเดินเข้าไปในร้าน แล้วบอกเจ้าของร้านอย่างกระตือรือร้น "เถ้าแก่ครับ ขอแอปเปิ้ล ส้ม แล้วก็ผลไม้กระป๋องสักสองสามกระป๋องหน่อยครับ อ้อ เอาพวกขนมเกลียวทอด ขนมไข่กรอบเคลือบน้ำเชื่อม แล้วก็ซาชิมา มาอย่างละนิดละหน่อยด้วยนะครับ"

เจ้าของร้านจัดแจงใส่ถุงให้อย่างคล่องแคล่ว หวังเยี่ยนปิงหยิบขนมเกลียวทอดชิ้นหนึ่งส่งให้เสี่ยวอัน แล้วบอกว่า "กินสิลูก ลองชิมดูว่าหวานอร่อยแค่ไหน"

แต่เสี่ยวอันกลับส่ายหัว ปฏิเสธเสียงเบา "ผมอยากเก็บไว้ให้พี่กินครับ พวกเราไม่เคยกินของพวกนี้เลย" หวังเยี่ยนปิงลูบหัวเสี่ยวอันด้วยความเอ็นดู รู้สึกตื้นตันใจจนขอบตาเริ่มร้อนผ่าว

กลับมาที่ห้องผู้ป่วย หลิวฉางไห่นั่งอยู่ข้างเตียงเสี่ยวหม่าน เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล "หนูน้อย ไม่ต้องกลัวนะ เล่าเรื่องของหนูให้พี่ฟังหน่อยได้ไหม ระบายความอัดอั้นในใจออกมาบ้าง บางทีอาจจะช่วยให้รู้สึกดีขึ้นนะ"

เสี่ยวหม่านเงยหน้าขึ้น ดวงตาปริ่มไปด้วยน้ำตา เธอลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ เล่าออกมา "หนูชื่อเสี่ยวหม่านค่ะ ส่วนน้องชายชื่อเสี่ยวอัน ปีนี้หนูอายุ 14 น้องชายอายุ 9 ขวบ หนูถูกจับตัวมาตั้งแต่ยังเด็กมาก แม่... หนูหมายถึงแม่บุญธรรม ที่เป็นเมียของคนร้ายน่ะค่ะ เธอเลี้ยงดูหนูกับเสี่ยวอันเหมือนลูกแท้ๆ พวกเราสองคนก็เลยรักแม่มากค่ะ" เสี่ยวหม่านอธิบาย

"เพราะเด็กผู้หญิงขายยาก พวกเขาเลยเลี้ยงหนูไว้ ตอนที่คนร้ายคนนั้นไม่ได้กินเหล้า เขาก็ทำตัวปกติดี แต่พอกินเหล้าเข้าไปเมื่อไหร่ ก็จะคลุ้มคลั่งอาละวาด ไม่ทุบตีแม่ก็มาลงที่หนู เวลาหนูโดนตี แม่ก็จะคอยเอาตัวเข้ามาบังรับแทนหนูตลอด" พอพูดถึงตรงนี้ เสี่ยวหม่านก็เผลอห่อไหล่ด้วยความหวาดกลัว ราวกับภาพใบหน้าอันดุร้ายของคนร้ายตอนเมาเหล้ากำลังฉายชัดขึ้นมาในความทรงจำอีกครั้ง

หลิวฉางไห่นั่งฟังอย่างเงียบๆ ภายในใจพลุ่งพล่านไปด้วยความโกรธแค้นและความสงสาร เขาเอื้อมมือไปตบไหล่เสี่ยวหม่านเบาๆ เป็นการให้กำลังใจ เพื่อให้เธอเล่าต่อไป

"พอหนูถึงวัยเข้าเรียน แม่ก็ดีกับหนูมาก รักหนูเหมือนลูกสาวแท้ๆ แม่ไปขอร้องคนร้ายให้หนูได้ไปโรงเรียน! โชคดีที่วันนั้นคนร้ายอารมณ์ดี ก็เลยยอมให้หนูไปเรียนค่ะ"

"หนูชอบเรียนหนังสือมาก สอบได้ที่หนึ่งของชั้นตลอดเลย คนร้ายมักจะออกไปตระเวนจับเด็กมาขาย ตอนนั้นหนูยังเด็กมาก หนูเฝ้ารอให้เขาออกจากบ้านไปนานๆ เพราะช่วงเวลาที่เขาไม่อยู่ คือช่วงเวลาที่มีความสุขที่สุดของหนูกับแม่ค่ะ" เสี่ยวหม่านเล่าถึงชีวิตวัยเรียน แววตาของเธอเป็นประกายขึ้นมาชั่วครู่ ก่อนจะหม่นหมองลงอย่างรวดเร็ว

"ตอนหนูอายุ 9 ขวบ คนร้ายก็พาเด็กผู้ชายคนหนึ่งกลับมา ซึ่งก็คือเสี่ยวอันนี่แหละค่ะ ตอนแรกเขาตั้งใจจะขายเสี่ยวอันให้ได้ราคาดีๆ แต่พอเห็นว่าเสี่ยวอันหน้าตาจิ้มลิ้ม ก็เลยเปลี่ยนใจเก็บไว้เลี้ยงเอง แม่ก็เอ็นดูเสี่ยวอันมาก ชีวิตของพวกเราสามแม่ลูก ถ้าไม่นับตอนที่โดนคนร้ายซ้อมเวลาเมาเหล้า ก็ถือว่าพออยู่ได้ค่ะ"

"คนร้ายมักจะด่าว่าหนูเป็นตัวผลาญเงิน เพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย พอหนูเรียนจบ ป.2 เขาก็บังคับให้หนูข้ามชั้นไปเรียน ป.4 เลย หนูต้องคอยช่วยแม่ทำงานบ้าน ดูแลน้อง ไปพร้อมๆ กับการเรียนหนังสือ พออายุ 11 ขวบ หนูถึงได้เรียนจบชั้น ป.6 ค่ะ" น้ำเสียงของเสี่ยวหม่านเจือไปด้วยความภาคภูมิใจ แต่ก็แฝงไปด้วยความขมขื่น

คุณป้าเตียงข้างๆ ที่นอนฟังอยู่ ก็อดไม่ได้ที่จะร่วมวงด่าสาปแช่งแก๊งลักพาตัว! พร้อมกับพร่ำบอกว่าเด็กสาวช่างน่าสงสารเหลือเกิน!

"แต่พอถึงปีที่น้องชายจะต้องเข้าโรงเรียน คนร้ายก็สั่งห้ามไม่ให้หนูเรียนต่อ บังคับให้อยู่บ้านช่วยทำงาน ปีนั้นเอง แม่ก็โดนคนร้ายทุบตีบ่อยขึ้น จนร่างกายทรุดโทรมลงเรื่อยๆ และสุดท้ายแม่ก็จากไป ก่อนแม่จะสิ้นใจ แม่ขอร้องให้คนร้ายช่วยดูแลพวกเราสองคนพี่น้องให้ดี แต่คนร้ายกลับเมินหน้าหนี ไม่สนใจไยดีเลย"

เสี่ยวหม่านเล่าไป น้ำตาก็ไหลพรากไม่ขาดสาย

หลิวฉางไห่ยื่นกระดาษทิชชู่ให้ เสี่ยวหม่านซับน้ำตา แล้วเล่าต่อ "หลังจากแม่เสียชีวิต ภาระงานบ้านทั้งหมดก็ตกมาอยู่ที่หนูคนเดียว แถมหนูยังโดนทุบตีบ่อยขึ้นด้วย ความจริงแล้ว ตอนที่แม่ป่วยหนัก แม่แอบบอกความจริงกับหนูว่า หนูกับน้องถูกลักพาตัวมา หนูเอาเรื่องนี้ไปบอกน้อง เราสองคนแอบเรียกคนร้ายคนนั้นลับหลังว่า... เราทนใช้ชีวิตแบบนั้นมาสามปี จนกระทั่งเมื่อไม่กี่วันก่อน คนร้ายเมาเหล้ากลับมาอีก เขามองหน้าหนู แล้วจู่ๆ ก็..." เสี่ยวหม่านพูดไม่ออก ร่างกายสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัว

หลิวฉางไห่ลูบหลังเสี่ยวหม่านเบาๆ ปลอบประโลมว่า "ไม่ต้องกลัวแล้วนะ เรื่องเลวร้ายพวกนั้นมันจบลงแล้ว ไอ้สารเลวนั่นจะไม่มีวันได้ทำร้ายหนูกับน้องอีกต่อไป"

เสี่ยวหม่านสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วเล่าต่อ "ตอนนั้นหนูกลัวสุดขีด เลยผลักเขาล้มลงไป แต่เขาก็ยังพยายามจะพุ่งเข้ามาหาหนูอีก หนูเลยคว้าก้อนอิฐฟาดหัวเขาจนสลบเหมือด จากนั้นหนูก็จูงมือน้องวิ่งหนีออกมา แอบขึ้นไปซ่อนตัวบนตู้สินค้าของรถไฟ จนมาถึงที่ปักกิ่งนี่แหละค่ะ"

"พอมาถึงปักกิ่ง หนูให้น้องแอบอยู่ใต้สะพาน ส่วนหนูก็ออกไปตระเวนหางานรับจ้างทำ แต่ก็แทบจะไม่มีใครยอมรับหนูเข้าทำงานเลย บางครั้งพวกเราก็ต้องไปขอทานเขาประทังชีวิต ภายในสามวัน เราต้องอดข้าวไปตั้งห้าหกมื้อ เมื่อวานหนูขอทานได้หมั่นโถวมาลูกนึง ก็เก็บไว้ให้น้องกิน ส่วนหนูก็ไปคุ้ยหาเศษอาหารบูดๆ ตามถังขยะมากิน พอกินเข้าไปก็เลยล้มป่วย ทั้งอาเจียน ท้องเสีย แล้วก็ไข้ขึ้นสูง หนูคงจะไข้ขึ้นจนเพ้อ ก็เลยบ่นว่าอยากกินซาลาเปากับเกี๊ยวน้ำ น้องชายก็เลยออกไปขโมยกระเป๋าตังค์..." เสียงของเสี่ยวหม่านแผ่วเบาลงเรื่อยๆ แฝงไปด้วยความรู้สึกผิดอย่างสุดซึ้ง

หลิวฉางไห่มองดูรอยฟกช้ำดำเขียวตามท่อนแขนและลำคอของเสี่ยวหม่านด้วยความสงสารจับใจ "ต่อไปนี้จะไม่มีเรื่องแบบนั้นเกิดขึ้นอีกแล้ว ไอ้คนร้ายนั่นจะต้องโดนจับเข้าคุกแน่นอน พี่จะช่วยตามหาครอบครัวที่แท้จริงของหนูกับน้องให้เอง ต่อให้หาไม่เจอ พี่ก็จะรับเลี้ยงพวกเธอสองคนเอง จะส่งเสียให้เรียนหนังสือ ให้มีชีวิตที่สุขสบาย"

เสี่ยวหม่านเงยหน้าขึ้น แววตาเปล่งประกายด้วยความหวัง "ขอบคุณมากนะคะพี่ชาย พวกพี่เป็นคนดีจริงๆ หนูยังไม่รู้ชื่อพี่เลยค่ะ!"

หลิวฉางไห่ยิ้มตอบ "พี่ชื่อหลิวฉางไห่ ส่วนพี่คนที่พาเสี่ยวอันไปซื้อเสื้อผ้าชื่อหวังเยี่ยนปิง พวกเราเป็นคนเมืองช่างกู่ ระหว่างที่ยังตามหาครอบครัวไม่เจอ หนูเต็มใจจะไปใช้ชีวิตอยู่ที่หมู่บ้านในเมืองช่างกู่กับพวกเราไหมล่ะ ถึงที่นั่นจะไม่เจริญเท่าเมืองใหญ่ แต่ก็สงบสุขและอบอุ่นนะ มีทุ่งนาสีเขียวกว้างใหญ่ แล้วก็มีชาวบ้านใจดีเยอะแยะเลย"

เสี่ยวหม่านนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าตอบอย่างหนักแน่น "หนูยินดีค่ะพี่ชาย ขอแค่ได้อยู่กับน้อง ไม่ต้องโดนทุบตี ไม่ต้องอดอยาก จะให้ไปอยู่ที่ไหนหนูก็ยอมค่ะ" หลิวฉางไห่ยิ้มด้วยความปลาบปลื้มใจ ภาพอนาคตอันสดใสของเด็กทั้งสองปรากฏขึ้นในใจของเขา

ตอนนั้นเอง หวังเยี่ยนปิงก็พาเสี่ยวอันกลับมาพอดี

เสี่ยวอันในชุดเสื้อผ้าตัวใหม่ ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มแห่งความสุข วิ่งเริงร่าราวกับลูกกวางน้อยเข้าไปหาเสี่ยวหม่าน เขายื่นถุงขนมให้พี่สาว พร้อมกับบอกว่า "พี่จ๋า ดูสิ ของพวกนี้ซื้อมาให้พี่หมดเลยนะ"

เสี่ยวหม่านรับถุงขนมมา แววตาเต็มไปด้วยความซาบซึ้งใจ เธอดึงตัวเสี่ยวอันเข้ามากอดไว้แน่น ก่อนจะป้อนขนมให้น้องกิน!

หวังเยี่ยนปิงวางถุงเสื้อผ้าไว้ข้างเตียง แล้วบอกว่า "ฉางไห่ ซื้อของมาครบหมดแล้วนะ"

หลิวฉางไห่พยักหน้ารับ "ลำบากพี่แล้วล่ะ พี่เยี่ยนปิง เดี๋ยวเราพาสองคนนี้กลับไปเมืองช่างกู่กันเถอะ ไปแจ้งความที่สถานีตำรวจอำเภอของเรา ผมรู้จักกับรองผู้กำกับหลิวชุนเซิง ให้เขาช่วยจัดการจับกุมตัวไอ้คนร้ายนั่นมาเค้นคอสอบสวนดู จะได้รู้ว่าเสี่ยวหม่านกับเสี่ยวอันเป็นคนที่ไหน! ถ้ารู้ว่าบ้านเกิดอยู่ที่ไหน การตามหาก็คงจะง่ายขึ้นเยอะ!"

หวังเยี่ยนปิง "ได้เลย เฮ้ย! ฉางไห่ นายว่าเสี่ยวอันหน้าตาคุ้นๆ บ้างไหม"

หลิวฉางไห่หันไปมองเสี่ยวอันที่กำลังกอดอ้อนพี่สาวอยู่ หลังจากได้อาบน้ำชำระล้างคราบสกปรกออก และเปลี่ยนมาใส่เสื้อผ้าสะอาดสะอ้าน เค้าโครงหน้าที่แท้จริงของเด็กน้อยก็ปรากฏให้เห็นชัดเจนขึ้น

"หืม เอ๊ะ จะว่าไปก็ดูคล้ายๆ กับ..."

จบบทที่ บทที่ 33 ความหวัง

คัดลอกลิงก์แล้ว