- หน้าแรก
- เทพทหารสุดโหด ขออยู่ในโหมดตำรวจจราจร
- บทที่ 19 - การรักษาอันวาบหวาม
บทที่ 19 - การรักษาอันวาบหวาม
บทที่ 19 - การรักษาอันวาบหวาม
บทที่ 19 - การรักษาอันวาบหวาม
ดวงอาทิตย์ค่อยๆ คล้อยต่ำลงทางทิศตะวันตก ย้อมท้องฟ้าเบื้องหน้าให้กลายเป็นสีส้มแดง ผืนน้ำทะเลที่อยู่ไม่ไกลนักราวกับถูกโรยด้วยผงทองคำ ทอประกายระยิบระยับงดงามจนยากจะละสายตา
หยางลั่วกวาดสายตามองไปรอบๆ พลางครุ่นคิดในใจ เขาตัดสินใจว่าจะต้องหาอะไรลงท้องเพื่อฟื้นฟูเรี่ยวแรงเสียก่อน เพราะหลังจากต้องฝ่าฟันอุปสรรคมาหลายวันติด ร่างกายของเขาก็เหนื่อยล้าจนแทบจะรับไม่ไหวแล้ว จากนั้นค่อยไปหาทำเลเหมาะๆ สำหรับพักแรม
น้ำทะเลลดระดับลงไปนานแล้ว บนโขดหินริมหาดจึงมีแอ่งน้ำตื้นๆ อยู่เต็มไปหมด ภายในแอ่งน้ำเหล่านั้นมีปูตัวเล็กๆ เดินกันขวักไขว่ หยางลั่วเล็งเป้าหมายไปที่แอ่งน้ำตื้นแอ่งหนึ่ง เขากระโดดพุ่งตัวลงไปอย่างว่องไว สายตาจับจ้องเป้าหมายอย่างแม่นยำ เพียงพริบตาเดียวก็จับปูขึ้นมาได้หนึ่งตัว จากนั้นก็จัดการแกะกระดอง ดึงเหงือกและส่วนแข็งๆ ที่ก้นออกอย่างคล่องแคล่ว แล้วโยนปูตัวนั้นเข้าปากเคี้ยวกลืนลงท้องทันที
โบราณว่าไว้ไม่ผิด เวลาที่คนเราหิวจัด ต่อให้กินอะไรก็รู้สึกอร่อยไปหมด แม้แต่ของสดๆ คาวๆ แบบนี้ก็ยังกินได้ลงคอ
หยางลั่วจับปูกินรวดเดียวสิบกว่าตัวจนพอประทังหิว จากนั้นก็ปีนขึ้นไปบนโขดหินก้อนใหญ่อย่างคล่องแคล่ว เขานั่งขัดสมาธิลงและเริ่มเดินลมปราณเพื่อฟื้นฟูร่างกาย
ผ่านไปราวๆ ครึ่งชั่วโมง กระแสพลังอุ่นๆ ก็ค่อยๆ ไหลเวียนไปทั่วร่าง พละกำลังที่สูญเสียไปก็เริ่มกลับคืนมาบ้าง หยางลั่วรู้ดีว่าวิชาลมปราณเป็นเพียงตัวช่วยในการฟื้นฟูร่างกายเท่านั้น หากอยากจะให้พละกำลังทั้งหมดกลับมาสมบูรณ์เต็มร้อย คงต้องใช้เวลาพักฟื้นอย่างน้อยสิบวันถึงครึ่งเดือนเลยทีเดียว
หยางลั่วลุกขึ้นยืนแล้วถอดเสื้อออก เขาเอาชายเสื้อมาผูกเป็นปมไว้ จากนั้นก็ลงมือจับปูตัวที่ใหญ่ขึ้นมาหน่อยใส่ลงไปในเสื้อ อวี๋ม่านเจียกำลังต้องการสารอาหารเพื่อบำรุงร่างกายอย่างเร่งด่วน เขาเลยตั้งใจว่าคืนนี้จะต้มน้ำซุปให้เธอกิน
เฮ้อ นี่แหละน้าที่เขาเรียกว่าคนใจอ่อน ตัวเขากับเธอไม่ได้รู้จักมักจี่กันมาก่อนเลยสักนิด แถมผู้หญิงคนนี้ยังตั้งหน้าตั้งตาจะตามล่าเขาให้ได้อีกต่างหาก หยางลั่วเองก็ยังไม่เข้าใจตัวเองเลยว่าทำไมถึงต้องยอมเสี่ยงชีวิตไปช่วยเธอด้วย
สิ่งที่ต้องทำเป็นอันดับแรกในตอนนี้คือการหาที่พักแรม ต้องลองดูว่าบนเกาะนี้จะมีถ้ำหินหรือที่หลบฝนบังลมบ้างไหม พอตกดึก อุณหภูมิบนเกาะแห่งนี้จะต้องลดฮวบลงอย่างแน่นอน ตัวเขามีพลังลมปราณคอยคุ้มกัน ตราบใดที่อากาศไม่หนาวจัดจนติดลบ เขาก็ยังพอทนไหว แต่ปัญหาคืออวี๋ม่านเจียที่กำลังนอนสลบไสลไม่ได้สติอยู่ต่างหาก ร่างกายของเธอไม่มีทางทนรับความหนาวเหน็บได้แน่
หยางลั่วอุ้มร่างของอวี๋ม่านเจียขึ้นมาอย่างระมัดระวัง พาเธอไปวางไว้ในจุดที่ค่อนข้างปลอดภัย และเอาเสื้อของตัวเองห่มคลุมร่างเธอไว้ เมื่อจัดการเรียบร้อยเขาถึงได้เดินผละออกมาอย่างวางใจ
หยางลั่วเปลือยท่อนบน ใช้ความปราดเปรียววิ่งสำรวจไปทั่วเกาะ เขาแทบจะวิ่งวนรอบเกาะแห่งนี้จนครบทุกซอกทุกมุมแล้ว แต่ทว่ากลับไม่พบร่องรอยของถ้ำหินเลยแม้แต่แห่งเดียว
ตอนนั้นเองท้องฟ้าเริ่มมืดมิดลงทุกที หยางลั่วตระหนักได้ว่าต้องรีบกลับไปก่อกองไฟ ไม่อย่างนั้นอวี๋ม่านเจียได้หนาวตายแน่ๆ เขาจึงรีบรวบรวมกิ่งไม้แห้งแล้ววิ่งกลับไปยังจุดที่วางร่างอวี๋ม่านเจียเอาไว้อย่างรวดเร็ว
ในฐานะสุดยอดทหารระดับพระกาฬ ทักษะการเอาชีวิตรอดในป่าถือเป็นบทเรียนพื้นฐานที่ต้องเชี่ยวชาญ การปั่นไม้จุดไฟสำหรับหยางลั่วแล้วจึงเป็นเรื่องกล้วยๆ เพียงไม่นาน กองไฟที่ให้ความอบอุ่นก็ลุกโชนขึ้นข้างกายอวี๋ม่านเจีย
เมื่อเห็นว่าท้องฟ้ายังไม่มืดสนิท หยางลั่วก็ตัดสินใจไปเดินสำรวจรอบๆ เกาะอีกครั้ง เผื่อจะเจอที่หลบฝนบังลมได้บ้าง และจะได้ลองหาวัตถุดิบอื่นมาต้มซุปเพิ่มเติมด้วย
หยางลั่วแทบจะพลิกเกาะหาจนทั่วแล้ว ไม่เพียงแต่ไม่เจอถ้ำหินเท่านั้น แต่แม้แต่ลำธารหรือหุบเขาที่มีน้ำจืดขังอยู่ก็ไม่พบเลยสักแห่ง นี่ต่างหากคือสิ่งที่ทำให้เขาเริ่มหวาดหวั่น
การจะหนีออกไปจากเกาะนี้คงไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้ในเร็วๆ นี้แน่ การจะเอาชีวิตรอดอยู่ที่นี่ได้ น้ำจืดคือสิ่งสำคัญที่สุด ขาดไม่ได้เด็ดขาด ถึงแม้จะหาของกินจากทะเลได้ แต่ถ้าผ่านไปสักเดือนสองเดือนแล้วยังไม่มีเรือผ่านมา แถมยังไม่มีน้ำจืดให้ดื่มกิน สุดท้ายก็หนีไม่พ้นความตายอยู่ดี
ในเมื่อไม่มีแหล่งน้ำจืด บนเกาะก็คงไม่มีสัตว์ป่าให้จับกินแน่ๆ ตอนแรกหยางลั่วกะว่าจะหาเนื้อสัตว์ป่ามาย่างกินแก้เลี่ยนสักหน่อย แต่ผลปรากฏว่าไม่เห็นแม้แต่ขนสักเส้น ทำเอาเขาแอบผิดหวังอยู่ไม่น้อย ดูท่าคงต้องหาวิธีอื่นแทนซะแล้ว
หยางลั่วอยากจะหาไม้ไผ่สักลำในป่าเพื่อเอามาทำเป็นภาชนะต้มอาหาร แต่ก็หาไม่เจอแม้แต่เงาไม้ไผ่ นี่ก็ยิ่งทำให้เขารู้สึกท้อใจ คงต้องหาของอย่างอื่นมาดัดแปลงแทน
ยังโชคดีที่เมื่อสองวันก่อนมีพายุไต้ฝุ่นและฝนตกลงมา บนภูเขาบางจุดจึงยังมีน้ำฝนขังอยู่บ้าง แต่นี่ก็ไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาระยะยาว ได้แต่หวังว่าสวรรค์จะเมตตาดลบันดาลให้ฝนตกลงมาทุกวัน
ช่างบังเอิญเสียจริง พอหยางลั่วนึกถึงเรื่องฝน ท้องฟ้าก็เริ่มมีเม็ดฝนโปรยปรายลงมาทันที และเพียงชั่วอึดใจ ฝนก็เริ่มตกหนักขึ้นเรื่อยๆ
"แย่แล้ว ผู้หญิงคนนั้นยังนอนอยู่ตรงนั้นนี่นา" หยางลั่วสบถในใจ รีบสับเท้าวิ่งกลับไปหาอวี๋ม่านเจียอย่างไม่คิดชีวิต ระหว่างทางก็ไม่ลืมที่จะหักกิ่งไม้ที่มีใบดกหนาติดมือมาด้วย
หยางลั่วรวบตัวอวี๋ม่านเจียเข้ามากอดไว้ในอ้อมแขน เอากิ่งไม้ที่หักมาบังฝนไว้เหนือหัว เพื่อไม่ให้เธอต้องเปียกฝน เขาค่อมตัวลงต่ำ อุ้มร่างของเธอวิ่งฝ่าพายุฝนเข้าไปในป่าทึบ มุ่งหน้าไปยังจุดที่มีต้นไม้ขึ้นหนาแน่นที่สุดเพื่อหลบฝน แต่ทว่าฝนตกหนักเกินไป ถึงจะหลบอยู่ใต้ร่มไม้ อวี๋ม่านเจียที่อยู่ในอ้อมแขนก็ยังเปียกปอนไปทั้งตัวในพริบตา
พายุฝนโหมกระหน่ำอยู่นานนับชั่วโมงกว่าจะค่อยๆ ซาลง หยางลั่วกับอวี๋ม่านเจียเปียกโชกไปทั้งตัวไม่ต่างอะไรกับลูกหมาตกน้ำ หยางลั่วก้มลงมองอวี๋ม่านเจียที่อยู่ในอ้อมแขน ก็เห็นว่าเธอกำลังนอนสลบไสลและหนาวสั่นไปทั้งตัว ใบหน้าที่เคยเริ่มมีสีเลือดฝาดบ้างแล้วกลับมาซีดเผือดราวกับกระดาษอีกครั้ง ลมหายใจก็รวยรินลงเรื่อยๆ ริมฝีปากเปลี่ยนเป็นสีม่วงคล้ำอย่างเห็นได้ชัด
ตอนนั้นเอง หยางลั่วก็นึกขึ้นมาได้ว่าตอนที่เดินหาถ้ำหิน เขาบังเอิญเจอหน้าผาที่มีลักษณะเป็นรูปสามเหลี่ยม ถึงแม้มันจะกันฝนไม่ได้ทั้งหมด แต่มันก็พอจะบังลมจากซ้ายขวาได้ เขาไม่รอช้า รีบอุ้มอวี๋ม่านเจียววิ่งตรงไปยังหน้าผาแห่งนั้นทันที
เมื่อหาพื้นที่ราบเรียบริมหน้าผาได้ หยางลั่วก็ค่อยๆ วางอวี๋ม่านเจียลง สิ่งที่ต้องทำเร่งด่วนที่สุดในตอนนี้คือก่อกองไฟ ไม่อย่างนั้นต่อให้ผู้หญิงคนนี้รอดตายมาได้ ก็คงต้องล้มป่วยหนักจนรักษาไม่หายแน่
"เวรเอ๊ย เมื่อกี้ฝนตกหนักขนาดนั้น จะไปหาฟืนแห้งจากไหนวะเนี่ย" หยางลั่วกวาดสายตามองไปรอบๆ ด้วยความร้อนใจ ปากก็สบถด่าออกมาอย่างหงุดหงิด
แต่ในเมื่อตัดสินใจช่วยแล้วก็ต้องช่วยให้ถึงที่สุด จะทิ้งไว้กลางทางก็ไม่ได้ ใครใช้ให้เขาดันเลือกที่จะช่วยเธอตั้งแต่แรกเองล่ะ ปัญหาทุกอย่างย่อมมีทางออก ค่อยๆ คิดหาวิธีแก้ไปก็แล้วกัน
แม้ฝนจะหยุดตกแล้ว แต่ลมทะเลยังคงพัดกรรโชกแรง ต้นไม้บนเกาะแกว่งไกวไปมาตามแรงลม ส่งเสียงเสียดสีกันดังเกรียวกราว ราวกับฝูงนักเต้นที่กำลังร่ายรำอยู่ท่ามกลางอ้อมกอดของสายลม
หยางลั่ววิ่งลัดเลาะไปตามป่าเขา คอยสอดส่ายสายตาหาเศษไม้ที่ค่อนข้างแห้งตามใต้ต้นไม้ใหญ่หรือริมหน้าผา พอได้มาจำนวนหนึ่งเขาก็เอาเถาวัลย์มามัดรวมกัน แล้วเอาไปวางไว้ในจุดที่ลมพัดผ่าน เพื่อให้ลมช่วยเป่าความชื้นออกไปให้เร็วที่สุด
ในที่สุด หลังจากปลุกปล้ำอยู่นานเกือบชั่วโมง หยางลั่วก็สามารถจุดไฟให้ลุกโชนขึ้นมาได้อีกครั้ง
"ฟู่ ติดสักที" หยางลั่วพ่นลมหายใจออกมาเฮือกใหญ่ แอบรู้สึกโล่งใจอยู่ลึกๆ ถ้าเกิดจุดไฟไม่ติด แล้วปล่อยให้อวี๋ม่านเจียนอนหนาวอยู่อย่างนี้ต่อไป ต่อให้เป็นเทวดาลงมาโปรดก็คงช่วยชีวิตเธอเอาไว้ไม่ได้
หยางลั่วจับชีพจรของอวี๋ม่านเจียดูอีกหลายครั้ง ชีพจรของเธอเต้นอ่อนมาก ลมหายใจก็แผ่วเบา อาการเข้าขั้นวิกฤตสุดๆ ก็แน่ล่ะ ต้องลอยคอกลางทะเลมาตั้งหลายวัน แถมยังต้องมาเจอกับพายุไต้ฝุ่นและฝนตกหนัก ความเย็นยะเยือกแทรกซึมเข้าไปถึงกระดูกดำ การที่เธอยังมีชีวิตรอดมาได้จนถึงตอนนี้ก็ถือว่าเป็นปาฏิหาริย์มากแล้ว
หยางลั่วหันไปมองอวี๋ม่านเจียอีกครั้ง ในใจรู้สึกลังเลและสับสนอย่างหนัก ปัญหาใหญ่ที่วางอยู่ตรงหน้าก็คือ เขาจำเป็นต้องถอดเสื้อผ้าของเธอออก เสื้อผ้าที่เคยแห้งสนิทกลับมาเปียกโชกอีกครั้งเพราะพายุฝนเมื่อครู่ ลำพังแค่ความเย็นก็แทรกซึมเข้ากระดูกอยู่แล้ว ถ้ายังขืนใส่เสื้อผ้าเปียกๆ แบบนี้ต่อไป ความชื้นจะยิ่งสะสมในร่างกายหนักขึ้นไปอีก
ยิ่งไปกว่านั้น หยางลั่วจำเป็นต้องใช้วิธีพิเศษในการรักษาเธอ ซึ่งวิธีนี้บังคับให้ฝ่ามือของเขาต้องสัมผัสกับผิวหนังของเธอโดยตรงถึงจะได้ผล
ก่อนหน้านี้หยางลั่วได้ตรวจดูอาการของอวี๋ม่านเจียอย่างละเอียดแล้ว ถึงแม้ตอนนี้เธอจะรอดตายมาได้ แต่นั่นก็เป็นแค่การยื้อชีวิตไว้ชั่วคราวเท่านั้น ถ้าไม่รีบรักษาให้ทันท่วงที ในอนาคตเธออาจจะกลายเป็นเจ้าหญิงนิทราที่ไม่มีวันตื่นขึ้นมาอีกเลย
"เอาวะ ลุยก็ลุย" หยางลั่วกัดฟันกรอด ค่อยๆ เอื้อมมือไปหาอวี๋ม่านเจีย แต่พอมือจะถึงตัวเธอก็ชะงักแล้วดึงกลับมา เป็นแบบนี้อยู่หลายครั้ง
จะมัวชักช้าอยู่ไม่ได้แล้ว
หยางลั่วสูดลมหายใจเข้าลึกๆ กัดฟันแน่น แล้วจัดการถอดเสื้อผ้าของเธอออกอย่างรวดเร็ว ถอดออกหมดไม่เว้นแม้แต่ชุดชั้นใน จากนั้นเขาก็เอาเศษไม้มาทำเป็นราวตากผ้า เอาเสื้อผ้าที่บิดจนหมาดไปตากผิงไฟไว้ข้างๆ กองไฟ
ต่อมา หยางลั่วก็ประคองอวี๋ม่านเจียให้ลุกขึ้นนั่งในท่าขัดสมาธิ แล้วเริ่มลงมือบีบนวดและเดินลมปราณไปตามจุดต่างๆ บนร่างกายของเธอ
การนวดกดจุดกินเวลาไปราวๆ สิบนาที สีหน้าของอวี๋ม่านเจียก็เริ่มดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาบ้าง หยางลั่วหยิบเสื้อของตัวเองที่ผิงไฟจนแห้งสนิทแล้วมาปูรองพื้น ให้อวี๋ม่านเจียนอนลงไป แล้วเอาเสื้อผ้าของเธอที่เพิ่งแห้งหมาดๆ มาห่มคลุมร่างให้
ถึงแม้ลมกลางคืนบนเกาะจะพัดเย็นสบาย แต่หลังจากที่หยางลั่วทำเรื่องพวกนี้เสร็จ เขากลับเหงื่อแตกพลั่กไปทั้งตัว
"เหนื่อยยิ่งกว่าฆ่าคนซะอีก" หยางลั่วหันหลังกลับ ยกมือขึ้นปาดเหงื่อบนหน้าผาก
อวี๋ม่านเจียเป็นผู้หญิงที่สวยสะพรั่ง ระหว่างที่หยางลั่วลงมือรักษา เขาต้องทั้งมองทั้งสัมผัสเรือนร่างของเธอ แต่ในตอนนั้นในใจของเขาไม่มีความคิดอกุศลเจือปนอยู่เลย ในหัวมีแต่ความคิดที่ว่าตัวเองเป็นหมอ และกำลังทุ่มเทสุดกำลังเพื่อช่วยชีวิตคน
แน่นอนว่าหยางลั่วก็เป็นผู้ชายอกสามศอก การที่ต้องมาเจอสถานการณ์แบบนี้ จะบอกว่าไม่รู้สึกรู้สาอะไรเลยก็คงเป็นการโกหกคำโต
"หาอะไรให้เธอกินหน่อยดีกว่า"
เมื่อตอนที่อยู่บนเขา หยางลั่วแวะเก็บหินแบนๆ ที่เนื้อค่อนข้างแข็งมาสองก้อน เขาตั้งใจจะเอามันมาทำเป็นมีดกับชาม มีดเอาไว้ฟันกิ่งไม้หั่นผัก ส่วนชามก็เอาไว้ต้มอาหาร
หยางลั่วหยิบหินเนื้อแข็งขึ้นมาก้อนหนึ่ง รวบรวมพลังลมปราณแล้วเริ่มฝนหินแบนก้อนนั้นอย่างแรง เพียงไม่นาน หินแบนก้อนนั้นก็ถูกฝนจนคมกริบไม่ต่างจากมีด เพื่อให้จับถนัดมือยิ่งขึ้น เขายังยอมเสียเวลาทำด้ามจับมีดขึ้นมาด้วย
ส่วนการทำชามนั้นต้องเจาะหลุมตรงกลางหิน หยางลั่วค่อยๆ ขัดถูตรงกลางหินแบนก้อนนั้นอย่างใจเย็น ถึงแม้การใช้พลังลมปราณช่วยจะทำให้งานเสร็จไวขึ้น แต่พละกำลังของหยางลั่วก็ยังไม่ฟื้นกลับมาเต็มที่ การทำมีดกับชามสองชิ้นนี้เลยผลาญเวลาของเขาไปร่วมสามสี่ชั่วโมง
อาจจะเป็นเพราะฝึกพลังลมปราณมาตั้งแต่เด็ก สายตาในที่มืดของหยางลั่วจึงดีกว่าคนปกติมาก เขาหยิบมีดกับชามหินที่เพิ่งทำเสร็จเดินไปที่ริมทะเล แล้วใช้น้ำทะเลล้างทำความสะอาดจนเกลี้ยงเกลา
หยางลั่วดูจะพอใจกับผลงานชิ้นเอกของตัวเองไม่น้อย มุมปากของเขากระตุกยิ้มขึ้นมา ก่อนจะพึมพำกับตัวเองว่า "ไม่เลวเลยแฮะ"
อวี๋ม่านเจียกำลังต้องการสารอาหารเพื่อบำรุงร่างกายอย่างเร่งด่วน หยางลั่วเลยจับปลาและกุ้งตัวเล็กๆ แถวริมหาดมาจำนวนหนึ่ง จัดการล้างทำความสะอาดจนหมดจด แล้วค่อยเดินกลับมาที่หน้าผา
เขาเอาหินมาก่อเป็นเตาแบบง่ายๆ เอาชามหินวางตั้งไว้ข้างบน ดึงฟืนติดไฟจากกองไฟมาใส่ใต้เตา เติมน้ำจืดที่หามาได้ลงไป แล้วใส่ปลาและกุ้งลงในชาม ก่อนจะเร่งไฟต้มจนเดือด
ถึงจะไม่มีเครื่องปรุงเลยสักอย่าง แต่ด้วยฝีมือระดับเชฟกระทะเหล็กของหยางลั่ว การกะเกณฑ์ไฟจึงแม่นยำไร้ที่ติ เพียงไม่นานกลิ่นหอมกรุ่นก็ลอยโชยมาเตะจมูก ทำเอาท้องของหยางลั่วร้องประท้วงเสียงดังจ๊อกๆ
"เฮ้อ ให้คนป่วยกินก่อนก็แล้วกัน"
หยางลั่วประคองชามหินไปวางไว้ข้างตัวอวี๋ม่านเจีย ใช้มือข้างหนึ่งช้อนคอเธอขึ้นมาเบาๆ แล้วหยิบใบไม้ที่เตรียมไว้ขึ้นมา ใช้นิ้วบีบปลายใบไม้ทั้งสองข้างเข้าหากันให้เป็นรูปทรงช้อน ตักน้ำซุปขึ้นมานิดหน่อย เป่าเบาๆ ให้คลายร้อน แตะปลายลิ้นชิมอุณหภูมิดู พอมั่นใจว่าไม่ร้อนจนลวกปาก ก็ค่อยๆ เอียงใบไม้หยดน้ำซุปใส่ปากอวี๋ม่านเจียทีละหยดอย่างใจเย็น
"เหนื่อยฟรีแท้ๆ สบายผู้หญิงคนนี้ไปเลย เกิดมาฉันยังไม่เคยต้องมานั่งป้อนข้าวป้อนน้ำผู้หญิงคนไหนแบบนี้เลยนะเนี่ย"
หยางลั่วป้อนน้ำซุปอยู่ราวๆ ครึ่งชั่วโมง พอเห็นว่ากินไปได้พอสมควรแล้ว เขาก็ค่อยๆ วางศีรษะของอวี๋ม่านเจียลงอย่างเบามือ
นอกจากปูตัวเล็กๆ ที่จับกินแบบสดๆ แล้ว หยางลั่วก็ไม่ได้กินอะไรเป็นชิ้นเป็นอันมาหลายวันหลายคืน ท้องของเขาประท้วงจนแทบจะหมดแรงอยู่แล้ว เขาจัดการซัดน้ำซุป กุ้ง และปลาในชามหินจนหมดเกลี้ยงภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งนาที เคี้ยวแม้กระทั่งก้างปลาจนแหลกละเอียดแล้วกลืนลงท้อง ตบท้ายด้วยการแลบลิ้นเลียน้ำซุปก้นชามจนเกลี้ยงไม่มีเหลือแม้แต่หยดเดียว
หยางลั่วแบกหินก้อนใหญ่มาวางทำเป็นเก้าอี้ เขานั่งกอดเข่า เหม่อมองท้องฟ้าอย่างเลื่อนลอย...
หลังจากพักเหนื่อยได้ประมาณครึ่งชั่วโมง อาศัยแสงสว่างจากกองไฟ หยางลั่วก็ลุกขึ้นหยิบมีดหินแล้วเดินสำรวจไปรอบๆ เขาตั้งใจจะสร้างกระท่อมไม้หลังเล็กๆ เอาไว้บังแดดบังฝน เพราะยังไม่รู้เลยว่าจะต้องติดเกาะอยู่ที่นี่อีกนานแค่ไหน แล้วจะมีเรือผ่านมาบ้างหรือเปล่าก็ไม่รู้ คงต้องหาที่ลงหลักปักฐานชั่วคราวก่อน แล้วค่อยคิดหาทางหนีทีหลัง
หยางลั่วเลือกต้นไม้ขนาดเท่ากำปั้นมาต้นหนึ่ง เนื่องจากกลัวว่ามีดหินจะทนความแข็งไม่ไหวและด้ามอาจจะหัก เขาเลยอยากลองทดสอบความคมของมีดดูก่อน
เขาออกแรงฟันไปที่ลำต้นไม้ในแนวเฉียง ต้นไม้ต้นนั้นก็หักโค่นลงมาทันที
"เจ๋งแฮะ" หยางลั่วฉีกยิ้มกว้าง จากนั้นก็จัดการฟันต้นไม้ขนาดใหญ่กว่าเดิมอีกหลายต้น ฟันกิ่งก้านสาขาทิ้งจนหมด แล้วเหลาปลายด้านหนึ่งให้แหลมเฟี้ยวคล้ายกับหอก ก่อนจะแบกต้นไม้ทั้งหมดไปกองรวมกันไว้ริมหน้าผา
หยางลั่วสำรวจสภาพพื้นที่อย่างละเอียดรอบคอบ เขาใช้หินตอกเสาไม้ลงไปในดินอย่างแน่นหนา เหมือนกับการตอกเสาเข็มสร้างบ้าน เพื่อให้บ้านแข็งแรงทนทานและอยู่อาศัยได้อย่างอุ่นใจ จากนั้นเขาก็ไปตัดต้นไม้ขนาดเล็กใหญ่ปะปนกันมาอีกจำนวนหนึ่ง พร้อมกับเถาวัลย์เส้นยาวๆ เพื่อนำมาทำเป็นโครงสร้าง
เมื่อขึ้นโครงเสร็จเรียบร้อย หยางลั่วก็นำกิ่งไม้ที่มีใบดกหนามาปูทับด้านบน เนื่องจากเพิ่งผ่านฝนตกมาหมาดๆ ดินบนพื้นยังเปียกชื้นอยู่ เขาจึงเอาโคลนมาผสมกับใบไม้แห้งนานาชนิด คลุกเคล้าจนเข้ากัน แล้วเอาไปฉาบทับบนกิ่งไม้ ก่อนจะปูทับด้วยกิ่งไม้อีกชั้นหนึ่ง ทำแบบนี้แล้ว ต่อให้ฝนตกลงมาอีกก็มั่นใจได้เลยว่าจะไม่มีน้ำรั่วซึมลงมาให้เปียกปอนแน่นอน
หยางลั่วไม่ลืมที่จะทำประตูด้วยบานหนึ่ง และขั้นตอนสุดท้ายคือการนำเถาวัลย์มามัดรัดทุกส่วนให้แน่นหนาที่สุด ตราบใดที่ไม่เจอพายุไต้ฝุ่นลูกใหญ่ซัดถล่ม กระท่อมไม้หลังนี้ก็ไม่มีทางพังครืนลงมาง่ายๆ แน่
กว่าจะจัดการทุกอย่างเสร็จสิ้น ท้องฟ้าก็เริ่มสว่างรำไรแล้ว
อดหลับอดนอนมาหลายวันติด หยางลั่วรีบหอบเอาหญ้าแห้งมาปูรองพื้น พอเอนตัวลงนอนได้ไม่นาน เขาก็หลับสนิทไปในทันที