- หน้าแรก
- ต้นไม้โลกบรรพกาล กลืนกินวิถีสวรรค์
- บทที่ 26 - ผู้อาวุโสหมิงเยว่
บทที่ 26 - ผู้อาวุโสหมิงเยว่
บทที่ 26 - ผู้อาวุโสหมิงเยว่
บทที่ 26 - ผู้อาวุโสหมิงเยว่
"ท่านเป็นถึงจิตวิญญาณแห่งจักรวาล เรื่องเพียงเท่านี้ยังไม่รู้อีกหรือ?"
"ผู้ครอบครองมุกเทพโกลาหลคนก่อนหน้า คือเรื่องราวเมื่อแปดสิบล้านปีก่อน ในยามนั้นภายในมุกเทพโกลาหลมีลูกปัดวิญญาณเพียงห้าเม็ดหมุนวนอยู่รอบต้นไม้โลก ทว่าหลังจากนายแห่งเทพคนก่อนถูกลอบสังหารอย่างโหดเหี้ยม มุกเทพโกลาหลก็หลุดลอยออกจากร่าง แปรรูปกลับคืนสู่รูปลักษณ์ของมุกเทวะอีกครา ล่องลอยไปในห้วงจักรวาลอันไพศาลอย่างไร้จุดหมาย ทว่าในวันหนึ่งเมื่อสิบล้านปีก่อน มุกเทวะบังเอิญดูดซับลูกปัดวิญญาณธาตุแสงและธาตุมืดเข้ามาระหว่างที่ล่องลอยอยู่ในจักรวาล จากนั้นจึงล่องลอยมาตกยังดินแดนเทียนอู่ในปัจจุบัน ไม่รู้ว่าบรรพชนของเจ้าสั่งสมบุญบารมีอันใดไว้ ท้ายที่สุดมุกเทวะจึงตกทอดมาถึงมือเจ้า และยอมรับเจ้าเป็นนายในปัจจุบัน ส่วนเรื่องที่ว่าเหตุใดตอนนี้ลูกปัดวิญญาณทั้งเจ็ดจึงหมุนวนรอบต้นไม้โลกนั้น ข้าก็ไม่รู้จริงๆ"
"ถ้าเช่นนั้น ข้าก็คือนายแห่งเทพคนที่สองของมุกเทวะงั้นหรือ?"
"ถูกต้อง"
"แล้วมุกเทวะนี้ดำรงอยู่มานานเท่าใดแล้ว?"
"ก่อนหน้านี้ข้าเคยบอกเจ้าไปแล้ว ว่ามุกเทวะดำรงอยู่มายาวนานยิ่งกว่าห้วงจักรวาล ยามที่ข้าเริ่มมีจิตสำนึก จักรวาลก็ถือกำเนิดขึ้นแล้ว นายแห่งเทพคนแรกถูกสังหาร มุกเทวะและข้าต่างก็ได้รับความเสียหายอย่างหนัก ช่วงเวลาหลายสิบล้านปีที่คั่นกลางนั้น ข้าก็หลับใหลมาโดยตลอด จนกระทั่งเมื่อสิบห้าล้านปีก่อนข้าจึงได้ตื่นขึ้นมา" โจวหลิงอธิบายอีกครั้ง
"ช่างเถอะ บำเพ็ญเพียรไปพลางเรียนรู้ไปพลางก็แล้วกัน จะคิดให้มากความไปไย ในเมื่อมันเกิดขึ้นแล้วย่อมมีเหตุผลของมัน"
"ในเมื่อมันเกิดขึ้นแล้วย่อมมีเหตุผลของมันงั้นหรือ? เจ้าหนู เจ้ากล่าวได้มีเหตุผลนัก"
ฉินเฟิงมองดูลูกปัดวิญญาณทั้งเจ็ดเม็ด พบว่าลูกปัดวิญญาณธาตุแสง ธาตุมืด และธาตุไฟ มีขนาดใหญ่กว่าลูกปัดธาตุอื่นอีกสี่เม็ดเล็กน้อย น่าจะเป็นเพราะพลังงานที่ลูกปัดเหล่านี้ดูดซับเข้าไปนั้นแข็งแกร่งกว่าพลังงานธาตุอื่น จึงเกิดปรากฏการณ์เช่นนี้ขึ้น
"ดูเหมือนว่า ต้องหาทางให้ลูกปัดวิญญาณดูดซับพลังงานให้มากขึ้นเสียแล้ว" เมื่อจิตสำนึกของฉินเฟิงหวนคืนสู่ร่างเนื้อ เขาก็รู้สึกว่าร่างกายสูงขึ้นเล็กน้อย ชวนให้พึงพอใจยิ่งนัก
ยามนี้ลูกปัดวิญญาณธาตุไฟขยายขนาดขึ้นหลังจากกลืนกินแก่นอสูรของงูหนาดเพลิง ข้าก็น่าจะสามารถใช้พลังธาตุไฟที่แปรสภาพมาได้เช่นกัน
ฉินเฟิงยื่นมือทั้งสองข้างออกไป หงายฝ่ามือขึ้น กระตุ้นพลังปราณจากลูกปัดธาตุไฟ ไม่นานนัก กลางฝ่ามือทั้งสองก็ปรากฏกลุ่มก้อนเปลวเพลิงขนาดเล็กขึ้นมา และเปลวเพลิงนั้นก็มีสีแดงฉาน
"ฮ่าฮ่า ทำได้จริงๆ ด้วย ดูเหมือนว่าต้นไม้โลกจะสามารถแปรสภาพพลังงานของผู้อื่นมาให้ข้าใช้ประโยชน์ได้เช่นกัน"
เมื่อเดินออกจากห้องพัก ฉินเฟิงก็มุ่งหน้าไปยังตำหนักผู้อาวุโสอีกครั้ง
"เสี่ยวเฟิง เข้ามาเถิด" ฉินเฟิงยังไม่ทันเอ่ยปาก ผู้อาวุโสอู๋เล่อก็เอ่ยเรียกเขาเข้าไปเสียก่อน
"ท่านผู้อาวุโสอู๋เล่อ"
"นั่งลงสิ"
"หลังจากทะลวงเข้าสู่ระดับจินตันแล้ว หากต้องการยกระดับพลังขึ้นไป บางคนอาจต้องใช้เวลาหลายเดือน หลายปี หรือกระทั่งหลายสิบปีจึงจะเลื่อนขึ้นได้สักขั้นย่อย ทว่าเจ้าเด็กนี่ ผ่านไปเพียงไม่กี่วันก็ทะลวงผ่านรวดเดียวถึงสองขั้นย่อย เจ้าทำให้ข้าประหลาดใจมิใช่น้อยเลยเชียว" ผู้อาวุโสอู๋เล่อมอมองเด็กหนุ่มวัยสิบขวบเบื้องหน้าด้วยความพึงพอใจเป็นอย่างยิ่ง
"ท่านผู้อาวุโสอู๋เล่อ เมื่อหลายวันก่อนข้าออกไปข้างนอกมาน่ะขอรับ ได้รับผลประโยชน์กลับมาไม่น้อย จึงทะลวงผ่านได้ขอรับ"
"คราวนี้เจ้ามาหาข้า มีธุระอันใดหรือ?"
"ท่านผู้อาวุโส ท่านพอจะมีตำราวิชายุทธ์บ้างหรือไม่ขอรับ? ยามนี้ข้าเป็นแค่วิชาหมัดและฝ่ามือเพียงชุดเดียว นอกเหนือจากนั้นก็ไม่มีวิชาอื่นใดอีกเลย"
"เจ้าลองดูสิว่าข้าทำหน้าที่ผู้อาวุโสได้ย่ำแย่เพียงใด ข้ารับศิษย์แทนท่านเจ้ายอดเขา แต่กลับมอบกระบี่ให้เจ้าเพียงเล่มเดียว ช่างน่าละอายใจยิ่งนัก" ผู้อาวุโสอู๋เล่อกล่าวจบ ก็หยิบหยกม้วนเจ็ดอันออกมาจากแหวนมิติ
"ข้าจำได้ว่าเจ้ามีรากวิญญาณสามธาตุ คือ ทอง น้ำ และไฟ นี่คือตำราวิชายุทธ์เจ็ดชุดที่ข้าได้มาจากการออกท่องยุทธภพ ล้วนเป็นวิชายุทธ์ระดับปฐพีขั้นกลาง เจ้าลองเลือกดูเถิดว่าชุดใดมีประโยชน์ต่อเจ้า ก็นำไปใช้ได้เลย"
ฉินเฟิงมองดูตำราทั้งเจ็ดชุดบนโต๊ะ ประกอบด้วยวิชาธาตุไฟสองชุด ล้วนเป็นวิชาหมัด วิชาธาตุน้ำหนึ่งชุด คือ หนามน้ำแข็ง วิชาธาตุทองหนึ่งชุด คือ โล่จินกาง เป็นวิชาสายป้องกัน วิชาธาตุดินหนึ่งชุด คือ วิชาหลบหนีใต้ดิน วิชาธาตุไม้สองชุด คือ วัฏจักรไม่รู้จบ และวิชาพลอง
ฉินเฟิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วเลือกตำราวิชา 'หมัดวายุอัคคี' จากวิชาธาตุไฟ และเลือก 'วัฏจักรไม่รู้จบ' จากวิชาธาตุไม้ ส่วนตำราวิชาธาตุน้ำ ธาตุทอง และธาตุดิน เขาเก็บรวบมาทั้งหมด
ผู้อาวุโสอู๋เล่อมอมองเขาด้วยความประหลาดใจ
"ท่านผู้อาวุโสอู๋เล่อ ข้ายังมีพี่ชายอีกสองคนอยู่ในฝ่ายนอก ข้าอยากจะหาผลประโยชน์เล็กๆ น้อยๆ ไปให้พวกเขาน่ะขอรับ" ฉินเฟิงหัวเราะแฮะๆ ยามนี้ระดับพลังของเขายังต่ำต้อย ไร้ซึ่งความสามารถในการปกป้องตนเอง เขาไม่อยากให้คนล่วงรู้มากเกินไปว่าตนเองเป็นรากวิญญาณหกธาตุ ไม่สิ ตอนนี้ต้องเรียกว่าเจ็ดธาตุแล้ว เพราะมีรากวิญญาณธาตุแสงเพิ่มเข้ามา
"หึหึ~ เจ้าเด็กนี่ ตำราพวกนี้เก็บไว้ที่ข้าก็ไร้ประโยชน์อันใดอยู่แล้ว" ผู้อาวุโสอู๋เล่อมิได้ระแวงสงสัยอันใด
"ขอบพระคุณท่านผู้อาวุโสขอรับ ข้าอยากจะไปเดินดูที่ยอดเขาไฟสักหน่อย อยากจะแลกเปลี่ยนโอสถสักเล็กน้อยขอรับ"
"ไปเถิด"
ฉินเฟิงเหาะเหินกระบี่มุ่งหน้าไปยังยอดเขาไฟ เขาเคยศึกษาแผนที่สำนักที่ผู้อาวุโสอู๋เล่อมอบให้ก่อนหน้านี้แล้ว จึงรู้ทิศทางของยอดเขาไฟเป็นอย่างดี
เมื่อเดินทางมาถึงลานกว้างของยอดเขาไฟ ก็พบเห็นศิษย์ยอดเขาไฟอยู่เต็มไปหมด คาดคะเนด้วยสายตาน่าจะมีอยู่กว่าพันคน ทว่าส่วนใหญ่กำลังง่วนอยู่กับการเพาะปลูกดอกไม้และหญ้าวิญญาณ ช่างดูคึกคักกว่ายอดเขาอู๋จี๋มากนัก
"ศิษย์พี่ท่านนี้ ไม่ทราบว่าจะสามารถแลกเปลี่ยนโอสถได้ที่ใดหรือขอรับ?" ฉินเฟิงขวางทางศิษย์ชายชุดเขียวผู้หนึ่งแล้วเอ่ยถาม
"อ้อ~ หอโอสถอยู่ทางทิศตะวันตกนั่นไง" ศิษย์ชายชุดเขียวชี้ไปยังอาคารหลังใหญ่ทางทิศตะวันตก
"ขอบคุณศิษย์พี่ขอรับ"
ฉินเฟิงเดินเข้าไปในหอโอสถ ก็เห็นบุรุษสามคนและสตรีสามคนกำลังประจำอยู่ที่เคาน์เตอร์ด้านหน้า ทำหน้าที่ซื้อขายแลกเปลี่ยนกับผู้คน
"ขอเรียนถาม โอสถรักษาบาดแผลแลกเปลี่ยนอย่างไรหรือ?" ฉินเฟิงเดินเข้าไปถาม
ศิษย์หญิงนางหนึ่งเดินมาหาฉินเฟิง
"ไม่ทราบว่าเจ้าต้องการซื้อโอสถรักษาบาดแผลระดับใด? พวกเราที่นี่มีตั้งแต่ระดับสามไปจนถึงระดับหก"
"ราคาเท่าใดหรือ?"
"ระดับสามต้องใช้หินวิญญาณระดับต่ำสามร้อยก้อน ระดับสี่ใช้สี่ร้อยก้อน ระดับห้าใช้ห้าร้อยก้อน ระดับหกใช้หกร้อยก้อน ไม่ทราบว่าเจ้าต้องการแลกเปลี่ยนด้วยหินวิญญาณ หรือแลกเปลี่ยนด้วยคะแนนความดีความชอบ?"
"แลกเปลี่ยนด้วยหินวิญญาณกับคะแนนความดีความชอบ แตกต่างกันอย่างไรหรือ?"
"หากแลกเปลี่ยนด้วยคะแนนความดีความชอบ จะคิดราคาเพียงเก้าส่วน นี่คือนโยบายที่สนับสนุนให้ศิษย์ในสำนักสร้างความดีความชอบให้แก่สำนักเพื่อสะสมคะแนนน่ะ"
"เช่นนั้นข้าขอใช้หินวิญญาณแลกเปลี่ยนก่อนก็แล้วกัน ขอโอสถรักษาบาดแผลระดับหกหนึ่งร้อยเม็ด"
"รับทราบ รอสักครู่นะ" ศิษย์หญิงกล่าวจบก็ยอบกายคารวะฉินเฟิง ก่อนจะเดินเข้าไปด้านใน ครู่ต่อมา นางก็ใช้ถาดประคองขวดกระเบื้องสิบขวดเดินออกมา
"นี่คือโอสถหนึ่งร้อยเม็ด แต่ละขวดบรรจุสิบเม็ด โปรดตรวจรับด้วย ทั้งหมดหกหมื่นหินวิญญาณระดับต่ำ" นางดันขวดโอสถทั้งสิบใบมาตรงหน้าฉินเฟิง ฉินเฟิงใช้พลังปราณกวาดตรวจสอบดูรอบหนึ่ง
"หกหมื่นหินวิญญาณ จะชำระให้เจ้าได้อย่างไร?" ฉินเฟิงเอ่ยถาม
"เจ้าเพียงนำแหวนมิติของเจ้า ไปสแกนจ่ายหินวิญญาณหกหมื่นก้อนที่รูปสลักหินผีซิวตัวนี้ก็เรียบร้อยแล้ว"
ฉินเฟิงนำแหวนมิติไปจ่อใกล้ๆ รูปสลักหินผีซิว ใช้พลังปราณดึงหินวิญญาณระดับต่ำออกมาหกหมื่นก้อน เสียงดังกังวานใส 'กริ๊ก' ดังขึ้น ด้านบนรูปสลักหินผีซิวก็ปรากฏตัวอักษรขนาดใหญ่ว่า "ได้รับหินวิญญาณระดับต่ำหกหมื่นก้อนเรียบร้อยแล้ว"
"สะดวกดีแท้ ขอบใจนะ" ฉินเฟิงเก็บขวดโอสถทั้งสิบใบเข้าแหวนมิติ
"จริงสิ ขอเรียนถามอีกเรื่องหนึ่ง ที่นี่มีเตาหลอมโอสถขายหรือไม่?"
"เตาหลอมโอสถหรือ? ย่อมต้องมีอยู่แล้ว ไม่ทราบว่าเจ้าเป็นนักหลอมโอสถหรือ?" นางเอ่ยถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น
"ก็นับว่าใช่กระมัง" แม้ฉินเฟิงจะยังไม่เคยหลอมโอสถ ทว่าเขาก็มั่นใจว่าตนน่านะสามารถหลอมโอสถระดับต่ำอย่างระดับสองหรือระดับสามได้
"เช่นนั้นเจ้ารอประเดี๋ยว ข้าขอเข้าไปเรียนถามท่านผู้อาวุโสก่อน" นางค้อมตัวคารวะฉินเฟิงก่อนจะเดินหายเข้าไปในโถงด้านใน
"เรื่องอันใดกัน แค่ซื้อเตาหลอมโอสถ เหตุใดต้องไปเรียนถามผู้อาวุโสด้วย?" ฉินเฟิงฉงนใจ ทว่าก็มิได้ปริปาก รอต่อไปก็แล้วกัน
ฉินเฟิงรออยู่ราวครึ่งถ้วยชา ก็เห็นศิษย์หญิงคนเดิมนำพาชายชราผู้หนึ่งมาหยุดอยู่เบื้องหน้าเขา
"คนผู้นี้แหละเจ้าค่ะที่ต้องการซื้อเตาหลอมโอสถ ซ้ำยังอ้างว่าเป็นนักหลอมโอสถด้วย" นางชี้มาที่ฉินเฟิง
"เจ้าเป็นศิษย์ยอดเขาใด? เป็นนักหลอมโอสถจริงๆ หรือ?" ชายชราก้าวเข้ามาเอ่ยถาม
"ข้าคือศิษย์ใหม่ของยอดเขาอู๋จี๋ นามว่าฉินเฟิง ยามนี้ข้าสามารถหลอมโอสถระดับสามลงมาได้ขอรับ" ฉินเฟิงตอบ
"เจ้าเป็นศิษย์ยอดเขาอู๋จี๋ ยอดเขาอู๋จี๋รับศิษย์เพิ่มแล้วหรือ? ช่างแปลกประหลาดนัก"
ฉินเฟิงขมวดคิ้ว รู้สึกขัดหูขัดใจกับคำกล่าวของชายชรา ยอดเขาอู๋จี๋รับศิษย์เพิ่มแล้วมันอย่างไรกัน การรับศิษย์มันเป็นเรื่องแปลกประหลาดนักหรือ?
"เจ้าตามข้ามาเถิด" ชายชรากล่าวจบก็เดินนำเข้าไปยังโถงด้านใน
ฉินเฟิงปรายตามองศิษย์หญิง
"เจ้าตามเข้าไปเถิด หากเจ้าเป็นนักหลอมโอสถจริงๆ ย่อมมีผลประโยชน์รอเจ้าอยู่อย่างแน่นอน" นางอธิบายเมื่อเห็นฉินเฟิงจ้องมองนาง
ฉินเฟิงเดินตามชายชราเข้าไปในโถงด้านใน ก็พบว่าโถงด้านในเป็นรูปทรงกลม มีห้องหับขนาดเล็กร่วมยี่สิบห้องล้อมรอบเป็นวงกลม ตรงกลางโถงมีเตาหลอมโอสถสีแดงอมม่วงขนาดใหญ่ สูงราวสองจั้ง เส้นผ่านศูนย์กลางราวสี่ก้าวตั้งตระหง่านอยู่ เหนือประตูห้องทุกบานมีหินหยกสี่เหลี่ยมประดับอยู่ นอกจากสามห้องที่หินหยกเปล่งแสงสีขาวแล้ว ห้องอื่นๆ ล้วนเปล่งแสงสีแดง ซึ่งแสงสีแดงนี้น่าจะบ่งบอกว่ามีคนกำลังหลอมโอสถอยู่ด้านใน
เมื่อฉินเฟิงหันกลับไปมองชายชราอีกครั้ง ก็พบว่าเขากำลังสนทนาบางอย่างกับสตรีวัยกลางคนนางหนึ่ง และสตรีนางนั้นก็ลอบมองมาที่เขาเป็นระยะ
ครู่ต่อมา ทั้งสองก็เดินตรงมาหาฉินเฟิง
"นี่คือท่านผู้อาวุโสหมิงเยว่ ผู้อาวุโสรองแห่งยอดเขาไฟของพวกเรา" ชายชราชี้ไปที่สตรีวัยกลางคนเพื่อแนะนำให้ฉินเฟิงรู้จัก
"เจ้าคือศิษย์ของยอดเขาอู๋จี๋ นามว่าฉินเฟิงใช่หรือไม่?" ผู้อาวุโสหมิงเยว่เอ่ยถาม
"ขอรับ"
"ข้ามีเทียบโอสถระดับสามอยู่เทียบหนึ่ง เป็นโอสถทะลวงปราณสำหรับผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างรากฐานขั้นปลายเพื่อทะลวงสู่ระดับจินตัน เจ้ามีความสามารถหลอมมันได้หรือไม่?" ผู้อาวุโสหมิงเยว่เอ่ยถาม
(จบแล้ว)