- หน้าแรก
- จุดสูงสุดแห่งศาสตร์เร้นลับ
- บทที่ 17 - มลพิษทางความรู้
บทที่ 17 - มลพิษทางความรู้
บทที่ 17 - มลพิษทางความรู้
คาบเรียนของมิสเตอร์ฮัตตันอยู่ในช่วงบ่ายคาบสุดท้าย
เนื้อหาเกี่ยวกับสภาวการณ์ทางการเมืองของนครรัฐในช่วงยุคเสื่อมถอยของอารยธรรมลุ่มทะเลอีเจียน ซึ่งไม่เกี่ยวกับเรื่องลี้ลับเลยแม้แต่น้อย จัดอยู่ในหมวดหมู่วิชาประวัติศาสตร์แบบแท้ทรู
แต่ริชาร์ดก็ตั้งใจฟังทุกกระเบียดนิ้ว เพราะมิสเตอร์ฮัตตันอาจจะซ่อนเบาะแสอะไรบางอย่างไว้ตามจุดหักเหของเนื้อหาเมื่อไหร่ก็ได้
พอเสียงกริ่งเลิกเรียนดังขึ้น นักเรียนก็พากันกรูกันออกไปที่ประตูราวกับเขื่อนแตก
ริชาร์ดจงใจเก็บกระเป๋าช้าๆ
รอจนคนในห้องเรียนออกไปจนหมด เหลือแค่เขากับมิสเตอร์ฮัตตันสองคน เขาจึงรูดซิปกระเป๋าปิด แล้วเดินไปที่หน้าโต๊ะบรรยาย
"อาจารย์ครับ ผมมีคำถามอยากจะปรึกษาหน่อยครับ"
มิสเตอร์ฮัตตันกำลังเก็บเอกสารแผนการสอนเข้าแฟ้ม: "ว่ามาสิ"
"ครั้งก่อนอาจารย์พูดถึงคำพยากรณ์เดลฟาย ช่วงนี้ผมเลยไปหาอ่านข้อมูลเกี่ยวกับระบบความรู้ของพวกนักบวชยุคโบราณมาบ้าง แล้วก็มีเรื่องหนึ่งที่ผมคิดไม่ตกน่ะครับ"
เขาเลือกใช้คำพูดอย่างระมัดระวัง ทุกๆ คำถูกกลั่นกรองในหัวมาอย่างดีก่อนจะเอ่ยปาก:
"อาจารย์คิดว่า 'คำทำนาย' ของนักบวชพวกนั้น มาจากการวิเคราะห์และรวบรวมข้อมูลล้วนๆ หรือว่ามันมี... ปัจจัยอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยครับ?"
มิสเตอร์ฮัตตันวางแฟ้มเอกสารลงบนโต๊ะ สายตาที่มองริชาร์ดเปลี่ยนไปแล้ว
ไม่ใช่สายตาที่ครูมองนักเรียนอีกต่อไป แต่เป็นสายตาที่กำลังมอง 'ว่าที่คนในวงการเดียวกัน'
"คำถามของเธอน่ะ มันหลุดกรอบเนื้อหาในหนังสือเรียนไปไกลแล้วนะ"
"ผมทราบครับ"
ชายชราหยิบไปป์ขึ้นมา กะจะจุดไฟสูบ แต่เหลือบมองริชาร์ดแวบหนึ่ง สุดท้ายก็เปลี่ยนใจวางมันลง
"วิลเลียมส์ เธอเคยได้ยินคำว่า 'อีเธอร์' ไหม?"
ริชาร์ดตอบคำถามนี้ด้วยข้อมูลที่เขาเตรียมตัวมาอย่างดี:
"ภาษากรีกเรียกว่า Pneuma (นิวมา) แปลว่าลมหายใจ หรือลมหายใจแห่งชีวิตครับ
สำนักสโตอิกใช้คำนี้เพื่ออธิบายถึงพลังแห่งเหตุผลที่แทรกซึมอยู่ในทุกสรรพสิ่ง ส่วนอริสโตเติลก็ใช้แนวคิดคล้ายๆ กันนี้ในการอธิบายการเคลื่อนที่ของวัตถุบนท้องฟ้า โดยเรียกว่า 'ธาตุที่ห้า' ครับ"
"นั่นมันคำตอบในตำราเรียน" มิสเตอร์ฮัตตันยิ้ม: "ก็ถูกแหละ แต่ยังไม่ครบถ้วนหรอกนะ"
"สาเหตุที่คนโบราณเลือกใช้คำคำนี้ ก็เป็นเพราะว่า ภายใต้การฝึกฝนแบบเฉพาะเจาะจง มนุษย์สามารถรับรู้ได้ถึงบางสิ่งที่ไม่ได้อยู่ในอากาศจริงๆ"
มิสเตอร์ฮัตตันใช้นิ้วลูบไล้ไปป์ในมือ
"แน่นอนว่า ภายใต้กรอบของวิทยาศาสตร์ในยุคปัจจุบัน เรื่องพวกนี้ไม่มีหลักฐานอะไรมารองรับเลย พวกศาสตราจารย์ในราชสมาคมก็จะบอกว่ามันเป็นแค่การอุปาทานหมู่ ซึ่งในฐานะครู ฉันก็ต้องสอนตามนั้น"
เขาวางไปป์ลงบนโต๊ะ แล้วขยับไปนั่งพิงขอบโต๊ะบรรยาย
"แต่ในความเห็นส่วนตัวของฉันนะ นักวิชาการที่รอบคอบจริงๆ ไม่ควรจะด่วนสรุปว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่งไม่มีอยู่จริง เพียงเพราะเครื่องมือในปัจจุบันมันยังไม่สามารถตรวจวัดค่าได้ เธอคิดว่าไงล่ะ?"
"ผมเห็นด้วยกับอาจารย์ครับ" ริชาร์ดตอบ: "ขีดจำกัดของเครื่องมือวัดมันขยายตัวอยู่ตลอดเวลา คนเมื่อสามร้อยปีก่อนก็ไม่รู้จักคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเหมือนกันครับ"
ชายชราพยักหน้ารับ รอยยิ้มดูจะพึงพอใจไม่น้อย
ริชาร์ดอาศัยจังหวะนี้ ค่อยๆ เบี่ยงประเด็นไปอีกเรื่องหนึ่ง:
"อาจารย์ครับ ผมบังเอิญเจอลิเลียน เฮย์เวิร์ดที่ชั้นสามของห้องสมุด เธอก็ดูเหมือนจะไปที่ชั้นนั้นบ่อยๆ เหมือนกัน"
คิ้วของชายชราเลิกขึ้นสูง น้ำเสียงแฝงความหยอกล้อ:
"วิลเลียมส์ มาแอบถามเรื่องเพื่อนนักเรียนหญิงกับครูแบบนี้ มันดูจะไม่ค่อยเหมาะเท่าไหร่มั้ง?"
"ผมไม่ได้หมายความแบบนั้นครับ..."
"คนหนุ่มสาวนี่นะ จะแอบมองสาวสวยๆ มันก็เป็นเรื่องธรรมดา"
มิสเตอร์ฮัตตันโบกมือทำหน้าตาเหมือนคนอาบน้ำร้อนมาก่อน: "แต่มาถามเรื่องแบบนี้กับฉัน คงหวังจะให้ฉันช่วยเป็นพ่อสื่อแม่ชักให้ล่ะสิ ฝันไปเถอะ"
ริชาร์ดแอบถอนหายใจในใจ ชายชราคนนี้เบี่ยงประเด็นได้เนียนกริบจริงๆ
แต่ความพริ้วระดับนี้แหละ ที่ทำให้เขายิ่งมั่นใจว่าอีกฝ่ายคงไม่ยอมคายข้อมูลอะไรออกมาง่ายๆ แน่
แน่นอนว่า การไม่ตอบ ก็ถือเป็นคำตอบอย่างหนึ่งเหมือนกัน
เขาเลิกหยั่งเชิง แล้วกลับมาเข้าเรื่องที่ตัวเองอยากรู้จริงๆ: "อาจารย์ครับ ภาคผนวก C ผมอ่านจบแล้วนะครับ"
"สามวันเนี่ยนะ? รวมเวลาถอดรหัสด้วยเหรอ?"
มิสเตอร์ฮัตตันเปลี่ยนสีหน้าเป็นจริงจังทันที: "แค่สามวันเองเรอะ?"
ริชาร์ดไม่ได้แกล้งถ่อมตัว มีแต่ต้องทำให้อีกฝ่ายเห็นถึงศักยภาพที่แท้จริงของเขาเท่านั้น เขาถึงจะได้เบาะแสในขั้นต่อไป
"ในส่วนที่สอง พูดถึงการแบ่งประเภทของวิธีการหายใจ แต่ไม่ได้บอกวิธีฝึกอย่างละเอียด ผมอยากจะหาวิธีฝึกพวกนั้นครับ"
ชายชราจ้องมองเขาเขม็ง:
"เธอรู้ไหมว่าทำไมฉันถึงยอมยุ่งยากให้เธอไปถอดรหัสเอาเอง แทนที่จะเล่าให้ฟังตรงๆ?"
"คัดกรองครับ" ริชาร์ดตอบสั้นๆ
"อธิบายให้ละเอียดหน่อยสิ"
"อาจารย์คงต้องการยืนยันสองเรื่องครับ
ข้อแรก ผมมีพื้นฐานความรู้มากพอที่จะเข้าใจเนื้อหาพวกนั้นหรือเปล่า
ข้อสอง ผมมีความรอบคอบมากพอที่จะจัดการกับข้อมูลพวกนั้นไหม"
"ก็ถูก แต่ยังไม่ครบถ้วนหรอกนะ" มิสเตอร์ฮัตตันลุกขึ้นยืน แล้วผลักเก้าอี้เก็บเข้าใต้โต๊ะ
"ข้อที่สาม ฉันต้องแน่ใจว่าเธอรู้จักกาลเทศะ รู้ว่าเรื่องไหนควรถาม เรื่องไหนควรไปหาคำตอบเอาเอง"
เขาเดินไปที่หน้าต่าง แล้วปิดมันให้สนิท
"วิลเลียมส์ ความรู้บางอย่างที่ต้องถูกนำมาเข้ารหัส ต้องเขียนด้วยรหัสลับ ซ่อนไว้ในภาคผนวกของหนังสือวิชาการนอกกระแส ไม่ใช่เพราะคนเขียนเขาชอบทำตัวลึกลับหรอกนะ"
"แต่เป็นเพราะ... ความรู้พวกนั้นมันแฝงไปด้วย 'มลพิษ' บางอย่างต่างหาก"
"ความรู้เรื่องศาสตร์ลี้ลับที่เขียนไว้อย่างชัดเจน หากถูกคนที่ไม่มีพื้นฐานมารับรู้เข้า มันจะสร้างภาระให้กับคนคนนั้นอย่างมหาศาล
สถานเบาก็แค่ปวดหัว หรือมีอาการประสาทหลอน สถานหนักก็... เธอก็คงไม่อยากรู้หรอก"
"การเข้ารหัสลับคือกลไกป้องกันตัวรูปแบบหนึ่ง คนที่สามารถไขรหัสได้ ก็มักจะเป็นคนที่มีพื้นฐานมากพอที่จะรองรับเนื้อหาพวกนั้นได้นั่นแหละ"
ริชาร์ดแอบกาหัวเรื่องนี้ไว้ในใจว่าเป็นข้อมูลระดับ VIP ทันที
มลพิษทางความรู้ เมื่อนำไปประกอบกับคำเตือนเรื่อง 'วิญญาณเร่ร่อน' ในช่วงท้ายของภาคผนวก C ก็ยิ่งตอกย้ำว่าโลกหลังม่านพรางนั้นโคตรจะอันตราย
"ตกลงว่า เนื้อหาของวิธีการหายใจล่ะครับ..."
มิสเตอร์ฮัตตันขัดจังหวะเขา:
"ชั้นหนังสือที่เธอไปมาบนชั้นสามน่ะ เธอได้นับบ้างหรือเปล่าว่ามีหนังสืออยู่ทั้งหมดกี่เล่ม?"
ริชาร์ดนึกทบทวน: "น่าจะประมาณยี่สิบกว่าเล่มครับ"
"ใช่ จะแกะอะไรออกมาจากหนังสือพวกนั้นได้บ้าง ก็ขึ้นอยู่กับความสามารถของเธอเองแล้วล่ะ"
ชายชราหยิบปากกาสีแดงขึ้นมาเตรียมตรวจแผนการสอน
"บางเล่มก็ไม่มีอะไรซ่อนอยู่เลย เป็นแค่ตำราวิชาการธรรมดาๆ
บางเล่มก็แอบมีภาคผนวก บางเล่มก็ซ่อนไว้ในเนื้อหาหลัก หรือบางเล่มก็มีแค่ประโยคครึ่งประโยคโผล่มาดื้อๆ"
เขาไม่ได้เงยหน้าขึ้นมามอง: "ฉันชี้ทางให้เธอแล้ว ที่เหลือก็ขึ้นอยู่กับเธอเอง"
"และฉันขอแนะนำให้เธอฝึกฝนทักษะการถอดรหัสข้อความพวกนี้เอาไว้ให้คล่องๆ เลยนะ"
ปลายปากกาสีแดงขีดเส้นใต้ลงบนกระดาษหนึ่งที
"ถ้าอยากจะก้าวไปให้ไกลกว่านี้ในเส้นทางสายนี้ เธอจะต้องเจอกับข้อความเข้ารหัสอีกนับไม่ถ้วน และมันก็จะยิ่งซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ ถ้าอ่านไม่ออก เธอก็เปิดประตูบานต่อไปไม่ได้หรอก"
ริชาร์ดพยักหน้ารับ: "ผมเข้าใจแล้วครับ ขอบคุณครับอาจารย์"
เขาหันหลังเดินไปที่ประตู
"วิลเลียมส์"
"ครับ อาจารย์?"
"การแข่งขันถ้วยรางวัลซิเซโร มันสำคัญกว่าที่เธอคิดไว้นะ ตั้งใจเตรียมตัวให้ดี อย่าเพิ่งวอกแวกไปเรื่องอื่นเสียล่ะ"
ประตูถูกปิดลง
มิสเตอร์ฮัตตันวางปากกาสีแดงลง เอนหลังพิงพนักเก้าอี้ ทอดสายตามองไปยังแผนที่เก่าๆ บนผนังฝั่งตรงข้าม
แผนที่นั้นวาดแนวชายฝั่งของทวีปใหม่ มุมกระดาษม้วนงอ แถมยังมีคราบสนิมจากหมุดปักกระดาษเกาะอยู่ด้วย
เขาเอาลูกศิษย์สองคนมาวางเทียบกันบนตาชั่งในใจ
ยัยหนูลิเลียนคนนั้นหัวไว แถมยังมีเซนส์เรื่องข้อความซ่อนเร้นดีเยี่ยม
เดือนก่อนเธอหยิบหนังสือเล่มนั้นไป ใช้เวลาสองสัปดาห์ถอดรหัสในภาคผนวกออกมาได้ถูกต้องประมาณเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์
สำหรับเด็กนักเรียนที่ไม่มีพื้นฐานการถอดรหัสลับเลย ถือว่าทำได้ดีมากแล้ว
แต่หลังจากนั้น เธอก็ไม่เคยกลับมาถามไถ่อะไรเขาอีกเลย ไม่รู้ว่าเป็นเพราะไม่กล้าถาม หรือว่าไม่อยากจะถลำลึกไปมากกว่านี้กันแน่
ส่วนริชาร์ด วิลเลียมส์ ใช้เวลาแค่สามวันก็แกะรหัสได้จนหมด แถมยังแก้รหัสแบบซ้อนกันสองชั้นได้ด้วย
แล้วตอนนี้ก็ยังกล้ามาถามเรื่องวิธีการหายใจ แถมยังถามได้ตรงจุดและระมัดระวังตัวดีซะด้วย
เด็กคนนี้รู้ตัวดีว่าตัวเองยืนอยู่ตรงไหน และรู้ว่าก้าวต่อไปจะต้องทำอะไร แสดงว่าเขามีการวางแผนที่ชัดเจนและมีแรงผลักดันสูงมาก
มิสเตอร์ฮัตตันปิดปลอกปากกาสีแดง แล้วเก็บเข้ากระเป๋าเสื้อ
สมัยหนุ่มๆ ตอนที่เขาไปเรียนที่เมืองหลวง พวกหัวกะทิของจักรวรรดิต่างก็มารวมตัวกันอยู่ที่นั่น คนเก่งๆ มีเยอะแยะเป็นดอกเห็ด
แต่สิ่งที่ทำให้คนเราแตกต่างกัน นอกจากเรื่องของพรสวรรค์แล้ว มันก็คือ 'แรงผลักดัน' ที่จะก้าวไปข้างหน้านี่แหละ
ลิเลียนเป็นพวกที่เปิดประตูแง้มๆ แอบมองดูข้างในนิดหน่อย พอเห็นว่ามันมืดก็เลยถอยกลับ
ส่วนริชาร์ด เป็นพวกที่พอเปิดประตูแล้ว ก็จะตะโกนถามเข้าไปข้างในเพื่อกะขนาดของห้องก่อน ค่อยตัดสินใจว่าจะเดินเข้าไปดีไหม
คนแบบหลังอันตรายกว่าแบบแรกเยอะ แต่ถ้าทำสำเร็จก็จะกอบโกยอะไรกลับมาได้มากกว่ามหาศาลเช่นกัน
ชายชราถอนหายใจยาว แล้วปิดแฟ้มแผนการสอนลง
"คนหนุ่มสาวสมัยนี้..." เขาพึมพำกับตัวเอง
(จบแล้ว)