- หน้าแรก
- แม่มดน้ำแข็งแห่งพันธะสัญญา สร้างตระกูล
- ตอนที่ 4 - สัญญาแห่งบรรพกาล
ตอนที่ 4 - สัญญาแห่งบรรพกาล
ตอนที่ 4 - สัญญาแห่งบรรพกาล
น้ำเย็นเฉียบในลำธารที่สูงถึงระดับหัวเข่า ช่วยเรียกสติของอิกอร์ที่กำลังมึนงงให้กลับมาแจ่มใสขึ้นอีกนิด
เขามองไปยังจุดที่ภูติน้ำแข็งมุดหายไป
ใต้ผิวน้ำใสแจ๋ว มี 'จี้ห้อยคอรูปนกฟีนิกซ์สีขาวราวกับหิมะ' วางนิ่งอยู่บนผืนทรายและก้อนกรวดสีขาวสะอาด
เขาลังเลอยู่แวบหนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ เอื้อมมือลงไปหยิบมันขึ้นมาอย่างระมัดระวัง
สัมผัสตอนที่หยิบขึ้นมานั้นแปลกประหลาดมาก
มันไม่ได้เย็นเฉียบเหมือนก้อนหินอย่างที่คิด แต่กลับให้ความรู้สึกอุ่นนิดๆ ที่แฝงความเย็นยะเยือกเอาไว้ลึกๆ
ความรู้สึกนั้น...
ราวกับว่าสิ่งที่เขาถืออยู่ไม่ใช่ของที่ไร้ชีวิต แต่เป็นแกนกลางของน้ำแข็งหมื่นปีที่กำลังหลับใหลต่างหาก
อิกอร์ค่อยๆ ยกจี้ขึ้นมาจากน้ำ
หยดน้ำกลิ้งหล่นจากปีกนกฟีนิกซ์ที่ถูกแกะสลักอย่างประณีตจนดูราวกับมีชีวิต เมื่อแสงแดดส่องกระทบ มันก็สะท้อนแสงสีรุ้งออกมาสวยงามจนแทบลืมหายใจ
รอบๆ ตัวจี้มีเกล็ดน้ำแข็งเล็กๆ ลอยวนอยู่เหมือนละอองดาว แผ่ไอเย็นแบบเดียวกับกลุ่มแสงสีเงินประกายน้ำแข็งที่เขาวิ่งตามมา
"นี่มัน..."
หัวใจของอิกอร์เต้นแรงอย่างควบคุมไม่ได้
จากประสบการณ์การเป็นทหารรับจ้างที่เดินทางมาเยอะและเคยเห็นของมีค่ามานับไม่ถ้วน เขามั่นใจได้ทันทีว่า จี้ชิ้นนี้ไม่ใช่ของธรรมดาแน่ๆ!
ไม่ว่าจะเป็นวัสดุแปลกตาที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน หรือคลื่นพลังเวทที่ไหลเวียนอยู่ข้างในอย่างเป็นธรรมชาติ แม้จะดูสงบนิ่งแต่กลับซ่อนพลังบริสุทธิ์มหาศาลเอาไว้ ทุกอย่างชี้ให้เห็นถึงความเป็นไปได้ที่น่าตื่นเต้นที่สุด...
นี่ต้องเป็น 'ของวิเศษโบราณ' ที่สูญหายไปนานแล้วแน่ๆ!
มันคือสมบัติที่เก็บซ่อนพลังในยุคโบราณเอาไว้ ซึ่งมักจะมีโผล่มาแค่ในตำนานของนักเล่านิทาน หรือในหนังสือเก่าๆ เท่านั้น!
แต่ทว่า ในตอนนี้
สิ่งที่ดึงดูดสายตาเขามากกว่าจี้ ก็คือกลุ่มแสงสีเงินประกายน้ำแข็งที่โผล่ขึ้นมาอีกครั้งเมื่อจี้ถูกยกขึ้นพ้นน้ำ...
มันคือภูติน้ำแข็งตัวน้อยที่แสนอิสระและฉลาดหลักแหลมตัวนั้น!
มันแผ่คลื่นพลังเวทที่บริสุทธิ์และเย็นยะเยือก รูปร่างของมันเปลี่ยนไปมาอย่างมีชีวิตชีวา บางทีก็ดูเหมือนเปลวไฟน้ำแข็งที่กำลังเต้นระบำ บางทีก็เหมือนดวงดาวดวงเล็กๆ
แสงนั้นสว่างไสวและบริสุทธิ์มาก... ยิ่งกว่าภูติเวทมนตร์ที่เป็นสมบัติล้ำค่าของตระกูลโอไรออน ที่เขาเคยแอบเห็นไกลๆ ในงานเลี้ยงของตระกูลซะอีก!
ภูติเวทมนตร์!
แถมยังเป็นภูติเวทมนตร์ที่ไม่มีเจ้านาย!
นี่คือจุดเริ่มต้นของพลังพิเศษทั้งมวล และเป็นรากฐานของการใช้เวทมนตร์!
ขอแค่ทำสัญญาสำเร็จ เขาก็จะกลายเป็น 'ผู้ใช้ธาตุ' ที่สามารถใช้พลังเวทได้ และมีพลังมากพอที่จะไปต่อสู้กับตระกูลโอไรออน!
อิกอร์หายใจหอบถี่โดยไม่รู้ตัว เขาแทบจะอดใจไม่ไหวจนเกือบจะเอื้อมมือไปคว้ากลุ่มแสงนั้น
แต่ในเสี้ยววินาทีที่ความอยากพุ่งทะลุขึ้นมา เขากลับชะงักไป
เพราะ... เขาไม่รู้วิธีทำสัญญากับภูติ
ใช่แล้ว เขาไม่รู้เลยสักนิด
วิธีสื่อสารกับภูติเวทมนตร์ วิธีดึงพลังของมันออกมา และวิธีสร้าง 'สัญญาภูติ' ที่ไม่มีวันถูกทำลายได้...
ขั้นตอนพวกนี้เป็นความลับขั้นสุดยอดที่ตระกูลขุนนางแต่ละตระกูลหวงแหนและปิดบังเอาไว้ เพราะมันคือรากฐานอำนาจของพวกเขานั่นเอง
ว่ากันว่า ต้องใช้พิธีกรรมที่ซับซ้อน มีบทสวดเฉพาะ หรือแม้แต่ต้องใช้ของวิเศษบางอย่างเป็นตัวเชื่อม ถึงจะเพิ่มโอกาสสำเร็จได้
แต่เขาล่ะ?
อิกอร์
เป็นแค่ลูกเมียน้อยที่ตระกูลไม่ยอมรับ
เป็นแค่คนที่ต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอดอยู่ชายขอบของตระกูล และสุดท้ายก็ถูกกวาดทิ้งเหมือนขยะเพื่อไปเป็นทหารรับจ้าง
คนแบบเขา จะไปรู้วิธีการลับระดับสูงแบบนั้นได้ยังไง?
ชั่วพริบตานั้น ประกายความหวังในดวงตาของอิกอร์ก็ดับวูบลง
ภูติน้อยที่เป็นอิสระมักจะไม่ยอมอยู่ที่เดิมนานๆ
และเมื่อสิ่งที่เป็นเหมือนกลุ่มพลังงานอย่างพวกมันอยากจะไป ต่อให้เป็นผู้ใช้ธาตุที่เก่งกาจแค่ไหนก็รั้งเอาไว้ไม่ได้
นี่เขาต้องทนดูโอกาสพลิกชีวิตหลุดลอยไปต่อหน้าต่อตางั้นเหรอ?
ไม่! มันต้องมีวิธีสิ!
อิกอร์จ้องเขม็งไปที่กลุ่มแสงสีเงินประกายน้ำแข็งที่ยังลอยวนอยู่เหนือฝ่ามือ สมองของเขาคิดทบทวนอย่างบ้าคลั่ง
เขาบังคับตัวเองให้ใจเย็น และพยายามนึกถึงเนื้อหาในหนังสือเก่าๆ บันทึกต่างๆ และข่าวลือทั้งเรื่องจริงและเรื่องแต่งที่เคยได้ยินในร้านเหล้า
ทันใดนั้น เขาก็นึกถึงวิธีโบราณวิธีหนึ่งขึ้นมาได้— 'การผสานใจกับธรรมชาติ'
การผสานใจกับธรรมชาติ!
เขาเคยได้ยินมาว่า ก่อนที่ตระกูลขุนนางจะคิดค้นพิธีกรรมทำสัญญาที่สมบูรณ์แบบขึ้นมาได้ ผู้ใช้ธาตุในยุคแรกๆ ไม่ได้ใช้คาถาหรือพิธีกรรมวุ่นวายในการทำสัญญากับภูติหรอก
แต่พวกเขาใช้วิธีใช้เวลาอยู่ด้วยกันนานๆ สื่อสารด้วยความจริงใจ ตอบสนองความต้องการของภูติ จนเกิดความผูกพัน และสุดท้ายจิตใจก็เชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้ง จนเกิดเป็นสัญญาภูติขึ้นมาเองตามธรรมชาติ!
ส่วนวิธีที่พวกตระกูลใหญ่พัฒนาขึ้นมาทีหลัง จริงๆ แล้วมันก็แค่ช่วยให้เกิดการเชื่อมโยงนี้ได้เร็วขึ้นและง่ายขึ้นเท่านั้น
แต่อำนาจในการตัดสินใจว่าจะทำสัญญาด้วยหรือไม่ ก็ยังอยู่ที่ตัวภูติเองเสมอ!
พูดง่ายๆ ก็คือ ขอแค่เขาใช้เวลาอยู่กับภูติตัวน้อยนี้ให้นานพอ ทำให้มันเชื่อใจ ทำให้มันยอมรับ จนจิตใจสื่อถึงกันได้...
เขาก็มีโอกาสที่จะสร้าง 'สัญญาภูติ' แบบดั้งเดิมและบริสุทธิ์ที่สุดได้สำเร็จ!
พอคิดได้แบบนี้ แววตาของอิกอร์ก็ดูซับซ้อนขึ้นมา
มันเป็นวิธีที่ดูทื่อๆ และต้องพึ่งดวงสุดๆ
ต้องใช้เวลา ความอดทน และโชคช่วยอีกนิดหน่อย
แต่ตอนนี้เขาอยู่ในป่าแบล็ควู้ดที่เต็มไปด้วยอันตราย
แถมยังมีเด็กทารกที่กำลังหิวโหยต้องดูแล ร่างกายเขาถึงจะแผลหายแล้วแต่ก็อ่อนเพลียมาก
เขาจะทนซ่อนตัวอยู่ในหุบเขาที่ดูเหมือนจะปลอดภัยนี้ได้นานแค่ไหน?
แล้วพวกทหารรับจ้างของตระกูลโอไรออนจะตามรอยมาเจอเขาหรือเปล่า?
แล้วภูติตัวน้อยนี้จะยอมอยู่กับเขานานแค่ไหนล่ะ?
อิกอร์ไม่รู้คำตอบเลย
เขาก้มมองลูกสาวที่เผลอหลับไปในอ้อมกอดตั้งแต่ตอนไหนก็ไม่รู้
ร่างเล็กๆ อุ่นๆ ที่ซบอยู่กับเขา คือความอบอุ่นเดียวที่เขามีในตอนนี้ และเป็นหน้าที่ที่เขาจะไม่มีวันทิ้งเด็ดขาด
ชายหนุ่มสูดอากาศเย็นชื้นของป่าเข้าปอดลึกๆ สายตาของเขากลับมามุ่งมั่นดั่งเหล็กกล้าอีกครั้ง
ไม่มีทางถอยแล้ว
เขาต้องลองดู
ต่อให้มีความหวังแค่หนึ่งในหมื่น เขาก็ต้องทุ่มเทเต็มร้อยเพื่อคว้ามันไว้ให้ได้!
"เจ้าตัวเล็ก..."
เขาพูดกับกลุ่มแสงสีเงินประกายน้ำแข็งด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนที่สุด เพื่อไม่ให้มันตกใจ แม้จะรู้ว่าภูติอาจจะไม่เข้าใจภาษามนุษย์ก็ตาม
"ฉันไม่รู้ว่าเธอฟังฉันรู้เรื่องไหม... แต่ฉันต้องการความช่วยเหลือจากเธอ"
"และฉันก็จะทำทุกอย่าง... เพื่อจริงใจกับเธอให้มากที่สุด"
เมื่อตัดสินใจได้ อิกอร์ก็ข่มความร้อนใจไว้ แล้วเริ่มลงมือทันที
การจะทำให้ภูติยอมทำสัญญาด้วยวิธีธรรมชาตินั้น ไม่ใช่เรื่องที่จะสำเร็จในวันสองวัน
เรื่องด่วนที่สุดตอนนี้คือ ต้องหาทางเอาชีวิตรอดให้ได้ โดยเฉพาะเรื่องอาหารของลูก
ตัวเขาเองกินผลไม้ป่ากับปลาในลำธารประทังชีวิตได้ แต่เด็กทารกทำแบบนั้นไม่ได้
โชคดีที่ด้วยความเป็นทหารรับจ้างฝีมือดี เขาย่อมมีวิธีของเขาเอง
เขาเริ่มจากหาถ้ำเล็กๆ ใกล้ลำธารที่ค่อนข้างแห้งและบังลมได้ เพื่อเป็นที่ซ่อนตัวสำหรับเขาและลูก
จากนั้น เขาก็ใช้ประสบการณ์การเอาชีวิตรอดในป่า สะกดรอยตามจนไปเจอฝูงแพะภูเขาที่มากินน้ำแถวนั้น
ด้วยความว่องไว เขาใช้เวลาไม่นานก็ใช้เถาวัลย์ที่นำมาบิดเป็นเชือก จับแม่แพะภูเขาที่กำลังมีน้ำนมมาได้สำเร็จ
หลังจากเอาเศษผ้าสะอาดชุบนมแพะป้อนลูกสาวจนอิ่ม ชายหนุ่มก็เริ่มภารกิจ 'ตามจีบ' ทันที
เป้าหมายคือ ภูติน้ำแข็งสีเงินผู้เย่อหยิ่งและงดงามตัวนั้น!
อิกอร์ไม่รู้วิธีทำพิธี และไม่มีคาถาเวทมนตร์ใดๆ ทั้งสิ้น
เขาทำได้แค่ทำตามสัญชาตญาณล้วนๆ
เขาไปตักน้ำพุที่ใสและหวานที่สุดในหุบเขา ใส่ใบไม้ใบใหญ่มาวางไว้บนก้อนหินเรียบๆ ที่ภูติน้อยชอบบินวนไปมา
เขาไปเก็บผลเบอร์รี่ป่าสดๆ ที่ยังมีน้ำค้างเกาะอยู่มาให้ แม้เขาจะรู้ว่าภูติเวทมนตร์อาจจะไม่ต้องกินอาหารพวกนี้เพื่อมีชีวิตอยู่ก็ตาม
ในยามค่ำคืนที่เงียบสงบ เขาจะนั่งพูดคุยและเล่าเรื่องราวของตัวเอง ให้กลุ่มแสงที่ดูเย็นชาและลึกลับภายใต้แสงจันทร์ฟังด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
เขาเล่าถึงตอนที่เขาเกิด ชีวิตในวัยเด็กของเขา
คำสอนของตาเฒ่าปัวโรต์ ความเหนื่อยยากในกลุ่มทหารรับจ้าง และรอยยิ้มอันอบอุ่นของผู้หญิงที่เขารัก
เล่าถึงการถูกใส่ร้ายจากท่านหญิง การล่มสลายของกลุ่มทหารรับจ้าง การตายอย่างน่าสงสารของคนรัก และความโหดร้ายของตระกูลโอไรออน
เขาเล่าถึงความแค้นที่ฝังลึกอยู่ในใจ และ... ความรับผิดชอบอันหนักอึ้งรวมถึงความหวังที่ไม่อาจทิ้งได้ ซึ่งมาจากเด็กน้อยในอ้อมกอด
"ฉันต้องรอด ฉันต้องมีพลัง... ไม่ใช่เพื่อตัวเอง แต่เพื่อเธอ เพื่อแอลลิน่าตัวน้อยของฉัน และเพื่อทุกคนที่ต้องตายเพราะฉัน..."
เสียงของอิกอร์แหบพร่าและเหนื่อยล้า แต่ก็หนักแน่นดั่งเหล็กกล้า
ส่วนภูติน้ำแข็งสีเงินตัวน้อยนั้น ส่วนใหญ่มันก็แค่ลอยอยู่นิ่งๆ ส่องแสงสว่างอยู่เงียบๆ ดูเหมือนจะไม่สนใจสิ่งที่เขาทำเลย ราวกับเป็นแค่ผู้สังเกตการณ์ที่เย็นชา
บางครั้ง มันก็หายตัวไปดื้อๆ หลบซ่อนอยู่ใกล้ๆ จี้ฟีนิกซ์ตลอดทั้งวัน ไม่ยอมออกมา ไม่ว่าอิกอร์จะพยายามสื่อสารยังไงก็ไม่ยอมตอบสนอง
และบางครั้ง พออิกอร์เผลอแสดงความร้อนใจออกมา ภูติตัวนั้นก็จะถอยห่างทันที และแสงของมันก็จะกะพริบอย่างไม่มั่นคง
ความรู้สึกท้อแท้เริ่มกัดกินความมั่นใจของอิกอร์อยู่ตลอดเวลา
"หรือวิธีของฉันมันจะผิดไปหมดเลย?"
"หรือมันจะมองไม่เห็นค่าพลังเวทอันน้อยนิดของฉันกันนะ?"
"ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไป ต้องรออีกนานแค่ไหน? ในป่าแบล็ควู้ดแบบนี้... เราจะซ่อนตัวได้อีกนานแค่ไหน?"
ความคิดแย่ๆ ผุดขึ้นมาในหัวของชายหนุ่มไม่หยุดหย่อน
เสียงคำรามต่ำๆ ของสัตว์ประหลาดที่ดังแว่วมาจากส่วนลึกของป่าในบางครั้ง ยิ่งเป็นเหมือนเสียงเตือนภัยที่คอยย้ำเตือนอิกอร์ว่า สถานการณ์ที่เขาและลูกกำลังเจอมันอันตรายแค่ไหน
แต่เขาก็รู้ตัวดีว่า เขาจะใจร้อนไม่ได้
เพราะภูติสามารถรับรู้ความรู้สึกของเขาได้
เขาต้องใจเย็นและอดทนให้มากกว่าเดิม
หนึ่งวัน สองวัน สามวัน...
เวลาผ่านไปอย่างเงียบๆ กับการเฝ้ารอและพยายาม
เผลอแป๊บเดียว อิกอร์ก็ใช้ชีวิตอยู่ในหุบเขาที่ตัดขาดจากโลกภายนอกแห่งนี้มาเจ็ดวันแล้ว
ตลอดเจ็ดวันนี้ เขาอาศัยปลาในลำธาร ผลไม้ป่า และนมจากแม่แพะภูเขา ประทังชีวิตตัวเองและลูกสาวไปวันๆ
เขาไม่กล้าเดินไปไหนไกล ทำได้แค่วนเวียนอยู่แถวลำธารและถ้ำที่ซ่อนตัวเท่านั้น
ในตอนกลางคืนของป่าแบล็ควู้ด มักจะได้ยินเสียงคำรามชวนขนลุกของสัตว์ประหลาดอยู่ไกลๆ เสมอ
แต่ในหุบเขาเล็กๆ แห่งนี้ กลับเงียบสงบผิดปกติ ราวกับเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ที่มีพลังงานบางอย่างคอยปกป้องไว้ ขนาดสัตว์ป่าตัวใหญ่ๆ ยังแทบไม่กล้าเข้าใกล้
นี่ถือเป็นเวลาและสถานที่ที่มีค่ามากสำหรับเขา
แต่มันก็ทำให้เขาร้อนใจมากขึ้นทุกวัน
เขารู้ดีว่าความสงบสุขนี้ไม่มีทางอยู่ตลอดไป
คืนวันที่เจ็ด
แสงจันทร์สว่างไสวเป็นพิเศษ แสงสีเงินเย็นๆ สาดส่องไปทั่วหุบเขา อาบทุกสิ่งทุกอย่างให้ดูสวยงามราวกับความฝัน
อิกอร์นั่งอยู่ข้างก้อนหินใหญ่ริมลำธารเหมือนอย่างเคย
ภูติน้ำแข็งสีเงินตัวน้อยลอยวนเวียนอยู่ตรงหน้าเขาไม่ไกลนัก มันกำลังดูดซับพลังเวทจากแสงจันทร์ และส่องแสงประกายเย็นเยียบออกมา
หลังจากอยู่ด้วยกันมาเจ็ดวัน ภูติตัวนี้ดูเหมือนจะไม่ระแวงเขาเท่าตอนแรกๆ แล้ว มันยอมให้เขาเข้าใกล้ได้มากขึ้นอีกนิด
แต่ความรู้สึกที่เหมือนอยู่ใกล้แต่ก็เอื้อมไม่ถึงนั้นยังมีอยู่ กำแพงที่มองไม่เห็นยังคงขวางกั้นพวกเขาไว้อย่างแน่นหนา
อิกอร์มองดูมัน ในใจเต็มไปด้วยความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูก
ความหวังอยู่แค่เอื้อม แต่ก็เหมือนอยู่ไกลแสนไกล
ความท้อแท้ที่สะสมมาหลายวัน ทำให้เขาจมดิ่งลงสู่ความสับสนและเจ็บปวด
เขาไม่พยายามเก็บกดอารมณ์หรือเรียบเรียงคำพูดเหมือนวันก่อนๆ อีกแล้ว
คืนนี้ เขาแค่อยากจะระบายมันออกมา
เขาเริ่มพูดพึมพำกับภูติด้วยเสียงแหบต่ำ เหมือนเป็นการปลดปล่อยความรู้สึกที่อัดอั้นอยู่ในใจออกมาจนหมด
"ปัวโรต์... ตาแก่ที่ชอบเมามาย แต่กลับเป็นห่วงฉันมากกว่าใคร... สายตาสุดท้ายที่เขามองฉัน คือการบอกให้ฉันรีบหนีไป..."
"เขาใช้ร่างกายตัวเองรับการโจมตีที่หมายจะเอาชีวิตฉัน..."
"แอลล่า... แอลล่าของฉัน... เธอยังไม่ทันได้มองหน้าแอลลิน่าเป็นครั้งสุดท้ายเลย..."
"ผู้หญิงคนนั้น... แล้วก็คนที่ได้ชื่อว่าเป็นพ่อของฉัน!"
"พวกเขามีสิทธิ์อะไรมาตัดสินความเป็นความตายของคนอื่น?! มีสิทธิ์อะไรมาพรากทุกอย่างไปจากฉัน?!"
"แค่เพราะฉันมีเลือดที่พวกนั้นคิดว่าสกปรกงั้นเหรอ?"
"แค่เพราะพรสวรรค์บ้าๆ ที่พวกนั้นมองไม่เห็นค่างั้นเหรอ?!"
"ฉันไม่ยอม! ฉันไม่ยอมตายฟรีๆ แบบนี้หรอก!"
เสียงของเขาสั่นเครือด้วยความโกรธแค้น เขากำหมัดแน่นจนเล็บแทบจะจิกเข้าไปในเนื้อ
แต่วินาทีต่อมา เมื่อสายตาของเขามองไปทางถ้ำ น้ำเสียงก็เปลี่ยนเป็นอ่อนโยนและหนักอึ้งในทันที
"แต่พอเห็นเธอ... เห็นแอลลิน่าตัวน้อยที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลย..."
"ฉันรู้ว่า ฉันจะคิดแต่เรื่องแก้แค้นไม่ได้"
"ฉันต้องพาเธอออกไปจากที่นี่ ต้องทำให้เธอมีชีวิตรอด เติบโตอย่างปลอดภัย และมีชีวิตที่มีความสุข... นี่คือสิ่งที่ฉันสัญญากับแอลล่าไว้ และมันคือเหตุผลที่ฉันยังมีชีวิตอยู่..."
"เพื่อสิ่งนี้ ฉันยอมทำทุกอย่าง ยอมแลกด้วยทุกสิ่งทุกอย่างที่มี!"
จิตใจของอิกอร์เปิดกว้างอย่างไม่มีปิดบังในวินาทีนี้
ความเศร้าที่ลึกสุดใจ ความโกรธแค้นที่แผดเผา ความรักที่ยิ่งใหญ่ และความรับผิดชอบที่หนักอึ้งราวกับภูเขา...
ความรู้สึกทั้งหมดนี้พรั่งพรูออกมาเหมือนคลื่นลูกใหญ่ที่โหมกระหน่ำ พุ่งเข้าชนกับอาณาเขตที่มองไม่เห็นรอบตัวเขา
เขาไม่ได้ตั้งใจจะทำแบบนี้เลย
ทว่า ในวินาทีที่อารมณ์ของเขาพุ่งขึ้นถึงขีดสุดนั้นเอง...
เขารู้สึกได้อย่างชัดเจนว่า กลุ่มแสงสีเงินประกายน้ำแข็งที่เคยลอยวนเวียนเป็นจังหวะมาตลอด จู่ๆ ก็หยุดชะงักไป!
จี้ฟีนิกซ์ในอ้อมอกของเขาส่องแสงสว่างวาบ ก่อนจะเปล่งประกายเจิดจ้าราวกับหมู่ดาว
และวินาทีต่อมา เขาก็ได้ยินเสียงผู้หญิงที่ดังก้องกังวานและใสแจ๋ว ดังขึ้นมาจากก้นบึ้งของหัวใจ
"นาย... ยอมแลกด้วยทุกสิ่งทุกอย่างจริงๆ งั้นเหรอ?"
อิกอร์สะดุ้งสุดตัว
"ยอมสิ! ฉันยอมทำทุกอย่าง!"
เขาไม่ได้คิดด้วยซ้ำว่าเสียงนี้มาจากไหน แต่ตอบกลับไปทันทีตามสัญชาตญาณ
และทันใดนั้นเอง อิกอร์ก็รู้สึกถึงแรงดูดมหาศาลที่เย็นเฉียบ พุ่งเข้ามาดึงจิตใจของเขาอย่างไม่อาจขัดขืนได้...
ในชั่วพริบตา โลกทั้งใบของเขาก็หมุนคว้าง!