- หน้าแรก
- แม่มดน้ำแข็งแห่งพันธะสัญญา สร้างตระกูล
- ตอนที่ 13 - ดินแดนที่รอการพิสูจน์
ตอนที่ 13 - ดินแดนที่รอการพิสูจน์
ตอนที่ 13 - ดินแดนที่รอการพิสูจน์
ณ ชายแดนตอนเหนือในเขตปกครองของเคานต์แห่งอ่าวป่าเงา
เมื่อเดินทางเข้าใกล้ธารน้ำแข็งทางตอนเหนือ พื้นราบก็เริ่มไต่ระดับสูงขึ้นจนกลายเป็นเนินเขา เมื่อทอดสายตามองออกไปไกลๆ จะเห็นเทือกเขาทางเหนือทอดยาวเป็นปราการธรรมชาติ ดูราวกับสัตว์ประหลาดร่างยักษ์ที่กำลังหมอบซุ่มอยู่ตรงเส้นขอบฟ้า
ที่นี่แหละคือดินแดนของอิกอร์ ดินแดนที่เอกสารระบุไว้อย่างชัดเจนว่าครอบคลุมพื้นที่ของ คฤหาสน์หิมะสาบาน และ หมู่บ้านเสียงกระซิบน้ำแข็ง รวมอาณาเขตกว้างใหญ่เกือบยี่สิบตารางกิโลเมตร หรือที่เรียกกันรวมๆ ว่า ดินแดนอัศวินเสียงกระซิบน้ำแข็ง
นี่นับว่าเป็นที่ดินประจำตำแหน่งอัศวินที่มีขนาดใหญ่โตมาก!
อิกอร์รู้ดีว่าดินแดนของอัศวินใต้สังกัดตระกูลโอไรออนหลายคน มีพื้นที่แค่เจ็ดถึงแปดตารางกิโลเมตรเท่านั้นเอง
ซ้ำร้าย ข้อมูลที่บารอนเลสลี่ให้มายังระบุอีกว่า ที่นี่มี จุดรวมพลังเวท ตามธรรมชาติที่หาได้ยากยิ่ง แถมยังเป็นพลังเวทธาตุน้ำแข็งอีกด้วย! สำหรับผู้ใช้ธาตุน้ำแข็งแล้ว ที่นี่ถือเป็นสวรรค์ชั้นยอดสำหรับการฝึกทำสมาธิเลยทีเดียว
อันที่จริง ดินแดนอัศวินแห่งนี้เพิ่งถูกก่อตั้งขึ้นมาได้ไม่นาน ว่ากันว่าเพิ่งมีมาแค่ยี่สิบปีเท่านั้น
คนแรกที่มาบุกเบิกและสร้างที่นี่ขึ้นมา คืออัศวินนักสำรวจชื่อดัง ผู้ใช้ธาตุระดับสูงที่ได้ทำสัญญากับมหาภูติน้ำแข็ง
เขาเคยเป็นอัศวินที่ขึ้นตรงต่อดยุกแห่งแดนตะวันตก เป็นคนที่มีคุณธรรมสูงส่งและมีชื่อเสียงโด่งดังมาก จนผู้คนในดินแดนทางตอนเหนือต่างยกย่องให้เขาเป็นอัศวินผู้ไร้ที่ติ เป็นวีรบุรุษในบทเพลงของเหล่านักกวีพเนจร แถมยังได้รับฉายาสุดสง่างามว่า อัศวินขาว อีกด้วย
ชาวบ้านในหมู่บ้านนี้ก็แทบทั้งหมดล้วนเป็นผู้ติดตามและลูกหลานของอัศวินขาวคนนั้น
แต่น่าเสียดาย... เมื่อครึ่งปีก่อน อัศวินขาวได้เสียชีวิตลงระหว่างเข้าไปสำรวจซากโบราณสถานแห่งน้ำแข็ง
เนื่องจากเขาไม่มีทายาทสืบสกุล ดินแดนแห่งนี้รวมถึงฉายา อัศวินขาว จึงถูกตระกูลอูลริช ผู้ปกครองแดนตะวันตกยึดคืนกลับไป
หลังจากนั้นไม่นาน ดินแดนอันห่างไกลนี้ก็ถูกดยุกแห่งแดนตะวันตกมอบเป็นรางวัลให้แก่ขุนนางใต้สังกัด นั่นก็คือเคานต์แห่งอ่าวป่าเงา และเคานต์ก็มอบมันต่อให้กับบารอนแห่งเกรย์พอร์ตซึ่งอยู่ติดกันอีกทอดหนึ่ง
จนสุดท้าย... ดินแดนผืนนี้ก็ตกมาอยู่ในมือของอิกอร์
ตัดกลับมา ณ ปัจจุบัน บนถนนดินลูกรังที่ทอดยาวไปสู่หมู่บ้านเสียงกระซิบน้ำแข็ง
รถม้าที่ประทับตราสัญลักษณ์ของตระกูลเลสลี่กำลังวิ่งโคลงเคลงไปตามทาง
ภายในรถม้า อิกอร์กำลังหลับตาทำสมาธิอย่างจดจ่อ บนตักของเขามีม้วนกระดาษหนังแกะกางออกอยู่ มันคือ วิชาทำสมาธิแสงจันทร์ ที่บารอนเลสลี่มอบให้นั่นเอง
การทำสมาธิ แท้จริงแล้วก็คือการดึงเอาพลังเวทในร่างกาย ไปสั่นพ้องอย่างลึกซึ้งกับรอยประทับเวทมนตร์ในวิญญาณและภูติคู่สัญญานั่นเอง
ในระหว่างที่ทำสมาธิ พลังวิญญาณของผู้ใช้ธาตุจะดึงดูดและดูดซับพลังเวทที่ลอยอยู่ในอากาศรอบๆ เข้ามา จากนั้นก็เปลี่ยนมันให้กลายเป็นพลังเวทที่ตัวเองต้องการ แล้วเก็บสะสมเอาไว้ในรอยประทับเวทมนตร์
แต่วิชาทำสมาธิแสงจันทร์นี้ค่อนข้างพิเศษ
วิชานี้จะเน้นไปที่การจินตนาการถึงความเย็นเยียบและสงบนิ่งของแสงจันทร์ไว้ในหัว แล้วใช้ภาพนั้นดึงดูดพลังเวทให้ไหลเวียนประดุจแสงจันทร์สาดส่อง เพื่อชะล้างและหลอมรวมรอยประทับเวทมนตร์ พร้อมกับเสริมความเชื่อมโยงกับภูติคู่สัญญาให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น
ในระหว่างทำสมาธิ พลังเวทจะไหลเวียนไปตามเส้นทางที่กำหนดไว้ในร่างกาย เมื่อไหลเวียนครบหนึ่งรอบ พลังเวทของผู้ใช้ธาตุก็จะบริสุทธิ์ขึ้นอีกนิด และหลอมรวมกับรอยประทับได้แน่นแฟ้นขึ้นอีกหน่อย
และพลังเวทที่ดูดซับและหลอมรวมมาได้นั้น ก็จะถูกเก็บสะสมไว้ในรอยประทับ กลายเป็นแหล่งพลังเวทหลักของผู้ใช้ธาตุ
เมื่อไหร่ที่รอยประทับสะสมพลังเวทจนเต็มเปี่ยม ก็หมายความว่ารอยประทับนั้น สมบูรณ์ แล้ว หลังจากนั้น ผู้ใช้ธาตุก็จะสามารถเริ่มสร้างรอยประทับดวงที่สองในวิญญาณได้!
และถ้าสร้างสำเร็จ ผู้ใช้ธาตุคนนั้นก็จะเลื่อนขั้นขึ้นเป็น ผู้ประทับตราระดับสอง!
รอยประทับเวทมนตร์นั้นสามารถสร้างได้สูงสุดสามดวง
ถ้ารอยประทับทั้งสามดวงสมบูรณ์เมื่อไหร่ ก็จะไปถึงจุดสูงสุดของระดับนี้ นั่นก็คือ ผู้ประทับตราระดับสาม
ซึ่งก็เทียบเท่ากับ ผู้ใช้ธาตุระดับสูง แบบบารอนเลสลี่นั่นเอง
ส่วนวิธีฝึกในระดับที่สูงขึ้นไปกว่านั้น ในตำราไม่ได้เขียนบอกเอาไว้
วิชาลับระดับสูงขนาดนั้น ต่อให้เป็นสมบัติของตระกูลเลสลี่ ก็คงถูกเก็บเป็นความลับสุดยอดที่คนนอกไม่มีทางได้เห็นแน่ๆ
แต่สำหรับตอนนี้ วิชานี้ก็เพียงพอให้อิกอร์ใช้ฝึกฝนไปได้อีกนานแสนนานแล้ว
ตามที่ตำราระบุไว้ โดยปกติแล้ว ผู้ใช้ธาตุจะต้องใช้เวลาอย่างน้อยสามปี ในการฝึกรอยประทับดวงแรกให้สมบูรณ์
ยิ่งเป็นรอยประทับดวงหลังๆ ก็จะยิ่งสร้างยากขึ้นไปอีกหลายเท่า ถ้าจะทำให้สมบูรณ์ครบทั้งสามดวง คนปกติคงต้องใช้เวลาฝึกฝนอย่างหนักหน่วงไม่ต่ำกว่ายี่สิบปี
และนี่คือในกรณีที่ทุกอย่างราบรื่นไร้อุปสรรคด้วยนะ!
ถ้าเกิดติดขัดตรงคอขวดขึ้นมา การต้องเสียเวลาไปอีกหลายปี หลายสิบปี หรืออาจจะติดแหง็กไปตลอดชีวิต ก็ถือเป็นเรื่องปกติ
พูดง่ายๆ ก็คือ ต่อให้เป็นผู้ใช้ธาตุของแท้ คนส่วนใหญ่ก็มักจะติดอยู่แค่ระดับหนึ่งหรือระดับสองไปตลอดชีวิตนั่นแหละ
วิชาทำสมาธิแสงจันทร์นี้ เหมาะสำหรับผู้ใช้ธาตุน้ำแข็งเป็นอย่างมาก
เพราะพลังเวทน้ำแข็งกับแสงจันทร์ให้ความรู้สึกที่คล้ายคลึงกัน และพออิกอร์เริ่มทำสมาธิตามเคล็ดวิชา เขาก็รับรู้ถึงข้อเท็จจริงนี้ได้ทันที
เมื่อดึงพลังเวทน้ำแข็งเข้ามา เขาก็ต้องประหลาดใจอย่างมาก เมื่อพบว่าความเร็วและประสิทธิภาพในการทำสมาธิของเขานั้น สูงกว่าที่เขียนระบุไว้ในตำราลิบลับ! อย่างน้อยๆ ก็เร็วกว่าผู้ใช้ธาตุคนอื่นถึงสองเท่า!
เรื่องนี้ ไม่ได้เป็นเพียงเพราะเขามีพรสวรรค์ที่ได้รับเวทมนตร์มาถึงสามบทเท่านั้น แต่ยังเป็นเพราะพลังเวทน้ำแข็งของเขาเข้ากันได้ดีกับพลังของแสงจันทร์สุดๆ อีกด้วย
ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าเขากำจี้นกฟีนิกซ์ไว้ในมือตอนทำสมาธิ ความเร็วก็จะยิ่งพุ่งกระฉูดขึ้นไปอีก กลายเป็นเร็วกว่าคนอื่นถึงสี่เท่า!
หมายความว่า ด้วยความเร็วระดับนี้ อิกอร์ใช้เวลาอย่างมากสุดก็แค่หนึ่งปี ในการทำให้รอยประทับดวงแรกสมบูรณ์!
การทำให้รอยประทับสมบูรณ์ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญมาก
รอยประทับที่สมบูรณ์แล้วแต่ละดวง จะสามารถดึงเอา เวทมนตร์พรสวรรค์ เข้าไปกักเก็บไว้ได้
และเวทมนตร์พรสวรรค์ที่ถูกเก็บไว้ในรอยประทับ จะมีความรุนแรงและมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นถึงสองเท่า!
และนี่ก็คือความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างผู้ใช้ธาตุระดับด้อย กับผู้ใช้ธาตุของแท้
เพราะผู้ใช้ธาตุระดับด้อย... ต่อให้พยายามฝึกสมาธิหนักหนาแค่ไหน ก็แทบไม่มีโอกาสทำให้รอยประทับสมบูรณ์ได้เลย
แม้แต่รอยประทับดวงแรกก็ตาม!
ดังนั้น ผู้ใช้ธาตุระดับด้อยจึงไม่มีทางเอาชนะผู้ใช้ธาตุของแท้ได้อย่างเด็ดขาด
อิกอร์ยังคงหลับตาทำสมาธิ ปล่อยให้พลังเวทน้ำแข็งไหลเวียนไปเรื่อยๆ
จี้นกฟีนิกซ์ที่แนบอยู่ตรงหน้าอก จะคอยส่งความเย็นอ่อนๆ ออกมาเป็นระยะ ช่วยให้เขาดำดิ่งเข้าสู่สมาธิที่นิ่งสงบดั่งผิวน้ำแข็งได้ง่ายขึ้น และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการฝึกให้สูงขึ้นไปอีกขั้น
แต่จู่ๆ รถม้าก็กระตุกวูบและเบรกกะทันหัน ขัดจังหวะการทำสมาธิของอิกอร์
เขาขมวดคิ้ว แล้วเปิดม่านหน้าต่างรถออกดู
สิ่งที่เห็นภายนอกกลับไม่ใช่หมู่บ้านอย่างที่คิดไว้
ขบวนรถม้าจอดนิ่งอยู่บนเนินเขาที่เต็มไปด้วยหญ้าคา มองออกไปไกลๆ ถึงจะเห็นเงาของสิ่งก่อสร้างเตี้ยๆ อยู่ลางๆ ตรงตีนเขาอีกลูก ซึ่งยังอยู่ห่างออกไปพอสมควร
"มีอะไรเหรอ? ยังไม่ถึงหมู่บ้านไม่ใช่หรือไง?" อิกอร์เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
"ท่านปัวโรต์!" หัวหน้าทหารองครักษ์ของบารอนขี่ม้าเข้ามาเทียบที่ข้างรถม้า สีหน้าของเขาดูนอบน้อมแต่ก็มีความตึงเครียดแฝงอยู่
เขาไม่ได้ตอบคำถาม แต่กลับยื่นซองจดหมายที่ถูกปิดผนึกด้วยตราครั่งอย่างแน่นหนามาให้ พร้อมกับกล่าวอย่างนอบน้อมว่า
"ท่านอัศวินครับ ข้างหน้านี่คือเขตของหมู่บ้านเสียงกระซิบน้ำแข็งแล้ว นี่คือคำสั่งที่ท่านบารอนสั่งให้ผมมอบให้ท่านเมื่อเราเดินทางมาถึงครับ"
คำสั่งงั้นเหรอ?
อิกอร์แอบสงสัยอยู่ในใจ
เขารับซองจดหมายมาฉีกออกดู ข้างในมีเอกสารอยู่สองฉบับ
ฉบับแรกคือหนังสือแต่งตั้งให้เขาเป็นเจ้าเมืองอย่างเป็นทางการ พร้อมกับเข็มกลัดตราประจำดินแดน
ส่วนฉบับที่สองคือจดหมายที่เขียนด้วยลายมือของบารอนเลสลี่เอง
อิกอร์เก็บหนังสือแต่งตั้งกับเข็มกลัดไว้ แล้วกวาดสายตาอ่านเนื้อหาในจดหมาย ความสงสัยบนใบหน้าก็ค่อยๆ หายไป กลายเป็นความเข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง
ในที่สุดเขาก็รู้แล้วว่า ทำไมพวกขุนนางในเกรย์พอร์ตถึงทำหน้าตาประหลาดๆ ตอนที่ได้ยินว่าเขาได้ครอบครองดินแดนแห่งนี้
นี่ไม่ใช่แค่จดหมาย แต่มันคือคำสั่ง!
ถ้าจะพูดให้ถูกก็คือ มันคือ ภารกิจ สองอย่างที่เขาต้องทำ!
ภารกิจแรกคือ ปราบโจร
ที่แท้ดินแดนที่เขากำลังจะไปรับตำแหน่งเป็นเจ้าเมืองนั้น ตอนนี้กำลังวุ่นวายสุดๆ หมู่บ้านเสียงกระซิบน้ำแข็งถูกกลุ่มทหารรับจ้างพเนจรที่เรียกตัวเองว่า หมาป่าสีเลือด ยึดครองไปตั้งแต่เมื่อเดือนก่อนแล้ว!
กลุ่มทหารรับจ้างนี้มีลูกสมุนเกือบร้อยคน แถมหัวหน้าของพวกมันยังเป็นผู้ใช้ธาตุระดับด้อยที่ใช้หินธาตุน้ำ ฝีมือจัดว่าร้ายกาจ และที่สำคัญที่สุดคือ มีรายงานยืนยันมาแล้วว่า เจ้าเมืองคนก่อนรวมถึงครอบครัวถูกพวกมันฆ่าล้างโคตรไปเป็นที่เรียบร้อย!
บารอนเลสลี่สั่งให้เขาไปกำจัดพวกโจรชั่วพวกนี้ให้สิ้นซาก ใช้เลือดของพวกมันล้างอายให้ตระกูลเลสลี่ และใช้ผลงานนี้เป็นบทพิสูจน์ว่า เขามีความสามารถและความเด็ดขาดมากพอที่จะปกป้องดินแดนของตัวเองได้
ส่วนทหารยามอาวุธครบมือทั้งยี่สิบคนที่ตามมาด้วย ก็คือกองกำลังที่จะมาช่วยเขาทำภารกิจนี้นั่นเอง
ส่วนภารกิจที่สองคือ สืบเรื่องประหลาด
ซึ่งก็น่าจะเป็นคดีต่อเนื่องจากภารกิจแรกนั่นแหละ
บารอนบอกในจดหมายว่า ก่อนที่เจ้าเมืองคนก่อนจะตาย เขาเคยรายงานไปหลายครั้งว่ามีชาวบ้านหายตัวไปอย่างลึกลับอยู่บ่อยๆ และสงสัยว่าอาจจะเป็นฝีมือของพวกสัตว์เวทมนตร์
และความจริงแล้ว กลุ่มทหารรับจ้างหมาป่าสีเลือด ก็คือคนที่เจ้าเมืองคนเก่าจ้างมาให้ช่วยสืบเรื่องนี้นี่แหละ แต่ใครจะไปคิดล่ะว่าพวกมันจะหักหลังแล้วฆ่าเจ้าเมืองทิ้งซะเอง
บารอนเลสลี่รู้สึกว่าเรื่องนี้มีกลิ่นทะแม่งๆ เลยสั่งให้อิกอร์ไปจัดการพวกทหารรับจ้างกบฏให้เรียบร้อย แล้วสืบหาความจริงเรื่องการหักหลังและเรื่องคนหายให้กระจ่างแจ้ง
"เป็นแบบนี้นี่เอง..." อิกอร์พ่นลมหายใจออกเบาๆ ปลายนิ้วลูบไล้เอกสารแต่งตั้งในมือโดยไม่รู้ตัว
มิน่าล่ะ บารอนถึงยอมใจป้ำยกที่ดินให้ตั้งกว้างใหญ่ ที่แท้ดินแดนอันห่างไกลนี้ก็มีปัญหาใหญ่รอให้เขาไปแก้อยู่นี่เอง
นี่คือบททดสอบ และยังเป็นการยื่นหมูยื่นแมว เขาต้องใช้ความสามารถในการแก้ปัญหาพวกนี้ เพื่อแลกกับสิทธิ์ในการเป็นเจ้าของดินแดนอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
อิกอร์ไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย เขาเงยหน้ามองหัวหน้าทหารองครักษ์ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงเด็ดขาดและหนักแน่น
"เรื่องนี้... ฉันเข้าใจแล้ว ต่อจากนี้ไป พวกนายไม่ต้องตามฉันเข้าไปในหมู่บ้านหรอก"
เมื่อเห็นหัวหน้าทหารองครักษ์ทำหน้างง อิกอร์ก็อธิบายต่อว่า
"พวกนายมากันตั้งเยอะ แถมยังใส่เกราะเต็มยศแบบนี้ ขืนเดินดุ่มๆ เข้าไป มีหวังพวกทหารรับจ้างได้แตกตื่นกันพอดี"
"พวกทหารรับจ้างเร่ร่อนพวกนี้ ทำงานแบบไม่มีศีลธรรมอยู่แล้ว ถ้าไปต้อนมันให้จนมุม มันอาจจะจับชาวบ้านเป็นตัวประกันเอาได้"
"หน้าที่ของพวกนาย คือคอยดูแลลูกสาวของฉันให้ดี แล้วกระจายกำลังไปดักซุ่มรออยู่รอบๆ หมู่บ้าน... ห้ามปล่อยให้พวกมันหนีรอดไปได้แม้แต่คนเดียว!"
พอได้ยินคำสั่งของอิกอร์ พวกทหารก็เริ่มส่งเสียงซุบซิบกันด้วยความกังวล
"แต่ว่าท่านปัวโรต์ครับ ท่านจะบุกเข้าไปคนเดียว..." หัวหน้าทหารองครักษ์พยายามทักท้วง
"ทำตามคำสั่ง!" อิกอร์พูดแทรกขึ้นด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด
เขาต้องการชัยชนะที่เด็ดขาดและรวดเร็วเพื่อสร้างความน่าเกรงขาม และเขาต้องเข้าไปดูสภาพในหมู่บ้านด้วยตาตัวเองก่อน การยกโขยงกันไปเยอะๆ มีแต่จะทำให้ศัตรูที่แอบซ่อนอยู่ไหวตัวทันเสียเปล่าๆ
หลังจากสั่งการเสร็จ อิกอร์ก็มุดกลับเข้าไปในรถม้า เขาเปลี่ยนไปใส่ชุดเกราะหนังตัวเก่าแบบทหารรับจ้างอย่างรวดเร็ว ดึงฮู้ดขึ้นมาคลุมปิดหน้า เผยให้เห็นเพียงดวงตาที่คมกริบดั่งนกเหยี่ยว
จากนั้น เขาก็ออกเดินทางเท้าเพียงลำพัง ด้วยท่าทางและจังหวะการก้าวเดินที่หนักแน่นมั่นคง ราวกับทหารรับจ้างพเนจรของจริง มุ่งหน้าตรงไปยังหมู่บ้านเสียงกระซิบน้ำแข็งที่อยู่ไกลออกไป