- หน้าแรก
- รีสตาร์ท รีเทิร์น รีบอร์น หนึ่งเก้าเก้าเอ็ด
- บทที่ 34 กลับเมืองช่างกู่
บทที่ 34 กลับเมืองช่างกู่
บทที่ 34 กลับเมืองช่างกู่
หลิวฉางไห่จ้องมองเสี่ยวอันอย่างไม่วางตา ยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกประหลาดใจ ทั้งคิ้ว ตา และท่าทางของเด็กน้อยคนนี้ ช่างถอดแบบมาจากพี่สิงในความทรงจำของเขาไม่มีผิดเพี้ยน
เขาถึงกับหลุดปากออกมาด้วยความเหลือเชื่อ "นี่มันจะเหมือนพี่สิงเกินไปแล้วนะ"
หวังเยี่ยนปิงพยักหน้าอย่างเห็นด้วย "ตอนแรกฉันก็ไม่ได้สังเกตหรอกนะ แต่พอพาไปซื้อเสื้อผ้าแล้วเปลี่ยนชุดใหม่ให้ ถึงได้รู้สึกว่ายิ่งดูก็ยิ่งเหมือนจริงๆ"
หลิวฉางไห่ขมวดคิ้วแน่น สีหน้าเต็มไปด้วยความกังวล เขาเดินวนไปวนมา ปากก็พึมพำกับตัวเอง "ประเด็นคือพี่สิงไม่ได้ทิ้งเบอร์ติดต่อไว้เลยนี่สิ แล้วเมืองออกจะกว้างใหญ่ขนาดนี้ จะไปงมเข็มหาจากที่ไหนล่ะเนี่ย"
จู่ๆ เขาก็หยุดเดิน หันไปถามหวังเยี่ยนปิงด้วยความลังเล "แล้วเอาไงต่อดีล่ะพี่ จะแจ้งความทิ้งไว้ที่นี่ หรือว่าพากลับไปเมืองช่างกู่ดี"
หลิวฉางไห่หันไปมองสองพี่น้องที่นั่งกอดกันกลม ก่อนจะตัดสินใจ "พี่เยี่ยนปิง ผมว่าเราพาสองคนนี้กลับไปเมืองช่างกู่ดีกว่า ไปแจ้งความแล้วให้ตำรวจจับตัวไอ้คนร้ายนั่นมาสอบสวนให้รู้เรื่อง จากนั้นค่อยส่งเด็กสองคนนี้กลับบ้าน แบบนี้น่าจะชัวร์กว่า ขืนรออยู่ที่นี่ก็คงไม่ได้เรื่องอะไร สู้กลับไปพึ่งเส้นสายหาตัวพี่สิงที่ช่างกู่ดีกว่า ถึงต่อให้สุดท้ายเด็กสองคนนี้จะไม่ใช่ลูกหลานพี่สิงจริงๆ ก็ไม่เป็นไรหรอก อย่างน้อยก็ไม่ได้ไปสร้างความวุ่นวายให้เขา"
หวังเยี่ยนปิงฟังแล้วก็พยักหน้าเห็นด้วย "อืม เอาตามที่นายว่าละกัน!"
หลิวฉางไห่นึกเรื่องสำคัญขึ้นมาได้อีกเรื่อง คิ้วที่เพิ่งจะคลายก็กลับมาขมวดมุ่นอีกครั้ง "แล้วจะให้เด็กสองคนนี้ไปพักที่ไหนล่ะ"
หวังเยี่ยนปิงลูบปลายคางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง "งั้นให้ไปพักที่บ้านฉันก่อนก็แล้วกัน รอบนี้ฉันคงไม่ค่อยได้อยู่ติดบ้านเท่าไหร่ เสื้อผ้าล็อตใหญ่สองหมื่นหยวนนั่นก็น่าจะใกล้ถึงแล้ว ฉันต้องไปเช่าห้องแถวใกล้ๆ สถานีรถไฟเมืองช่างกู่ทำเป็นโกดังเก็บของ แล้วก็คงต้องกินนอนอยู่ที่นั่นเลย ปล่อยให้แม่ฉันอยู่บ้านคนเดียวแกก็คงจะเหงา ให้เด็กสองคนนี้ไปอยู่เป็นเพื่อนแม่ฉันก็ดีนะ แล้วค่อยส่งเข้าเรียนที่โรงเรียนในหมู่บ้านเราไปก่อน"
หลิวฉางไห่ตาเป็นประกาย พยักหน้าเห็นด้วย "ความคิดเข้าท่าเลยพี่" จากนั้นเขาก็หันไปถามเสี่ยวหม่านด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน "เสี่ยวหม่าน เดินไหวไหมลูก เราจะกลับช่างกู่กันนะ"
เสี่ยวหม่านส่งยิ้มบางๆ แต่แฝงไปด้วยความเข้มแข็ง ตอบกลับด้วยน้ำเสียงสดใส "ไหวค่ะพี่ หนูเดินไหว"
"ดีมาก งั้นช่วงบ่ายเราเดินทางกลับช่างกู่กัน ตอนนี้พวกเราไปเก็บของ แล้วแวะไปเปิดห้องพักอาบน้ำอาบท่าให้สบายตัว เปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ให้เรียบร้อย จะได้กลับช่างกู่แบบหล่อๆ สวยๆ กัน!" หลิวฉางไห่พูดด้วยความเอ็นดู
ทุกคนรีบจัดการเก็บข้าวของและทำเรื่องออกจากโรงพยาบาลอย่างรวดเร็ว เมื่อก้าวพ้นประตูโรงพยาบาล แสงแดดอุ่นๆ ก็สาดส่องลงมา แต่ก็ไม่อาจปัดเป่าความเหนื่อยล้าและความกังวลในใจของพวกเขาให้หมดไปได้
พวกเขาไปหาโรงแรมเล็กๆ ใกล้ๆ โรงพยาบาลพักชั่วคราว แม้โรงแรมจะไม่หรูหรา แต่ก็สะอาดสะอ้านดี หลิวฉางไห่บอกให้เสี่ยวหม่านไปอาบน้ำก่อน เมื่อเสี่ยวหม่านอาบน้ำเสร็จและเปลี่ยนมาใส่ชุดกระโปรงตัวใหม่ เธอก็ดูสดใสขึ้นเป็นกอง แววตาที่เคยหม่นหมองก็กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง
หลังจากนั้น พวกเขาก็มุ่งหน้าไปที่สถานีรถไฟเพื่อซื้อตั๋ว แม้จะมีรถไฟจากปักกิ่งไปเมืองช่างกู่หลายขบวน แต่สำหรับหลิวฉางไห่และเพื่อนร่วมทางแล้ว การรอคอยแต่ละนาทีช่างดูยาวนานเหลือเกิน
ในที่สุด พวกเขาก็ได้ก้าวขึ้นรถไฟ รถไฟแล่นฉิวไปตามราง ทิวทัศน์นอกหน้าต่างผ่านไปอย่างรวดเร็วราวกับภาพสไลด์ แต่พวกเขากลับไม่มีกะจิตกะใจจะชื่นชมความงามนั้นเลย
เสี่ยวหม่านและเสี่ยวอันนั่งพิงกัน หลับตาพริ้ม อาจจะกำลังพักผ่อนเก็บแรง หรืออาจจะกำลังวาดฝันถึงชีวิตใหม่ที่รออยู่เบื้องหน้า
ส่วนหลิวฉางไห่กับหวังเยี่ยนปิงก็กระซิบกระซาบปรึกษาแผนการขั้นต่อไป แววตาของทั้งคู่เต็มเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่น
เมื่อรถไฟเทียบชานชาลาสถานีเมืองช่างกู่ ทุกคนก็รีบลงจากรถ หลิวฉางไห่เงยหน้ามองท้องฟ้า ในใจแอบร้อนรน กลัวว่าถ้าไปช้ากว่านี้ สถานีตำรวจจะปิดทำการเสียก่อน พวกเขาจึงรีบโบกแท็กซี่ บึ่งตรงไปยังสถานีตำรวจภูธรอำเภอเล่อเซียงทันที
พอไปถึงหน้าสถานีตำรวจ หลิวฉางไห่จัดการจ่ายค่าโดยสาร แล้วพาเดอะแก๊งเดินจ้ำอ้าวเข้าไปที่ป้อมยาม
เขากล่าวกับเจ้าหน้าที่เวรยามอย่างสุภาพ "สวัสดีครับ ผมขอพบท่านรองผู้กำกับหลิวชุนเซิงหน่อยครับ ผมชื่อหลิวฉางไห่ครับ"
เจ้าหน้าที่เวรยามได้ยินว่าแซ่หลิวเหมือนกัน ก็แอบคิดในใจว่าอาจจะเป็นญาติโกโหติกาของท่านรองฯ แน่ๆ เลยไม่กล้าชักช้า รีบวิ่งไปรายงานท่านรองผู้กำกับหลิวชุนเซิงทันที
หลิวชุนเซิงที่กำลังนั่งเคลียร์แฟ้มเอกสารกองโตอยู่ พอได้ยินชื่อหลิวฉางไห่ก็ชะงักไปนิดนึง ก่อนจะคลี่ยิ้มออกมา "เชิญพวกเขาเข้ามาเลย"
หลิวฉางไห่ หวังเยี่ยนปิง เสี่ยวหม่าน และเสี่ยวอัน เดินเรียงแถวเข้ามาในห้องทำงานของรองผู้กำกับ หลิวฉางไห่ทักทายอย่างนอบน้อม "สวัสดีครับ ท่านรองฯ หลิว"
หลิวชุนเซิงรีบลุกจากเก้าอี้ เดินเข้ามาต้อนรับอย่างเป็นกันเอง "อ้าว! ฉางไห่ มาๆ นั่งก่อนสิ" พอทุกคนนั่งลงเรียบร้อย หลิวชุนเซิงก็เป็นธุระจัดการรินน้ำชาเสิร์ฟให้ทุกคนด้วยตัวเอง ถือเป็นการให้เกียรติหลิวฉางไห่สุดๆ
หลิวฉางไห่รีบโบกมือปฏิเสธด้วยความเกรงใจ "โธ่ ท่านรองฯ ไม่ต้องลำบากหรอกครับ ขอบคุณมากครับ!"
เมื่อหลิวชุนเซิงกลับไปนั่งประจำที่ หลิวฉางไห่ก็ปรับสีหน้าให้จริงจังขึ้น แล้วเข้าประเด็นทันที "ที่ผมมาหาท่านรองฯ วันนี้ หนึ่งคือมาแจ้งความครับ สองคืออยากจะขอทำเรื่องรับอุปการะเด็กชั่วคราวน่ะครับ!"
หลิวชุนเซิงเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง แววตาฉายแววอยากรู้อยากเห็น "หืม ไหนลองเล่ารายละเอียดมาสิ!"
หลิวฉางไห่สูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วเริ่มเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนจบ "เรื่องมันมีอยู่ว่า ผมเดินทางไปทำธุระที่เซี่ยงไฮ้ ขากลับแวะต่อรถไฟที่สถานีปักกิ่ง ระหว่างที่นั่งรอรถไฟอยู่นั้น..."
เขาเล่าเรื่องราวทั้งหมดอย่างละเอียด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ไปเจอเสี่ยวหม่านกับเสี่ยวอันโดนรังแก เรื่องที่เขาสังเกตเห็นความคล้ายคลึงระหว่างเสี่ยวอันกับพี่สิง ไปจนถึงการตัดสินใจพาเด็กทั้งสองคนกลับมาที่เมืองช่างกู่
พอหลิวชุนเซิงฟังจบ ในใจก็แอบโห่ร้องด้วยความยินดี โอกาสทำผลงานชิ้นโบว์แดงลอยมาหล่นทับอีกแล้ว!
เขารีบหันไปสอบถามเสี่ยวหม่าน เพื่อเก็บข้อมูลเกี่ยวกับแก๊งลักพาตัว ทั้งที่อยู่ ชื่อ-นามสกุล และรูปพรรณสัณฐานอย่างละเอียดลออ หลังจากจดบันทึกทุกอย่างลงไปครบถ้วน เขาก็ตบหน้าอกรับประกันอย่างแข็งขัน "เดี๋ยวฉันจะรีบประสานงานกับตำรวจท้องที่ฝั่งนู้น ให้ส่งกำลังไปรวบตัวมันเดี๋ยวนี้แหละ! ได้ความคืบหน้ายังไงฉันจะรีบแจ้งให้พวกเธอทราบทันที ส่วนเรื่องทำเรื่องรับอุปการะเด็กชั่วคราว เดี๋ยวฉันจะให้ลูกน้องพาไปจัดการให้เรียบร้อยนะ"
"ขอบพระคุณท่านรองฯ มากเลยนะครับ" หลิวฉางไห่กล่าวด้วยความซาบซึ้งใจ
หลิวชุนเซิงหันไปตะโกนเรียกผู้ช่วยที่อยู่หน้าห้อง "เสี่ยวจาง! พาพลเมืองดีกลุ่มนี้ไปทำเรื่องรับอุปการะเด็กชั่วคราวหน่อยนะ!"
หลิวฉางไห่และเพื่อนๆ กล่าวขอบคุณหลิวชุนเซิงซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก่อนจะเดินตามเสี่ยวจางออกไปทำเรื่องรับอุปการะเด็กชั่วคราว
เนื่องจากเป็นคำสั่งสายตรงจากท่านรองผู้กำกับ เสี่ยวจางจึงรีบต่อสายตรงเชิญผู้อำนวยการสถานสงเคราะห์เด็กกำพร้าให้มาเป็นสักขีพยานด้วย เพราะการจะรับอุปการะเด็กชั่วคราวได้นั้น จำเป็นต้องได้รับความเห็นชอบจากทั้งทางตำรวจและทางสถานสงเคราะห์ โชคดีที่ทุกอย่างราบรื่นไร้อุปสรรค เอกสารทุกอย่างถูกดำเนินการจนเสร็จสิ้นอย่างรวดเร็ว
ในระหว่างที่ทำเรื่องเอกสาร เด็กทั้งสองคนก็ออกปากว่า ไม่อยากใช้ชื่อแซ่เดิมของแก๊งลักพาตัวอีกต่อไปแล้ว และได้ปรึกษาหารือกับหลิวฉางไห่ว่า ขอเปลี่ยนไปใช้แซ่หลิว แซ่หวัง หรือจะใช้แซ่เจิ้ง ตามแซ่ของแม่บุญธรรมก็ได้ เพราะถึงยังไงแม่บุญธรรมก็ดีกับพวกเขาสองคนพี่น้องมากจริงๆ!
หลิวฉางไห่กับหวังเยี่ยนปิงเห็นพ้องต้องกันว่า ให้ใช้แซ่ของแม่บุญธรรมน่าจะดีที่สุด เพราะมีความหมายลึกซึ้ง! และแล้ว เด็กทั้งสองคนก็ได้เริ่มต้นชีวิตใหม่พร้อมกับชื่อใหม่ว่า เจิ้งเสี่ยวหม่าน และ เจิ้งเสี่ยวอัน
แน่นอนว่า นี่เป็นเพียงชื่อชั่วคราวเท่านั้น หากตามหาครอบครัวที่แท้จริงพบเมื่อไหร่ ก็ต้องกลับไปใช้ชื่อแซ่เดิมของพวกเขาอยู่ดี
กว่าจะจัดการธุระทุกอย่างเสร็จสิ้น ท้องฟ้าก็มืดสนิท ได้เวลาเลิกงานของทางราชการพอดี
หลิวฉางไห่รู้สึกซาบซึ้งใจที่หลิวชุนเซิงคอยช่วยเหลืออำนวยความสะดวกให้เป็นอย่างดี จึงตัดสินใจแวะไปหาหลิวชุนเซิงอีกครั้ง เพื่อเอ่ยปากชวนไปทานข้าวเย็นด้วยกัน หลิวชุนเซิงก็ไม่ได้ปฏิเสธ และตอบตกลงอย่างยินดี
ค่ำวันนั้น ทั้งกลุ่มก็พากันไปที่เกสต์เฮาส์ประจำอำเภอเล่อเซียง ซึ่งในอนาคตสถานที่แห่งนี้จะกลายเป็นโรงแรมระดับสามดาวเพียงแห่งเดียวในตัวอำเภอเลยนะจะบอกให้!
ถ้าไม่ได้บารมีของท่านรองฯ หลิวชุนเซิงล่ะก็ พวกเขาคงไม่มีปัญญาเข้ามาเหยียบที่นี่หรอก ภายในโรงแรมตกแต่งอย่างหรูหรา แสงไฟระยิบระยับ ช่างแตกต่างจากชีวิตความเป็นอยู่แบบชาวบ้านๆ ของพวกเขาลิบลับ
บนโต๊ะอาหาร หลิวฉางไห่ หวังเยี่ยนปิง และหลิวชุนเซิง ต่างก็ชนแก้วร่ำสุรากันอย่างออกรส บรรยากาศเป็นไปอย่างชื่นมื่น
หลิวฉางไห่ยกแก้วเหล้าขึ้นคารวะหลิวชุนเซิง เพื่อแสดงความขอบคุณจากใจจริง หลิวชุนเซิงก็ยิ้มรับ พร้อมกับบอกว่าเป็นหน้าที่ของตำรวจที่ต้องดูแลประชาชนอยู่แล้ว
ส่วนเสี่ยวหม่านกับเสี่ยวอัน แม้จะตื่นตาตื่นใจกับอาหารเลิศรสที่วางเรียงรายอยู่เต็มโต๊ะ แต่ก็ยังคงรักษามารยาท ค่อยๆ คีบอาหารเข้าปากเคี้ยวอย่างเรียบร้อย บ่งบอกให้รู้ว่าแม่บุญธรรมของพวกเขาอบรมสั่งสอนมาดีแค่ไหน หลิวฉางไห่มองดูเด็กทั้งสองคนด้วยความเอ็นดูและปลาบปลื้มใจ
หลังจากอิ่มหนำสำราญกันแล้ว หลิวฉางไห่ก็จัดการเรียกเช็คบิล และกล่าวคำอำลากับหลิวชุนเซิง
เมื่อเดินพ้นประตูโรงแรมออกมา สายลมเย็นเยียบยามค่ำคืนก็พัดมาปะทะใบหน้า ทำเอาหลิวฉางไห่ถึงกับสะดุ้ง เขานึกขึ้นได้ว่า คืนนี้คงต้องไปซุกหัวนอนที่บ้านเช่าสักคืนแล้วล่ะ
พอดีกระเป๋านักเรียนก็ทิ้งไว้ที่บ้านเช่า พรุ่งนี้เช้าจะได้เดินไปโรงเรียนได้เลย ส่วนคนอื่นๆ ก็ให้ปั่นจักรยานกลับหมู่บ้านกันไปก่อน พรุ่งนี้เย็นค่อยให้หวังเยี่ยนปิงปั่นจักรยานมารับที่โรงเรียน และต้องไม่ลืมกลับไปอัปเดตเรื่องราวต่างๆ ให้พ่อกับแม่ฟังด้วย
เขาจึงบอกแผนการนี้ให้หวังเยี่ยนปิงฟัง ซึ่งหวังเยี่ยนปิงก็พยักหน้าเห็นด้วย
เมื่อกลับมาถึงบ้านเช่า หลิวฉางไห่ก็พบแต่ความว่างเปล่า เขาแอบคิดว่าสือเหล่ยน่าจะมาค้างที่นี่ เพราะหมอนั่นก็มีกุญแจบ้าน
บ้านยังคงสะอาดสะอ้านเหมือนเดิม กระดาษโน้ตที่เขาวางทิ้งไว้บนโต๊ะก็หายไปแล้ว สงสัยสือเหล่ยคงจะเอาไปส่งให้หลี่เหม่ยเวยเรียบร้อยแล้วล่ะ
หลิวฉางไห่บอกให้เสี่ยวหม่านกับเสี่ยวอันไปอาบน้ำอาบท่าให้สบายตัว แล้วให้เข้าไปนอนพักในห้องนอนของเขา ส่วนตัวเขาเองกับหวังเยี่ยนปิงก็ระเห็จไปนอนในห้องของสือเหล่ยแทน ทันทีที่ล้มตัวลงนอนบนเตียง หลิวฉางไห่ก็เฝ้านับรอให้ถึงพรุ่งนี้เช้าไวๆ เพราะเขาจะได้เจอหน้าหลี่เหม่ยเวยสุดที่รักแล้ว!
เช้าวันรุ่งขึ้น ก่อนที่พระอาทิตย์จะทันทอแสง หลิวฉางไห่ก็ลืมตาตื่นขึ้นมาด้วยความสดใส เขาใช้เวลาไว้อาลัยให้กับสือเหล่ยในใจอยู่ห้านาทีเต็ม! ก่อนจะลุกขึ้นไปหยิบเสื้อผ้าชุดใหม่เอี่ยมมาเปลี่ยน แล้วก็ออกสตาร์ทวันใหม่ตั้งแต่เช้าตรู่
เขาเดินถือคูปองที่วางอยู่บนโต๊ะไปรับนมสดที่จุดจ่ายนม ถ้าไม่ไปรับ เขาก็ไม่คืนเงินให้หรอกนะ หลิวฉางไห่รับนมสดมาสองขวด แล้วก็แวะซื้อเต้าฮวยกับปาท่องโก๋ติดมือกลับมาด้วย
พอกลับมาถึงบ้านเช่า ก็เห็นทุกคนตื่นกันหมดแล้ว หลิวฉางไห่วางอาหารเช้าลงบนโต๊ะ ยื่นนมสดให้เสี่ยวหม่านกับเสี่ยวอันคนละขวด แล้วบอกให้ทั้งคู่กินเต้าฮวย
จากนั้นเขาก็หันไปกำชับหวังเยี่ยนปิง "พี่กลับไปเล่าเรื่องนี้ให้พ่อผมฟังนะ ยกหน้าที่เรื่องส่งเด็กๆ เข้าเรียนกับเรื่องทำทะเบียนบ้านชั่วคราวให้พ่อผมจัดการไปเลย ให้เด็กๆ พักอยู่บ้านพี่ไปก่อนนะ แล้วพี่ก็รีบไปตามเหมินจื่อกับซานเอ๋อร์ ไปเอาเสื้อผ้าล็อตสองหมื่นหยวนออกมาจากสถานีรถไฟด้วยล่ะ ไม่งั้นเดี๋ยวโดนปรับค่าฝากเก็บนะ ป่านนี้เสื้อผ้าล็อตเก่าคงจะขายเกลี้ยงไปหมดแล้วมั้ง"
หลังจากสั่งการเสร็จสรรพ หลิวฉางไห่ก็มุ่งหน้าไปโรงเรียน ระหว่างทาง ฝีเท้าของเขาก้าวไปอย่างเบาสบาย อารมณ์เบิกบานสุดๆ
พอเดินมาถึงหน้าประตูโรงเรียน สายตาก็ปะทะเข้ากับหลี่เหม่ยเวยและฟู่ถิงถิงพอดี ดวงตาของเขาเป็นประกายขึ้นมาทันที รีบเดินเข้าไปทักทายเสียงใส "อรุณสวัสดิ์จ้ะ เหม่ยเวย!"
หลี่เหม่ยเวยขอบตาแดงเรื่อ ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากันเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยตอบเสียงเบา "อรุณสวัสดิ์" สงสัยคงจะคิดถึงหลิวฉางไห่หนักมากแน่ๆ
ฟู่ถิงถิงที่ยืนอยู่ข้างๆ แซวขึ้นมาว่า "พวกเรานึกว่านายจะลาออกซะแล้ว!"
หลิวฉางไห่รีบโบกมือปฏิเสธพัลวัน ตอบกลับด้วยน้ำเสียงหนักแน่น "ไม่มีทาง! ฉันต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัยให้ได้สิ!"
จากนั้น ทั้งสามคนก็เดินคุยกันไปจนถึงห้องเรียน หลิวฉางไห่กับหลี่เหม่ยเวยเดินเคียงคู่กันไป กระซิบกระซาบหยอกล้อกันเป็นระยะ แป๊บเดียวใบหน้าที่เคยเศร้าหมองของหลี่เหม่ยเวยก็กลับมาสดใสเปื้อนยิ้มอีกครั้ง แถมยังหัวเราะคิกคักออกมาเป็นพักๆ ด้วย!
ภาพความสนิทสนมนี้ ทำเอาหนุ่มๆ ในโรงเรียนอิจฉาตาร้อนกันเป็นแถว แต่หลิวฉางไห่กลับไม่สนใจสายตาใครเลย เพราะเขากำลังตกอยู่ในภวังค์แห่งความสุขที่ได้อยู่ใกล้ชิดกับหลี่เหม่ยเวย
พอเดินเข้ามาในห้องเรียน สือเหล่ยที่นั่งรออยู่ก่อนแล้ว พอเห็นหน้าหลิวฉางไห่ ก็รีบแหวใส่ทันที "อ้อ ยังจำทางมาโรงเรียนได้อยู่หรอเนี่ย!"
หลิวฉางไห่หัวเราะตอบ "ก็ต้องมาสิวะ แล้วทำไมนายไม่ยอมกลับไปนอนที่บ้านเช่าล่ะ กุญแจก็มีไม่ใช่หรือไง"
สือเหล่ยกรอกตาบนมองบน ก่อนจะบ่นกระปอดกระแปด "นายเล่นไม่ทิ้งตังค์ไว้ให้ฉันสักแดงเดียว จะให้ฉันกลับไปแทะกำแพงบ้านกินหรือไงล่ะวะ!"
หลิวฉางไห่ถึงกับเถียงไม่ออก ไม่รู้จะสรรหาคำพูดไหนมาแก้ตัว ฟังดูมีเหตุผลซะด้วยสิ
พอหลิวฉางไห่ทิ้งตัวลงนั่งปุ๊บ สือเหล่ยก็รีบหยิบหนังสือขึ้นมาพัดวีให้ประหนึ่งลูกสมุนตัวยง
หลิวฉางไห่มองหน้าสือเหล่ยด้วยความงุนงง แล้วถามว่า "นี่นายทำบ้าอะไรเนี่ย!"
สือเหล่ยทำหน้าขึงขัง ตอบกลับหน้าตาย "ก็ฉันเป็นผู้ช่วยส่วนตัวนายไง จะพัดให้ลูกพี่หน่อยไม่ได้หรือไงวะ!"
หลิวฉางไห่หัวเราะร่วน แล้วพูดต่อว่า "คืนนี้ฉันต้องกลับไปนอนบ้านนะ!"
ยังไม่ทันขาดคำ สือเหล่ยก็โยนหนังสือในมือทิ้งทันที หันขวับกลับไปนั่งหลังตรงแหน่ว แกล้งทำเป็นตั้งใจอ่านหนังสือ ปากก็ขมุบขมิบบ่นอะไรก็ไม่รู้
หลิวฉางไห่เห็นดังนั้น ก็แกล้งโยนหินถามทาง "มะรืนตอนเย็น เดี๋ยวฉันพาไปเลี้ยงมื้อใหญ่ที่เกสต์เฮาส์ประจำอำเภอ สนใจป่ะ!"
พอได้ยินแบบนั้น ดวงตาของสือเหล่ยก็ลุกวาวเป็นประกาย หันขวับกลับมาฉีกยิ้มกว้างจนถึงรูหู "ลูกพี่ไห่ หิวน้ำไหมครับ กระติกน้ำอยู่ไหน เดี๋ยวผมไปเติมน้ำร้อนให้นะครับ..."
ท่าทางประจบประแจงของสือเหล่ย ทำเอาหลิวฉางไห่หลุดขำก๊ากออกมา เพื่อนๆ โต๊ะข้างๆ ที่เห็นเหตุการณ์ก็พากันหัวเราะตามไปด้วย...