- หน้าแรก
- นางเซียนไร้เมตตา เช่นนั้นก็จงกลายเป็นเตาหลอมซะเถอะ
- บทที่ 14 ท่านผู้อาวุโส ศิษย์อยากจะก้าวหน้าใจจะขาดแล้วขอรับ...
บทที่ 14 ท่านผู้อาวุโส ศิษย์อยากจะก้าวหน้าใจจะขาดแล้วขอรับ...
บทที่ 14 ท่านผู้อาวุโส ศิษย์อยากจะก้าวหน้าใจจะขาดแล้วขอรับ...
บทที่ 14 ท่านผู้อาวุโส ศิษย์อยากจะก้าวหน้าใจจะขาดแล้วขอรับ...
เซียวอวี่มองข้อมูลของจางจื่อหลิงบนหน้าต่างระบบด้วยความรู้สึกที่ไม่อยากจะเชื่อ
ผู้หญิงคนนี้ไม่ใช่นางมารร้ายงั้นรึ?
พอเจอหน้าก็ให้ทั้งค่ายกล ทั้งหุ่นเชิด ปกป้องเขาสารพัดเลยรึ?
ถ้าเป็นคนอื่นมาทำดีด้วย เขาคงคิดว่ามีอะไรแอบแฝงแน่ๆ
แต่ผู้หญิงคนนี้ไม่ใช่นางมารร้าย แล้วมันจะมีใครมาทำดีกับเราแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยได้ยังไงล่ะ?
แถมผู้หญิงคนนี้ก็มีเสน่ห์ยั่วยวนเหลือเกิน ทุกท่วงท่าแฝงไปด้วยแรงดึงดูดที่ยากจะปกปิด
ผิวพรรณขาวผุดผ่องดั่งหยก งดงามราวกับภาพวาด!
ดวงตาฉ่ำหวานหยาดเยิ้ม ราวกับแฝงไปด้วยความรู้สึกนับพันประการ
นางสวมชุดกระโปรงผ้าโปร่งบางสีม่วง เรือนร่างอรชรอ้อนแอ่นเผยให้เห็นวับๆ แวมๆ
ทุกย่างก้าวที่เดิน ล้วนสั่นคลอนเข้าไปถึงก้นบึ้งของหัวใจ
น้ำเสียงของนางก็สดใสไพเราะ ราวกับเสียงสวรรค์ ชวนให้ลุ่มหลงมัวเมา
ท่วงท่าของนางทั้งสูงส่งและเย้ายวน ทุกรอยยิ้มทุกการเคลื่อนไหว ราวกับมีพลังสูบวิญญาณได้!
เซียวอวี่กลืนน้ำลายลงคอตามสัญชาตญาณ จางจื่อหลิงที่เป็นหนึ่งในเจ็ดสาวงามแห่งนิกายสราญรมย์ ทำไมถึงดูแลเขาดีขนาดนี้?
แถมยังจะรับเขาเป็นศิษย์อีก...
หรือว่านางตั้งใจจะประจำการอยู่ที่นี่?
จางจื่อหลิงยังคงพูดต่อไป "เมื่อครู่ข้าเห็นโอ่งยาตั้งสิบกว่าใบในโกดังของผู้อาวุโสอู เมื่อก่อนผู้อาวุโสอูสั่งสอนพวกเจ้ามายังไงข้าไม่สน แต่ภายใต้การดูแลของข้า ห้ามทำเรื่องชั่วช้าเลวทรามผิดผีแบบนั้นอีก!"
"นิกายสราญรมย์ของเราบำเพ็ญเพียรมรรคแห่งสราญรมย์ ไม่ใช่มรรคแห่งความชั่วร้าย!"
"เรื่องเตาหลอมคู่บำเพ็ญอะไรพวกนั้น ข้าจะไม่เข้าไปยุ่งก้าวก่ายพวกเจ้าหรอกนะ แต่พวกเจ้าอย่าให้ข้าเห็นว่ามีการทำร้ายเด็กหรือคนธรรมดาเด็ดขาด!"
"แล้วก็ห้ามหลอมยามนุษย์หรืออาวุธมนุษย์บ้าบออะไรนั่นด้วย!"
ขณะที่จางจื่อหลิงกำลังพูดอยู่นั้น จู่ๆ นางก็สังเกตเห็นว่าเซียวอวี่เอาแต่จ้องนางตาไม่กะพริบ
ดวงตาที่เต็มไปด้วยความกะล่อนนั้นไม่ได้มีความเกรงกลัวเลยแม้แต่น้อย เอาแต่จ้องหน้าตานางตรงๆ
จางจื่อหลิงขมวดคิ้วเรียวสวย น้ำเสียงแฝงไปด้วยความน่าเกรงขาม "ที่ข้าพูดไปเมื่อกี้ เจ้าเข้าใจหรือไม่?"
เซียวอวี่ยังคงประสานมือไว้แบบนั้น สายตาไม่ละไปไหน จ้องมองอย่างจาบจ้วงถึงขีดสุด
เพราะเขาพอจะเดาออกแล้วว่าทำไมอีกฝ่ายถึงดีกับเขาขนาดนี้
ข้อแรก เป็นเพราะเขาเป็นนักปรุงยาครึ่งตัว นางเพิ่งมาถึงใหม่ๆ ย่อมต้องการคนช่วยเหลือ
ข้อสอง เป็นเพราะนางอาจจะมองเห็นกายาเทพเก้าสุริยันของเขาแล้ว ที่บอกว่าจะรับเขาเป็นศิษย์ ก็คงมีจุดประสงค์แอบแฝง
อีกฝ่ายไม่มีทางปล่อยให้เขาตายแน่!
เมื่อจางจื่อหลิงเห็นว่าเซียวอวี่ยังคงเอาแต่จ้องนางอยู่ ใบหน้าของนางก็กระตุกสั่น "บนหน้าข้ามีอะไรติดอยู่งั้นรึ? เจ้าถึงได้บังอาจเสียมารยาทเช่นนี้?"
เซียวอวี่ค่อยๆ ก้มหน้าลง "ขอท่านผู้อาวุโสโปรดอภัยด้วย เป็นเพราะศิษย์ไม่เคยเห็นหญิงสาวที่งดงามเช่นท่านผู้อาวุโสมาก่อนเลย งดงามกว่านางเซียนฝ่ายธรรมะพวกนั้นตั้งเยอะ!"
"ศิษย์เลยเผลอมองจนเพลินไป ท่านผู้อาวุโสงดงามมากจริงๆ... ศิษย์ห้ามใจตัวเองไม่ได้เลยขอรับ!"
"ขอท่านผู้อาวุโสโปรดอภัยด้วย..."
จางจื่อหลิงเบือนหน้าหนีด้วยความเขินอายปนโมโห
ไอ้เด็กเมื่อวานซืนนี่กล้ามาลวนลามนางทางคำพูดงั้นรึ?
นางแทบอยากจะตบหัวมันให้แหลกคามือไปเลยจริงๆ เป็นแค่เด็กรุ่นหลังขั้นชำระกายา กลับกล้ามาจ้องหน้านางตรงๆ แบบนี้?
ถ้าเป็นเวลาปกติ ในสำนักมีไอ้ตัวไหนกล้ามาจ้องหน้านาง นางต้องจับมันมาลงโทษให้หนักแน่!
ตอนนี้นางโกรธจนตัวสั่น เส้นเลือดปูดโปน
ใจเย็น... ใจเย็นไว้!
คนผู้นี้มีกายาพิเศษ นางยังมีประโยชน์กับเขาอีกมาก
แถมยังเป็นนักปรุงยาของสาขาย่อยเจียงหลิวอีก ถ้าฆ่าเขาไป ทางสำนักคงไม่ส่งนักปรุงยามาให้นางอีกแน่
เดิมทีนางก็ไม่พอใจกฎระเบียบของสำนักอยู่แล้ว ถึงได้เสนอตัวมาดูแลสาขาย่อยที่แนวหน้านี้
นิกายสราญรมย์พอย้ายมาตั้งถิ่นฐานในดินแดนมาร สันดานคนหลายคนก็เปลี่ยนไปหมด
จางจื่อหลิงมองเซียวอวี่ที่อยู่ตรงหน้าพลางพ่นลมหายใจออกมาช้าๆ "เจ้าชื่อเซียวอวี่ใช่หรือไม่? ตอนนั้นเจ้าเข้ามาอยู่นิกายสราญรมย์ของเราเพราะเหตุใด?"
เซียวอวี่ประสานมือตอบ "แน่นอนว่าเพื่อแสวงหามรรคผลขอรับ ก่อนหน้านี้ศิษย์ก็เคยไปที่สำนักฝ่ายธรรมะมาแล้ว แต่ที่นั่นส่วนใหญ่เอาแต่ดูพรสวรรค์ ดูภูมิหลัง แล้วก็ดูว่ามีเงินหรือเปล่า!"
"ศิษย์ไร้ความสามารถ ตอนนั้นอุตส่าห์ผ่านการทดสอบของสำนักฝ่ายธรรมะมาได้แทบตาย แต่เพราะศิษย์เป็นแค่คนมีรากปราณเทียมสี่ธาตุ ก็เลยโดนพวกเขาคัดทิ้งขอรับ!"
"อย่างน้อยพวกมันก็ต้องการคนที่มีรากปราณสามธาตุขึ้นไป แต่นิกายสราญรมย์ของเราต่างออกไป ขอแค่มีรากปราณเราก็รับหมด! คนหนุ่มๆ ก็รับหมด... โดยเฉพาะคนที่หน้าตาดีๆ..."
จางจื่อหลิงเดินเข้าไปใกล้ แววตาแฝงไปด้วยความรู้สึกสะท้อนใจ "ก็จริงของเจ้า เมื่อก่อนนิกายสราญรมย์ของเราก็เคยเป็นหนึ่งในสำนักฝ่ายธรรมะมาก่อน แต่ตอนหลังถูกขับไล่มาอยู่ดินแดนมาร"
"สำนักของเรามุ่งเน้นการแสวงหามรรคผลแห่งสราญรมย์ ในเคล็ดวิชาก็มีเวทมนตร์ระดับสูงที่เหมาะสำหรับชายหญิง และยังมีวิชาขั้นสูงที่ต้องใช้คนสองคนร่วมกันร่ายด้วย!"
"แรกเริ่มเดิมที สำนักของเราคือสำนักที่มีคู่บำเพ็ญเพียรมากที่สุดในใต้หล้า ความรักระหว่างชายหญิงดำเนินไปอย่างเคร่งครัด คนหนึ่งจะมีคู่บำเพ็ญเพียรเพียงแค่คนเดียวเท่านั้น!"
"เจ้าพอจะรู้หรือไม่ว่าทำไมตอนหลังถึงกลายเป็นแบบนี้ไปได้?"
เซียวอวี่มองเอวคอดกิ่วอันเย้ายวนของอีกฝ่ายแล้วกลืนน้ำลายลงคอตามสัญชาตญาณ "อืม ก็ศึกในศึกนอกนั่นแหละขอรับ..."
"พวกผู้บำเพ็ญเพียรหญิงฝ่ายธรรมะข้างนอกคิดว่าผู้บำเพ็ญเพียรหญิงของเรามีแต่พวกสำส่อนร่านสวาท แต่ความจริงเป็นเพราะศิษย์หญิงนิกายสราญรมย์ที่ฝึกวิชาเสน่ห์ดึงดูดใจ ทำให้พวกผู้ชายฝ่ายธรรมะพากันหลงใหลจนหัวปักหัวปำ ต่อให้ศิษย์หญิงนิกายสราญรมย์ไม่อยากยุ่งเกี่ยวด้วย พวกมันก็ตามตื๊อไม่เลิก!"
"นานวันเข้า พวกผู้บำเพ็ญเพียรหญิงฝ่ายธรรมะก็เลยรวมหัวกันด่าว่าผู้หญิงของเราไม่ใช่คนดีไงล่ะขอรับ... ยังไงซะความอิจฉาริษยาของผู้หญิงก็น่ากลัวที่สุดอยู่แล้ว"
เซียวอวี่พูดพลางลูบคาง ยิ้มกริ่ม "ส่วนศึกในก็คือ นิกายสราญรมย์ไม่อนุญาตให้มีความรักอิสระ... คู่บำเพ็ญเพียรของศิษย์สายในแทบทุกคนล้วนถูกสำนักจับคู่ให้ทั้งนั้น!"
จางจื่อหลิงพยักหน้า "ใช่ ก่อนหน้านี้ก็เคยมีเรื่องศิษย์อัจฉริยะไปหลงรักศิษย์ที่มีรากปราณเทียม ห้าสิบปีให้หลัง ศิษย์อัจฉริยะทะลวงถึงขั้นจินตัน (แก่นทองคำ) ได้ แต่ศิษย์ที่มีรากปราณเทียมยังคงอยู่แค่ขั้นเลี่ยนชี่ (รวบรวมลมปราณ)..."
"เมื่อระดับบำเพ็ญเพียร พลังเวท และจิตสัมผัสห่างชั้นกันเกินไป พวกเขาก็ไม่สามารถบำเพ็ญคู่เคล็ดวิชาสราญรมย์ด้วยกันได้อีก!"
"เมื่อเวลาผ่านไป ปัญหาก็ตามมา... แถมบางคนยังเกิดมารในใจอีกด้วย!"
เซียวอวี่ส่ายหน้าปฏิเสธทันควัน "ไม่ถูกขอรับ! ท่านผู้อาวุโสต้องไม่รู้ความจริงแน่ๆ ที่ท่านว่ามานั้นเป็นเพียงแค่ส่วนน้อยเท่านั้น!!!"
จางจื่อหลิงขมวดคิ้ว "ไม่ถูกตรงไหน?"
เซียวอวี่ตอบด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม ราวกับคนที่อาบน้ำร้อนมาก่อน
"ย่อมไม่ถูกอยู่แล้วขอรับ!!!"
"ในนิกายสราญรมย์ของเรามีคำกล่าวที่ส่งต่อกันมาว่า 'พอขึ้นฝั่งได้ก็ฟันคนรักทิ้งซะ'!"
"ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย พอฝึกปรือไปถึงระดับที่สูงขึ้น ก็จะเตะอีกฝ่ายทิ้ง! แล้วไปหาคนที่มีระดับการบำเพ็ญเพียรสูงกว่ามาบำเพ็ญคู่แทน!"
"พวกประจบสอพลอ พวกเบื่อง่ายหน่ายเร็ว พวกเนรคุณมีให้เห็นเกลื่อนกลาด!"
"คนพวกนี้จะไปฝึกวิชาขั้นสูงของเคล็ดวิชาสราญรมย์ได้อย่างไรกัน การจะฝึกวิชานั้นได้ คู่บำเพ็ญเพียรทั้งสองฝ่ายต้องมีใจสื่อถึงกันเท่านั้น!"
"หลายคนที่เข้าร่วมสำนักของเราก็แค่หวังจะใช้ทางลัด หรือไม่ก็มาเพื่อเสพกามทั้งนั้น!"
เมื่อจางจื่อหลิงได้ยินดังนั้น นางก็สังเกตเห็นสายตาของเซียวอวี่
เจ้านี่แอบมองนางอีกล่ะ
ช่างกล้าหาญชาญชัยเสียจริง!
"โอ๊ะ? เด็กรุ่นหลังอย่างเจ้าก็เข้ามาเพื่อทางลัดเหมือนกันงั้นรึ?"
เซียวอวี่ตีหน้าตาย "ท่านผู้อาวุโส ศิษย์... ศิษย์อยากจะก้าวหน้าใจจะขาดแล้วขอรับ..."
จางจื่อหลิงเม้มปากด้วยความรู้สึกเหนื่อยหน่ายใจ "ตั้งใจทำงานให้ดี ถ้าไม่ได้รับอนุญาตจากข้า ห้ามก้าวเท้าออกจากห้องปรุงยาเด็ดขาด อีกหนึ่งเดือนให้หลัง ข้าต้องการยาหนึ่งพันเม็ด!"
เซียวอวี่ยังคงจ้องนางตาไม่กะพริบ
จ้องจนหน้าของนางแดงลามไปถึงคอ
จางจื่อหลิงคิ้วกระตุกด้วยความโกรธ "เจ้าอยากรนหาที่ตายนักใช่ไหม? ยังไม่รีบไสหัวไปอีก!!!"
เซียวอวี่หัวเราะแหะๆ แล้ววิ่งหนีไป "ท่านผู้อาวุโสคือสาวงามอันดับหนึ่งในใต้หล้าจริงๆ~!"
จางจื่อหลิงไม่อยากอยู่ที่นี่ต่อแม้แต่วินาทีเดียว
ไอ้เด็กเปรตนี่มันบังอาจนัก!
นางปล่อยอาวุธวิเศษเหาะออกไป พริบตาเดียวก็บินลับตาไป
เซียวอวี่ที่เข้ามาอยู่ในค่ายกลมองจางจื่อหลิงที่หายลับไปในหมู่เมฆด้วยสายตาชื่นชม
เมื่อกี้ที่นางด่าเขา ทำเอาเขารู้สึกฟินสุดๆ ไปเลย
ในเมื่ออีกฝ่ายไม่ใช่นางมารร้าย ความคิดของเขาก็เปลี่ยนไป
ที่แท้นางก็อยากจะดึงตัวเขาไปเป็นพวกนี่เอง?
ปากก็พร่ำบอกว่านิกายสราญรมย์ของเรา
แถมยังเล่าว่าเมื่อก่อนนิกายสราญรมย์ดีอย่างนั้นดีอย่างนี้
และยังสั่งห้ามไม่ให้เขาทำเรื่องเลวทรามอีก
หรือว่านางมีความคิดเห็นไม่ตรงกับผู้อาวุโสคนอื่นในสำนัก ก็เลยถูกกลั่นแกล้งให้มารับหน้าที่ที่แนวหน้า?
ก็เป็นไปได้นะ...
ตอนนี้ถือว่าเขามีช่วงเวลาปลอดภัยสั้นๆ แล้ว
ถ้าต้องปรุงยาระดับหนึ่งให้ได้หนึ่งพันเม็ดภายในหนึ่งเดือน วันนึงก็ต้องปรุงให้ได้อย่างน้อยสามสิบเม็ดขึ้นไป
เขาขี้เกียจปรุงเยอะขนาดนั้นหรอก เขาคิดแผนไว้หมดแล้ว
ลับมีดให้คมไม่เสียเวลาตัดฟืน!
พิพากษาไป๋เยว่ให้เสร็จก่อน แล้วค่อยให้ไป๋เยว่มาปรุงยา!
เขาควรจะเอาเวลาไปปราบมารผดุงคุณธรรมดีกว่า อ้อ แล้วก็ฮวาเหลียนด้วย!
ยัยเด็กนั่นทนมือทนตีนไม่ค่อยจะได้ เอะอะก็แจ้งเตือนความตายตลอด
ช่างเถอะ เลิกคิดดีกว่า
ตอนนี้มีค่ายกลแล้ว อีแก่เหมยชุนหลานก็เข้ามาไม่ได้ เขาจะได้เริ่มเก็บตัวบำเพ็ญเพียรเสียที!
คิดได้ดังนั้นเซียวอวี่ก็วิ่งจู๊ดไปที่โกดัง
วิ่งเหยาะๆ ไปเลย!
ต้องยอมรับเลยว่าพื้นที่ที่ผู้อาวุโสจางวงไว้ให้นั้นกว้างขวางเอาเรื่อง
ราวกับเป็นคฤหาสน์ส่วนตัวขนาดหนึ่งพันตารางเมตรเลยทีเดียว
มองพระจันทร์สว่างบนท้องฟ้าผ่านค่ายกล ก็ได้อารมณ์สุนทรีย์ไปอีกแบบ
หุ่นเชิดพญาอินทรีที่ผู้อาวุโสจางให้มาก็บินตามคุ้มกันอยู่บนหลังคาตลอดเวลา
ไม่นานเขาก็มาถึงโกดัง วินาทีที่ผลักประตูเข้าไป แสงสะท้อนอันหนาวเหน็บก็สว่างวาบขึ้น
ฮวาเหลียนที่หลบอยู่หลังประตูตวัดมีดฟันเข้าใส่
ยังไม่ทันถึงตัวเซียวอวี่ หุ่นเชิดพญาอินทรีก็โฉบลงมา
กรงเล็บอันแหลมคมพุ่งตรงไปที่หัวของฮวาเหลียน
ตอนนั้นฮวาเหลียนตกใจจนสติหลุด "สัตว์หุ่นเชิดระดับหนึ่ง... ไปเอาสัตว์หุ่นเชิดระดับหนึ่งมาจากไหน..."
เซียวอวี่เห็นดังนั้นก็รีบตะโกน "อย่าทำร้ายนาง! นางเป็นสาวใช้ของข้า!"
หุ่นเชิดพญาอินทรีได้ยินดังนั้นก็หดกรงเล็บกลับ แต่ด้วยแรงเฉื่อยมันก็ยังพุ่งเลยไป
แรงลมพัดวูบ ฮวาเหลียนถูกลมพัดล้มลงไปกองกับพื้น
ฮวาเหลียนลุกขึ้นจากพื้นด้วยความไม่เชื่อสายตาตัวเอง นางมองหุ่นเชิดพญาอินทรีที่บินวนอยู่เหนือหัวเซียวอวี่ด้วยสีหน้าเคียดแค้น "เจ็บใจนัก... เจ็บใจนัก!!!"
"ไอ้สารเลว แกไปเอาหุ่นเชิดพญาอินทรีมาจากไหน!"
เซียวอวี่ยักไหล่ สายตามองทรวดทรงของอีกฝ่าย "ฟ้ามืดแล้ว เจ้าคิดจะหนีไปไหนอีกล่ะ? ข้างนอกมันหนาวนะ เข้าไปคุยกันในห้องดีกว่าไหม?"
ฮวาเหลียนหน้าแดงซ่านด้วยความอับอาย "ถุย~!!! แกอย่าหวังจะได้... ข้าจะบอกให้นะ รีบปล่อยท่านอาจารย์ของข้าเดี๋ยวนี้ ศิษย์อาของข้าน่าจะพากำลังคนบุกมาทางนี้แล้ว นางก็เป็นยอดฝีมือขั้นจินตัน (แก่นทองคำ) เหมือนกัน ถ้าแกรู้จักเอาตัวรอดก็รีบปล่อยท่านอาจารย์ของข้าซะ!"
เซียวอวี่ปรายตามองไป๋เยว่ที่อยู่ในห้องพิพากษา มองนางด้วยสายตาชื่นชม "เจ้าคิดว่านิกายสราญรมย์มีแต่พวกกระจอกรึไง? ในเมื่อดินแดนมารกล้าก่อสงคราม จะไม่มีการเตรียมพร้อมได้ยังไง?"
"ชาตินี้เจ้าอย่าหวังจะได้กลับไปฝ่ายธรรมะอีกเลย ข้าช่วยชีวิตเจ้าไว้แท้ๆ แต่เจ้ากลับคิดจะฆ่าข้า ข้าว่าเจ้าเหมาะกับพรรคมารมากกว่านะ!"
"หลังจากนี้พวกเรายังมีเวลาทำความรู้จักกันอีกเป็นเดือน..."
เมื่อฮวาเหลียนเห็นเซียวอวี่เดินเข้ามา
นางก็กระโดดถอยหลังหนีอย่างลุกลี้ลุกลน
ยังไม่ทันได้วิ่งหนี นางก็รู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ
ทำไมถึง...
รู้สึกหน้ามืดวิงเวียน?
เซียวอวี่มองฮวาเหลียนที่วิ่งหนีเข้าไปในป่าพลางตะโกนบอก "เหลียนเอ๋อร์เอ๊ย~ เจ้าไม่รู้จักจำเอาเสียเลย เสื้อผ้าที่ข้าเอาให้เจ้ากล้าใส่ได้ยังไงกัน? ข้าอุตส่าห์เอาไปแช่ในผงสราญรมย์ตั้งคืนนึงเชียวนะ!"
ฮวาเหลียนที่อยู่ในป่าแผดเสียงร้องโหยหวน "ข้าไม่ปล่อยแกไว้แน่!!!"