- หน้าแรก
- จุดสูงสุดแห่งศาสตร์เร้นลับ
- บทที่ 45 - การ์กอยล์
บทที่ 45 - การ์กอยล์
บทที่ 45 - การ์กอยล์
เขาอุ้มรูปสลักหินชิ้นหนึ่งออกมาเป็นอย่างแรก
มีขนาดประมาณกำปั้นผู้ใหญ่สองกำรวมกัน ทำจากหินสีเทาดำ ฝีมือแกะสลักดูหยาบแต่เต็มไปด้วยพลัง
รูปทรงเป็นกากอยล์ที่กำลังนั่งยองๆ
ปีกทั้งสองกางออกครึ่งหนึ่งแนบอยู่สองข้างสันหลัง หัวยื่นไปข้างหน้า อ้าปากกว้าง
รูปทรงตรงส่วนปากนั้นมีความพิเศษมาก ช่องว่างระหว่างเขี้ยวบนและล่างถูกเจาะจงสกัดให้เป็นท่อกลวง ราวกับว่าการ์กอยล์ตัวนี้กำลังพ่นลมหายใจไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง
ฐานเป็นทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัส ด้านข้างทั้งสี่ด้านสลักสัญลักษณ์ที่แตกต่างกันเอาไว้
ริชาร์ดมองแวบแรกก็จำได้ทันที วิธีการสลักสัญลักษณ์นี้แตกต่างจากอักขระของนักบวชลุ่มแม่น้ำดินดำ
เส้นสายดูโค้งมนกว่า มีการลากเส้นเชื่อมต่อกัน เป็นระบบอักขระโบราณของทวีปตะวันตกโดยแท้
เจอราลด์วางการ์กอยล์ลงบนโต๊ะเขียนหนังสือ ฐานหินกระทบกับพื้นโต๊ะดังตึงหนักๆ
ริชาร์ดเดินเข้าไปใกล้สองก้าว แผงระบบไม่มีปฏิกิริยาอะไรเลย
ของตาย สะอาดเอี่ยมเหมือนกับของประดับชิ้นอื่นๆ ในห้องหนังสือนี่แหละ... ไม่ใช่สิ
พวกรูปหล่อสำริดและเชิงเทียนเงินในห้องหนังสือพวกนั้น เป็นเพราะด้านในไม่มีการสะสมของการอาบย้อม แผงระบบจึงไม่ขยับ
แต่การ์กอยล์ชิ้นนี้ไม่เหมือนกัน
ตอนที่เขาเข้าไปใกล้ ความร้อนระอุในบัลลังก์แห่งสุริยันตรงหน้าอกก็สั่นสะท้านเบาๆ วงจรภายในบอกเขาว่าข้างในหินก้อนนี้มีบางสิ่งซ่อนอยู่
แต่แผงระบบกลับนิ่งสนิท
นั่นมีคำอธิบายเดียวเท่านั้น: มันถูกผนึกไว้อย่างแน่นหนาเกินไป อีเธอร์ถูกล็อกไว้ไม่ให้รั่วไหลแม้แต่หยดเดียว แม้แต่การซึมผ่านที่เบาบางที่สุดก็ยังไม่มี
เจอราลด์ยืนอยู่ข้างโต๊ะเขียนหนังสือ มองดูสีหน้าที่เปลี่ยนไปเล็กน้อยของหลานชายหลังจากเดินเข้าไปใกล้การ์กอยล์
"สัมผัสได้ใช่ไหมว่าข้างในมีอะไรอยู่?"
ริชาร์ดพยักหน้า
เจอราลด์ดึงมือขวาที่ไขว้หลังอยู่ออกมา ปลายนิ้วแตะลงบนหัวของการ์กอยล์
อักขระบนฐานของการ์กอยล์สว่างวาบขึ้น แผงระบบขยับแล้ว
【แต้มที่ใช้ได้: 0.52】
ผนึกถูกเปิดออกเป็นช่องว่างเล็กๆ รอยหนึ่ง อีเธอร์จึงค่อยๆ รั่วไหลออกมาตามรอยแยกนั้น
แต่ชายชราคลายผนึกออกแค่ครึ่งรอบเท่านั้น และยังเหลืออีกครึ่งรอบปล่อยทิ้งไว้อย่างนั้น
ของที่กั๊กไว้ ย่อมมีค่ากว่าของที่ประเคนให้รวดเดียวหมด เขาจงใจทำแบบนี้ชัดๆ
"ชิ้นนี้หลานเอาไปเถอะ"
เขายกมือออกจากหัวของการ์กอยล์
"ข้างในนี้ผนึกอะไรไว้เหรอครับ?" ริชาร์ดถาม
เจอราลด์นั่งลงบนเก้าอี้ข้างโต๊ะเขียนหนังสือ นั่งไขว่ห้าง
"พูดตามตรง ตาก็รู้แค่ประเภทคร่าวๆ ส่วนรายละเอียดลึกๆ ตาเองก็อธิบายไม่ถูกเหมือนกัน"
คำพูดนี้ฟังดูแปลกพิลึก ริชาร์ดจึงรอฟังคำอธิบายต่อไป
"รูปสลักการ์กอยล์ชิ้นนี้ไม่ใช่ของตระกูลเรา"
เขาใช้นิ้วเคาะเบาๆ ไปที่ปีกของการ์กอยล์:
"สิ่งที่ผนึกอยู่ข้างในคือ วิชาลับของสายนักปราชญ์"
"พวกนักปราชญ์มีธรรมเนียมอย่างหนึ่ง ชอบบันทึกสิ่งสำคัญให้เป็นอักขระแล้วสลักไว้ในสิ่งของ"
ริชาร์ดเดินเข้าไปใกล้ พลิกฐานการ์กอยล์ขึ้นมาดูอักขระทั้งสี่ชุดอย่างละเอียด
ความยาว รูปแบบการเรียงสัญลักษณ์ และความหนาแน่นของอักขระแต่ละชุดไม่เหมือนกันเลย
"อักขระทั้งสี่ด้าน หลานต้องหาวิธีถอดรหัสเอาเอง ในเมื่อหลานสามารถอ่านตำราซ่อนคำพวกนั้นจบได้ภายในเดือนเดียว เจ้านี่ก็คงใช้เวลาไม่นานนักหรอก"
ตอนที่ริชาร์ดรับการ์กอยล์มา เขานึกคำถามข้อหนึ่งขึ้นมาได้:
"จากที่คุณตาเล่ามา น้าเองก็เดินเส้นทางสายนักปราชญ์เหมือนกัน ของชิ้นนี้น้าไม่ต้องการเหรอครับ?"
เจอราลด์โบกมือ "น้าของหลานเคยเห็นของชิ้นนี้เมื่อสิบปีที่แล้ว วิชาลับข้างในนั้นเธอเอาไปใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้หรอก"
เขาใช้ข้อนิ้วเคาะปีกของการ์กอยล์อีกครั้ง:
"อีกอย่าง เส้นทางที่เธอเลือกเดิน กับสิ่งที่สลักอยู่ข้างในนี้ มันคนละสายวิชากัน
สำหรับเธอแล้ว มันก็เหมือนตำราเรียนเล่มเก่าของคณะอื่น วางทิ้งไว้บนชั้นหนังสือให้ฝุ่นเกาะเปล่าๆ"
"แต่สำหรับคนที่เพิ่งเริ่มต้นอย่างหลาน ถือว่าเหมาะเจาะพอดีเลยล่ะ"
ชายชราเอนตัวพิงพนักเก้าอี้
"ถ้าหลานอยากจะไต่เต้าในระบบสถาบัน ถ้วยซิเซโรก็ถือเป็นหนึ่งในเวทีคัดกรองของพวกเขา
ถ้าได้อันดับมาครอง ก็จะสามารถเข้าไปอยู่ในสายตาของพวกเขาได้ ส่วนเส้นทางหลังจากเข้าไปอยู่ในสายตาพวกเขาแล้ว ทางนั้นก็คงจะค่อยๆ ชี้แนะหลานเอง"
"ข้อดีของระบบสถาบันคือ ความเป็นอิสระ เสรีภาพ และไม่ถูกข้อจำกัดทางการบริหารมาผูกมัดมากนัก
ข้างในนั้นมีช่องทางการเลื่อนขั้นที่สมบูรณ์แบบ และมีระบบการประเมินจากเพื่อนร่วมสายอาชีพ ตราบใดที่หลานมีความสามารถ ตำแหน่งที่หลานควรจะได้รับก็ไม่มีทางขาดตกบกพร่องแน่"
"แน่นอนว่า สิ่งที่ตระกูลแอชฟอร์ดจะสนับสนุนให้ได้ ตาก็ขอพูดให้ชัดเจนตรงนี้เลย"
เจอราลด์นั่งตัวตรง
"ข้อแรก การให้ข้อมูลและชี้แนะแนวทาง
ในเมืองหลวงมีสถานที่ไหนที่ปลอดภัย ที่ไหนห้ามไปเด็ดขาด คนไหนติดต่อได้ คนไหนต้องหลีกเลี่ยง... เรื่องพวกนี้ ตาจะบอกทุกอย่างที่ตารู้ให้หลานฟัง"
"ข้อสอง การแนะนำเครือข่ายเส้นสาย รอให้หลานตั้งหลักที่นั่นได้อย่างมั่นคงแล้ว ชื่อของแอชฟอร์ดจะช่วยอะไรหลานได้บ้าง"
"ข้อสาม... วินเซนต์"
พอพูดถึงตรงนี้ น้ำเสียงของเจอราลด์ก็ช้าลง:
"เวลาที่นักปราชญ์เดินทางออกไปข้างนอก จำเป็นต้องมีนักล่าคอยคุ้มกันความปลอดภัยให้ นี่เป็นธรรมเนียมปฏิบัติของสายเร้นลับ"
"ในอนาคตถ้าหลานสามารถสร้างชื่อเสียงในเส้นทางสายนัปราชญ์ได้จริงๆ ถึงตอนนั้นวินเซนต์ รวมถึงเหล่านักล่ารุ่นเยาว์ฝีมือดีในตระกูล ก็สามารถไปเป็นผู้คุ้มกันให้หลานได้"
"นี่ก็ถือเป็นการชดเชยเรื่องในวันนั้นด้วย วันข้างหน้าถ้าเขาต้องตายเพื่อรับมีดแทนหลาน ก็ถือว่าได้ชดใช้ชีวิตคืนให้แล้วกัน"
ริชาร์ดประมวลผลข้อเสนอทั้งหมดนี้ในใจทีละข้อ
ชี้แนะข้อมูล แนะนำเส้นสาย อนาคตจะมีนักล่ามาคุ้มกันให้... ถือว่าแสดงความจริงใจมาเต็มเปี่ยมเลยทีเดียว
แต่ทุกข้อมีเงื่อนไขร่วมกันอยู่ข้อหนึ่ง นั่นคือ——"รอให้หลานแจ้งเกิดได้ก่อนนะ"
แปลเป็นภาษาชาวบ้านก็คือ: แกต้องพิสูจน์ให้ได้ก่อนว่าตัวเองมีค่าพอที่จะลงทุน แล้วเดี๋ยวค่อยเพิ่มเงินลงทุนให้ทีหลัง
แต่ก่อนจะถึงตอนนั้น แกต้องเดินลุยเอาเองไปก่อน
เจอราลด์สบตากับริชาร์ดตรงๆ :
"ส่วนการ์กอยล์นี่ ถือเป็นสิ่งตอบแทนส่วนตัวที่ตามอบให้"
"ต่อให้ในวันข้างหน้าหลานจะไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับตระกูลแอชฟอร์ดอีกเลย ของชิ้นนี้ก็จะเป็นของหลาน จะไม่มีใครมายึดคืนไปเด็ดขาด"
เจอราลด์หยิบกล่องไม้แบนๆ ออกมาจากลิ้นชักอีกใบ
บนฝากล่องสลักตราประจำตระกูลแอชฟอร์ด——ต้นโอ๊กและสิงโตยืน
"อันนี้ก็ให้หลานด้วย"
เขาดันกล่องไม้ไปบนโต๊ะ วางคู่กับการ์กอยล์
"ข้างในนี้มีของที่หลานอาจจะได้ใช้ตอนอยู่เมืองหลวง ไม่ได้เยอะแยะอะไร แต่ก็พอให้หลานใช้แก้ขัดไปพลางๆ ก่อนได้"
"รอจนการแข่งขันถ้วยซิเซโรจบลง ถ้าหลานเต็มใจ จะมาพักอยู่ที่นี่เป็นการถาวรเลยก็ได้ ประตูของตระกูลแอชฟอร์ดยินดีต้อนรับหลานเสมอ"
บทสนทนาเดินทางมาถึงช่วงท้าย ไฟในเตาผิงก็ใกล้จะมอดดับลง อุณหภูมิในห้องหนังสือเริ่มลดลงช้าๆ
"ไปพักผ่อนเถอะ" เจอราลด์เอ่ยขึ้น "หลานยังต้องเตรียมตัวแข่งถ้วยซิเซโรอีกไม่ใช่เหรอ?"
ริชาร์ดหนีบกล่องไม้ไว้ข้างลำตัวมือหนึ่ง อีกมือหนึ่งประคองการ์กอยล์ไว้ "งั้นผมขอตัวกลับห้องก่อนนะครับ"
"ไปเถอะ"
………………
ริชาร์ดเดินกลับไปตามโถงทางเดินมุ่งหน้าสู่ห้องพักแขก ของทั้งสองชิ้นในมือมีน้ำหนักไม่เบาเลย
เขาก้มมองกล่องไม้ที่หนีบอยู่ใต้รักแร้กับการ์กอยล์ที่อุ้มไว้ รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นกรรมกรแบกหามยังไงยังงั้น
แต่การพูดคุยแค่ครั้งเดียวแล้วได้ของกลับมาเยอะขนาดนี้ ก็ถือเป็นความเหนื่อยยากที่แสนสุขล่ะนะ
ตอนที่เลี้ยวตรงหัวมุม เขาก็มองเห็นแม่ยืนอยู่ริมหน้าต่างตรงสุดทางเดินแต่ไกล
ผ้าม่านถูกเปิดออกเพียงมุมหนึ่ง แสงจันทร์สาดส่องใบหน้าซีกนั้นของหญิงสาวจนดูขาวซีด
มาร์กาเร็ตสวมชุดกระโปรงตัวเก่าตัวเดิมตอนที่มาถึง สวมเสื้อไหมพรมบางๆ ทับอีกชั้น สองแขนกอดอกไว้หลวมๆ
ท่ายืนของเธอแตกต่างจากตอนที่อยู่ในห้องรับแขกเมื่อช่วงกลางวันอย่างสิ้นเชิง
ตอนกลางวันแผ่นหลังของเธอตั้งตรงแหน่ว สีหน้าสง่างามแต่เหินห่าง ทุกการเคลื่อนไหวล้วนผ่านการฝึกฝนมาตั้งแต่เด็ก
แต่ตอนนี้ไหล่ของเธอลู่ลง ทิ้งตัวพิงขอบหน้าต่าง ดูเหมือนว่าจะยืนอยู่ตรงนั้นมานานแล้ว
เธอกำลังรอลูกชายของตัวเองอยู่
(จบแล้ว)