- หน้าแรก
- จุดสูงสุดแห่งศาสตร์เร้นลับ
- บทที่ 13 - การยับยั้งชั่งใจ
บทที่ 13 - การยับยั้งชั่งใจ
บทที่ 13 - การยับยั้งชั่งใจ
ริชาร์ดนั่งเหม่ออยู่บนเก้าอี้ ในหัวมีความคิดมากมายวิ่งวุ่นไปหมด
จากการที่เคยคลุกคลีอยู่ในเว็บบอร์ดเกี่ยวกับคติชนวิทยาเมื่อชาติที่แล้วมานานหลายปี ทำให้เขาไม่เคยขาดจินตนาการเกี่ยวกับเรื่องภูตผีปีศาจพวกนี้เลย
กระทู้พวกนั้นที่เต็มไปด้วยการลงพื้นที่สำรวจแบบกึ่งจริงกึ่งแต่ง, บันทึกรายละเอียดเกี่ยวกับประเพณีทางไสยศาสตร์จากหลากหลายพื้นที่, คำบอกเล่าจากปากของหมอผีซาแมนขณะเข้าทรง...
เขาเคยอ่านกระทู้พวกนี้มาเป็นร้อยๆ กระทู้ เคยเขียนบทความวิเคราะห์เชิงลึกกึ่งๆ สมัครเล่นมาก็หลายบทความ และยังเคยเถียงกับคนในคอมเมนต์เรื่องความแตกต่างระหว่างคุณไสยกับลัทธิวูดูด้วยซ้ำ
ความตื่นเต้นในตอนนั้นตั้งอยู่บนพื้นฐานของความปลอดภัย: ฝั่งนี้ของหน้าจอคือโลกแห่งความเป็นจริง ส่วนฝั่งนู้นของหน้าจอคือเรื่องเล่า
เพราะเขารู้ดีว่า ต่อให้ปิดคอมพิวเตอร์ไป โลกใบนี้ก็ยังคงหมุนไปตามปกติ
แต่ตอนนี้ เมื่อได้ก้าวเข้ามาสู่โลกอีกใบจริงๆ พื้นฐานความปลอดภัยนั้นกลับถูกทำลายลงจนป่นปี้
ม่านพรางมีอยู่จริง อีเธอร์มีอยู่จริง และสิ่งที่ซ่อนอยู่หลังม่านพรางก็มีอยู่จริงเช่นกัน
ความตื่นเต้นยังคงอยู่ แต่ภายใต้ความตื่นเต้นนั้นกลับมีบางสิ่งบางอย่างกดทับเอาไว้อีกชั้น
มันเย็นยะเยือกและหนักอึ้ง กดทับจนเขาไม่อยากจะลุกจากเก้าอี้เลยทีเดียว
นี่คือสัญชาตญาณความหวาดกลัวต่อสิ่งลี้ลับที่ไม่รู้จัก
ประสบการณ์ของการยืนมองลงไปในบ่อน้ำลึกๆ ด้วยตัวเอง ย่อมแตกต่างจากการนอนอ่านหนังสือคู่มือสอนว่ายน้ำบนโซฟาอย่างสิ้นเชิง
เขาเริ่มรวบรวมข้อมูลในหัว พยายามบังคับตัวเองให้หลุดพ้นจากอารมณ์ความรู้สึก แล้วเข้าสู่โหมดการใช้ความคิดอย่างมีสมาธิ
ข้อแรก, พลังเหนือธรรมชาติมีอยู่จริง มีระบบระเบียบ มีการถ่ายทอดสืบต่อกันมา และก็มาพร้อมกับความอันตราย
แม้ถ้อยคำในภาคผนวก C จะดูเรียบง่ายและถูกจำกัดความรู้สึกเอาไว้มาก แต่ความหมายเชิงตักเตือนที่แฝงอยู่ระหว่างบรรทัดนั้นรุนแรงมาก
ข้อสอง, การอัปเกรดทักษะหายใจจำเป็นต้องพึ่งพาวิธีการหายใจระดับเหนือธรรมชาติ ซึ่งอย่างน้อยก็มีเส้นทางสายหลักๆ อยู่สามเส้นทาง
วิถีแห่งทองคำนั้นปลอดภัยที่สุด, วิถีเผาผลาญโลหิตนั้นสุดโต่งเกินไป, ส่วนวิถีห้วงลึกนั้นคือเขตแดนต้องห้าม
ด้วยสภาพร่างกายของเขาในปัจจุบัน วิถีแห่งทองคำแทบจะเป็นทางเลือกเดียวที่มีอยู่
ข้อสาม, มิสเตอร์ฮัตตัน
ชายชราส่งกระดาษโน้ตให้เขา ชี้พิกัดชั้นหนังสือให้เสร็จสรรพ แถมยังระบุแถวและช่องอย่างแม่นยำ
เรื่องราวเฉียดๆ ที่เขายกมาเล่าในห้องเรียน ไม่ว่าจะเป็น เทพแห่งท้องถนน, ชนชั้นนักบวช, เครือข่ายข้อมูลของวิหาร, หรือแม้แต่รายงานของรัฐบาลที่ถูกขีดฆ่าด้วยหมึกดำ เมื่อลองย้อนนึกดูตอนนี้ ทั้งหมดนั่นมันคือการปูทางชัดๆ
ตกลงแล้วมิสเตอร์ฮัตตันรู้เรื่องพวกนี้มากน้อยแค่ไหนกันแน่?
เขาเป็นแค่นักวิชาการธรรมดาๆ หรือว่าเป็นส่วนหนึ่งของระบบการฝึกฝนพลังเหนือธรรมชาติกันล่ะ?
แล้วเหตุผลอะไรที่ทำให้เขาชักนำนักเรียนคนหนึ่งให้เข้ามาสัมผัสกับเรื่องพวกนี้?
ข้อสี่, ลูกพี่ลูกน้องวินเซนต์
จี้ทองเหลืองนั่น หลังจากใส่ได้แค่ไม่กี่วัน ก็สูบพลังชีวิตของริชาร์ดคนก่อนจนขาดใจตายไปเลย
แล้ววินเซนต์ล่ะ รู้เรื่องความผิดปกติของของชิ้นนี้บ้างไหม?
ถ้าไม่รู้ เขาก็เป็นแค่ตัวกลางส่งผ่าน และต้นตอของปัญหาก็คงมาจากแหล่งที่มาของจี้นั่นแหละ
แต่ถ้ารู้ล่ะก็... ริชาร์ดพักความคิดนี้เอาไว้ก่อน ในเมื่อยังไม่มีหลักฐานแน่ชัด เขาก็จะไม่ด่วนสรุป แต่ความสำคัญของประเด็นนี้ถูกจัดไว้ในระดับต้นๆ เลยทีเดียว
เมื่อเรียบเรียงข้อมูลในหัวเสร็จสิ้น เขาก็พ่นลมหายใจออกมายาวเหยียด
แผงระบบที่ขอบการมองเห็นยังคงสว่างไสวอย่างเงียบๆ
【ความรู้】 Lv.1 ค่าประสบการณ์: 102/200
ผ่านการทำงานถอดรหัสอย่างหนักหน่วงติดต่อกันสามวัน หลอดค่าประสบการณ์ของทักษะความรู้ก็พุ่งพรวดขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด
ทุกครั้งที่เขาสามารถถอดรหัสคำศัพท์ได้สำเร็จ ทุกครั้งที่เขาค้นพบเบาะแสสำคัญจากคู่มือรากศัพท์ หรือทุกครั้งที่เขาสามารถนำประโยคที่ถูกสับเปลี่ยนตำแหน่งกลับมาเรียงต่อกันได้อย่างถูกต้อง... แผงระบบก็บันทึกผลลัพธ์จากการเรียนรู้เหล่านั้นไว้อย่างซื่อตรง
งานถอดรหัสนั้น ถือเป็นการใช้ความรู้แบบเข้มข้นขั้นสุด ทั้งไวยากรณ์ภาษาละติน, นิรุกติศาสตร์, พื้นฐานการเข้ารหัสลับ, และการเปรียบเทียบข้อมูลทางศาสนาที่ซับซ้อน
มันมีประสิทธิภาพสูงกว่าการนั่งฟังบรรยายในห้องเรียนเฉยๆ ซะอีก
เมื่อมาลองคิดดูแล้ว การที่มิสเตอร์ฮัตตันจะคัดเลือกใครสักคน บางทีเขาอาจจะไม่ได้ดูแค่ว่าคนคนนั้นสนใจเรื่องลี้ลับหรือเปล่า แต่ความสามารถในการเรียนรู้ก็น่าจะเป็นหนึ่งในเกณฑ์การคัดเลือกด้วยเช่นกัน
พูดง่ายๆ ก็คือ เด็กเรียนแย่ที่แม้แต่ความรู้ในห้องเรียนยังสอบตก ก็คงไม่มีทางได้สัมผัสกับโลกหลังม่านพรางหรอก
ทักษะหายใจเองก็ใกล้จะเต็มหลอดแล้ว อีซักสองสามวันก็น่าจะอัปเลเวลเป็น Lv.2 ได้
เขาลุกขึ้นยืน เสียงกระดูกลั่นดังกร๊อบแกร๊บ นั่งนานเกินไปแล้วแฮะ
ขณะที่กำลังจะจัดเก็บกระดาษที่วางระเกะระกะอยู่บนโต๊ะ เสียงถ้วยชามกระทบกันก็ดังมาจากชั้นล่าง
"พี่!"
อีฟลินตะโกนเรียกเขาลงไปกินข้าวเย็น
แต่เพราะมีพื้นกระดานกั้นอยู่แถมเขายังปิดประตูห้องสนิท เสียงเรียกจึงดังมาถึงแบบอู้อี้ๆ
ตอนนั้นสมาธิทั้งหมดของเขากำลังจดจ่ออยู่กับกระดาษจดบันทึกบนโต๊ะ นิ้วชี้ค่อยๆ ไล่ไปตามขั้นตอนการอนุมานบนแผ่นกระดาษทีละบรรทัดๆ ริมฝีปากก็ขมุบขมิบพึมพำบางอย่างโดยไม่มีเสียง
ผ่านไปครู่หนึ่ง เสียงฝีเท้าของเด็กสาวก็ดังขึ้นตรงบันได ฟังดูรวดเร็วและแฝงความหงุดหงิดนิดๆ
ก๊อก ก๊อก ก๊อก เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้ง
"พี่! หูหนวกหรือไงฮะ? เรียกกินข้าวแล้วไม่ได้ยินเหรอ!"
ริชาร์ดสะดุ้งสุดตัว ดึงสติกลับมาทันที
เขาก้มลงมองสภาพบนโต๊ะ
กระดาษที่แปลภาคผนวก C วางแผ่หลาอยู่เต็มโต๊ะ ตารางเปรียบเทียบคำศัพท์ก็กางทับอยู่ข้างๆ
สมุดบันทึกที่เต็มไปด้วยร่องรอยการถอดรหัสอันยุ่งเหยิง แถมหนังสือเล่มนั้นยังเปิดกางหราอยู่ในจุดที่เตะตาที่สุดอีก
และลูกบิดประตูกำลังถูกกดลงมาแล้ว
ร่างกายของเขาตอบสนองไวกว่าความคิด เขารีบรวบกระดาษทั้งหมดบนโต๊ะ คว้าหนังสือ แล้วยัดทุกอย่างลงไปในลิ้นชักแบบลวกๆ
สมุดบันทึกเก็บไม่ทันแล้ว เขาเลยพลิกไปหน้าเปล่าแล้วคว่ำหน้ามันลงบนโต๊ะ
ประตูถูกเปิดออก
อีฟลินยืนอยู่ตรงประตู มือข้างหนึ่งเท้าสะเอว ส่วนอีกมือถือแตงกวาหั่นแท่งที่คาบไว้ครึ่งท่อน คงหยิบติดมือมาจากในครัว
เธออ้าปากเตรียมจะต่อว่า แต่พอเห็นสภาพในห้องก็ถึงกับชะงักงัน
เด็กหนุ่มกำลังยืนอยู่ข้างโต๊ะหนังสือ ท่าทางดูเกร็งๆ เหมือนกำลังแอบซ่อนอะไรบางอย่าง
ตามหน้าผาก ปลายจมูก ไปจนถึงหลังใบหูเต็มไปด้วยเหงื่อ ลมหายใจหอบถี่ หน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงเร็วกว่าปกติอย่างเห็นได้ชัด
ไฟจากโคมไฟตั้งโต๊ะยังเปิดสว่างโร่ ผ้าม่านถูกปิดสนิท ภายในห้องทั้งอบอ้าวและร้อนระอุ
แตงกวาในปากอีฟลินลืมเคี้ยวไปเลย
"พี่..."
"ทำการบ้านอยู่น่ะ" ริชาร์ดโกหกหน้าตายแบบไร้ที่ติ
"ทำการบ้านบ้าอะไรเหงื่อแตกพลั่กขนาดนี้?"
"ก็ในห้องมันอบอ้าวนี่นา"
"แล้วทำไมพี่ไม่เปิดหน้าต่างล่ะฮะ?"
"ลืมไปเลย"
อีฟลินดึงแตงกวาออกจากปาก หรี่ตาจับผิดเขา
ประตูที่ปิดสนิท, ผ้าม่านที่รูดปิดมิดชิด, ห้องที่ร้อนระอุ, เหงื่อที่ท่วมตัว, แล้วก็ท่าทางลุกลี้ลุกลนตอนได้ยินเสียงเคาะประตูเหมือนพยายามจะซ่อนอะไรบางอย่าง
และที่น่าสงสัยที่สุดก็คือ... ลิ้นชักที่ถูกล็อคกุญแจเอาไว้นั่น
เธอก็ไม่ได้ไร้เดียงสาถึงขั้นไม่รู้อะไรเลยหรอกนะ
ในกลุ่มเพื่อนผู้หญิง บางทีก็มีเรื่องกระซิบกระซาบเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้บ้าง และแม่ก็เคยเล่าให้ฟังถึง 'ความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นเมื่อเด็กผู้ชายโตขึ้น' เหมือนกัน
คำพูดของแม่ในตอนนั้นคือ:
"พี่ชายของลูกน่ะ พอเข้าสู่วัยนี้ ก็อาจจะมี... พฤติกรรมบางอย่าง... ลูกไม่ต้องไปใส่ใจหรอกนะ แล้วก็อย่าไปกวนเวลาส่วนตัวของเขาด้วยล่ะ"
ตอนนั้นอีฟลินก็พยักหน้ารับแบบงงๆ คิดว่าเรื่องพวกนี้มันไกลตัวเหลือเกิน
แต่พอเอาเบาะแสทั้งหมดในตอนนี้มาปะติดปะต่อกัน ใบหน้าของเด็กสาวก็เริ่มแดงก่ำลามไปจนถึงใบหูทันที
"พ-พ-พี่..." เธอผงะถอยหลังไปครึ่งก้าว แตงกวาในมือแทบจะร่วงลงพื้น
"พี่ทำการบ้านอยู่จริงๆ นะ" ริชาร์ดย้ำอีกครั้ง น้ำเสียงหนักแน่นและจริงใจสุดๆ
"การบ้านบ้าอะไรต้องล็อคประตู รูดผ้าม่านปิด แล้วก็ทำจนเหงื่อแตกท่วมตัวขนาดนี้!"
เสียงของอีฟลินแหลมปรี๊ดขึ้นมา ก่อนจะรีบลดเสียงลงเพราะกลัวพ่อกับแม่ชั้นล่างจะได้ยิน
ใบหน้าของเธอแดงก่ำราวกับลูกตำลึงสุก ลามตั้งแต่คอขึ้นไปยันไรผม แม้แต่ปลายหูก็ยังร้อนผ่าว
"การบ้านภาษาละตินไง" ริชาร์ดตอบทีละคำอย่างชัดเจน
"โกหก!"
"การบ้านภาษาละตินจริงๆ นะ"
"ภาษาละตินบ้าอะไรทำให้พี่เป็นหนักขนาดนี้ฮะ?!"
ถ้ามองในมุมหนึ่ง การบ้านภาษาละตินมันก็ทำให้เขาตกอยู่ในสภาพนี้จริงๆ นั่นแหละ ริชาร์ดแอบยิ้มขมขื่นในใจ
ปริมาณงานถอดรหัสตั้งสามหน้า มันก็มากพอที่จะทำให้ใครก็ตามเหงื่อตกได้ทั้งนั้น
แต่เขาก็รู้ตัวดีว่าน้องสาวกำลังคิดเตลิดไปไกลถึงไหนต่อไหนแล้ว
ความเข้าใจผิดในครั้งนี้มันช่างยิ่งใหญ่เสียเหลือเกิน แถมหลักฐานแวดล้อมทุกอย่างก็ดันเป็นใจสนับสนุนความคิดของเธอซะด้วย
ยิ่งเขาอธิบาย อีกฝ่ายก็ยิ่งมองว่าเขากำลังแก้ตัว
อีฟลินสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วเบือนหน้าหนีไปทางอื่น
เธอจ้องมองไปที่มุมห้อง คล้ายกับกำลังซ้อมบทพูดในใจอยู่หลายรอบ แต่พอเอาเข้าจริงก็ยังพูดตะกุกตะกักอยู่ดี:
"เอ่อ... พี่"
"หืม?"
"หนูรู้นะว่าพี่... ก็คือ... ถึงวัยนี้แล้วอ่ะนะ แม่ก็เคยบอกไว้ว่า... มันเป็นเรื่องปกติแหละ"
ริชาร์ดแทบจะคุมสีหน้าตัวเองไม่อยู่แล้ว
"แต่ว่า!" อีฟลินเร่งเสียงให้ดังขึ้นอีกนิด:
"เดิมทีร่างกายพี่ก็อ่อนแออยู่แล้ว พี่ลืมไปแล้วหรือไงว่าคราวก่อนพี่เกือบจะไม่ตื่นขึ้นมาแล้วน่ะ?
หมอก็บอกให้พี่พักผ่อนบำรุงร่างกายเยอะๆ แต่พี่ดันมา..."
พูดมาถึงตรงนี้ เธอก็แทบจะกลั้นใจตายอยู่แล้ว
ใบหน้าแดงก่ำจนแทบจะคั้นเลือดออกมาได้ เสียงก็เบาหวิวลงเรื่อยๆ จนกลายเป็นเสียงยุงคราง:
"...เพลาๆ... เพลาๆ หน่อยนะพี่"
พูดจบ อีฟลินก็ใส่เกียร์หมาโกยอ้าววิ่งหนีไปทันที ราวกับพี่ชายของเธอเป็นสัตว์ประหลาดน่ากลัวก็ไม่ปาน
เสียงฝีเท้าดังกึงกังตอนวิ่งลงบันได แอบสะดุดราวบันไดไปทีนึงด้วยซ้ำ
ริชาร์ดยืนนิ่งอยู่กับที่ ก้มลงมองเสื้อเชิ้ตที่เปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อของตัวเอง
ก็จริงนะ ไม่ว่าใครมาเห็นสภาพนี้ ก็คงต้องคิดลึกกันทั้งนั้นแหละ
เขาปาดเหงื่อบนหน้าผาก รู้สึกขำกับสถานการณ์นี้อยู่ไม่น้อย
เมื่อเทียบกับความกระอักกระอ่วนที่กำลังจะเกิดขึ้นบนโต๊ะอาหารแล้ว ความลี้ลับที่ซ่อนอยู่หลังม่านพรางกลับดูน่ากลัวน้อยลงไปถนัดตาเลย
ยัยน้องบ๊องเอ๊ย... ผ่านไปสองสามวันพอเธอลืมเรื่องนี้ ทุกอย่างก็จะกลับมาเป็นปกติเองแหละ
ลงไปกินข้าวก่อนดีกว่า
(จบแล้ว)