เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 22 - ประวัติลับยอดเขาอู๋จี๋ 1

บทที่ 22 - ประวัติลับยอดเขาอู๋จี๋ 1

บทที่ 22 - ประวัติลับยอดเขาอู๋จี๋ 1


บทที่ 22 - ประวัติลับยอดเขาอู๋จี๋ 1

เมื่อฉินเฟิงเดินทางมาถึงยอดของยอดเขาอู๋จี๋ เขาก็ต้องตื่นตะลึงกับภาพที่ปรากฏแก่สายตา ต้นไม้โบราณสูงตระหง่านเสียดฟ้า ดอกไม้และหญ้าวิญญาณแปลกตาผลิบานอยู่ทุกหนแห่ง เสียงนกเจื้อยแจ้ว กลิ่นหอมอบอวล ศาลาหยกและตำหนักอันวิจิตรตระการตาสะท้อนกลิ่นอายแห่งอดีตกาล พลังปราณบนยอดเขาหนาแน่นจนรวมตัวกันเป็นหมอกบางๆ เพียงแค่สูดดมเข้าไปอึกเดียวก็ชวนให้เคลิบเคลิ้มหลงใหล แดนเซียนบนสรวงสวรรค์ก็คงงดงามเพียงเท่านี้กระมัง... ผู้อาวุโสอู๋เล่อลอบมองฉินเฟิงที่อยู่ข้างกาย รู้สึกพึงพอใจกับสีหน้าท่าทางของเขาในยามนี้เป็นอย่างยิ่ง

ทั้งสองเดินมาหยุดอยู่ที่ลานกว้างบนยอดเขา ผู้อาวุโสอู๋เล่อชี้ไปยังวิหารทองคำอันโอ่อ่าเบื้องหน้า

"นั่นคือสถานที่บำเพ็ญเพียรของท่านเจ้ายอดเขาอู๋จี๋ และเป็นสถานที่หารือเรื่องราวสำคัญของทุกคนในยอดเขาอู๋จี๋ ทว่าในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา นอกจากข้าแล้วก็ไม่มีผู้ใดแวะเวียนมาอีกเลย"

"กลุ่มอาคารที่ซับซ้อนทางทิศตะวันออก คือที่พักและสถานที่บำเพ็ญเพียรเดิมของเหล่าศิษย์ ศิษย์พี่ทั้งสี่ของเจ้าก็พักอยู่ที่นั่น เมื่อวานนี้ข้าได้จัดเตรียมห้องพักไว้ให้เจ้าห้องหนึ่ง อีกประเดี๋ยวข้าจะพาเจ้าไป" ฉินเฟิงมิได้เอ่ยคำใด เพียงแต่จดจำรายละเอียดทั้งหมดไว้ในใจเงียบๆ

"ส่วนสถานที่อื่นๆ ก็ไม่มีสิ่งใดให้กล่าวถึงแล้ว หากเจ้ามีเวลาว่างก็เดินสำรวจดูด้วยตนเองเถิด" กล่าวจบ ผู้อาวุโสอู๋เล่อก็พาฉินเฟิงเดินตรงไปยังเรือนพักของศิษย์ ทั้งสองมาหยุดอยู่หน้าห้องหมายเลขห้าสิบแปด

"นับแต่นี้เป็นต้นไป เจ้าจงบำเพ็ญเพียรอยู่ที่ห้องนี้เถิด หากมีธุระอันใดก็ไปหาข้าที่ตำหนักผู้อาวุโสทางทิศตะวันตกของวิหารใหญ่ได้เสมอ"

"ขอบพระคุณท่านผู้อาวุโสอู๋เล่อ"

ผู้อาวุโสอู๋เล่อพยักหน้ารับก่อนจะหมุนตัวเดินจากไป

เมื่อฉินเฟิงเข้าไปในห้อง เขาก็นั่งขัดสมาธิลงบนเตียงทันที

"ยามนี้ข้าเป็นศิษย์ฝ่ายในของยอดเขาอู๋จี๋แล้ว มีฐานะและสถานที่บำเพ็ญเพียรเป็นหลักเป็นแหล่งในสำนักเสียที ประจวบเหมาะกับที่ยอดเขาอู๋จี๋มีผู้คนเบาบาง จึงไม่ต้องกังวลว่าจะมีผู้ใดมารบกวนการบำเพ็ญเพียร" จิตสำนึกของฉินเฟิงล่วงเข้าสู่จินตันภายในตันเถียนอีกครั้ง เขามองดูต้นไม้โลกและลูกปัดวิญญาณทั้งเจ็ดเบื้องหน้าด้วยความหนักใจ ต้องทำเช่นไรจึงจะยกระดับพลังฝึกปรือ และทำให้เคล็ดวิชาโกลาหลรุดหน้าไปได้นะ?

"ตาเฒ่า เลิกนอนได้แล้ว"

"..."

"ตาเฒ่า หากท่านยังไม่ออกมา ข้าจะปัสสาวะรดสระวิญญาณแล้วนะ"

"เจ้าเด็กเหลือขอแสนเหม็น เจ้ารู้จักแต่วิธีสกปรกพวกนี้หรืออย่างไร"

"ว่ามาสิ มีเรื่องอันใดไม่เข้าใจถึงมาตามหาข้า?" โจวหลิงหาวหวอด พลางค่อยๆ ปรากฏกายขึ้น

"ข้าต้องทำเช่นไรจึงจะยกระดับพลังฝึกปรือภาคปุถุชนขั้นที่สี่ได้? สามขั้นแรกล้วนง่ายดายยิ่งนัก ทว่าเมื่อถึงขั้นที่สี่ เหตุใดข้าบำเพ็ญเพียรเท่าใดก็ไร้ความก้าวหน้าเล่า?"

"สิ่งที่เรียกว่าเบญจธาตุนั้น เจ้าจำต้องบำเพ็ญเพียรพลังแห่งธาตุทั้งห้าไปพร้อมๆ กัน หรือจะแยกบำเพ็ญเพียรทีละธาตุก็ได้ ทว่าเมื่อต้องทะลวงผ่านในแต่ละขั้น พลังแห่งธาตุทั้งห้าจำต้องรักษาสมดุลไว้ให้ได้ มิเช่นนั้นเจ้าก็ไม่อาจทะลวงผ่านได้"

"หากยามนี้เจ้าคิดจะพึ่งพาเพียงพลังที่ต้นไม้โลกดูดซับมาจากดินแดนต่างๆ เพื่อใช้ในการบำเพ็ญเพียร ขอบอกเลยว่าเจ้าคิดมักง่ายเกินไปแล้ว"

"มันเพิ่งจะอยู่ในช่วงต้นกล้าเท่านั้น จะสามารถดูดซับพลังมาให้เจ้าได้สักเท่าใดกัน? ต้นกล้าน่ะเจ้าเข้าใจหรือไม่? พอข้าว่าเจ้าเป็นมือใหม่อ่อนหัด เจ้าก็ไม่สบอารมณ์อีก"

ฉินเฟิง "..."

"หากเจ้าปรารถนาจะยกระดับพลังฝึกปรือโดยเร็ว มีเพียงหนทางเดียวคือต้องออกไปเสาะหาลูกปัดวิญญาณธาตุต่างๆ มาให้ต้นไม้โลกดูดซับพลังงาน จากนั้นจึงให้ต้นไม้โลกแปรสภาพพลังงานเหล่านั้นให้เจ้าดูดซับอีกทอดหนึ่ง เช่นนี้ระดับพลังของข้าก็จะสามารถยกระดับตามไปด้วยได้"

"หากข้าอาศัยการดูดซับพลังจากลูกปัดวิญญาณเพื่อยกระดับพลังฝึกปรือของตนเอง จะส่งผลให้รากฐานพลังของข้าไม่มั่นคงหรือไม่?" ฉินเฟิงเอ่ยถึงความกังวลของตน

"เรื่องนี้เจ้าวางใจได้เลย พลังงานที่ผ่านการแปรสภาพจากต้นไม้โลก ไร้ซึ่งปัญหาใดๆ ทั้งสิ้น เฉกเช่นเดียวกับพลังปราณที่เจ้าดูดซับด้วยตนเองนั่นแหละ ทว่าเจ้าต้องหมั่นประลองยุทธ์กับผู้อื่นอยู่เสมอ จะมีเพียงระดับพลังทว่าไร้ซึ่งประสบการณ์การต่อสู้มิได้เด็ดขาด"

"ง่ายดายเพียงนี้เชียว?"

"มิเช่นนั้นเล่า? เจ้ายังต้องการให้ยากเย็นเพียงใด? ง่ายดายหรือไม่ข้าไม่รู้ เจ้าจงเริ่มบำเพ็ญเพียรเถิด ตาเฒ่าอย่างข้าขอไปงีบหลับสักหน่อย" โจวหลิงกล่าวจบก็อันตรธานหายไป

ฉินเฟิงเดินมาหยุดอยู่ใต้ต้นไม้โลกอีกครั้ง มือขวาลูบปลายคางพลางครุ่นคิด

บำเพ็ญเพียรเบญจธาตุไปพร้อมกัน ที่ตาเฒ่ากล่าวมาหมายถึงการหลอมรวมเบญจธาตุเข้าด้วยกันกระนั้นหรือ? แล้วจะต้องหลอมรวมเช่นไรเล่า? แล้วลูกปัดวิญญาณธาตุแสงกับธาตุมืดนั่นล่ะ จะสามารถนำมาหลอมรวมด้วยกันได้หรือไม่? จริงสิ ข้ามีลูกปัดวิญญาณธาตุแสงอยู่หนึ่งเม็ดนี่นา หากข้าดูดซับมันเสียตั้งแต่ตอนนี้ พลังฝึกปรือจะก้าวหน้าขึ้นหรือไม่นะ?

คิดได้ดังนั้นก็ลงมือทำทันที จิตสำนึกของฉินเฟิงหวนคืนสู่ร่างเนื้อ หยิบกล่องผ้าไหมที่ว่านเจียเหอมอบให้ออกมา เขาแผ่พลังปราณห่อหุ้มกล่องผ้าไหมไว้ชั้นหนึ่งก่อน เพื่อป้องกันมิให้ลูกปัดวิญญาณหนีรอดไปได้เมื่อเปิดกล่องออก เมื่อเปิดกล่องผ้าไหมออก พลังปราณก็ผนึกและกักขังลูกปัดวิญญาณไว้ได้ทันท่วงที ลูกปัดวิญญาณสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงภายใต้การกักขังของพลังปราณ

"ยังคิดจะหนีอีกหรือ?" ฉินเฟิงกระตุ้นพลังของต้นไม้โลกในกาย ชั่วพริบตาลูกปัดวิญญาณธาตุแสงก็ถูกดูดเข้าไปในตันเถียน และถูกลูกปัดธาตุแสงที่อยู่บนต้นไม้โลกดูดกลืนเข้าไปอีกทอดหนึ่ง เวลานี้ลูกปัดธาตุแสงเปล่งประกายแสงสีขาวเจิดจ้า ร่างเนื้อของฉินเฟิงก็เปล่งรัศมีแสงสีขาวออกมาเป็นระลอกเช่นกัน

"เจ้าหนูนี่กำลังฝึกฝนเคล็ดวิชาอันใดกัน เหตุใดจึงดูคล้ายกับพลังธาตุแสง? อีกทั้งยังกำลังจะทะลวงสู่ระดับจินตันขั้นกลางแล้วหรือนี่ ยอดเยี่ยมจริงๆ?" ผู้อาวุโสอู๋เล่อสัมผัสได้ถึงพลังงานคุ้นเคยบางอย่าง ทว่าเขาส่ายหน้าและมิได้คิดสิ่งใดให้มากความ

หลังจากพลังงานกระเพื่อมไหวอยู่พักหนึ่ง ภายในร่างกายก็ค่อยๆ กลับคืนสู่ความสงบ ฉินเฟิงพบว่าลูกปัดธาตุแสงบนต้นไม้โลกมีขนาดใหญ่ขึ้นไม่น้อย ขนาดพอๆ กับลูกปัดธาตุมืด ทว่าลูกปัดวิญญาณเบญจธาตุกลับดูมีขนาดเล็กลงไปถนัดตา

ฉินเฟิงตรวจสอบระดับพลังฝึกปรือของตนเอง พบว่าได้บรรลุถึงระดับจินตันขั้นกลางแล้ว

"ระดับพลังฝึกปรือของตนเองกับระดับของเคล็ดวิชาเทพโกลาหลนั้นส่งเสริมซึ่งกันและกัน ดูเหมือนว่ายามนี้ไม่ว่าจะยกระดับสิ่งใด ก็ล้วนเป็นผลดีต่อตัวข้า ระดับพลังก็จะได้รับการยกระดับตามไปด้วย"

"ตามที่ตาเฒ่าบอก ข้าต้องออกไปเปิดหูเปิดตาบ้างแล้ว พยายามเสาะหาลูกปัดพลังงานเบญจธาตุมาดูดซับให้มากหน่อย เพื่อยกระดับพลังฝึกปรือ"

หนึ่งวันให้หลัง ฉินเฟิงเดินทางไปที่ตำหนักผู้อาวุโส

"ท่านผู้อาวุโสอู๋เล่อ ข้ามีเรื่องอยากขอคำชี้แนะขอรับ"

"เข้ามาเถิด"

ฉินเฟิงเดินเข้าไปในห้องของผู้อาวุโสอู๋เล่อ

"นั่งสิ" ผู้อาวุโสอู๋เล่อชี้ไปที่เก้าอี้หน้าโต๊ะ

"มีเรื่องอันใดไม่เข้าใจก็ถามมาได้เลย ไม่ต้องเกรงใจ"

"ท่านผู้อาวุโสอู๋เล่อ ท่านช่วยเล่าสถานการณ์ของยอดเขาอู๋จี๋ให้ข้าฟังหน่อยได้หรือไม่ขอรับ?"

"ยามนี้เจ้าเป็นศิษย์ของยอดเขาอู๋จี๋แล้ว หลายสิ่งหลายอย่างก็ถึงเวลาที่ต้องบอกให้เจ้ารู้ เจ้าจงเตรียมตัวเตรียมใจให้พร้อม และจงปิดปากให้สนิทกับทุกสิ่งที่ได้ยินในวันนี้ ในเวลานี้ห้ามแพร่งพรายให้ผู้ใดล่วงรู้เด็ดขาด แม้กระทั่งญาติมิตรของเจ้า มิเช่นนั้นจะนำพาความวุ่นวายครั้งใหญ่มาสู่ดินแดนเทียนอู่" ผู้อาวุโสอู๋เล่อจ้องมองฉินเฟิงด้วยสีหน้าเคร่งเครียดจริงจัง

ร้ายแรงถึงเพียงนี้เชียวหรือ? ถึงขั้นสร้างความวุ่นวายให้แก่ดินแดนเทียนอู่ได้เลยหรือ? ฉินเฟิงตกตะลึงไปชั่วขณะ จ้องมองผู้อาวุโสอู๋เล่อตาค้าง

"ฉินเฟิง เจ้าฟังเข้าใจหรือไม่?" ผู้อาวุโสอู๋เล่อเอ่ยถามย้ำ

"เข้าใจแล้วขอรับ ท่านผู้อาวุโสอู๋เล่อ ท่านกล่าวมาเถิด ข้าจะเก็บรักษาความลับนี้ไว้เป็นอย่างดี"

"ยอดเขาอู๋จี๋ของพวกเราเมื่อหนึ่งพันปีก่อน แม้จำนวนศิษย์จะไม่อาจเทียบเคียงกับยอดเขาอื่นๆ ทว่าอย่างน้อยก็มีศิษย์ถึงพันคน ศิษย์ที่มีรากวิญญาณธาตุแสง ธาตุมืด และรากวิญญาณหลายธาตุก็มีอยู่ถึงห้าสิบกว่าคน ศิษย์คนอื่นๆ ก็ล้วนเป็นอัจฉริยะที่หาตัวจับยากทั้งสิ้น"

ฉินเฟิงตกตะลึงสุดขีดในใจ ยอดเขาอู๋จี๋เมื่อพันปีก่อนจะรุ่งโรจน์เกรียงไกรถึงเพียงใดกันนะ? ศิษย์ทุกคนล้วนเป็นอัจฉริยะ หยิบยกผู้ใดขึ้นมาสักคนก็สามารถจัดการฝูงชนได้อย่างราบคาบ คงทำได้เพียงใช้คำว่า "ล้ำเลิศ" มาอธิบายเท่านั้น

"ดังนั้น เมื่อวานที่ลานกว้าง ข้าถึงได้กล่าวว่าศิษย์ของยอดเขาอู๋จี๋ล้วนเป็นอัจฉริยะในหมื่นคน มีความกล้าหาญมุ่งมั่นทะยานไปข้างหน้า ไม่หวาดหวั่นต่อความตาย ผู้ที่ไร้ความสามารถหรือเป็นเพียงคนธรรมดาสามัญ ย่อมไม่อาจก้าวเท้าเข้าสู่ยอดเขาอู๋จี๋ได้ ซึ่งล้วนเป็นความจริงทั้งสิ้น"

"ทว่าเมื่อหนึ่งพันปีก่อน ณ ก้นหุบเหวไร้สิ้นสุด พลันปรากฏอุโมงค์มิติขึ้น กลุ่มคนที่ข้ามมาจากอีกฝั่งล้วนเป็นผู้มีรากวิญญาณธาตุมืด เวลานั้นอุโมงค์มิติอาจจะยังไม่เสถียรนัก จึงมีคนข้ามมาไม่มากนัก ราวๆ สี่คนเท่านั้น สองคนอยู่ระดับหยวนอิงขั้นกลาง อีกคนอยู่ระดับฮว่าเสิน (แปลงเทพ) ส่วนผู้ที่มีพลังฝึกปรือสูงสุดอยู่ระดับตู้เจี๋ย (ข้ามทัณฑ์) ขั้นกลาง"

"ยามนั้นท่านเจ้ายอดเขาเพิ่งจะบรรลุระดับตู้เจี๋ยขั้นต้น และยังไม่ได้ดำรงตำแหน่งเจ้ายอดเขา เขาได้นำพาศิษย์สิบคนออกเดินทางท่องยุทธภพ บังเอิญผ่านไปที่หุบเหวไร้สิ้นสุด และพบเห็นความผิดปกติ จึงเกิดการต่อสู้กับคนทั้งสี่กลุ่มนั้น ศิษย์ทั้งสิบคนสิ้นชีพในหน้าที่ ท่านเจ้ายอดเขารู้ตัวว่ามิใช่คู่ต่อสู้ของคนกลุ่มนั้น ท้ายที่สุดเขาจึงตัดสินใจจุดระเบิดอาวุธวิญญาณอันดับสองของสำนักเรา สังหารคนไปได้สามคน ทว่าผู้ที่มีระดับตู้เจี๋ยขั้นกลางผู้นั้นได้รับบาดเจ็บสาหัสและหลบหนีกลับเข้าสู่อุโมงค์มิติไปได้ ก่อนจากไปคนผู้นั้นได้ทิ้งท้ายไว้ว่า พวกเขาจะหวนกลับมายังดินแดนนี้อีกครั้งในไม่ช้า และเมื่อวันนั้นมาถึง มันคือจุดจบของดินแดนเทียนอู่"

"ท่านเจ้ายอดเขาลากสังขารที่บาดเจ็บสาหัสกลับมายังสำนัก รายงานเรื่องนี้ต่อท่านเจ้าสำนัก ก่อนจะสลบไศลไปไม่ได้สติ ผ่านไปหนึ่งเดือนเต็มจึงจะฟื้นคืนสติ และในช่วงเวลาหนึ่งเดือนนี้ ท่านเจ้าสำนักได้หารือร่วมกับผู้อาวุโสใหญ่ทั้งห้าและเจ้ายอดเขาทั้งหกเพื่อหาแนวทางรับมือ เรื่องนี้มีความสำคัญยิ่งนัก จึงได้แจ้งไปยังสามสำนัก สองประตู และหนึ่งหุบเขาด้วยเช่นกัน"

"ท่านผู้อาวุโสอู๋เล่อ สามสำนัก สองประตู และหนึ่งหุบเขาคือสิ่งใดหรือขอรับ?" ฉินเฟิงเอ่ยถาม

"สามสำนัก ได้แก่ สำนักเซียวเหยา สำนักวิญญาณอสูร สำนักหมื่นพุทธะ สองประตู ได้แก่ สำนักหลอมศาสตรา สำนักสตรีบริสุทธิ์ ส่วนหนึ่งหุบเขา หมายถึง หุบเขาโอสถราชัน ยามนั้นท่านเจ้าสำนักและประมุขของทั้งหกขุมกำลังต่างมารวมตัวกันที่สำนักเซียวเหยาเพื่อหารือแนวทางรับมือ"

"นั่นคือทั้งหกขุมกำลังจะส่งศิษย์สำนักละร้อยคน และผู้อาวุโสสำนักละสองท่าน ซึ่งต้องมีพลังฝึกปรือระดับหยวนอิงขึ้นไป เพื่อทำการปิดล้อมและทำลายอุโมงค์มิติแห่งนั้น ทว่าผลลัพธ์กลับไม่เป็นดั่งหวัง หลังจากการปะทะกันอย่างดุเดือดหลายระลอก ฝ่ายดินแดนเทียนอู่พ่ายแพ้ยับเยิน ในการต่อสู้แต่ละครั้ง จำนวนศิษย์ของยอดเขาอู๋จี๋ลดลงเรื่อยๆ จนสุดท้ายเหลือรอดเพียงสี่คนในปัจจุบัน ซึ่งก็คือสภาพที่เจ้าเห็นอยู่ในยามนี้"

(จบแล้ว)

จบบทที่ บทที่ 22 - ประวัติลับยอดเขาอู๋จี๋ 1

คัดลอกลิงก์แล้ว