- หน้าแรก
- รีสตาร์ท รีเทิร์น รีบอร์น หนึ่งเก้าเก้าเอ็ด
- บทที่ 26 ซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้า
บทที่ 26 ซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้า
บทที่ 26 ซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้า
กลางดึกที่เงียบสงัด มีเพียงเสียงแมลงร้องระงมเป็นระยะ หลิวฉางไห่เดินฝ่าความมืดมุ่งหน้าไปยังกระท่อมเล็กๆ ริมบ่อตะพาบน้ำ พลางส่งเสียงเรียก "ฉางเหอ!"
เมื่อได้ยินเสียงพี่ชาย หลิวฉางเหอก็รีบวิ่งหน้าตั้งออกมารับ "พี่ใหญ่ กลับมาแล้วเหรอครับ แฮะๆ!"
หลิวฉางไห่ตอบสั้นๆ "อืม!"
หลิวฉางเหอถามต่อ "ไม่เจอกันตั้งอาทิตย์นึง คิดถึงผมบ้างป่าวเนี่ย!"
"อืม! คิดถึงสิ คิดถึงจนอยากจะ... ตบกะโหลกแกสักสองที!" หลิวฉางไห่พูดพลางง้างมือทำท่าจะตบ!
"แฮะๆ" หลิวฉางเหอหัวเราะแห้งๆ แล้วรีบวิ่งหนีเข้ากระท่อมไป!
หลิวฉางไห่เดินตามเข้าไป แล้วทรุดตัวลงนั่งบนเตียง
หลิวฉางเหอถามขึ้น "พี่ วันนี้พี่จะนอนนี่หรอ"
"ใช่ วันนี้พี่จะนอนนี่!" หลิวฉางไห่ตอบ
หลิวฉางเหอแอบดีใจอยู่ในใจเยี่ยมไปเลย คืนนี้กลับไปนอนที่บ้านเตียงก็เป็นของเราคนเดียว จะนอนดิ้นตีลังกายังไงก็ได้! สบายแฮ
กำลังฝันหวานอยู่เพลินๆ ก็ต้องสะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงหลิวฉางไห่พูดแทรกขึ้นมา "แกก็ไม่ต้องกลับไปนอนบ้านหรอก คืนนี้นอนเป็นเพื่อนพี่อยู่นี่แหละ!"
พอได้ยินแบบนั้น หลิวฉางเหอก็หน้ามุ่ย ปากยื่นปากยาวเป็นเป็ดทันที
หลิวฉางไห่ล้างหน้าล้างตาเสร็จ ล้มตัวลงนอนบนเตียง เห็นน้องชายทำหน้างอเป็นจวัก ก็เลยดุไปว่า "เอาน่า เลิกทำหน้างอได้แล้ว ปากยื่นจนจะผูกลาได้ทั้งตัวแล้วมั้ง รีบๆ นอนซะ พรุ่งนี้พี่มีแพลนจะไปถอยทีวีกับตู้เย็นเครื่องใหม่เข้าบ้านนะเว้ย!"
"ห๊า" หลิวฉางเหอที่ตอนแรกทำหน้าเซ็งๆ พอได้ยินคำว่าทีวีกับตู้เย็น ก็หูผึ่ง ตาโตเป็นประกายขึ้นมาทันที "พี่ พูดจริงป่าวเนี่ย ไชโย! บ้านเราจะมีทีวีดูแล้ว! ต่อไปนี้ก็ไม่ต้องไปขออาศัยดูทีวีบ้านคนอื่นแล้ว!"
"พี่ เราจะซื้อทีวีจอใหญ่แค่ไหนอ่ะ พี่ ผมได้ยินพี่จื้อเชาบอกว่าพี่หาเงินเก่งมาก งั้นเราซื้อทีวีสีจอเบ้อเริ่มไปเลยดีไหม! บ้านเพื่อนผมก็มีทีวีสีจอใหญ่ โคตรเท่เลย! พี่..."
"พอๆ เลิกพล่ามได้แล้ว ถ้านอนตื่นสาย พรุ่งนี้ก็อดไปซื้อนะเว้ย!" หลิวฉางไห่รีบตัดบท
หลิวฉางเหอได้ยินดังนั้น ก็รีบเอื้อมมือไปปิดไฟ ล้มตัวลงนอนหลับตาปี๋ แถมยังแกล้งกรนเสียงดังครอกฟี้อีกต่างหาก
เช้ามืด วันรุ่งขึ้น ท้องฟ้ายังไม่ทันสางดี! หลิวฉางไห่ก็รู้สึกเหมือนโดนใครเขย่าตัวอย่างแรง ตามมาด้วยเสียงตื่นเต้นของหลิวฉางเหอกระซิบข้างหู "พี่ ตื่นเร็วเข้า รีบลุกไปซื้อทีวีกันเถอะ!"
หลิวฉางไห่ปรือตาขึ้นมาอย่างงัวเงีย มองออกไปนอกหน้าต่าง ท้องฟ้ายังมืดตึ๊ดตื๋ออยู่เลย ตอนนี้เพิ่งจะเดือนกันยายน กว่าฟ้าจะสางก็ต้องรอจนเกือบๆ ตี 5 นู่นแหละ! เขาเริ่มสงสัยว่าไอ้น้องตัวแสบมันคงตื่นเต้นจนไม่ได้นอนทั้งคืนแน่ๆ
"เจ็ดโมงค่อยมาปลุกพี่!" หลิวฉางไห่พลิกตัว ดึงผ้าห่มขึ้นคลุมโปง แล้วหลับต่อ
"โอเคครับ" หลิวฉางเหอรับคำ "งั้นเดี๋ยวผมไปเอานมสดให้พี่ก่อนนะ แล้วเดี๋ยวกลับมาปลุก"
สักพักใหญ่ๆ หลิวฉางเหอก็วิ่งพรวดพราดกลับเข้ามาในกระท่อม ตะโกนลั่น "พี่ เจ็ดโมงแล้ว ลุกเร็วเข้า เดี๋ยวไปสายของก็หมดหรอก!"
หลิวฉางไห่จำใจต้องลุกขึ้นมานั่ง ขยี้ตาที่ยังลืมไม่ค่อยขึ้น ค่อยๆ สวมเสื้อผ้าอย่างเชื่องช้า แล้วเดินตามน้องชายกลับไปกินข้าวเช้าที่บ้าน
ที่โต๊ะอาหาร หลิวต้าซานวางชามกับตะเกียบลง มองหน้าหลิวฉางไห่ แล้วถามว่า "ให้พ่อขับเกวียนลาไปส่งไหม หรือแกว่าจะไปเองคนเดียว"
หลิวฉางไห่โบกมือปฏิเสธอย่างไม่ใส่ใจ "ไม่ต้องหรอกพ่อ ที่ห้างเขามีรถส่งของ จ่ายแค่ 30 หยวน เขาก็มาส่งให้ถึงหน้าบ้านแล้ว"
"30 หยวนนั่นมันค่าแรงตั้งสามวันเลยนะเว้ย," หลิวต้าซานขึ้นเสียง แววตาเต็มไปด้วยความเสียดาย "ทำไมพูดเหมือนเงินมันหาง่ายจังวะ"
"ก็ผมหาเงินเก่งไงครับ" หลิวฉางไห่ตอบกลับหน้าตาเฉย
หลิวต้าซานอ้าปากค้าง เหมือนอยากจะเถียงอะไรสักอย่าง แต่สุดท้ายก็กลืนคำพูดลงคอไป ได้แต่ส่ายหัวด้วยความอ่อนใจ
กินข้าวเสร็จ หลิวฉางไห่ก็แวะไปเบิกเงินที่ธนาคาร เงินเก็บที่เขาเคยมีอยู่หนึ่งหมื่นสองพันหยวน ตอนนี้เหลือแค่สามพันหกร้อยกว่าหยวนเท่านั้น เพราะต้องแบ่งไปให้อาหกแปดพัน ซื้อเครื่องอัดเสียงไปอีกสองร้อยกว่า แถมยังต้องซื้อเครื่องครัว แล้วก็พวกเนื้อหมูเนื้อปลาอีกสารพัด
แต่ราคาทีวีสีเครื่องนึงก็ปาเข้าไปเกือบสามพันแล้ว เงินแค่นี้คงไม่พอแน่ๆ
เขาเลยต้องแวะไปเบิกเงินเพิ่มที่ธนาคารในตัวอำเภออีกห้าพันหยวน ก่อนจะนั่งรถไปที่ห้างสรรพสินค้าในเมือง
พอไปถึงหน้าห้าง เขาก็ยืนสังเกตการณ์ผู้คนรอบๆ ตัว แป๊บเดียวเขาก็สะดุดตาเข้ากับชายหนุ่มคนหนึ่ง อายุราวๆ 20 กว่า ใส่หมวกแก๊ป ยืนทำท่าทางชิลๆ เหมือนกำลังรอใครอยู่
หลิวฉางไห่เดาได้ทันทีว่า หมอนี่แหละคือพวกนายหน้าขายตั๋วปันส่วนสินค้าอุตสาหกรรม
ในยุค 1991 ประเทศจีนกำลังอยู่ในช่วงรอยต่อของการเปลี่ยนผ่านจากระบบเศรษฐกิจแบบวางแผนส่วนกลางไปสู่ระบบเศรษฐกิจแบบตลาด
สินค้าจำเป็นหลายอย่าง เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า จักรยานเย็บผ้า ยังคงต้องใช้ตั๋วปันส่วนในการซื้อ
แม้บางเมืองในเขตเศรษฐกิจพิเศษชายฝั่งจะเริ่มยกเลิกระบบตั๋วปันส่วนไปบ้างแล้ว แต่สำหรับเมืองช่างกู่ ต้องรอจนถึงปี 1992 นู่นแหละ นโยบายถึงจะเริ่มผ่อนปรน ให้ประชาชนสามารถซื้อสินค้าบางอย่างในราคา "เจรจาต่อรอง" ได้ ซึ่งก็คือซื้อได้โดยไม่ต้องใช้ตั๋วปันส่วน แต่ต้องยอมจ่ายแพงกว่าราคาปกติที่ใช้ตั๋วซื้อประมาณ 30%
พวกนายหน้าพวกนี้ก็อาศัยเส้นสายและช่องโหว่ต่างๆ กว้านซื้อตั๋วปันส่วนมาตุนไว้ แล้วเอามาโก่งราคาขายต่อให้กับคนที่ต้องการ
คนพวกนี้มักจะมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวคือ ไม่ว่าจะฤดูหนาวหรือฤดูร้อน ก็จะใส่หมวกแก๊ปยืนป้วนเปี้ยนอยู่หน้าห้างสรรพสินค้า ทำทีเหมือนยืนรอคน แต่จริงๆ แล้วกำลังสอดส่ายสายตามองหา "เหยื่อ" ต่างหาก
หลิวฉางไห่สูดลมหายใจเข้าลึกๆ เดินตรงดิ่งเข้าไปหาชายหนุ่มคนนั้น แล้วเปิดฉากเจรจาทันที "พี่ชาย ผมอยากได้ตั๋วซื้อทีวีสี ตู้เย็น แล้วก็เครื่องซักผ้าสองเครื่อง พอจะหาให้ได้ไหม"
ชายหนุ่มตาเป็นประกายวาววับ คิดในใจว่า วันนี้ลาภลอยมาชนถึงที่แล้วเว้ย ลูกค้ารายใหญ่ซะด้วย!
เขารีบเสนอราคา "ตั๋วทีวี 100 ตู้เย็น 70 เครื่องซักผ้าถังคู่ 40 รวมทั้งหมด 250 หยวน ขาดตัว!"
"โอเค ตกลง!" หลิวฉางไห่ตอบตกลงอย่างง่ายดาย แล้วล้วงมือหยิบเงินในกระเป๋า เขายื่นเงินให้ชายหนุ่ม พร้อมกับพูดเน้นย้ำว่า "นี่ครับ สองร้อยห้าสิบ!"
[ในภาษาจีน คำว่า "สองร้อยห้าสิบ" หรือ เอ้อร์ไป๋อู่ มักใช้เป็นคำด่าว่า โง่ หรือ บ้า]
ชายหนุ่มรับเงินมา มุมปากกระตุกเล็กน้อย ใบหน้าฉายแววเก้อเขิน แต่ก็พยายามข่มอารมณ์ไว้ ท่องยุบหนอพองหนอในใจว่านี่คือลูกค้า
เมื่อได้ตั๋วมาครอบครอง หลิวฉางไห่ก็เดินเข้าไปในห้างสรรพสินค้า มุ่งหน้าไปยังโซนเครื่องใช้ไฟฟ้า เขาสาวเท้าไปหยุดยืนอยู่หน้าโทรทัศน์สีจอ 21 นิ้วยี่ห้อฉางหง ชี้ไปที่ตัวเครื่องแล้วถามว่า "ทีวีเครื่องนี้ราคาเท่าไหร่ครับ"
พนักงานขายที่กำลังง่วนอยู่กับการจัดเรียงสินค้าบนชั้นวาง เงยหน้าขึ้นมามองด้วยสายตารำคาญใจ แล้วตอบห้วนๆ "2,900!"
หลิวฉางไห่ไม่สนทาทีของเธอ ถามต่อ "แล้วตู้เย็นสองประตูนี่ล่ะครับ"
พนักงานขายขมวดคิ้วมุ่น น้ำเสียงเริ่มไม่สบอารมณ์หนักขึ้น "2,100!"
หลิวฉางไห่ยังคงถามต่อไปอย่างใจเย็น "แล้วเครื่องซักผ้าถังคู่นี่ล่ะครับ"
คราวนี้ พนักงานขายทนไม่ไหวอีกต่อไป แผดเสียงแหลมปรี๊ด "นี่คุณว่างมากนักหรือไง ถึงได้มาเดินถามราคาสินค้าเล่นๆ แบบนี้!"
ถ้าไม่ติดว่าหลิวฉางไห่แต่งตัวดูภูมิฐาน ไม่เหมือนพวกเข้ามาก่อกวน เธอคงไล่ตะเพิดออกจากร้านไปนานแล้ว
หลิวฉางไห่ตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "ผมเอาทั้งหมดนี่แหละครับ นี่ตั๋ว ส่วนนี่ก็เงิน" พูดจบ เขาก็ล้วงตั๋วและปึกเงินสดหนาเตอะออกมาจากกระเป๋า
พนักงานขายถึงกับชะงักไปชั่วครู่ สีหน้าหงุดหงิดแปรเปลี่ยนเป็นความตื่นตะลึงในพริบตา เธอรีบรับตั๋วและเงินมาตรวจนับอย่างละเอียด ก่อนจะตอบว่า "เครื่องซักผ้าราคา 750 หยวนต่อเครื่องค่ะ"
"ผมเอาทีวีสีฉางหง 21 นิ้วหนึ่งเครื่อง เครื่องซักผ้าสองเครื่อง แล้วก็ตู้เย็นสองประตูอีกหนึ่งเครื่อง รวมทั้งหมดเท่าไหร่ครับ" หลิวฉางไห่ถาม
พนักงานขายรีบคว้าเครื่องคิดเลขมากดรัวๆ ไม่นานก็เงยหน้าขึ้นมาบอก "ทั้งหมด 6,500 หยวนค่ะ เดี๋ยวฉันออกบิลให้นะคะ!"
"แล้วค่าส่งคิดยังไงครับ" หลิวฉางไห่ถามต่อ
"ถ้าส่งในตัวเมือง 15 หยวน ชานเมือง 20 หยวน นอกเมือง 30 หยวนค่ะ" พนักงานขายตอบ
"งั้นช่วยไปส่งเครื่องซักผ้าเครื่องนึงที่บ้านเช่าในตัวอำเภอเล่อเซียงก่อนนะ ส่วนของที่เหลือเอาไปส่งที่บ้านผมในตำบลต้าเฉียวเลย!" หลิวฉางไห่สั่งการ
"ถ้าให้แวะส่งหลายที่ ต้องบวกค่าส่งเพิ่มอีกสิบหยวนนะคะ!" พนักงานขายรีบบอกเงื่อนไขเพิ่มเติม
หลิวฉางไห่พยักหน้ารับรู้ แล้วยื่นเงิน 6,500 หยวนให้พนักงานขาย เธอรับเงินไปแล้วทอนเงินคืนให้เขา 60 หยวน
จากนั้น พนักงานขายก็ส่งใบเสร็จให้หลิวฉางไห่ และเรียกพนักงานยกของมาแพ็คของขึ้นรถทันที
ในยุคนั้น ไม่ค่อยมีใครยอมควักกระเป๋าจ่ายค่าส่งของจากห้างกันนักหรอก เพราะงั้นก็เลยไม่ต้องรอคิวส่งของให้เสียเวลา แป๊บเดียวพนักงานก็แบกของขึ้นรถกระบะเสร็จเรียบร้อย
ระหว่างที่รอพนักงานขนของ หลิวฉางไห่ก็แวบไปซื้อเสาอากาศทีวีแบบติดนอกบ้าน สายอากาศ เต้าเสียบปลั๊กไฟ แล้วก็สายไฟทองแดงหุ้มฉนวนมาตุนไว้อีกเพียบ
สมัยนั้นยังไม่มีปลั๊กพ่วงแบบยุคเราหรอกนะ มีแต่เต้าเสียบแบบเดี่ยวๆ เท่านั้นแหละ
พอจัดการธุระเสร็จสรรพ หลิวฉางไห่ก็เอาเสือหมอบคันโปรดขึ้นท้ายรถกระบะ แล้วกระโดดขึ้นไปนั่งเฝ้าของ มุ่งหน้าสู่ตัวอำเภอ
เมื่อถึงตัวอำเภอ เขาก็ให้คนงานแบกเครื่องซักผ้าลงไปเก็บไว้ในบ้านเช่าก่อน แล้วถึงค่อยให้รถวิ่งไปส่งของที่เหลือที่บ้าน
พอรถกระบะวิ่งเข้าเขตหมู่บ้าน ความเร็วก็ลดฮวบลงทันที เพราะมีแก๊งชาวบ้านคนมุงวิ่งตามดูรถกันเป็นพรวน
เสียงซุบซิบนินทาดังเซ็งแซ่ไปทั่ว ทุกคนต่างพากันเดาว่าบ้านไหนถูกหวยรวยเบอร์ ถึงได้ถอยเครื่องใช้ไฟฟ้าชุดใหญ่ขนาดนี้
"บ้านใครรวยเละเทะขนาดนี้เนี่ย ถอยทั้งทีวี ทั้งตู้เย็นเลยเว้ยเฮ้ย" ชาวบ้านคนหนึ่งโพล่งขึ้นมาด้วยความอยากรู้อยากเห็น
"เอ๊ะ! ดูคนนั่งท้ายรถนั่นสิ คุ้นๆ นะ เหมือนไอ้ฉางไห่ลูกตาต้าซานเลยว่ะ!" ชาวบ้านอีกคนหรี่ตาเพ่งมอง แล้วพูดขึ้น
"เฮ้ย! จริงด้วยเว้ย หรือว่าที่เขาลือกันว่ามันรู้จักคนฮ่องกงจะเป็นเรื่องจริงวะ เห็นว่าช่วงก่อนมีคนฮ่องกงมาตามหามันถึงบ้านเลยนี่นา!" ชาวบ้านอีกคนรีบผสมโรง
ชาวบ้านจับกลุ่มเมาท์มอยกันอย่างเมามัน สารพัดข่าวลือถูกปั้นแต่งขึ้นมา
รถกระบะวิ่งมาจอดเทียบหน้าบ้านหลิวฉางไห่อย่างช้าๆ หวังชุนฮวากับหลิวเสี่ยวเม่ยที่อยู่ในบ้าน
พอได้ยินเสียงเอะอะ ก็รีบวิ่งออกมาดู พอเห็นกองทัพเครื่องใช้ไฟฟ้าบนรถ หลิวเสี่ยวเม่ยก็กระโดดโลดเต้นตบมือด้วยความดีใจ ชาวบ้านละแวกนั้นก็แห่กันมามุงดูเพียบ
"โอ้โห! ชุนฮวา บ้านเธอถูกหวยหรือไงเนี่ย ถอยทั้งทีวี ตู้เย็น เครื่องซักผ้ามาพร้อมกันเลย!" เพื่อนบ้านคนหนึ่งเอ่ยทักด้วยน้ำเสียงอิจฉาตาร้อน
หวังชุนฮวายิ้มแหยๆ ตอบไปว่า "ถูกหวยอะไรกันล่ะจ๊ะ ก็แค่เพื่อนชาวฮ่องกงของฉางไห่เขาแวะมาเยี่ยม เลยซื้อมาเป็นของฝากน่ะ!"
คำตอบนี้ หลิวฉางไห่เตี๊ยมกับแม่ไว้ล่วงหน้าแล้ว ชาวบ้านส่วนใหญ่ก็เชื่อสนิทใจ มีแค่หลี่เหวินจงคนเดียวที่แอบสงสัยอยู่ลึกๆ แต่ก็ไม่กล้าปริปากพูดอะไรออกมา
ทุกคนช่วยกันแบกเครื่องใช้ไฟฟ้าเข้าไปในบ้านอย่างขะมักเขม้น
หลิวฉางไห่เริ่มลงมือต่อสายไฟ เขาเดินสายไฟทองแดงเส้นใหม่จากคัตเอาท์หลักเข้ามาในบ้าน แล้วต่อเต้าเสียบเพิ่มอีกสามจุด
ระหว่างที่กำลังง่วนอยู่กับการเดินสายไฟ จู่ๆ ก็มีคนกลุ่มใหญ่โผล่มา ทั้งหลิวฉางเหอ หลิวเจี้ยนเย่ ซานเอ๋อร์ และคนอื่นๆ
พวกเขาเพิ่งจะช่วยหลิวเจี้ยนเย่ย้ายบ้านเสร็จ พอได้ยินข่าวว่าบ้านหลิวฉางไห่ถอยทีวีใหม่ ก็รีบวิ่งมาดูด้วยความตื่นเต้น
โดยเฉพาะหลิวฉางเหอ ตาเป็นประกายวิบวับด้วยความดีใจ แทบอยากจะกระโดดหอมแก้มหลิวฉางไห่สักฟอด
หลิวฉางไห่เห็นหน้าน้องชายที่ทำท่าทางดีใจจนออกนอกหน้า ก็ทั้งขำทั้งหมั่นไส้ อยากจะตบกะโหลกสักที
เขาสั่งเสียงดุ "มัวยืนบื้ออะไรอยู่ ไปเอาไม้ไผ่ลำยาวๆ ที่บ่อตะพาบน้ำมาสิ เอาลำที่มันหนาๆ ยาวๆ หน่อยนะ! ไม้ไผ่ที่เหลือจากการสร้างโรงเรือนนั่นแหละ"
หลังจากเดินสายไฟเสร็จ หลิวฉางไห่ก็เสียบปลั๊กตู้เย็น ตามด้วยเครื่องซักผ้า แล้วจับเสื้อผ้าที่ใส่แล้วโยนลงไปซักทันที เสียงเครื่องซักผ้าก็เริ่มทำงานดังหึ่งๆ
สักพัก หลิวฉางเหอก็แบกไม้ไผ่ลำยาวเดินกระหืดกระหอบกลับมา หลิวฉางไห่เอาเสาอากาศไปผูกติดกับไม้ไผ่ แล้วเอาไปมัดยึดไว้กับชายคาบ้าน จากนั้นก็ต่อสายสัญญาณเข้ากับทีวี แล้วกดปุ่มค้นหาช่องอัตโนมัติ
พอภาพในจอทีวีเริ่มปรากฏขึ้น ชาวบ้านที่มุงดูอยู่ก็ส่งเสียงฮือฮากันใหญ่
"มีภาพแล้ว! มีภาพแล้ว! ฉางไห่ ทีวีสีจอเบ้อเริ่มขนาดนี้ ราคาเท่าไหร่เนี่ย" ชาวบ้านคนหนึ่งถามด้วยความอยากรู้
"2,900 หยวนครับ!" หลิวฉางไห่ตอบกลับ
"แล้วเครื่องใช้ไฟฟ้าสามชิ้นนี้ รวมกันเป็นเงินเท่าไหร่ล่ะ" มีคนถามแทรกขึ้นมาอีก
"น่าจะประมาณ 5,700 กว่าหยวนล่ะมั้งครับ!" หลิวฉางไห่ตอบ
เพื่อนบ้านช่างเมาท์คนหนึ่งตะโกนสวนขึ้นมาว่า "โห! เงินตั้งขนาดนี้ เอาไปสมทบทุนสร้างบ้านใหม่ได้สบายๆ เลยนะเนี่ย!"
คำพูดนี้แฝงไปด้วยความอิจฉาริษยาและเสียดสี หาว่าบ้านหลิวฉางไห่ใช้เงินไม่เป็น แทนที่จะเอาไปสร้างบ้าน กลับเอามาถลุงซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าซะงั้น
หลิวฉางไห่ตอบกลับด้วยความมั่นใจ ไม่สะทกสะท้าน "ทีวีก็ต้องซื้อ บ้านก็ต้องสร้างครับ รอให้ทางเทศบาลอนุมัติที่ดินก่อนเถอะครับ แล้วผมจะสร้างบ้านให้ดู!"
ทุกคนที่ได้ยินต่างก็อึ้งไปตามๆ กัน แอบคิดในใจว่า คนฮ่องกงคนนั้นต้องรวยขนาดไหน ถึงได้ให้เงินหลิวฉางไห่มากมายขนาดนี้!