- หน้าแรก
- พลิกชะตาทารกวิญญาณ กระดูกราชันสะท้านสวรรค์
- บทที่ 23 - ศิษย์'แม่ครัว'คนเก่ง
บทที่ 23 - ศิษย์'แม่ครัว'คนเก่ง
บทที่ 23 - ศิษย์'แม่ครัว'คนเก่ง
บทที่ 23 - ศิษย์'แม่ครัว'คนเก่ง
★★★★★
ขณะเดียวกัน พลังวิญญาณอันมหาศาลที่อัดแน่นอยู่ในซอสบ๊วย ก็ได้เข้าไปปรับสมดุลพลังวิญญาณที่บ้าคลั่งในเนื้อแรดตุ๋นให้กลายเป็นความสงบราบเรียบ เพียงแค่กินเข้าไปคำเดียว เซียนหญิงจันทร์กระจ่างก็ต้องรีบนั่งสมาธิเพื่อหลอมรวมพลังวิญญาณเหล่านั้นทันที
จือจือได้แต่เดาะลิ้นด้วยความเสียดายที่ไม่ได้ลิ้มรสชาติ ทำได้เพียงแค่ดูดซับพลังวิญญาณผ่านทางสายสะดือเท่านั้น
พลังวิญญาณบริสุทธิ์จำนวนมหาศาลไหลเข้าสู่ร่างกายของเซียนหญิงจันทร์กระจ่าง จือจือและเจียงเย่สบตากัน ทารกน้อยทั้งสองสัมผัสได้ถึงความเข้มข้นของปราณแรกกำเนิดในครรภ์ที่เพิ่มสูงขึ้น
มันส่งผลดีต่อการบำเพ็ญเพียรของพวกเขาเป็นอย่างมาก ทารกน้อยทั้งสองทำตัวราวกับพายุหมุนดูดกลืนพลังวิญญาณ พวกเขาดูดซับพลังวิญญาณที่เซียนหญิงจันทร์กระจ่างต้องหลอมรวมเข้าไปจนหมดเกลี้ยงภายในพริบตา
ชายชราที่อยู่ฝั่งตรงข้ามส่ายหน้าไปมา
"แม่นางน้อยผู้นี้กำลังอุ้มท้องทารกวิญญาณ ย่อมต้องใช้พลังวิญญาณมหาศาล ดูท่าก่อนหน้านี้เจ้าคงจะปล่อยให้เจ้าหนูสองคนนี้หิวโซมาตลอดสินะ
แค่คำเดียวยังไม่พอให้พวกเขาดูดซับหรอก มาๆ กินให้เยอะกว่านี้หน่อย"
เซียนหญิงจันทร์กระจ่างหน้าแดงระเรื่อ นางอดไม่ได้ที่จะทบทวนตัวเอง หรือว่าก่อนหน้านี้นางจะปล่อยให้ลูกๆ ต้องหิวจริงๆ
เซียนหญิงจันทร์กระจ่างประสานมือคารวะขอบคุณชายชรา
"ขอบพระคุณผู้อาวุโสที่ช่วยชี้แนะเจ้าค่ะ ท่านผู้อาวุโสเชิญทานให้อิ่มเต็มที่เลยนะเจ้าคะ ถ้าไม่พอเดี๋ยวข้าจะออกไปล่าสัตว์อสูรระดับสามมาเพิ่มให้อีก"
ชายชราลูบเคราสีขาวพลางส่ายหน้า
"ข้าไม่ยอมกินฟรีหรอกน่า กินเสร็จแล้วข้าจะไปล่าสัตว์อสูรมาให้เจ้าเอง
ว่าแต่ พวกเจ้ากำลังจะเดินทางไปที่เมืองโบราณหมังฮวงใช่หรือไม่"
เซียนหญิงจันทร์กระจ่างแอบแปลกใจ นางใช้ค่ายกลลบกลิ่นอายของท่านนักพรตหลิวอวิ๋นไปแล้ว แต่เขาก็ยังสามารถรับรู้ได้ แสดงว่าระดับพลังของเขาต้องสูงกว่านางอย่างน้อยหนึ่งหรือสองขั้นใหญ่เป็นแน่
จือจือเองก็สงสัยในตัวตนของตาเฒ่าคนนี้เหมือนกัน จึงหันไปถามทารกน้อยที่กำลังบำเพ็ญเพียรอยู่ข้างๆ
"ตาเฒ่าคนนี้เป็นใครกัน ดูเหมือนว่าจะมีระดับพลังที่สูงส่งมากเลยนะ"
ใบหน้าเรียบเฉยของเจียงเย่ปรากฏแววตาประหลาดใจขึ้นมา
"เขาคือท่านปรมาจารย์อู๋วั่ง เจ้าเมืองแห่งเมืองโบราณหมังฮวง ผู้บำเพ็ญเพียรระดับผสานร่าง
ตามความทรงจำในชาติที่แล้วของข้า ท่านปรมาจารย์อู๋วั่งจะถูกลูกศิษย์ของตัวเองสังหารในอีกสิบปีข้างหน้า ส่วนรายละเอียดลึกๆ ข้าก็ไม่ค่อยรู้เรื่องนัก ได้ยินมาแค่ข่าวลือเท่านั้น"
จือจือได้กลิ่นเผือกร้อนโชยมาแต่ไกล
"เล่ามาให้ละเอียดเลย ข้างนอกเขาเล่าลือกันว่ายังไงบ้าง ต่อไปพวกเราต้องไปซ่อนตัวอยู่ที่ป่าดึกดำบรรพ์หมังฮวง รู้เรื่องอะไรไว้เยอะๆ ย่อมเป็นผลดีกับเรา"
เจียงเย่นึกไม่ถึงเลยว่าเธอจะชอบสอดรู้สอดเห็นขนาดนี้
"ก็แค่ได้ยินมาว่า ท่านปรมาจารย์อู๋วั่งแห่งเมืองโบราณหมังฮวงมีลูกศิษย์อยู่สามคน ต่อมาท่านปรมาจารย์อู๋วั่งได้สิ้นใจตาย ลูกศิษย์ทั้งสามคนก็บาดหมางกันเพราะผู้หญิงเพียงคนเดียว สุดท้ายลูกศิษย์คนโตก็ได้ขึ้นเป็นเจ้าเมือง ส่วนลูกศิษย์อีกสองคน ถ้าไม่ตายก็หนีหายสาบสูญไป"
จือจือรู้สึกว่าเผือกเรื่องนี้รสชาติจืดชืดไปหน่อย เธอจึงกอดเท้าเล็กๆ ของตัวเองแล้วเอามาแนบแก้ม เท้าเล็กๆ น่ารักจังเลย
ชาตินี้เธอจะเลี้ยงดูตัวเองให้เติบโตมาอย่างดีที่สุด
"ที่แท้ก็เป็นแบบนี้นี่เอง น่าเสียดายนะ ตาเฒ่าคนนี้ดูใจดีจังเลย
นั่นแหละนะ มีลูกศิษย์ก็สร้างกรรมได้เหมือนกัน"
เจียงเย่มองดูพฤติกรรมของเธอด้วยความเอือมระอา
"ชาติที่แล้วเจ้าอายุตั้งสิบขวบแล้วไม่ใช่หรือ ทำไมถึงยังเล่นเท้าตัวเองอยู่อีก"
จือจือเถียงกลับ
"ตอนนี้ข้ายังเป็นแค่เด็กทารก ไม่สิ เป็นแค่ทารกในครรภ์ ถ้าไม่ให้เล่นตอนนี้แล้วจะให้เล่นตอนไหนล่ะ
ตอนเด็กๆ เจ้าก็เคยฉี่รดที่นอนเหมือนกันนั่นแหละ
มีพลังวิญญาณเข้ามาอีกแล้ว รีบดูดซับเร็วเข้า อย่าลืมแบ่งไปให้ท่านแม่ด้วยล่ะ"
เจียงเย่บ่นอุบอิบในลำคอ กำลังจะหลับตาบำเพ็ญเพียร แต่ก็ต้องเบิกตากว้างมองเธอด้วยความตกตะลึง
"ทำไมเจ้าถึงเลื่อนเป็นระดับสร้างรากฐานขั้นปลายแล้วล่ะ"
ยังไม่ทันที่จือจือจะตอบ เขาก็หาข้ออ้างให้เธอเสร็จสรรพ
"กระดูกราชันช่างไม่ธรรมดาจริงๆ เจ้าก็ระวังตัวหน่อยนะ ไม่รู้ว่าการควบแน่นแก่นทองคำในครรภ์มารดาจะเรียกอัสนีบาตสวรรค์ลงมาหรือเปล่า"
เรื่องนี้จือจือต้องหันไปถามระบบเสียแล้ว
[ไม่หรอกขอรับนายน้อย ในครรภ์มารดามีปราณแรกกำเนิดช่วยบดบังการรับรู้ของสวรรค์ สวรรค์ไม่อาจสัมผัสได้ จึงไม่เกิดอัสนีบาตสวรรค์แน่นอนขอรับ]
จือจือถอนหายใจอย่างโล่งอก "เจ้าวางใจเถอะ ที่นี่มีปราณแรกกำเนิดคอยปกป้องอยู่ การที่เราควบแน่นแก่นทองคำ สวรรค์ไม่มีทางรู้แน่นอน"
ภายนอก หลังจากซากหมาป่าวายุระดับสามถูกกินจนหมดเกลี้ยง ตาเฒ่าก็เลียริมฝีปากอย่างอารมณ์ดี ลูบเคราสีขาวพลางทอดสายตามองเซียนหญิงจันทร์กระจ่าง
"รสตุ๋นเนื้อของเจ้าช่างเอร็ดอร่อยนัก ข้าขอใช้หนึ่งความปรารถนาแลกกับสูตรลับเครื่องปรุงของเจ้าได้หรือไม่"
เซียนหญิงจันทร์กระจ่างรู้สึกดีใจเป็นอย่างยิ่ง แต่ยังไม่ทันที่นางจะเอ่ยปาก ตาเฒ่าก็พูดขัดขึ้นมาเสียก่อน
"เอ๊ะ ไม่ใช่สิ ข้านึกแผนการดีๆ ออกแล้ว
ข้าขอรับเจ้าเป็นศิษย์ก็แล้วกัน เจ้าตามข้าไปที่เมืองโบราณหมังฮวง ข้าเป็นถึงเจ้าเมืองของที่นั่น ต่อไปเจ้าก็ไปพักอยู่ที่จวนเจ้าเมือง อะแฮ่ม ขอเพียงแค่เวลาที่เจ้าทำอาหารอร่อยๆ เจ้าก็แบ่งมาให้ข้าผู้เป็นอาจารย์ได้ลิ้มรสบ้างก็พอแล้ว"
ท่านปรมาจารย์อู๋วั่งลูบเคราเบาๆ เขารู้สึกว่าตัวเองช่างฉลาดปราดเปรื่องเสียนี่กระไร ถ้าเอาสูตรลับมาก็ต้องมานั่งทำเอง สู้รับแม่นางน้อยคนนี้มาเป็นศิษย์ ต่อไปก็แค่นั่งรอรับประทานอย่างเดียวก็พอแล้ว
เมื่อได้ยินดังนั้น เซียนหญิงจันทร์กระจ่างก็รีบลุกขึ้นยืนแล้วประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม ชายชราผู้นี้เป็นถึงยอดฝีมือระดับผสานร่าง ระดับพลังของเขาสูงกว่านางถึงสี่ขั้นใหญ่ สามารถบดขยี้นางได้ง่ายดายยิ่งกว่ามดปลวก
"ผู้น้อยจันทร์กระจ่าง ขอกราบคารวะท่านอาจารย์เจ้าค่ะ"
หา จือจือที่อยู่ในครรภ์ยังไม่ทันจะได้เอ่ยปากคัดค้าน ท่านแม่ก็เรียกเขาว่าอาจารย์ไปเสียแล้ว งานเข้าแล้วทีนี้
จือจืออยากจะซ่อนตัวอยู่อย่างสงบเงียบ ไม่อยากจะเข้าไปพัวพันกับความขัดแย้งในจวนเจ้าเมืองแห่งเมืองโบราณหมังฮวงเลยแม้แต่น้อย
"ทำยังไงดี ท่านแม่รับตาเฒ่านี่เป็นอาจารย์ไปแล้ว"
เจียงเย่เองก็นึกไม่ถึงว่าเหตุการณ์จะพลิกผันไปทิศทางนี้
"นี่แหละหนา ข้าถึงได้บอกว่าหลายสิ่งหลายอย่างมันเปลี่ยนไปจากชาติที่แล้วอย่างสิ้นเชิง
แต่การได้ยอดฝีมือมาเป็นอาจารย์ก็ถือเป็นเรื่องดี เพียงแต่สถานการณ์ในจวนเจ้าเมืองคงจะซับซ้อนน่าดู เอาไว้ค่อยแก้ปัญหาเฉพาะหน้ากันไปก็แล้วกัน"
จือจือกลอกตาบน พึ่งพาอะไรไม่ได้เลยจริงๆ
ภายนอก ตาเฒ่าหัวเราะลั่นอย่างอารมณ์ดี "ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า ดีมาก ต่อไปเจ้าคือแม่ครัว เอ้ย ศิษย์รักของข้า
อืม ตอนนี้เจ้าเพิ่งจะอยู่ระดับแก่นทองคำ ในมือของอาจารย์ก็ไม่มีของวิเศษที่เหมาะกับระดับแก่นทองคำเลย มีแต่ของเก่าๆ ที่พวกระดับวิญญาณก่อกำเนิดใช้กัน เจ้าก็รับไปก่อนก็แล้วกัน
เดี๋ยวอาจารย์จะไปล่าสัตว์อสูรระดับสามระดับสี่มาเพิ่มให้ แฮ่มๆ ศิษย์รัก เจ้าก็ทำอาหารเตรียมไว้เยอะๆ หน่อยนะ ถือซะว่าเป็นการเตรียมเสบียงให้เจ้าตัวน้อยสองคนในท้องของเจ้าไปด้วยเลย"
เซียนหญิงจันทร์กระจ่างรู้ทันแต่ก็ไม่ได้พูดอะไร นางมอบสูตรเครื่องปรุงตุ๋นเนื้อให้เขาไป
สัตว์อสูรระดับสามระดับสี่นางยังพอรับมือไหว แต่ถ้าเป็นระดับห้าขึ้นไปนางคงไม่กล้ากินเป็นแน่ อย่างแรกคือนางยังไม่มีพลังมากพอที่จะต่อกรกับมัน อย่างที่สองคือสัตว์อสูรพวกนั้นคงเป็นฝ่ายจับนางกินเสียมากกว่า
"ศิษย์ขอขอบพระคุณท่านอาจารย์เจ้าค่ะ"
เมื่อยืนอยู่ต่อหน้ายอดฝีมือระดับนี้ เซียนหญิงจันทร์กระจ่างก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกเกร็งๆ เมื่อเห็นเขาจากไป นางก็ถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก
เดิมทีนางแค่อยากจะไปหลบซ่อนตัวจากประกาศจับของสำนักวิถีราชันที่เมืองโบราณหมังฮวง ไม่นึกเลยว่าจะโชคดีได้กราบเจ้าเมืองเป็นอาจารย์
นางวางมือลงบนหน้าท้องเพื่อพูดคุยกับลูกน้อยทั้งสอง
"ดูเหมือนว่าโชคชะตาของแม่จะเริ่มดีขึ้นแล้วล่ะ ต้องเป็นเพราะแม่มีพวกเจ้าสองคนเป็นสิ่งล้ำค่า โชคชะตาถึงได้เข้าข้างแม่ขนาดนี้แน่ๆ"
จือจือส่งกระแสจิตไปบอกท่านแม่ "ตั้งแต่ท่านแม่ตีจากพ่อแย่ๆ โชคชะตาของท่านแม่ก็ดีขึ้นทันตาเห็น พ่อสารเลวคนนั้นแหละคือตัวกาลกิณีที่คอยขัดขวางเส้นทางแห่งเต๋าของท่านแม่"
โควตาคำพูดยังเหลืออีกหนึ่งประโยค จือจือเพิ่งจะนึกแผนการดีๆ ออกเมื่อกี้
"ท่านแม่ น้องชายสามารถมองเห็นดวงชะตาได้ เขาสัมผัสได้ว่าในอีกสิบปีข้างหน้า ท่านอาจารย์ของท่านจะมีเคราะห์กรรมถึงฆาตที่เกี่ยวพันกับศิษย์ทั้งสามคนของเขา ท่านแม่บอกเขาให้ช่วยพรางตัวพวกเราไว้ก่อน อย่าเพิ่งรีบเข้าไปอยู่ในจวนเจ้าเมืองนะเจ้าคะ"
จือจือพูดรวดเดียวจบสามประโยคโควตาวันนี้ แล้วหันไปถีบน้องชายพร้อมส่งกระแสจิต
"เจ้าบอกท่านแม่ว่าให้เราเช่าถ้ำพักอาศัยอยู่ข้างนอกไปก่อน แอบสังเกตดูนิสัยใจคอของศิษย์ทั้งสามคนของท่านปรมาจารย์อู๋วั่งแบบเงียบๆ พวกเขาอยู่ในที่สว่าง ส่วนเราอยู่ในที่มืด รู้เขารู้เราก่อนแล้วค่อยเปิดเผยตัวก็ยังไม่สาย"
เจียงเย่ถูกถีบแต่ก็ไม่โกรธ เขาคิดว่าสิ่งที่จือจือพูดมีเหตุผล พวกเขากลับชาติมาเกิดใหม่ก็เพื่อเปลี่ยนแปลงโชคชะตาในอดีต ในเมื่อชะตาของท่านแม่ยังเปลี่ยนได้ ชะตาของท่านปรมาจารย์อู๋วั่งก็อาจจะเปลี่ยนได้เช่นกัน
เขาจึงส่งกระแสจิตบอกท่านแม่ ใช้โควตาสามประโยคของวันนี้จนหมด อธิบายให้ท่านแม่ฟังอย่างแจ่มแจ้ง
เมื่อได้ฟังคำพูดของลูกชาย เซียนหญิงจันทร์กระจ่างก็พยักหน้าเห็นด้วย นางตั้งใจจะเสนอเรื่องนี้กับอาจารย์หมาดๆ ของนางเมื่อเขากลับมา
ขณะที่กำลังคิดว่าจะพูดอย่างไรดี ท่านปรมาจารย์อู๋วั่งชายชราก็แบกสัตว์อสูรกลับมาสองตัวด้วยมือเปล่า
ข้างซ้ายเป็นเสือโคร่งลายเหลืองตัวมหึมา ความยาวกว่าสามเมตร ร่างกายกำยำราวกับภูเขาลูกย่อมๆ
ส่วนข้างขวาเป็นแรดนอเดียว ซึ่งเป็นสัตว์อสูรระดับสี่
"ศิษย์รัก แก่นอสูรของสัตว์เดรัจฉานสองตัวนี้เจ้าเก็บเอาไว้เถิด ตัวระดับสามเจ้าก็กินซะ ส่วนระดับสี่อาจารย์จะจัดการเอง"
เซียนหญิงจันทร์กระจ่างรีบตอบรับ "ท่านอาจารย์ เสือตัวใหญ่ขนาดนี้ เตาย่อมๆ ของข้าคงตุ๋นไม่หมดในคราวเดียว คงต้องแบ่งตุ๋นสองรอบนะเจ้าคะ"
ท่านปรมาจารย์อู๋วั่งหยิบเตาหลอมลายมังกรระดับสามส่งให้นาง
"รับเตาหลอมลายมังกรนี้ไปเถิด มันสามารถปรับขนาดได้ตามระดับพลังวิญญาณของเจ้า ใช้ได้ยันระดับหลอมความว่างเปล่าเลยทีเดียว
เดี๋ยวอาจารย์จะสอนเคล็ดวิชาให้ อย่าว่าแต่เสือลายเหลืองระดับสามตัวเดียวเลย ต่อให้เป็นสองตัวก็ตุ๋นได้สบายมาก"
พูดจบ ท่านปรมาจารย์อู๋วั่งก็ชี้นิ้วส่งลำแสงเข้าไปที่กลางหน้าผากของเซียนหญิงจันทร์กระจ่าง แล้วตบมือเบาๆ
"เอาล่ะ อาจารย์จะออกไปล่าสัตว์อสูรมาเพิ่มอีก เจ้าก็รออยู่ที่นี่แหละ"
เซียนหญิงจันทร์กระจ่างอ้าปากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่อาจารย์ของนางก็พุ่งทะยานหายวับไปเสียแล้ว เพียงไม่นานเขาก็กลับมาพร้อมกับสัตว์อสูรระดับสามและระดับสี่อีกสองตัว ก่อนจะพุ่งทะยานหายวับไปอีกครั้ง
[จบแล้ว]