เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 14 ท่านผู้อาวุโส ศิษย์อยากจะก้าวหน้าใจจะขาดแล้วขอรับ...

บทที่ 14 ท่านผู้อาวุโส ศิษย์อยากจะก้าวหน้าใจจะขาดแล้วขอรับ...

บทที่ 14 ท่านผู้อาวุโส ศิษย์อยากจะก้าวหน้าใจจะขาดแล้วขอรับ...


บทที่ 14 ท่านผู้อาวุโส ศิษย์อยากจะก้าวหน้าใจจะขาดแล้วขอรับ...

เซียวอวี่มองข้อมูลของจางจื่อหลิงบนหน้าต่างระบบด้วยความรู้สึกที่ไม่อยากจะเชื่อ

ผู้หญิงคนนี้ไม่ใช่นางมารร้ายงั้นรึ?

พอเจอหน้าก็ให้ทั้งค่ายกล ทั้งหุ่นเชิด ปกป้องเขาสารพัดเลยรึ?

ถ้าเป็นคนอื่นมาทำดีด้วย เขาคงคิดว่ามีอะไรแอบแฝงแน่ๆ

แต่ผู้หญิงคนนี้ไม่ใช่นางมารร้าย แล้วมันจะมีใครมาทำดีกับเราแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยได้ยังไงล่ะ?

แถมผู้หญิงคนนี้ก็มีเสน่ห์ยั่วยวนเหลือเกิน ทุกท่วงท่าแฝงไปด้วยแรงดึงดูดที่ยากจะปกปิด

ผิวพรรณขาวผุดผ่องดั่งหยก งดงามราวกับภาพวาด!

ดวงตาฉ่ำหวานหยาดเยิ้ม ราวกับแฝงไปด้วยความรู้สึกนับพันประการ

นางสวมชุดกระโปรงผ้าโปร่งบางสีม่วง เรือนร่างอรชรอ้อนแอ่นเผยให้เห็นวับๆ แวมๆ

ทุกย่างก้าวที่เดิน ล้วนสั่นคลอนเข้าไปถึงก้นบึ้งของหัวใจ

น้ำเสียงของนางก็สดใสไพเราะ ราวกับเสียงสวรรค์ ชวนให้ลุ่มหลงมัวเมา

ท่วงท่าของนางทั้งสูงส่งและเย้ายวน ทุกรอยยิ้มทุกการเคลื่อนไหว ราวกับมีพลังสูบวิญญาณได้!

เซียวอวี่กลืนน้ำลายลงคอตามสัญชาตญาณ จางจื่อหลิงที่เป็นหนึ่งในเจ็ดสาวงามแห่งนิกายสราญรมย์ ทำไมถึงดูแลเขาดีขนาดนี้?

แถมยังจะรับเขาเป็นศิษย์อีก...

หรือว่านางตั้งใจจะประจำการอยู่ที่นี่?

จางจื่อหลิงยังคงพูดต่อไป "เมื่อครู่ข้าเห็นโอ่งยาตั้งสิบกว่าใบในโกดังของผู้อาวุโสอู เมื่อก่อนผู้อาวุโสอูสั่งสอนพวกเจ้ามายังไงข้าไม่สน แต่ภายใต้การดูแลของข้า ห้ามทำเรื่องชั่วช้าเลวทรามผิดผีแบบนั้นอีก!"

"นิกายสราญรมย์ของเราบำเพ็ญเพียรมรรคแห่งสราญรมย์ ไม่ใช่มรรคแห่งความชั่วร้าย!"

"เรื่องเตาหลอมคู่บำเพ็ญอะไรพวกนั้น ข้าจะไม่เข้าไปยุ่งก้าวก่ายพวกเจ้าหรอกนะ แต่พวกเจ้าอย่าให้ข้าเห็นว่ามีการทำร้ายเด็กหรือคนธรรมดาเด็ดขาด!"

"แล้วก็ห้ามหลอมยามนุษย์หรืออาวุธมนุษย์บ้าบออะไรนั่นด้วย!"

ขณะที่จางจื่อหลิงกำลังพูดอยู่นั้น จู่ๆ นางก็สังเกตเห็นว่าเซียวอวี่เอาแต่จ้องนางตาไม่กะพริบ

ดวงตาที่เต็มไปด้วยความกะล่อนนั้นไม่ได้มีความเกรงกลัวเลยแม้แต่น้อย เอาแต่จ้องหน้าตานางตรงๆ

จางจื่อหลิงขมวดคิ้วเรียวสวย น้ำเสียงแฝงไปด้วยความน่าเกรงขาม "ที่ข้าพูดไปเมื่อกี้ เจ้าเข้าใจหรือไม่?"

เซียวอวี่ยังคงประสานมือไว้แบบนั้น สายตาไม่ละไปไหน จ้องมองอย่างจาบจ้วงถึงขีดสุด

เพราะเขาพอจะเดาออกแล้วว่าทำไมอีกฝ่ายถึงดีกับเขาขนาดนี้

ข้อแรก เป็นเพราะเขาเป็นนักปรุงยาครึ่งตัว นางเพิ่งมาถึงใหม่ๆ ย่อมต้องการคนช่วยเหลือ

ข้อสอง เป็นเพราะนางอาจจะมองเห็นกายาเทพเก้าสุริยันของเขาแล้ว ที่บอกว่าจะรับเขาเป็นศิษย์ ก็คงมีจุดประสงค์แอบแฝง

อีกฝ่ายไม่มีทางปล่อยให้เขาตายแน่!

เมื่อจางจื่อหลิงเห็นว่าเซียวอวี่ยังคงเอาแต่จ้องนางอยู่ ใบหน้าของนางก็กระตุกสั่น "บนหน้าข้ามีอะไรติดอยู่งั้นรึ? เจ้าถึงได้บังอาจเสียมารยาทเช่นนี้?"

เซียวอวี่ค่อยๆ ก้มหน้าลง "ขอท่านผู้อาวุโสโปรดอภัยด้วย เป็นเพราะศิษย์ไม่เคยเห็นหญิงสาวที่งดงามเช่นท่านผู้อาวุโสมาก่อนเลย งดงามกว่านางเซียนฝ่ายธรรมะพวกนั้นตั้งเยอะ!"

"ศิษย์เลยเผลอมองจนเพลินไป ท่านผู้อาวุโสงดงามมากจริงๆ... ศิษย์ห้ามใจตัวเองไม่ได้เลยขอรับ!"

"ขอท่านผู้อาวุโสโปรดอภัยด้วย..."

จางจื่อหลิงเบือนหน้าหนีด้วยความเขินอายปนโมโห

ไอ้เด็กเมื่อวานซืนนี่กล้ามาลวนลามนางทางคำพูดงั้นรึ?

นางแทบอยากจะตบหัวมันให้แหลกคามือไปเลยจริงๆ เป็นแค่เด็กรุ่นหลังขั้นชำระกายา กลับกล้ามาจ้องหน้านางตรงๆ แบบนี้?

ถ้าเป็นเวลาปกติ ในสำนักมีไอ้ตัวไหนกล้ามาจ้องหน้านาง นางต้องจับมันมาลงโทษให้หนักแน่!

ตอนนี้นางโกรธจนตัวสั่น เส้นเลือดปูดโปน

ใจเย็น... ใจเย็นไว้!

คนผู้นี้มีกายาพิเศษ นางยังมีประโยชน์กับเขาอีกมาก

แถมยังเป็นนักปรุงยาของสาขาย่อยเจียงหลิวอีก ถ้าฆ่าเขาไป ทางสำนักคงไม่ส่งนักปรุงยามาให้นางอีกแน่

เดิมทีนางก็ไม่พอใจกฎระเบียบของสำนักอยู่แล้ว ถึงได้เสนอตัวมาดูแลสาขาย่อยที่แนวหน้านี้

นิกายสราญรมย์พอย้ายมาตั้งถิ่นฐานในดินแดนมาร สันดานคนหลายคนก็เปลี่ยนไปหมด

จางจื่อหลิงมองเซียวอวี่ที่อยู่ตรงหน้าพลางพ่นลมหายใจออกมาช้าๆ "เจ้าชื่อเซียวอวี่ใช่หรือไม่? ตอนนั้นเจ้าเข้ามาอยู่นิกายสราญรมย์ของเราเพราะเหตุใด?"

เซียวอวี่ประสานมือตอบ "แน่นอนว่าเพื่อแสวงหามรรคผลขอรับ ก่อนหน้านี้ศิษย์ก็เคยไปที่สำนักฝ่ายธรรมะมาแล้ว แต่ที่นั่นส่วนใหญ่เอาแต่ดูพรสวรรค์ ดูภูมิหลัง แล้วก็ดูว่ามีเงินหรือเปล่า!"

"ศิษย์ไร้ความสามารถ ตอนนั้นอุตส่าห์ผ่านการทดสอบของสำนักฝ่ายธรรมะมาได้แทบตาย แต่เพราะศิษย์เป็นแค่คนมีรากปราณเทียมสี่ธาตุ ก็เลยโดนพวกเขาคัดทิ้งขอรับ!"

"อย่างน้อยพวกมันก็ต้องการคนที่มีรากปราณสามธาตุขึ้นไป แต่นิกายสราญรมย์ของเราต่างออกไป ขอแค่มีรากปราณเราก็รับหมด! คนหนุ่มๆ ก็รับหมด... โดยเฉพาะคนที่หน้าตาดีๆ..."

จางจื่อหลิงเดินเข้าไปใกล้ แววตาแฝงไปด้วยความรู้สึกสะท้อนใจ "ก็จริงของเจ้า เมื่อก่อนนิกายสราญรมย์ของเราก็เคยเป็นหนึ่งในสำนักฝ่ายธรรมะมาก่อน แต่ตอนหลังถูกขับไล่มาอยู่ดินแดนมาร"

"สำนักของเรามุ่งเน้นการแสวงหามรรคผลแห่งสราญรมย์ ในเคล็ดวิชาก็มีเวทมนตร์ระดับสูงที่เหมาะสำหรับชายหญิง และยังมีวิชาขั้นสูงที่ต้องใช้คนสองคนร่วมกันร่ายด้วย!"

"แรกเริ่มเดิมที สำนักของเราคือสำนักที่มีคู่บำเพ็ญเพียรมากที่สุดในใต้หล้า ความรักระหว่างชายหญิงดำเนินไปอย่างเคร่งครัด คนหนึ่งจะมีคู่บำเพ็ญเพียรเพียงแค่คนเดียวเท่านั้น!"

"เจ้าพอจะรู้หรือไม่ว่าทำไมตอนหลังถึงกลายเป็นแบบนี้ไปได้?"

เซียวอวี่มองเอวคอดกิ่วอันเย้ายวนของอีกฝ่ายแล้วกลืนน้ำลายลงคอตามสัญชาตญาณ "อืม ก็ศึกในศึกนอกนั่นแหละขอรับ..."

"พวกผู้บำเพ็ญเพียรหญิงฝ่ายธรรมะข้างนอกคิดว่าผู้บำเพ็ญเพียรหญิงของเรามีแต่พวกสำส่อนร่านสวาท แต่ความจริงเป็นเพราะศิษย์หญิงนิกายสราญรมย์ที่ฝึกวิชาเสน่ห์ดึงดูดใจ ทำให้พวกผู้ชายฝ่ายธรรมะพากันหลงใหลจนหัวปักหัวปำ ต่อให้ศิษย์หญิงนิกายสราญรมย์ไม่อยากยุ่งเกี่ยวด้วย พวกมันก็ตามตื๊อไม่เลิก!"

"นานวันเข้า พวกผู้บำเพ็ญเพียรหญิงฝ่ายธรรมะก็เลยรวมหัวกันด่าว่าผู้หญิงของเราไม่ใช่คนดีไงล่ะขอรับ... ยังไงซะความอิจฉาริษยาของผู้หญิงก็น่ากลัวที่สุดอยู่แล้ว"

เซียวอวี่พูดพลางลูบคาง ยิ้มกริ่ม "ส่วนศึกในก็คือ นิกายสราญรมย์ไม่อนุญาตให้มีความรักอิสระ... คู่บำเพ็ญเพียรของศิษย์สายในแทบทุกคนล้วนถูกสำนักจับคู่ให้ทั้งนั้น!"

จางจื่อหลิงพยักหน้า "ใช่ ก่อนหน้านี้ก็เคยมีเรื่องศิษย์อัจฉริยะไปหลงรักศิษย์ที่มีรากปราณเทียม ห้าสิบปีให้หลัง ศิษย์อัจฉริยะทะลวงถึงขั้นจินตัน (แก่นทองคำ) ได้ แต่ศิษย์ที่มีรากปราณเทียมยังคงอยู่แค่ขั้นเลี่ยนชี่ (รวบรวมลมปราณ)..."

"เมื่อระดับบำเพ็ญเพียร พลังเวท และจิตสัมผัสห่างชั้นกันเกินไป พวกเขาก็ไม่สามารถบำเพ็ญคู่เคล็ดวิชาสราญรมย์ด้วยกันได้อีก!"

"เมื่อเวลาผ่านไป ปัญหาก็ตามมา... แถมบางคนยังเกิดมารในใจอีกด้วย!"

เซียวอวี่ส่ายหน้าปฏิเสธทันควัน "ไม่ถูกขอรับ! ท่านผู้อาวุโสต้องไม่รู้ความจริงแน่ๆ ที่ท่านว่ามานั้นเป็นเพียงแค่ส่วนน้อยเท่านั้น!!!"

จางจื่อหลิงขมวดคิ้ว "ไม่ถูกตรงไหน?"

เซียวอวี่ตอบด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม ราวกับคนที่อาบน้ำร้อนมาก่อน

"ย่อมไม่ถูกอยู่แล้วขอรับ!!!"

"ในนิกายสราญรมย์ของเรามีคำกล่าวที่ส่งต่อกันมาว่า 'พอขึ้นฝั่งได้ก็ฟันคนรักทิ้งซะ'!"

"ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย พอฝึกปรือไปถึงระดับที่สูงขึ้น ก็จะเตะอีกฝ่ายทิ้ง! แล้วไปหาคนที่มีระดับการบำเพ็ญเพียรสูงกว่ามาบำเพ็ญคู่แทน!"

"พวกประจบสอพลอ พวกเบื่อง่ายหน่ายเร็ว พวกเนรคุณมีให้เห็นเกลื่อนกลาด!"

"คนพวกนี้จะไปฝึกวิชาขั้นสูงของเคล็ดวิชาสราญรมย์ได้อย่างไรกัน การจะฝึกวิชานั้นได้ คู่บำเพ็ญเพียรทั้งสองฝ่ายต้องมีใจสื่อถึงกันเท่านั้น!"

"หลายคนที่เข้าร่วมสำนักของเราก็แค่หวังจะใช้ทางลัด หรือไม่ก็มาเพื่อเสพกามทั้งนั้น!"

เมื่อจางจื่อหลิงได้ยินดังนั้น นางก็สังเกตเห็นสายตาของเซียวอวี่

เจ้านี่แอบมองนางอีกล่ะ

ช่างกล้าหาญชาญชัยเสียจริง!

"โอ๊ะ? เด็กรุ่นหลังอย่างเจ้าก็เข้ามาเพื่อทางลัดเหมือนกันงั้นรึ?"

เซียวอวี่ตีหน้าตาย "ท่านผู้อาวุโส ศิษย์... ศิษย์อยากจะก้าวหน้าใจจะขาดแล้วขอรับ..."

จางจื่อหลิงเม้มปากด้วยความรู้สึกเหนื่อยหน่ายใจ "ตั้งใจทำงานให้ดี ถ้าไม่ได้รับอนุญาตจากข้า ห้ามก้าวเท้าออกจากห้องปรุงยาเด็ดขาด อีกหนึ่งเดือนให้หลัง ข้าต้องการยาหนึ่งพันเม็ด!"

เซียวอวี่ยังคงจ้องนางตาไม่กะพริบ

จ้องจนหน้าของนางแดงลามไปถึงคอ

จางจื่อหลิงคิ้วกระตุกด้วยความโกรธ "เจ้าอยากรนหาที่ตายนักใช่ไหม? ยังไม่รีบไสหัวไปอีก!!!"

เซียวอวี่หัวเราะแหะๆ แล้ววิ่งหนีไป "ท่านผู้อาวุโสคือสาวงามอันดับหนึ่งในใต้หล้าจริงๆ~!"

จางจื่อหลิงไม่อยากอยู่ที่นี่ต่อแม้แต่วินาทีเดียว

ไอ้เด็กเปรตนี่มันบังอาจนัก!

นางปล่อยอาวุธวิเศษเหาะออกไป พริบตาเดียวก็บินลับตาไป

เซียวอวี่ที่เข้ามาอยู่ในค่ายกลมองจางจื่อหลิงที่หายลับไปในหมู่เมฆด้วยสายตาชื่นชม

เมื่อกี้ที่นางด่าเขา ทำเอาเขารู้สึกฟินสุดๆ ไปเลย

ในเมื่ออีกฝ่ายไม่ใช่นางมารร้าย ความคิดของเขาก็เปลี่ยนไป

ที่แท้นางก็อยากจะดึงตัวเขาไปเป็นพวกนี่เอง?

ปากก็พร่ำบอกว่านิกายสราญรมย์ของเรา

แถมยังเล่าว่าเมื่อก่อนนิกายสราญรมย์ดีอย่างนั้นดีอย่างนี้

และยังสั่งห้ามไม่ให้เขาทำเรื่องเลวทรามอีก

หรือว่านางมีความคิดเห็นไม่ตรงกับผู้อาวุโสคนอื่นในสำนัก ก็เลยถูกกลั่นแกล้งให้มารับหน้าที่ที่แนวหน้า?

ก็เป็นไปได้นะ...

ตอนนี้ถือว่าเขามีช่วงเวลาปลอดภัยสั้นๆ แล้ว

ถ้าต้องปรุงยาระดับหนึ่งให้ได้หนึ่งพันเม็ดภายในหนึ่งเดือน วันนึงก็ต้องปรุงให้ได้อย่างน้อยสามสิบเม็ดขึ้นไป

เขาขี้เกียจปรุงเยอะขนาดนั้นหรอก เขาคิดแผนไว้หมดแล้ว

ลับมีดให้คมไม่เสียเวลาตัดฟืน!

พิพากษาไป๋เยว่ให้เสร็จก่อน แล้วค่อยให้ไป๋เยว่มาปรุงยา!

เขาควรจะเอาเวลาไปปราบมารผดุงคุณธรรมดีกว่า อ้อ แล้วก็ฮวาเหลียนด้วย!

ยัยเด็กนั่นทนมือทนตีนไม่ค่อยจะได้ เอะอะก็แจ้งเตือนความตายตลอด

ช่างเถอะ เลิกคิดดีกว่า

ตอนนี้มีค่ายกลแล้ว อีแก่เหมยชุนหลานก็เข้ามาไม่ได้ เขาจะได้เริ่มเก็บตัวบำเพ็ญเพียรเสียที!

คิดได้ดังนั้นเซียวอวี่ก็วิ่งจู๊ดไปที่โกดัง

วิ่งเหยาะๆ ไปเลย!

ต้องยอมรับเลยว่าพื้นที่ที่ผู้อาวุโสจางวงไว้ให้นั้นกว้างขวางเอาเรื่อง

ราวกับเป็นคฤหาสน์ส่วนตัวขนาดหนึ่งพันตารางเมตรเลยทีเดียว

มองพระจันทร์สว่างบนท้องฟ้าผ่านค่ายกล ก็ได้อารมณ์สุนทรีย์ไปอีกแบบ

หุ่นเชิดพญาอินทรีที่ผู้อาวุโสจางให้มาก็บินตามคุ้มกันอยู่บนหลังคาตลอดเวลา

ไม่นานเขาก็มาถึงโกดัง วินาทีที่ผลักประตูเข้าไป แสงสะท้อนอันหนาวเหน็บก็สว่างวาบขึ้น

ฮวาเหลียนที่หลบอยู่หลังประตูตวัดมีดฟันเข้าใส่

ยังไม่ทันถึงตัวเซียวอวี่ หุ่นเชิดพญาอินทรีก็โฉบลงมา

กรงเล็บอันแหลมคมพุ่งตรงไปที่หัวของฮวาเหลียน

ตอนนั้นฮวาเหลียนตกใจจนสติหลุด "สัตว์หุ่นเชิดระดับหนึ่ง... ไปเอาสัตว์หุ่นเชิดระดับหนึ่งมาจากไหน..."

เซียวอวี่เห็นดังนั้นก็รีบตะโกน "อย่าทำร้ายนาง! นางเป็นสาวใช้ของข้า!"

หุ่นเชิดพญาอินทรีได้ยินดังนั้นก็หดกรงเล็บกลับ แต่ด้วยแรงเฉื่อยมันก็ยังพุ่งเลยไป

แรงลมพัดวูบ ฮวาเหลียนถูกลมพัดล้มลงไปกองกับพื้น

ฮวาเหลียนลุกขึ้นจากพื้นด้วยความไม่เชื่อสายตาตัวเอง นางมองหุ่นเชิดพญาอินทรีที่บินวนอยู่เหนือหัวเซียวอวี่ด้วยสีหน้าเคียดแค้น "เจ็บใจนัก... เจ็บใจนัก!!!"

"ไอ้สารเลว แกไปเอาหุ่นเชิดพญาอินทรีมาจากไหน!"

เซียวอวี่ยักไหล่ สายตามองทรวดทรงของอีกฝ่าย "ฟ้ามืดแล้ว เจ้าคิดจะหนีไปไหนอีกล่ะ? ข้างนอกมันหนาวนะ เข้าไปคุยกันในห้องดีกว่าไหม?"

ฮวาเหลียนหน้าแดงซ่านด้วยความอับอาย "ถุย~!!! แกอย่าหวังจะได้... ข้าจะบอกให้นะ รีบปล่อยท่านอาจารย์ของข้าเดี๋ยวนี้ ศิษย์อาของข้าน่าจะพากำลังคนบุกมาทางนี้แล้ว นางก็เป็นยอดฝีมือขั้นจินตัน (แก่นทองคำ) เหมือนกัน ถ้าแกรู้จักเอาตัวรอดก็รีบปล่อยท่านอาจารย์ของข้าซะ!"

เซียวอวี่ปรายตามองไป๋เยว่ที่อยู่ในห้องพิพากษา มองนางด้วยสายตาชื่นชม "เจ้าคิดว่านิกายสราญรมย์มีแต่พวกกระจอกรึไง? ในเมื่อดินแดนมารกล้าก่อสงคราม จะไม่มีการเตรียมพร้อมได้ยังไง?"

"ชาตินี้เจ้าอย่าหวังจะได้กลับไปฝ่ายธรรมะอีกเลย ข้าช่วยชีวิตเจ้าไว้แท้ๆ แต่เจ้ากลับคิดจะฆ่าข้า ข้าว่าเจ้าเหมาะกับพรรคมารมากกว่านะ!"

"หลังจากนี้พวกเรายังมีเวลาทำความรู้จักกันอีกเป็นเดือน..."

เมื่อฮวาเหลียนเห็นเซียวอวี่เดินเข้ามา

นางก็กระโดดถอยหลังหนีอย่างลุกลี้ลุกลน

ยังไม่ทันได้วิ่งหนี นางก็รู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ

ทำไมถึง...

รู้สึกหน้ามืดวิงเวียน?

เซียวอวี่มองฮวาเหลียนที่วิ่งหนีเข้าไปในป่าพลางตะโกนบอก "เหลียนเอ๋อร์เอ๊ย~ เจ้าไม่รู้จักจำเอาเสียเลย เสื้อผ้าที่ข้าเอาให้เจ้ากล้าใส่ได้ยังไงกัน? ข้าอุตส่าห์เอาไปแช่ในผงสราญรมย์ตั้งคืนนึงเชียวนะ!"

ฮวาเหลียนที่อยู่ในป่าแผดเสียงร้องโหยหวน "ข้าไม่ปล่อยแกไว้แน่!!!"

จบบทที่ บทที่ 14 ท่านผู้อาวุโส ศิษย์อยากจะก้าวหน้าใจจะขาดแล้วขอรับ...

คัดลอกลิงก์แล้ว