- หน้าแรก
- ราชบุตรเขยจอมเสเพลร้ายกาจไม่เบา สององค์หญิงต่างแย่งชิงความรัก
- บทที่ 002: ฝ่าบาท แย่แล้วขอรับ! องค์หญิงอันหนิงทรงผูกพระศอแล้ว!
บทที่ 002: ฝ่าบาท แย่แล้วขอรับ! องค์หญิงอันหนิงทรงผูกพระศอแล้ว!
บทที่ 002: ฝ่าบาท แย่แล้วขอรับ! องค์หญิงอันหนิงทรงผูกพระศอแล้ว!
บทที่ 002: ฝ่าบาท แย่แล้วขอรับ! องค์หญิงอันหนิงทรงผูกพระศอแล้ว!
ภายในตำหนักคุนหนิง
ฮองเฮาทรงเงยพระพักตร์ขึ้นมองฮ่องเต้หลี่เซ่อด้วยความประหลาดใจ ก่อนจะเอ่ยถามด้วยความตกพระทัยว่า "ฝ่าบาท ทรงพระราชทานสมรสให้คุณชายสี่แห่งสกุลหยางหรือเพคะ?"
หลี่เซ่อกุมพระหัตถ์ของฮองเฮาไว้ด้วยสีหน้าเบิกบานพลางตรัสว่า "ใช่แล้ว แม่นางอันหนิงผู้นั้นก็ใกล้จะถึงวัยปักปิ่นแล้ว เรื่องงานมรสุมย่อมต้องรีบจัดการให้เรียบร้อย"
"ข้าเห็นว่าเจ้าเด็กสกุลหยางผู้นั้นก็ไม่เลว อีกอย่างเจิ้นกั๋วกงก็คอยมาบ่นกรอกหูข้าตั้งแต่ปีกลาย หากข้าปฏิเสธไป มิเป็นการทำร้ายจิตใจของท่านกงผู้เฒ่าหรอกรึ?"
เมื่อตรัสถึงท่านกงผู้เฒ่า เขา ก็ทอดถอนหายใจยาว สายตาเต็มไปด้วยความซาบซึ้งใจ
หยางเจิ้นเทียนมีบุตรชายสามคนและมีหลานชายสี่คน
ทว่านอกจากหยางอี้แล้ว บุตรชายและหลานชายคนอื่นๆ ล้วนสิ้นชีพในสนามรบ หลั่งเลือดหยาดสุดท้ายเพื่อความสงบสุขของดินแดนต้าเว่ย อาจกล่าวได้ว่าคนทั้งตระกูลล้วนเป็นวีรชนผู้ภักดี
ยามนี้เจิ้นกั๋วกงก็ชราภาพมากแล้ว คงมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่กี่ปี
เขาเกรงว่าหลังจากที่ตนเองจากโลกนี้ไปไม่นาน หลานชายเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่ของสกุลหยางก็คงจะเจริญรอยตามเขาไป
การแต่งตั้งให้เด็กหนุ่มเป็นราชบุตรเขย เป็นสวามีขององค์หญิงอันหนิงนั้น มิใช่เพื่อกอบกู้ชื่อเสียงของจวนกงให้กลับมารุ่งเรือง แต่เพียงเพื่อให้เด็กหนุ่มได้มีชีวิตที่ดีและมั่นคงเท่านั้น
นี่เป็นหนทางเดียวที่เขาจะคิดได้
หลี่เซ่อย่อมเข้าใจความในใจของท่านกงผู้เฒ่าเป็นอย่างดี สกุลหยางทุ่มเทกายใจทั้งหมดเพื่อแผ่นดินต้าเว่ย เป็นตระกูลวีรชนผู้ภักดี ท่านกงผู้เฒ่าไม่เคยทูลขอสิ่งใดจากเขาเลยตลอดชีวิต
นี่เป็นคำขอเพียงสิ่งเดียวก่อนตายของชายชรา มีหรือที่เขาจะใจร้ายปฏิเสธได้ลงคอ?
พระองค์ทรงถอนพระทัยเบาๆ ก่อนจะตรัสเสริมว่า "เป็นความผิดของข้าเองที่มิได้ปรึกษาหารือกับเจ้าก่อน"
ฮองเฮาทรงค้อนขวับและเอ่ยด้วยน้ำเสียงกึ่งตัดพ้อว่า "ฝ่าบาท ทรงทราบดีว่าหม่อมฉันมิได้หมายความเช่นนั้นเพคะ"
"องค์หญิงอันหนิงย่อมต้องแต่งงานออกเรือนเป็นธรรมดา ทว่าหม่อมฉันได้ยินมาว่าคุณชายสี่แห่งสกุลหยางผู้นั้นมีชื่อเสียงฉาวโฉ่ย่ำแย่ เป็นคนเสเพลที่เลื่องชื่อลือนามในเมืองฉางอัน หม่อมฉันเกรงว่าแม่นางอันหนิงผู้นั้นจะไม่ยินยอมเพคะ"
หลี่เซ่อโบกพระหัตถ์พลางตรัสด้วยท่าทางน่าเกรงขาม "ราชโองการสมรสพระราชทานได้ออกไปแล้ว นางไม่มีสิทธิ์มาก่อเรื่องวุ่นวาย"
ฮองเฮาทรงถอนพระทัยในพระทัย 'หวังว่าคุณชายสี่สกุลหยางจะไม่ทำตัวเหลวไหลหลังแต่งงานนะเพคะ'
หลังจากที่เขาแต่งงานกับองค์หญิงอันหนิงแล้ว ก็ควรจะสำรวมตนเองลงบ้าง
ทว่าในเวลานั้นเอง ด้านนอกกลับมีเสียงอื้ออึงดังขึ้น ตามด้วยขันทีน้อยผู้หนึ่งที่วิ่งหน้าตื่นเข้ามา เขาทรุดเข่าลงกราบทูลว่า "กราบทูลฝ่าบาทและฮองเฮา แย่แล้วขอรับ! องค์หญิงอันหนิงทรงผูกพระศอแล้วขอรับ!"
"อะไรนะ? ผูกพระศอ?"
เรียวพระขนงของหลี่เซ่อและฮองเฮากระตุกพร้อมกัน ทรงลุกขึ้นประทับยืนทันทีแล้วรีบเสด็จไปยังตำหนักซิ่งชิ่ง
ภายในตำหนักซิ่งชิ่ง องค์หญิงอันหนิงทรงประทับยืนอยู่บนตั่งไม้ พระหัตถ์ทั้งสองกุมเชือกที่ห้อยลงมาจากขื่อคาเอาไว้แน่น นางตวาดใส่เหล่าขันทีและนางกำนัลที่อยู่รายรอบว่า "พวกเจ้าอย่าเข้ามานะ! อยู่ห่างๆ จากเปิ่นกงจู่! หากพวกเจ้าเข้ามาใกล้กว่านี้อีกก้าวเดียว ข้าจะผูกคอตายจริงๆ ด้วย!"
นางเขย่งปลายพระบาท ทำท่าทางราวกับจะสวมพระศอเข้าไปในห่วงเชือก
เหล่าขันทีและนางกำนัลรอบข้างต่างพากันขวัญหนีดีฝ่อ พากันถอยร่นไปข้างหลัง ไม่กล้าก้าวเข้ามาแม้แต่ก้าวเดียว
"องค์หญิง โปรดอย่าทรงวู่วามเลยเพคะ มีสิ่งใดค่อยๆ พูดจาหารือกันได้ ฝ่าบาทและฮองเฮาต้องทรงช่วยเหลือองค์หญิงแน่เพคะ"
"ใช่แล้วขอรับ โปรดเสด็จลงมาก่อนเถิด ยืนอยู่บนที่สูงเช่นนั้นมันอันตรายยิ่งนักขอรับ"
องค์หญิงอันหนิงเชิดพระพักตร์ขึ้นแล้วตะโกนลั่น "เปิ่นกงจู่ไม่ลง! เสด็จพ่อบังคับให้ข้าแต่งงานกับคุณชายสี่สกุลหยางก็เท่ากับบีบให้ข้าไปตาย! เช่นนั้นข้าสู้ตายไปเสียเลยจะดีกว่า!"
คุณชายสี่สกุลหยางเป็นคนเช่นไรกัน? เขาเป็นอันธพาลและคนเสเพลที่มีชื่อเสียงโด่งดังในฉางอัน! วันๆ เอาแต่เที่ยวเตร่ ไร้ความรู้ มัวเมาในอบายมุขและกามคุณ บ้าคลั่งในกิเลสตัณหา... การจะให้เปิ่นกงจู่แต่งงานกับเศษเดนเช่นนั้น...
ข้ายอมตายเสียดีกว่าจะยอมจำนน
ทันใดนั้น เสียงตวาดกร้าวก็ดังมาจากทางประตูตำหนัก "เหลวไหล! ลงมาเดี๋ยวนี้!"
สิ้นเสียงกล่าว หลี่เซ่อและฮองเฮาก็เสด็จก้าวเข้ามาในท้องพระโรง
เมื่อเห็นเสด็จพ่อเสด็จมาถึง องค์หญิงอันหนิงก็ทรงพองลมที่พระปรางด้วยความโกรธ นางกระทืบพระบาทน้อยๆ แล้วตะโกนลั่น "ข้าไม่ลง... ยกเว้นแต่เสด็จพ่อจะยอมถอนราชโองการ! ข้าจะไม่แต่งงานกับคุณชายสี่สกุลหยางเด็ดขาด!"
หลี่เซ่อโกรธจนอึดอัดแน่นพระอุระ พระธิดาผู้นี้ถูกตามใจมาตั้งแต่ทรงพระเยาว์ จนกลายเป็นคนไร้ระเบียบวินัยและมักจะใช้มุกร้องไห้ ฟูมฟาย และผูกคอตายอยู่บ่อยครั้ง
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกเสียด้วยซ้ำ
พระองค์ทรงตวาดกร้าว "ราชโองการสมรสพระราชทานออกไปแล้ว จะถอนคืนง่ายๆ ได้อย่างไร? แล้วจะเอาศักดิ์ศรีของราชวงศ์ไปไว้ที่ใดกัน?"
ฮองเฮาก็รีบช่วยเกลี้ยกล่อมในทันที "อันหนิง รีบลงมาเถอะลูก คุณชายสี่สกุลหยางก็มิได้มีสิ่งใดบกพร่อง จวนเจิ้นกั๋วกงล้วนเต็มไปด้วยวีรชนผู้ภักดี ล้วนเป็นผู้กล้าของต้าเว่ยเรา การแต่งงานกับเขามิได้ทำให้เจ้าต้องเสื่อมเสียเกียรติหรอกนะ"
"ข้าไม่... ข้าไม่ลง! ในเมื่อเสด็จแม่บีบคั้นลูกเช่นนี้ ลูกสู้ผูกคอตายไปเสียเลยจะดีกว่า!"
กล่าวจบ นางก็ทำท่าทางจะยื่นพระศออันขาวเนียนเข้าไปในห่วงเชือกอีกครั้ง
"อย่าทำเช่นนั้นเลย... อันหนิง เจ้าจะบีบให้แม่ต้องตรอมใจตายรึอย่างไร!"
ในเวลานั้นเอง ขันทีผู้หนึ่งรีบก้าวเข้ามาและกระซิบบางอย่างที่ข้างพระกรรณของฮ่องเต้
หลี่เซ่อทรงชะงักไปเล็กน้อยในตอนแรก ก่อนที่ความโกรธเกรี้ยวจะพุ่งทะยานขึ้นมา "ดี! หากเจ้าอยากผูกคอตายนก ก็เชิญตามสบาย! ช่างประจวบเหมาะยิ่งนักที่คุณชายสี่สกุลหยางผู้นั้นก็ไม่ยินยอมพร้อมใจกับงานสมรสนี่เช่นกัน และกำลังก่อเรื่องวุ่นวายอยู่บนหลังคาจวนกงอยู่พอดี"
"พวกเจ้าทั้งสองก็ตายไปพร้อมกันเสียเลยเถิด! ข้าจะสั่งให้ทำโลงศพขนาดใหญ่เพื่อฝังพวกเจ้าไว้ด้วยกัน จะได้ไปเป็นคู่สามีภรรยาผีในปรโลก!"
สิ้นคำตรัสนี้ องค์หญิงอันหนิงก็ทรงเดือดดาลขึ้นมาทันที
นางกระโดดลงมาจากตั่งไม้ดังฟึ่บ แล้วถลาเข้าไปตรงเบื้องพระพักตร์ของหลี่เซ่อ ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธพลางกวัดแกว่งพระหัตถ์และกรีดร้องว่า "อะไรนะ? ไอ้คุณชายสี่สกุลหยางผู้นั้นบังอาจมาดูแคลนเปิ่นกงจู้งั้นรึ?"
"เขามีสิทธิ์อันใดมาดูแคลนเปิ่นกงจู่? ให้เขาคอยดูเถอะ เปิ่นกงจู่จะทำให้เขาได้เห็นดีกัน!"
นางยืนเท้าสะเอว แสดงท่าทางฮึดฮัดและดูน่าเอ็นดูยิ่งนัก
หลี่เซ่อและฮองเฮาทรงหันมามองสบพระพักตร์กัน รู้สึกจนปัญญาเป็นอย่างยิ่ง
องค์หญิงอันหนิงก็เป็นเช่นนี้เสมอ ความคิดอ่านของนางแตกต่างจากคนปกติทั่วไป และสิ่งที่เป็นเป้าหมายความสนใจของนางก็มักจะทำให้ผู้คนคาดไม่ถึงอยู่ร่ำไป... ในขณะเดียวกัน ที่จวนเจิ้นกั๋วกง
ตรงมุมห้องหนังสือ มีเตาถ่านตั้งอยู่หลายเตา ช่วยทำให้ภายในห้องอบอุ่นราวกับฤดูใบไม้ผลิ
ทว่าหัวใจของหยางอี้กลับเหน็บหนาวราวกับสายลมและหิมะที่พัดกระหน่ำอยู่ภายนอก... เขาถอนหายใจราวกับไก่ชนที่พ่ายแพ้แล้วเอ่ยว่า "ท่านปู่ เราไม่แต่งงานครั้งนี้ไม่ได้หรือขอรับ?"
"ไม่แต่งงั้นรึ? หากเจ้ากล้าปฏิเสธ ข้าจะหักขาเจ้าเสีย!"
ดวงตาดั่งพยัคฆ์ของหยางเจิ้นเทียนเบิกกว้าง พร้อมกับแผ่กลิ่นอายอันทรงพลังออกมา ทำให้หยางอี้รู้สึกถึงแรงกดดันในทันที
อาจเป็นเพราะรู้สึกว่าตนเองใช้วาจารุนแรงเกินไป ชายชราจึงเอ่ยต่อไปว่า "หลานรักของปู่ องค์หญิงอันหนิงผู้นั้นดีจะตายไป นางมีรูปร่างงดงามแถมยังมีสะโพกผาย... เหมาะแก่การสืบทายาทเป็นอย่างยิ่ง"
"เจ้าแต่งนางเข้ามาแล้วรีบมีเหลนชายให้ปู่ได้อุ้มเล่นสักสองสามคน เรื่องนี้ช่างประเสริฐยิ่งนัก!"
หยางเจิ้นเทียนดูเหมือนจะเอ่ยด้วยความจริงใจ ทว่าสีหน้าท่าทางของเขาช่างดูเหมือนไก่โต้งที่กำลังลำพอง ใจคอฮึกเหิมและมีชัยชนะ
ใบหน้าของหยางอี้สลดลงทันที
ไม่ ข้าจะไม่มีวันแต่งงานกับองค์หญิงเด็ดขาด ข้าอุตส่าห์ทะลุมิติมาทั้งที มิควรจะตามหาหญิงงามมาเคียงข้างสักสองสามคนหรอกรึ?
หากข้าแต่งงานกับองค์หญิง ข้าก็จะมีสตรีได้เพียงนางเดียวเท่านั้น
และหากนางแอบไปมีสัมพันธ์กับชายอื่นข้างนอก ข้าก็คงไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะคัดค้าน
เพื่อความสุขในอนาคตของตนเอง เขาจึงพยายามดิ้นรนเป็นครั้งสุดท้าย "เหตุใดข้าต้องแต่งงานกับองค์หญิงด้วยเล่าขอรับ? ข้าไม่อยากเกาะราชวงศ์กิน!"
ดวงตาของหยางเจิ้นเทียนเบิกกว้าง เอ่ยด้วยความเหลือเชื่อว่า "เป้าหมายในชีวิตของเจ้ามิใช่การกิน ดื่ม และนอนรอความตายหรอกรึ? ปู่กำลังช่วยให้เจ้าบรรลุอุดมคติในชีวิตอยู่นะ!"
"ข้า..."
หยางอี้ถึงกับพูดไม่ออก
ข้าอยากกิน ดื่ม และนอนรอความตายก็จริงอยู่ ทว่าจวนกงของเราแทบจะไม่มีอาหารเหลืออยู่แล้ว การกินดื่มย่อมเป็นไปไม่ได้ การนอนรอความตายดูจะสมจริงเสียมากกว่า
"อย่างไรเสีย ข้าก็จะไม่แต่งงานกับองค์หญิงอันหนิงเด็ดขาด"
เขาเอ่ยอย่างตัดพ้อ ปล่อยให้ทุกอย่างพังทลายลงไปเสียเลย
หยางเจิ้นเทียนเอ่ยว่า "เจ้าเคยพบองค์หญิงอันหนิงเมื่อหลายปีก่อน มิใช่เจ้าหรอกรึที่ยืนกรานว่าโตขึ้นอยากจะแต่งงานกับนาง? เหตุใดยามนี้จึงเปลี่ยนใจเล่า?"
"นั่นมันตอนที่ข้ายังเป็นเด็กขอรับ ความจริงมากมายได้พิสูจน์แล้วว่า คนที่หน้าตางดงามราวกับหยกแกะสลักเมื่อตอนเป็นเด็ก พอโตขึ้นมักจะเปลี่ยนไปจนดูไม่ได้ ใครจะไปรู้ว่ายามนี้นางจะกลายเป็นลูกเป็ดขี้เหร่ไปแล้วหรือไม่?"
"ยิ่งไปกว่านั้น ต่อให้ข้าจะพึงใจในความงามของนาง และนางพึงใจในรูปโฉมอันหล่อเหลาของข้า ทว่าอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ข้าก็ยังคงเป็นบุรุษรูปงาม แต่รูปโฉมของนางจะยังคงงดงามอยู่เช่นเดิมรึ?"
ถ้อยคำยาวเหยียดเหล่านี้ประดุจสายฟ้าฟาดลงมากลางใจของหยางเจิ้นเทียน ทำให้เขาถึงกับนิ่งอึ้งไป
เจ้าช่างเป็นหลานรักของปู่จริงๆ ความไร้ยางอายเช่นนี้ช่างสูสีกับข้าเมื่อยามยังหนุ่มแน่นไม่มีผิด
เขาโบกมืออย่างรำคาญใจ "ราชโองการสมรสพระราชทานได้ออกไปแล้ว เจ้าไปจัดการเอาเองเถิด ในเมื่อจวนกงของเราเหลือเพียงเราสองคนปู่หลาน หากเจ้าคิดจะขัดราชโองการจริงๆ อย่างมากที่สุดปู่ก็จะตายไปพร้อมกับเจ้า"
กล่าวจบ เขาก็ก้าวเดินจากไปด้วยความโกรธเกรี้ยว
หยางอี้ถอนหายใจยาว ใบหน้าเต็มไปด้วยความวิตกกังวล
"ไม่ได้การ ข้าต้องหาข้ออ้างเพื่อยกเลิกงานแต่งงานครั้งนี้ให้ได้"
เหตุผลอันใดดี?
จริงด้วย การไปเที่ยวหอนางโลม
หากข้าไปเที่ยวหอนางโลมก่อนงานมงคลสมรส บางทีฮ่องเต้ออาจจะพิโรธจัดจนยอมถอนราชโองการในทันทีก็เป็นได้
ต้องทำเช่นนี้แหละ