เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 13 การปฏิบัติที่ได้รับในฐานะนักปรุงยา

บทที่ 13 การปฏิบัติที่ได้รับในฐานะนักปรุงยา

บทที่ 13 การปฏิบัติที่ได้รับในฐานะนักปรุงยา


บทที่ 13 การปฏิบัติที่ได้รับในฐานะนักปรุงยา

ไป๋เยว่ก่นด่าทออยู่ในห้องพิพากษา

นางจะยอมแพ้แค่นี้ได้อย่างไร?

นางเป็นถึงเจ้าสำนักหยกบริสุทธิ์ เป็นสตรีศักดิ์สิทธิ์ฝ่ายธรรมะ!

ผ่านเรื่องราวร้ายแรงมาก็ตั้งมากมาย จะมายอมแพ้เพราะเรื่องแค่นี้ได้อย่างไร

ตอนนี้ความเกลียดชังที่นางมีต่อเซียวอวี่ได้พุ่งสูงขึ้นถึงขีดสุดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

นางสาบานเลยว่า ถ้าวันไหนนางได้ออกไป นางจะสับกระดูกมันเป็นชิ้นๆ แล้วบดเป็นผงให้จงได้

ตลอดช่วงบ่าย เซียวอวี่ขลุกอยู่แต่ในห้องพิพากษา

[ค่าพิพากษาไป๋เยว่เพิ่มขึ้นเป็น 3.1%!]

[ค่าพิพากษาไป๋เยว่เพิ่มขึ้นเป็น 3.5%!]

[ค่าพิพากษาไป๋เยว่เพิ่มขึ้นเป็น 3.9%!]

เซียวอวี่มองดูพระอาทิตย์ที่กำลังจะตกดินแล้วก็เริ่มลนลาน

ตลอดช่วงบ่ายนี้ ระดับการบำเพ็ญเพียรของเขากลับไม่ขยับเลยแม้แต่น้อย

กลับเป็นตบะของไป๋เยว่ที่เพิ่มขึ้นเป็นขั้นชำระกายาระดับสามแทน

เวลาช่างสั้นนัก

แต่เดี๋ยวเขาต้องไปหาจางจื่อหลิงแล้ว ถ้าเกิดโดนเหมยชุนหลานดักหน้าล่ะก็ งานเข้าแน่ๆ!

ถ้ายายนั่นตามมาเจอฮวาเหลียนในโกดังเข้าล่ะก็ ต้องฆ่านางทิ้งแน่ๆ

ผู้หญิงที่หน้าตาขี้เหร่มักจะอิจฉาคนที่สวยกว่าตนเอง นี่มันสัญชาตญาณของสิ่งมีชีวิต!

ตอนนี้ทั้งฮวาเหลียนและไป๋เยว่ต่างก็ตกเป็นผู้หญิงของเขาแล้ว เขาไม่มีทางปล่อยให้พวกนางตายแน่ๆ

ถ้าฟูมฟักพวกนางให้เป็นสาวใช้ได้ ต่อไปจะเป็นกำลังสำคัญให้เขาอย่างมาก

แถมยังไม่ได้กดรับรางวัลจากการพิพากษาฮวาเหลียนเลยด้วย จะปล่อยให้นางตายไม่ได้เด็ดขาด

ต้องคิดหาทางสักอย่าง...

"ให้ตายเถอะ! อีแก่เหมยชุนหลาน ขืนให้เวลาข้าอีกสักวันสองวัน ข้าต้องทะลวงขึ้นขั้นเลี่ยนชี่ (รวบรวมลมปราณ) ได้แน่ๆ!"

งั้นไปหาคนช่วยดีไหม?

เซียวอวี่นึกถึงจางจื่อหลิงเป็นคนแรก ตอนนี้เขาเป็นนักปรุงยาคนเดียวในฐานที่มั่นแห่งนี้

จางจื่อหลิงต้องคุมกองทัพออกรบ โอสถก็ถือเป็นทรัพยากรที่ขาดไม่ได้

แถมอีกฝ่ายยังบอกให้เขาไปหาตอนพระอาทิตย์ตกดินด้วย

งั้นลองขอให้จางจื่อหลิงตั้งค่ายกลป้องกันให้เขาหน่อยดีไหม?

เมื่อคิดได้ดังนั้น เซียวอวี่ก็เริ่มเคลื่อนไหว

ก่อนไปเขายังคงไม่วางใจ

ถ้าเขาไปแล้ว ฮวาเหลียนจะไม่อาละวาดงั้นหรือ?

เขาเดินไปที่โกดัง มองฮวาเหลียนที่ฟื้นขึ้นมาแล้วและกำลังหดตัวอยู่ตรงมุมห้อง แสร้งทำเป็นพูดด้วยความสงสาร "เอ่อ เดี๋ยวข้าต้องออกไปข้างนอกสักพัก ช่วงนี้เจ้าห้ามออกไปไหนเด็ดขาดนะ ห้ามให้ใครเจอตัวเข้าล่ะ!"

"มีอีแก่คนหนึ่งกำลังเล็งเล่นงานข้าอยู่ ถ้ามีคนมาเจอเจ้าอยู่ที่นี่ล่ะก็ ผลลัพธ์คงเลวร้ายสุดๆ!"

"เจ้าอยากจะปรนนิบัติข้าแค่คนเดียว หรืออยากจะปรนนิบัติคนทั้งสำนัก ก็ลองคิดดูให้ดีแล้วกัน..."

"ข้าเอาเสื้อผ้ากับของใช้มาให้ สายโซ่นี่ข้าจะไม่ปลดออกให้หรอกนะ เจ้าก็อยู่ตรงนี้แหละ! ห้ามวิ่งเพ่นพ่านเด็ดขาด!"

"อ้อ นี่ของกินนิดหน่อย! เอาล่ะ ถ้าไม่อยากให้อาจารย์ของเจ้าเป็นอะไร เจ้าก็ทำตัวดีๆ ซะ!"

พูดจบเซียวอวี่ก็เดินจากไป

เขาจัดการปิดประตูหน้าต่างทุกบานจนมิดชิด

ฮวาเหลียนมองเสื้อผ้าและของกินที่เซียวอวี่เอามาให้ด้วยความรู้สึกเย้ยหยันตามสัญชาตญาณ

นี่ยังจะเอาของกินมาให้นางอีกงั้นรึ?

สองวันนี้อิ่มจนจุกอยู่แล้ว...

แถมยังมีอาการคลื่นไส้อยู่เป็นระยะๆ

และนางก็ไม่มีทางกินของที่เขาเอามาให้เด็ดขาด ต้องมียาพิษอยู่แน่ๆ!

เดี๋ยวก่อน หมอนี่กำลังเป็นห่วงนางอยู่รึเปล่าเนี่ย?

กลัวว่านางจะวิ่งไปมาจนโดนจับได้รึ?

ฮวาเหลียนกำหมัดแน่นตามสัญชาตญาณ "เหอะ! ไม่ต้องมาแสร้งทำเป็นสงสาร อย่าให้ข้าสบโอกาสก็แล้วกัน... ข้าไม่ปล่อยแกไว้แน่!"

ถึงปากจะพูดอย่างนั้น แต่นางก็สวมเสื้อผ้าที่เซียวอวี่เอามาให้อยู่ดี

พอมองสำรวจไปรอบๆ โกดัง ตรงกองฟืนฝั่งตรงข้ามเหมือนจะมีมีดตัดฟืนอยู่เล่มหนึ่ง?

ฮวาเหลียนกำหมัดแน่นอีกครั้ง นางรู้สึกว่ารากปราณของนางฟื้นฟูขึ้นมาบ้างแล้ว และระดับการบำเพ็ญเพียรก็กลับมาอยู่ที่ขั้นชำระกายาระดับหนึ่ง

เจ้านั่นน่าจะยังไม่ถึงขั้นเลี่ยนชี่ ถ้านางอยากจะช่วยท่านอาจารย์ ก็ต้องพึ่งโอกาสคืนนี้แล้วล่ะ!

ถึงระดับการบำเพ็ญเพียรของนางจะสู้เขาไม่ได้ แต่นางก็ฝึกวิชาต่อสู้มาตั้งแต่เด็ก

ศิษย์จากสำนักใหญ่ต่างจากผู้บำเพ็ญเพียรพเนจร ผู้บำเพ็ญเพียรพเนจรส่วนใหญ่เริ่มบำเพ็ญเพียรกันกลางคัน ไม่ได้มีพื้นฐานอะไรมาก่อน

ส่วนศิษย์สำนักใหญ่มักจะได้ฝึกฝนวิชาในยุทธภพตั้งแต่เด็ก ทั้งเพลงทวน เพลงดาบ วิชาตัวเบา และทักษะการต่อสู้

เหตุผลที่ศิษย์ขั้นเลี่ยนชี่จากสำนักใหญ่สามารถเอาชนะผู้บำเพ็ญเพียรพเนจรในระดับเดียวกันได้ ก็เพราะมีพื้นฐานที่แตกต่างกันนี่แหละ

ฮวาเหลียนมั่นใจเลยว่า เซียวอวี่ต้องไม่มีวิชาต่อสู้แน่ๆ เขาก็แค่มีพลังสูงกว่าเท่านั้น

มองไปที่มีดตัดฟืนเล่มนั้นที่อยู่ไกลออกไป ฮวาเหลียนตวัดเท้าเตะท่อนฟืนท่อนหนึ่งพุ่งออกไป

ท่อนฟืนกระแทกมีดเล่มนั้นกระเด็นมาตกอยู่แทบเท้าของนางพอดี

นางจึงรีบเก็บมีดเล่มนั้นขึ้นมาพลางสูดหายใจเข้าลึกๆ...

พยายามไม่นึกถึงภาพเหตุการณ์ระหว่างนางกับเซียวอวี่ในตอนนั้น

รอให้เขากลับมาก่อนเถอะ ข้าจะจัดการจับตัวเขาให้ได้!

คราวที่แล้วที่นางสลบไปเป็นเพราะสูดควันดำนั่นเข้าไปหรอก คราวนี้ข้าเตรียมตัวมาพร้อม ไม่มีทางพลาดแน่

"ไอ้สารเลว... คอยดูเถอะ! ข้าจะทำให้แกรู้สึกเสียใจที่เกิดมา!!!"

ในเวลาเดียวกัน ทางด้านไป๋เยว่ที่ยังคงรับการพิพากษาอยู่ในห้องพิพากษา ความคิดของนางก็เริ่มเปลี่ยนไปบ้างแล้ว

ตอนนี้ระดับการบำเพ็ญเพียรของนางพุ่งทะยานไปถึงขั้นชำระกายาระดับสี่แล้ว

ที่น่าประหลาดใจยิ่งกว่าก็คือ เส้นชีพจรและรากปราณที่เสียหายของนางกลับมีอาการดีขึ้น!

ช่างน่าเหลือเชื่อจริงๆ!

นางถูกยอดฝีมือขั้นจินตัน (แก่นทองคำ) โจมตีจนบาดเจ็บสาหัสนะ หากคิดจะรักษาเส้นชีพจรและรากปราณ ทรัพยากรที่ต้องใช้ย่อมมหาศาลราวกับตัวเลขทางดาราศาสตร์

แล้วจู่ๆ อาการถึงดีขึ้นมาได้ยังไง?

หรือว่าเป็นเพราะเซียวอวี่...

ในตอนนั้นเอง เสียงพิพากษาในห้องก็ดังขึ้นอีกครั้ง "นางมารร้ายไป๋เยว่ เจ้ารู้ความผิดของตนเองแล้วหรือไม่?"

ไป๋เยว่มีสีหน้าเหยียดหยาม เสียงพิพากษาในห้องนี้ทำไมถึงเป็นเสียงผู้หญิง?

หรือว่าในห้องนี้ยังมีผู้หญิงคนอื่นอยู่อีก?

แถมฟังจากน้ำเสียงแล้ว ดูเหมือนผู้หญิงคนนั้นจะรู้เรื่องของนางเป็นอย่างดี?

ยังไม่ทันที่ไป๋เยว่จะได้สติ วินาทีต่อมานางก็แผดเสียงร้องลั่น

ห้องพิพากษายังคงถามต่อไป "นางมารร้ายไป๋เยว่ เนรคุณคน สมควรตายด้วยน้ำมือของผู้คนทั้งใต้หล้า! เจ้ารู้ความผิดของตนเองหรือไม่?"

ไป๋เยว่เดือดดาลขึ้นมาทันที "เอาแต่ถามคำถามนี้ ข้ามีความผิดอะไร? คิดว่าข้าเติบโตมาแบบไร้เดียงสาหรือไง? หึหึ แค่นี้เองรึ? มีไม้ตายอะไรก็งัดออกมาให้หมดเลย! นังแพศยา!"

เสียงผู้หญิงในห้องพิพากษาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน "การพิพากษานางมารร้ายต้องใช้เวลา หากเจ้าไม่ยอมกลับใจ ไม่ยอมสารภาพบาป วันถัดไปการพิพากษาก็จะรุนแรงขึ้น วันที่สามก็เพิ่มเป็นสองเท่า!"

"จนกว่าจิตของเจ้าจะสับสนวุ่นวาย สัมผัสทั้งห้าพังทลาย และลืมเลือนตัวตน!"

"ขอถามอีกครั้ง นางมารร้ายไป๋เยว่ เจ้ารู้ความผิดของตนเองหรือไม่?"

ไป๋เยว่แค่นเสียงหัวเราะเย็นชา "ข้าไม่มีความผิด!"

วินาทีต่อมา สายไฟและวงจรเครื่องจักรหน้าตาประหลาดนับไม่ถ้วนก็พุ่งเข้ามาพันตัวนาง

ไป๋เยว่ถูกช็อตจนร้องเสียงหลง

[ค่าพิพากษานางมารร้ายไป๋เยว่เพิ่มขึ้นเป็น 4.1%]

"ข้าไม่มีความผิด!!!"

"ข้าผิดอะไร? ข้าอยากล้างแค้นให้ลูกศิษย์ ข้าอยากกวาดล้างพรรคมาร ข้าใช้ชีวิตอย่างโปร่งใสมาโดยตลอด ข้ามีความผิดอะไร?"

"ข้ออ้างใส่ร้ายป้ายสีคนอื่นมีถมไป! ข้าไม่ยอม—!"

"ต่อให้ตายข้าก็ไม่ยอม————!!! เซียวอวี่ ถ้าแน่จริงแกก็ฆ่าข้าซะ แกอย่าหวังเลยว่าข้าจะยอมสยบให้แก ฝันกลางวันไปเถอะ!"

"ข้าขอสาปแช่งแก! ข้าขอสาปแช่งให้แกตายอย่างทรมาน! แกจะต้องตกนรกขุมที่สิบแปด!"

"แกจะต้อง..."

ยังไม่ทันที่ไป๋เยว่จะด่าจบ นางก็ชะงักไป

นางเหมือนจะได้ยินเสียงบางอย่าง

เมื่อได้ยินเสียงของบางอย่างที่หมุนด้วยความเร็วสูงอยู่ตรงหน้า นางก็เริ่มกระวนกระวายใจ

เหมือนจะเป็นอาวุธวิเศษอะไรสักอย่าง...

[นางมารร้ายไป๋เยว่ ความแค้นของเจ้าไม่เกี่ยวกับเซียวอวี่ เซียวอวี่ช่วยเจ้าไว้ แต่เจ้ากลับคิดร้ายต่อเขาหลายครั้ง! อย่างนี้เรียกว่าไม่มีความผิดงั้นหรือ?]

[หรือว่าคนที่เกิดในดินแดนมาร จะต้องเป็นคนชั่วมาตั้งแต่เกิด? ความดีความชั่วในโลกนี้พวกฝ่ายธรรมะเป็นคนกำหนดงั้นหรือ? คนที่อยู่ฝ่ายธรรมะล้วนเป็นคนดีหมดเลยรึไง?]

[กลับดำเป็นขาว เนรคุณคน หยิ่งผยอง อกตัญญู! เจ้ารู้ความผิดของตนเองหรือไม่?]

ไป๋เยว่ไม่ตอบ

จากนั้นเสียงกรีดร้องอันยาวนานและโหยหวนก็ดังสะท้อนออกมาจากห้องพิพากษา

เสียงกรีดร้องนั้นดังก้องไปทั่วส่วนลึกของห้องพิพากษา

ดังก้องกังวาน...

……

ภายในห้องหนังสือแห่งหนึ่ง เซียวอวี่ประสานมือกล่าวด้วยความเคารพ "ท่านผู้อาวุโสจาง... ศิษย์ขอคารวะขอรับ!"

จางจื่อหลิงที่กำลังนั่งตรวจดูเอกสารต่างๆ อยู่ไม่ได้หันกลับมามอง นางอ่านเอกสารรายงานความสูญเสียในศึกครั้งล่าสุดไปพลาง พูดไปพลาง "อืม... มาแล้วรึ... ช่วงนี้นิกายสราญรมย์ของเรากำลังรับคนเพิ่มที่แนวหน้า ต้องการยาชำระล้างไขกระดูกและยาเปิดเส้นชีพจรจำนวนมาก เพื่อช่วยยกระดับพรสวรรค์ให้ศิษย์ใหม่!"

"และยังต้องการยาห้ามเลือด ยาฟื้นฟูพลังปราณ ซึ่งเป็นยายุทธศาสตร์ในปริมาณมหาศาลด้วย!"

"ที่ข้าเรียกเจ้ามาก็เพื่อจะบอกว่า เมื่อก่อนผู้อาวุโสอูจะปรุงยาวันละกี่เม็ดข้าไม่สน แต่ทุกๆ เดือน เจ้าต้องส่งมอบยาระดับหนึ่งให้ข้าหนึ่งพันเม็ดในคราวเดียว!"

"ส่วนสมุนไพรกับวัตถุดิบ ข้าจะให้คนเอาไปส่งให้ ข้าส่งอะไรไปให้ เจ้าก็ปรุงอันนั้น อีกหนึ่งเดือนให้หลัง ถ้าขาดยาไปแม้แต่เม็ดเดียว ข้าจะเอาเรื่องเจ้าให้ถึงที่สุด!"

เซียวอวี่รีบประสานมือกล่าว "ท่านผู้อาวุโสโปรดวางใจ ศิษย์จะทำอย่างสุดความสามารถ... เพียงแต่..."

จางจื่อหลิงได้ยินดังนั้นก็เงยหน้าขึ้น นางมองเซียวอวี่ที่นิ่งเงียบไปครู่หนึ่งแล้วเอ่ยเสียงเรียบ "พูดมาสิ ต้องการข้อแลกเปลี่ยนอะไร?"

เซียวอวี่: "จะ... จะเรียกว่าข้อแลกเปลี่ยนก็คงไม่ได้ ศิษย์แค่อยากจะได้ค่ายกลสักค่ายกลหนึ่ง เอาไว้ปกป้องห้องปรุงยาก็พอแล้วขอรับ เพราะในสำนักมีหลายคนคิดมิดีมิร้ายกับศิษย์..."

จางจื่อหลิงยกยิ้มมุมปาก คิ้วโก่งเรียวดั่งใบหลิว

นางจ้องมองเซียวอวี่ตาไม่กะพริบ "เป็นเพราะร่างกายที่พิเศษของเจ้างั้นรึ? คาดว่าที่ผู้อาวุโสอูรับเจ้าไว้ก็คงเป็นเพราะร่างกายพลังหยางบริสุทธิ์ของเจ้านี่แหละ! ไม่เป็นไร เรื่องนี้ข้าเข้าใจดี!"

จางจื่อหลิงพูดพลางปล่อยอาวุธวิเศษประเภทพาหนะบินออกมา เซียวอวี่เห็นแล้วก็ตกใจ

นั่นมันอาวุธวิเศษระดับกลางเชียวนะ!

จางจื่อหลิงคนนี้รวยไม่เบาเลยแฮะ...

"ขึ้นมาสิ~ ข้าจะไปตั้งค่ายกลให้เจ้าเอง แถมข้าจะประกาศให้รู้ทั่วกันด้วยว่า หากใครกล้ามาตอแยนักปรุงยาของข้า ข้าจะส่งมันไปเกิดใหม่ให้หมด!"

เซียวอวี่ได้ยินดังนั้นก็ดีใจมาก "ขะ... ขอบพระคุณท่านผู้อาวุโสที่เมตตาขอรับ!"

จากนั้นจางจื่อหลิงก็พาเขามาลอยอยู่เหนือห้องปรุงยา

นางมองลงไปยังห้องปรุงยาเบื้องล่าง กวาดสายตาจากโกดัง สวนสมุนไพร ไปจนถึงห้องนอน

หลังจากครุ่นคิดครู่หนึ่ง นางก็มองไปที่บ่อน้ำข้างหน้า

แล้วก็โยนธงค่ายกลหกอันออกไปรอบๆ ทิศ

เซียวอวี่มองธงค่ายกลที่พุ่งออกไปก็ถึงกับอึ้ง นางกางค่ายกลครอบคลุมพื้นที่กว้างขวางขนาดนี้ให้เขาเลยรึ?

แม้แต่สวนสมุนไพรกับบ่อน้ำก็ยังอยู่ในค่ายกลด้วย

เมื่อธงค่ายกลตกลงประจำตำแหน่ง ม่านพลังค่ายกลสีฟ้าก็พุ่งขึ้นมาครอบคลุมทันที ราวกับหลังคาโดม

บนค่ายกลมีแสงสีฟ้าเป็นรูปลายกระดองเต่าวูบวาบ และบางครั้งก็เห็นหัวงูหน้าตาน่ากลัวโผล่ออกมาด้วย

"ค่ายกลนี้คือค่ายกลเต่าดำขนาดเล็ก ถึงจะเป็นแค่ค่ายกลระดับต่ำ แต่ก็เพียงพอที่จะปกป้องเจ้าไม่ให้คนอื่นเข้ามารบกวนแล้ว!"

"ข้าจัดการเอาไว้แล้ว มีแค่เจ้ากับข้าสองคนเท่านั้นที่สามารถเข้าออกค่ายกลนี้ได้ วางใจได้เลย!"

"ผู้อาวุโสอูตายไปแล้ว ทางสำนักก็ไม่ได้ส่งใครมาช่วยข้าเพิ่ม ข้ากำลังขาดคนอยู่พอดี ขอแค่เจ้าตั้งใจทำงานให้ข้า ข้าย่อมไม่ทอดทิ้งเจ้าแน่!"

"เมื่อใดที่เจ้าทะลวงถึงขั้นเลี่ยนชี่ (รวบรวมลมปราณ) ได้ ข้าจะรับเจ้าเป็นศิษย์!"

เซียวอวี่รีบประสานมือ "ขอบพระคุณท่านผู้อาวุโสที่เมตตา ศิษย์จะพยายามอย่างเต็มที่ เพื่อเลื่อนระดับการบำเพ็ญเพียรให้เร็วที่สุดขอรับ!"

จางจื่อหลิงพยักหน้า "อืม เดี๋ยวข้าจะมอบหุ่นเชิดคุ้มกันไว้ให้เจ้าตัวหนึ่ง ระดับการบำเพ็ญเพียรขั้นเลี่ยนชี่ระดับสี่ มันจะช่วยปกป้องเจ้าได้!"

พูดจบจางจื่อหลิงก็ปล่อยหุ่นเชิดพญาอินทรีไม้ตัวหนึ่งออกมาจากถุงเก็บของ

ตอนนั้นเซียวอวี่ถึงกับกลืนน้ำลายลงคอ ผู้หญิงคนนี้ตั้งใจจะรับเขาเป็นศิษย์จริงๆ รึ?

การปฏิบัตินี่มัน...

ที่ทำให้เขาดีใจที่สุดก็คือ ระบบเริ่มทำการประเมินแล้ว

[จางจื่อหลิงยังไม่เข้าข่ายเกณฑ์ตัดสินนางมารร้าย ไม่สามารถตรวจสอบหน้าต่างสถานะของนางได้!]

จบบทที่ บทที่ 13 การปฏิบัติที่ได้รับในฐานะนักปรุงยา

คัดลอกลิงก์แล้ว