- หน้าแรก
- จุดสูงสุดแห่งศาสตร์เร้นลับ
- บทที่ 37 - ใช้ฝีปากแทนดาบ
บทที่ 37 - ใช้ฝีปากแทนดาบ
บทที่ 37 - ใช้ฝีปากแทนดาบ
ช่วงเย็น ริชาร์ดผลักประตูเดินเข้าบ้านมา
กลิ่นของเตารีดที่แนบลงบนเนื้อผ้าผสมกับกลิ่นลูกเหม็นลอยคลุ้งลงมาจากห้องนอนชั้นบน
เขาวางกระเป๋านักเรียนลงแล้วเดินขึ้นบันไดไป
ประตูห้องนอนใหญ่แง้มอยู่ครึ่งหนึ่ง แม่กำลังยืนอยู่ข้างเตียง
บนเตียงมีชุดเสื้อผ้าจัดวางไว้อย่างเป็นระเบียบ: ชุดสูทสามชิ้นสีเทาเข้ม เสื้อเชิ้ตสีขาว เนกไท และเสื้อคลุมตัวสั้นสำหรับผู้หญิง
ชุดสูทสามชิ้นนั้นเป็นของพ่อ ตัดเย็บจากผ้าทวีดเนื้อละเอียด ซับในที่โผล่ออกมาตรงมุมสะท้อนเงางามนุ่มนวล
เตารีดวางพักอยู่บนแผ่นหินรองบนโต๊ะหัวเตียง ไอร้อนยังคงลอยกรุ่น
แม่กำลังก้มตัวลง ใช้ฝ่ามือรีดรอยยับตรงปกเสื้อสูทให้เรียบ
ที่ขอบปกเสื้อมีการปักตัวอักษรย่อเล็กๆ ไว้ แต่สีของเส้นด้ายซีดจางไปมากแล้ว
ชุดสูทชุดนี้ แม่มักจะเก็บพับไว้ก้นตู้เสมอ จะหยิบออกมาก็ต่อเมื่อต้องกลับไปเยี่ยมบ้านเดิมเท่านั้น
"แม่ครับ"
แม่เงยหน้าขึ้นมา ดึงมือกลับจากปกเสื้อ
"กลับมาแล้วเหรอ? ในเตามีซุปกับขนมปังอุ่นรอไว้อยู่นะลูก"
"ครับ"
ข้างๆ เสื้อคลุมของแม่มีถุงมือวางอยู่คู่หนึ่ง
เป็นถุงมือเก่า ปลายนิ้วบางจุดเริ่มบางแล้ว แต่ก็ถูกทำความสะอาดไว้อย่างดี
"เสื้อผ้าของลูกกับน้อง แม่ก็จัดเตรียมไว้ให้แล้วนะ" แม่หันไปเปิดตู้เสื้อผ้า แล้วหยิบชุดออกมาสองชุด
ชุดของริชาร์ดเป็นเสื้อสูทสีกรมท่าเข้าคู่กับกางเกงขายาวสีเทา คัตติ้งดูค่อนข้างเป็นทางการ
เขาลองรับมาทาบตัวดู ปรากฏว่าแขนเสื้อเต่อไปประมาณหนึ่งนิ้ว
"ช่วงนี้ลูกตัวสูงขึ้นนะเนี่ย" แม่เดินเข้ามาบีบไหล่เขาเบาๆ:
"เดี๋ยวแม่เลาะชายแขนเสื้อลงให้อีกหน่อย น่าจะพอดี"
เธอหยิบสายวัดกับเข็มด้ายออกมาจากตะกร้าเย็บผ้า แล้วสั่งให้ริชาร์ดลองสวมเสื้อสูททับดู
"ยืนตัวตรงๆ ลูก"
ริชาร์ดยืดหลังตรง แม่ย่อตัวลงใช้สายวัดกะระยะความยาวของแขนเสื้อ
เธอทำอย่างคล่องแคล่ว ปากคาบเข็มหมุดเอาไว้ พอวัดระยะได้ที่ก็หยิบเข็มหมุดจากปากมากลัดผ้าไว้ชั่วคราว
"แม่ครับ"
"หืม?"
"พอไปถึงที่นั่น... มีอะไรที่ผมต้องระวังเป็นพิเศษไหมครับ?"
มือของแม่ชะงักไปนิดหนึ่ง องศาของเข็มหมุดที่กลัดลงไปบนเนื้อผ้าเบี้ยวไปเล็กน้อย
เธอใช้นิ้วโป้งขยับเข็มหมุดให้กลับมาตรงที่เดิม แล้วถึงค่อยเอ่ยปาก:
"คุณตาถามอะไร ลูกก็ตอบไปตามความจริงแค่นั้นแหละ ไม่ต้องพูดอะไรยืดยาว แล้วก็ไม่ต้องมองซ้ายมองขวาให้มากความ"
เธอจัดการกลัดเข็มหมุดตัวสุดท้ายเสร็จ ก็ลุกขึ้นยืนแล้วนวดหัวเข่าตัวเองเบาๆ
"ถ้าพี่วินเซนต์เข้ามาทักทายลูก..." เธอลังเลเล็กน้อย "ก็แค่ตอบกลับตามมารยาทไปก็พอ"
ริชาร์ดถอดเสื้อสูทส่งคืนให้แม่ เธอรับไปพาดไว้ที่แขน
"ขอบคุณครับแม่"
แม่รับคำ "อืม" สั้นๆ ก่อนจะหันไปแขวนเสื้อผ้าเก็บเข้าตู้
จากชั้นล่างมีเสียงอีฟลินคุยกับพ่อดังแว่วมา จับใจความไม่ได้ แต่ดูเหมือนระดับเสียงของพ่อจะเบากว่าปกติ
สมาชิกทั้งสี่คนในครอบครัวต่างกำลังเตรียมตัวสำหรับเรื่องเดียวกัน เพียงแต่วิธีการเตรียมตัวนั้นแตกต่างกันออกไป:
พ่อกำลังเตรียม 'ความภูมิฐาน' ของเขา แม่กำลังเตรียม 'ชุดเกราะ' ของเธอ น้องสาวกำลังเตรียม 'สายตาที่เฉียบคม' ส่วนตัวเขาเองกำลังเตรียม 'สมอง' ให้พร้อม
ในช่วงไม่กี่วันที่เตรียมตัวเดินทาง อีฟลินก็ดูเงียบลงไปมาก
เธอเลิกซักไซ้ว่าเขาแอบไปทำอะไรตอนดึกๆ แล้วก็เลิกพูดถึงทฤษฎีสมคบคิดเรื่อง 'แก๊งอันธพาล' หรือ 'เด็กเสี่ย' เสียที
แถมความถี่ในการกรอกตาใส่เขาก็ลดลงอย่างเห็นได้ชัด กลับกลายเป็นว่าเกิดความเข้าอกเข้าใจกันแบบแปลกๆ ระหว่างพี่น้องขึ้นมาแทน
เช้าวันเสาร์ ริชาร์ดนั่งเปิดหนังสืออ้างอิงเกี่ยวกับอักษรโบราณที่ยืมมาจากห้องสมุดอยู่ที่โต๊ะอาหาร
เขาจงใจเลือกหนังสือ 'รวมจารึกโลหะและหินทวีปตะวันตก' เล่มนี้เพราะหน้าปกมันดูปกติที่สุด แถมยังหนาเตอะยิ่งกว่าก้อนอิฐ กางแผ่บนโต๊ะทีก็บังจานข้าวไปค่อนใบแล้ว
แม่ยกจานอาหารออกมาจากครัว เดินอ้อมมาดูแวบหนึ่ง
"ริชาร์ด เมื่อคืนลูกนอนดึกอีกแล้วใช่ไหม?"
แม่สังเกตเห็นรอยคล้ำใต้ตาของเขา
การฝึกซ้อมอย่างหนักหน่วงในช่วงกลางวัน บวกกับการคร่ำเคร่งอ่านหนังสือในตอนกลางคืน ทำให้เวลานอนของเขาถูกบีบให้เหลือเพียงห้าถึงหกชั่วโมง
ถึงแม้การฝ่าด่านวิถีการหายใจไปถึงหมุดหมายแรก จะช่วยให้เขาไม่ต้องมานั่งสัปหงกตอนกลางวัน แต่ร่องรอยบนใบหน้าก็หลอกสายตาของคนเป็นแม่ไม่ได้อยู่ดี
เขายังไม่ทันได้อ้าปากตอบ อีฟลินก็ชะโงกหน้าออกมาจากตรงบันไดเสียก่อน
"พี่เขากำลังทบทวนภาษาละตินอยู่น่ะแม่ ใกล้จะถึงวันแข่งชิงถ้วยรางวัลซิเซโรแล้ว"
เด็กสาวอยู่ในชุดนอน ถักเปียค้างไว้ครึ่งหนึ่งปล่อยสยายอยู่บนบ่า
เพราะปากคาบยางมัดผมอยู่ เสียงพูดก็เลยฟังดูอู้อี้ไปบ้าง
แต่ก็ถือว่าช่วยเปลี่ยนเรื่องได้สำเร็จ
มาร์กาเร็ตปรายตามองลูกสาว ก่อนจะเดินเข้าไปช่วยมัดผมเปียให้
พอแม่เดินกลับเข้าครัว อีฟลินก็สวมรองเท้าแตะเดินลากเท้ามานั่งแหมะที่โต๊ะอาหาร
"อย่าหลงตัวเองไปหน่อยเลย ฉันก็แค่ไม่อยากฟังแม่บ่นพี่หรอกนะ"
เธอหยิบขนมปังออกมาจากตะกร้าชิ้นหนึ่ง ปาดแยมส้มทาลงไป พลางบ่นพึมพำเสียงเบา:
"ยังไงก็ต้องพักผ่อนให้เพียงพอด้วยล่ะ... ขืนพี่ล้มป่วยไปกลางเมืองหลวงล่ะก็ ได้ขายหน้ากันทั้งครอบครัวแน่ๆ"
"ไม่ล้มหรอกน่า"
"ให้มันจริงเถอะ"
………………
บ่ายวันจันทร์ คือคาบติวครั้งสุดท้ายก่อนที่เขาจะออกเดินทางไปเมืองหลวงในวันพรุ่งนี้
วันนี้มิสเตอร์ฮอลแลนด์ไม่ได้สร้างเสียงรบกวนใดๆ อีก
เขายกเก้าอี้มาตั้งไว้ด้านข้างโพเดียม ห่างจากจุดที่ริชาร์ดยืนอยู่ไม่ถึงสองก้าว
"วันนี้ไม่ต้องจำลองการพูดแล้ว"
เขาวางถ้วยชาลงบนขอบหน้าต่าง
"การออกเสียงของเธอ ความเข้าใจในหลักวาทศิลป์ การควบคุมบุคลิกภาพบนเวที ถือว่าเข้าที่เข้าทางแล้ว สิ่งที่ฉันสอนได้ ฉันก็สอนไปหมดแล้ว"
เขาล้วงกระดาษที่พับไว้ออกมาจากกระเป๋าเสื้อ แล้วยื่นส่งให้: "นี่คือผลพลอยได้จากการไปประชุมคราวที่แล้ว"
ริชาร์ดรับมาคลี่ออกดู
มันคือกระดาษจดรายชื่อที่เขียนด้วยลายมือ มีชื่อคนอยู่หลายชื่อ พร้อมกับระบุชื่อโรงเรียนและระดับชั้นไว้ด้านข้าง
"นี่คือรายชื่อตัวเก็งของการแข่งขันในปีนี้ ฉันวานให้คนในสมาคมคลาสสิกช่วยหามาให้น่ะ"
มิสเตอร์ฮอลแลนด์ใช้ผ้าเช็ดหน้าซับมุมปาก:
"เด็กพวกนี้มีครูสอนพิเศษประกบแบบตัวต่อตัวมาตั้งแต่เด็ก แถมยังเรียนอยู่ในโรงเรียนรัฐบาลชั้นนำของเมืองหลวงด้วย"
"พื้นฐานของเธอตอนนี้ถือว่าผ่านเกณฑ์แล้ว แต่ถ้าจะไปเทียบกับพวกเด็กเมืองหลวงที่ถูกปูพื้นฐานการศึกษาแบบชนชั้นสูงมาตั้งแต่เกิด พื้นฐานของเธอก็ยังเป็นรองอยู่นิดหน่อย"
เขาหยิบถ้วยชาจากหน้าต่าง หันกลับมาเผชิญหน้าริชาร์ดตรงๆ
"แต่คะแนนของการแข่งขันชิงถ้วยรางวัลซิเซโรกว่าสี่สิบเปอร์เซ็นต์ มาจากบุคลิกภาพและทักษะการนำเสนอบนเวที อารมณ์ความรู้สึกตอนที่ก้าวขึ้นไปยืนบนนั้น ว่ามันออกมาจากใจจริง หรือแค่ท่องจำมาเป็นนกแก้วนกขุนทอง... ของแบบนี้มันปิดกันไม่มิดหรอก"
เขาตบบ่าริชาร์ดเบาๆ:
"กรรมการเขาไม่ได้มานั่งจับผิดหรอกว่าเธอท่องมาเป๊ะแค่ไหน เขาอยากดูว่าตอนที่ยืนอยู่บนเวทีน่ะ เธอเข้าใจแก่นแท้ในสิ่งที่ซิเซโรต้องการจะสื่อหรือเปล่า แล้วก็สามารถถ่ายทอดมันออกมาในสไตล์ของเธอเองได้ไหมต่างหาก"
ชายวัยกลางคนเดินกลับไปนั่งที่เก้าอี้:
"ก่อนจบคาบ ฉันจะเล่าเกร็ดประวัติศาสตร์ให้ฟังเรื่องหนึ่งก็แล้วกัน"
"รู้ไหม ตอนที่ซิเซโรยืนกรานด่าทอคาติลีนในสภาซีเนตน่ะ สมาชิกวุฒิสภาส่วนใหญ่ล้วนเป็นศัตรูทางการเมืองของเขาทั้งนั้น
ในมือของเขาไม่มีกองทัพ ไม่มีทหารกล้าคอยหนุนหลัง เขามีแค่ริมฝีปากของตัวเอง คอยเสกสรรปั้นแต่งทุกๆ คำให้กลายเป็นตะปูแหลมคม แล้วตอกมันฝังลึกเข้าไปในโสตประสาทของคนฟังทีละตัวๆ"
"และสุดท้าย คาติลีนก็ต้องหนีหัวซุกหัวซุน... เขาถูกขับไล่ด้วยน้ำเสียงของนักปราชญ์ผู้นี้แหละ"
มิสเตอร์ฮอลแลนด์เอนหลังพิงพนักเก้าอี้:
"ในวันที่เธอไปยืนอยู่บนแท่นบรรยายของวิหารเซนต์ออกัสติน คนที่นั่งฟังอยู่ข้างล่างส่วนใหญ่คือพวกลูกผู้ดีมีตระกูล กับบรรดาศาสตราจารย์ชื่อดัง"
"คนพวกนั้นส่วนใหญ่น่ะ... ไม่เชื่อหรอกว่าเด็กนักเรียนจากเมืองอุตสาหกรรมอย่างบริสตัน จะสามารถคว้ารางวัลกลับไปได้"
"แต่ฉันเชื่อ... ว่าเธอจะพิสูจน์ให้พวกเขาเห็นว่าพวกเขาคิดผิด"
ริชาร์ดพับกระดาษรายชื่อเก็บเข้ากระเป๋าเสื้อ "ผมจะทำให้เต็มที่ครับ"
(จบแล้ว)