เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 13 - ความคิดของแต่ละตระกูล

บทที่ 13 - ความคิดของแต่ละตระกูล

บทที่ 13 - ความคิดของแต่ละตระกูล


บทที่ 13 - ความคิดของแต่ละตระกูล

การประลองยุทธ์คู่สุดท้ายของรอบแรกลงเอยแล้ว ผู้ชนะทั้งห้าสิบเอ็ดคน ก้าวขึ้นมาบนเวทีประลองหมายเลขหนึ่งเพื่อจับสลากประกบคู่ประลองอีกครั้ง

บางทีโชคอาจจะเข้าข้างฉินเฟิง เขาจับได้หมายเลขศูนย์ ได้รับสิทธิ์ผ่านเข้ารอบต่อไปโดยไม่ต้องประลอง

"มารดามันเถอะ ข้ายังอยากประลองกับผู้อื่นเพื่อขัดเกลาทักษะการต่อสู้ของตนเองให้มากขึ้นอยู่เลย นี่มันอันใดกัน ผ่านเข้ารอบโดยไม่ต้องออกแรงเสียอย่างนั้น" ฉินเฟิงรู้สึกระอาใจยิ่งนัก

ฉินเฟิงสังเกตเห็นเรื่องผิดปกติเรื่องหนึ่ง ไม่รู้ว่าเป็นความบังเอิญ หรือมีคนจงใจจัดเรียงหมายเลขสลากไว้ก่อนแล้ว? อนุชนจากตระกูลใหญ่ทั้งห้าและจวนเจ้าเมือง ไม่มีผู้ใดจับสลากมาเจอกันเองเลย ยิ่งไปกว่านั้น นอกจากเฟิงเซียวจากตระกูลเฟิง และโอวหยางพั่วบุตรชายของเจ้าเมืองที่อยู่ระดับสร้างรากฐานขั้นกลางแล้ว อนุชนตระกูลใหญ่อื่นๆ ล้วนอยู่ระดับสร้างรากฐานขั้นปลายทั้งสิ้น ทว่าเฟิงเซียวและโอวหยางพั่วนั้น เห็นได้ชัดว่าอายุน้อยกว่าผู้อื่นอยู่หนึ่งถึงสองปี

สามชั่วยามผ่านไป การประลองรอบที่สองก็เสร็จสิ้น

มีผู้ชนะยี่สิบหกคน ในจำนวนนั้นเก้าคนมาจากตระกูลใหญ่ทั้งสี่และจวนเจ้าเมือง ได้แก่ ฉินเฟิง ฉินหมิง ฉินเหลียง แห่งตระกูลฉิน หวังเกาแห่งตระกูลหวัง หลีเสวี่ยแห่งตระกูลหลี เฟิงเซียวและเฟิงถิงถิงแห่งตระกูลเฟิง โอวหยางพั่วและโอวหยางชิงชิงแห่งจวนเจ้าเมือง

เวลานี้เจ้าเมืองเดินมาที่หน้าอัฒจันทร์แล้วร้องประกาศเสียงดังว่า "วันนี้ท้องฟ้าเริ่มมืดค่ำแล้ว การประลองจะดำเนินต่อไปในเช้าวันรุ่งขึ้น"

กล่าวจบก็นำพาอวิ๋นเฟยหยางและคณะเดินทางกลับจวนเจ้าเมือง

"ฮ่าฮ่าฮ่า... เสี่ยวเฟิง พวกเจ้าสามพี่น้องยอดเยี่ยมมาก คืนนี้กลับไปพักผ่อนให้เต็มที่ พรุ่งนี้พยายามเข้าเป็นสิบอันดับแรกให้ได้ ถึงเวลานั้นพวกเจ้าสามพี่น้องจะได้เข้าสำนักเซียวเหยาด้วยกัน" ผู้อาวุโสใหญ่แห่งตระกูลฉินพากลุ่มคนเดินมาหาฉินเฟิง

"พวกเราจะพยายามอย่างเต็มที่ขอรับ" ฉินหมิงเหลือบมองฉินเฟิงแวบหนึ่ง ก่อนจะกล่าวต่อว่า "ต่อให้ข้ากับเสี่ยวเหลียงไม่ผ่านเข้ารอบ เสี่ยวเฟิงต้องผ่านได้อย่างแน่นอน อารองบอกว่าเสี่ยวเฟิงบรรลุระดับจินตันแล้วมิใช่หรือ?"

ตระกูลหวัง

"เกาเอ๋อร์ การประลองในวันพรุ่งนี้ เจ้ามีความมั่นใจเพียงใด?" หวังเฟิงผู้เป็นบิดาเอ่ยถามบุตรชายในห้องพัก ทั้งสองกำลังหารือถึงโอกาสชนะในวันพรุ่งนี้

"ท่านพ่อ วางใจเถอะ ข้ามิกล้ารับประกันว่าจะคว้าสามอันดับแรกมาได้ แต่การติดสิบอันดับแรกย่อมไม่มีปัญหา" หวังเกายังคงมีสภาพจิตใจที่ค่อนข้างดี

"เจ้ากล่าวเช่นนี้ บิดาก็เบาใจ แต่เจ้าต้องระวังฉินเฟิงผู้นั้นให้ดี พลังฝึกปรือของเขาบรรลุถึงระดับจินตันขั้นต้นแล้ว" หวังเฟิงลูบจมูกเบาๆ

ตระกูลหลี

"ลูกเอ๋ย ด้วยพลังฝึกปรือระดับสร้างรากฐานขั้นปลายของเจ้าในยามนี้ กอปรกับรากวิญญาณคู่ ย่อมมีพลังรบแข็งแกร่งกว่าผู้ที่อยู่ในระดับเดียวกัน การติดสิบอันดับแรกย่อมไม่มีปัญหา แต่หากเจ้าต้องประลองกับฉินเฟิงล่ะก็ เจ้าต้องระวังตัวให้ดี เจ้าเด็กนั่นนอกจากจะเป็นรากวิญญาณสามธาตุแล้ว พลังฝึกปรือในยามนี้ยังอยู่ระดับจินตันขั้นต้นด้วย" หลีไป่ว่านผู้นำตระกูลหลีและฮูหยินกำลังสนทนาอยู่ในห้องนอนของหลีเสวี่ย

"ฉินเฟิงบรรลุระดับจินตันแล้วจริงๆ หรือ? ท่านพ่อ ท่านแม่ แต่พวกท่านวางใจเถิด ข้าต้องติดสิบอันดับแรกได้อย่างแน่นอน" หลีเสวี่ยชูหมัดน้อยๆ ของนางขึ้น นางมีความมั่นใจในตนเองเต็มเปี่ยม

ตระกูลเฟิง

"เซียวเอ๋อร์ ถิงถิง การประลองคัดเลือกในวันพรุ่งนี้ พวกเจ้ามั่นใจเพียงใด?" ณ ห้องโถงตระกูลเฟิง เฟิงว่านหลี่ผู้เป็นผู้นำตระกูลเอ่ยถามบุตรธิดา

"ท่านพ่อ ข้าเองก็ไม่ได้มั่นใจนัก แต่ข้าจะทุ่มเทสุดกำลัง ต่อให้ครั้งนี้ไม่อาจติดสิบอันดับแรก และไม่สามารถเข้าสำนักเซียวเหยาได้ แต่ปีนี้ข้าเพิ่งจะอายุสิบสอง สำนักเซียวเหยารับศิษย์ใหม่ทุกๆ สองปี ข้ายังเหลือโอกาสอีกอย่างน้อยหนึ่งครั้ง" เฟิงเซียวดูคล้ายไม่ใส่ใจนักว่าจะผ่านเข้ารอบสิบคนสุดท้ายหรือไม่ ทว่าการมีทัศนคติเช่นนี้ก็นับว่าไม่เลว

"ท่านพ่อ ข้าคิดว่าการผ่านเข้ารอบสิบคนแรกไม่น่าจะมีปัญหาเจ้าค่ะ" เฟิงถิงถิงตอบ

"อืม ถิงถิง ข้าค่อนข้างวางใจ แต่หากเจ้าต้องเผชิญหน้ากับหลีเสวี่ยผู้นั้น เจ้าต้องระวังให้ดี แม้ระดับพลังฝึกปรือของพวกเจ้าจะอยู่ที่ระดับสร้างรากฐานขั้นปลายทั้งคู่ ทว่านางเป็นรากวิญญาณคู่ พลังการต่อสู้ย่อมเหนือกว่าเจ้าแน่ และหากพบกับฉินเฟิง เจ้าก็สละสิทธิ์เสียเถิด เขาบรรลุระดับจินตันขั้นต้นแล้ว รากวิญญาณสามธาตุสมคำร่ำลือจริงๆ จะติดสิบอันดับแรกได้หรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับวาสนาของพวกเจ้าแล้ว"

จวนเจ้าเมือง

เจ้าเมืองโอวหยางฉีนั่งตระหง่านอยู่บนที่นั่งประธาน ทางขวาคืออวิ๋นเฟยหยางและสตรีผู้งดงามนามซูชิงเฉิน ทางซ้ายคือโอวหยางพั่วและโอวหยางชิงชิง ด้านนอกห้องโถงมีองครักษ์เดินลาดตระเวนไปมา

"ฮ่าฮ่าฮ่า... คาดไม่ถึงเลยว่าในเขตปกครองเมืองเฟิงตูของข้า จะมีรากวิญญาณสามธาตุปรากฏขึ้น ช่างเป็นเรื่องน่ายินดียิ่งนัก" โอวหยางฉีหัวเราะร่วน ดีใจจนออกนอกหน้า

"อืม ข้าเองก็คาดไม่ถึงเช่นกันว่า เมืองเฟิงตูเล็กๆ แห่งนี้จะมีผู้มีรากวิญญาณหลายธาตุปรากฏตัวถึงสองคน อีกทั้งหนึ่งในนั้นยังเป็นรากวิญญาณสามธาตุเสียด้วย การกลับสำนักครั้งนี้ ข้าย่อมได้รับรางวัลตอบแทนจากท่านเจ้าสำนักและเหล่าผู้อาวุโสไม่น้อยทีเดียว" อวิ๋นเฟยหยางพยักหน้าเห็นด้วย

"พลังฝึกปรือของพั่วเอ๋อร์ในยามนี้อยู่เพียงระดับสร้างรากฐานขั้นกลาง การจะติดสิบอันดับแรกคงจะยากลำบากอยู่สักหน่อย ผู้อาวุโสอวิ๋นพอจะละเว้นกฎสักครั้ง รับบุตรชายข้าเข้าเป็นศิษย์ฝ่ายนอกของสำนักได้หรือไม่" โอวหยางฉีย่อมรู้ระดับความสามารถของบุตรชายตนดี ในหมู่ผู้มีระดับพลังเท่าเทียมกัน การคว้าชัยชนะย่อมไม่ใช่ปัญหา ทว่าผู้เข้ารอบที่เหลือยังมีระดับสร้างรากฐานขั้นปลายอีกสิบเอ็ดคน และยังมีระดับจินตันอีกหนึ่งคน โอกาสที่จะติดสิบอันดับแรกย่อมริบหรี่ จึงทำได้เพียงขอร้องอวิ๋นเฟยหยาง

"ท่านเจ้าเมืองโอวหยาง ข้าต้องขออภัยที่ไม่อาจช่วยเหลือได้ ทางสำนักกำหนดจำนวนรับศิษย์ไว้อย่างชัดเจน ข้ามิอาจตัดสินใจโดยพลการได้ มิเช่นนั้นเมื่อกลับไปถึงสำนักข้าจะต้องรับโทษทัณฑ์อย่างหนัก ยิ่งไปกว่านั้น ชิงเฉินที่มาในฐานะผู้ตรวจสอบ ย่อมไม่มีทางยินยอมเป็นคนแรก" อวิ๋นเฟยหยางกล่าวจบก็ปรายตามองซูชิงเฉิน

"ไม่ต้องมามองข้า ท่านผู้อาวุโสอวิ๋น ท่านก็รู้จุดยืนของข้าดี" ซูชิงเฉินหยุดไปชั่วครู่ก่อนจะกล่าวต่อ "ท่านเจ้าเมือง หากไม่มีธุระอันใดแล้ว ข้าขอตัวกลับไปพักผ่อนที่ห้องก่อน"

"ไม่มีธุระอื่นใดแล้ว แม่นางซูเชิญตามสบายเถิด"

"ชิงชิง เจ้าจงนำทางแม่นางซูไปพักผ่อนที่ห้องรับรองเถิด"

"เจ้าค่ะ ท่านพ่อ แม่นางซู เชิญตามข้ามา" โอวหยางชิงชิงก้าวออกไปนำทางซูชิงเฉินออกจากห้องโถง

"เฮ้อ~" โอวหยางฉีถอนหายใจพลางฝืนยิ้ม

"พั่วเอ๋อร์ เจ้ามีความเห็นเช่นไร? มั่นใจว่าจะติดสิบอันดับแรกหรือไม่?"

"ท่านพ่อ ข้าเองก็ไม่มีความมั่นใจนัก อย่าว่าแต่ระดับสร้างรากฐานขั้นปลายสิบกว่าคนนั้นเลย แม้แต่ในหมู่ผู้ที่อยู่ระดับสร้างรากฐานขั้นกลางด้วยกัน ก็ยังมีเฟิงเซียวอยู่ด้วย เจ้าหมอนั่นเคยประลองกับข้ามาก่อน ข้ากับเขาไม่มีใครกินใครลง ทว่านั่นก็เป็นเรื่องเมื่อหนึ่งปีก่อน บัดนี้ผู้ใดจะแพ้ชนะก็ยังไม่แน่ชัด" โอวหยางพั่วรู้ดีว่าความหวังที่จะผ่านเข้ารอบสิบคนสุดท้ายของตนช่างเลือนรางนัก ท่าทางของเขาดูราวกับคนสิ้นหวัง ศีรษะตก ปลายเท้าขวาเขี่ยพื้นไปมา

"ผู้บำเพ็ญเพียรต้องรักษาจิตใจที่มุ่งมั่นทะยานไปข้างหน้า ไร้ซึ่งความหวาดหวั่นพรั่นพรึงอยู่เสมอ เจ้าดูสภาพของตนเองในยามนี้สิ ยังไม่ทันประลอง สภาพเช่นนี้ก็ถือว่าเจ้าพ่ายแพ้ไปแล้วครึ่งหนึ่ง เจ้ายังใช่บุตรชายของข้า โอวหยางฉี อยู่อีกหรือ? ตระกูลโอวหยางของเราไม่มีพวกขี้ขลาดตาขาว" โอวหยางฉีเห็นบุตรชายท้อแท้สิ้นหวัง จึงเอ่ยเตือนสติ

"บิดาของเจ้ากล่าวถูกต้องแล้ว ผู้บำเพ็ญเพียรอย่างพวกเราล้วนต้องเติบโตท่ามกลางอุปสรรคขวากหนาม หากพบเจอความยากลำบากเพียงเล็กน้อยก็ถอดใจ สูญเสียความเชื่อมั่นในตนเอง แล้วเช่นนี้จะกลายเป็นยอดฝีมือที่ยิ่งใหญ่ได้อย่างไร เจ้าลองดูประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาสิ มียอดฝีมือผู้ใดบ้างที่ไม่พลิกสถานการณ์ในยามยากลำบาก จนกลายเป็นยอดฝีมือผู้ยิ่งใหญ่ในท้ายที่สุด?" อวิ๋นเฟยหยางช่วยพูดเตือนสติอีกแรง

เวลานี้โอวหยางพั่วเงยหน้าขึ้นขวับ แววตากลับมามีประกายมุ่งมั่นอีกครั้ง

"ท่านพ่อ ท่านผู้อาวุโสอวิ๋น ข้าเข้าใจแล้ว ข้าจะพยายามอย่างเต็มที่ ต่อให้พรุ่งนี้ข้าจะไม่ผ่านเข้ารอบ ข้าก็จะตั้งใจบำเพ็ญเพียรต่อไป จะไม่ทำให้ท่านพ่อต้องอับอาย"

โอวหยางฉีและอวิ๋นเฟยหยางพยักหน้าอีกครั้ง ใบหน้าปรากฏรอยยิ้ม

ตระกูลฉิน

ผู้อาวุโสทั้งสาม ฉินน่าน รวมถึงสามพี่น้องฉินเฟิง ต่างมารวมตัวกันที่ห้องโถงด้านหน้า ทุกคนดูมีชีวิตชีวาเป็นพิเศษ

เมื่อครู่นี้ หลังจากหารือกันพักหนึ่ง ก็พบว่าทั้งสามคนมีสิทธิ์ติดสิบอันดับแรกกันทุกคน โดยเฉพาะฉินเฟิง ในบรรดายี่สิบเอ็ดคน มีเพียงเขาที่อยู่ระดับจินตัน โอกาสชนะย่อมนอนมาอยู่แล้ว ส่วนฉินหมิงและฉินเหลียงต่างก็อยู่ระดับสร้างรากฐานขั้นปลาย การเข้าเป็นสิบอันดับแรกก็น่าจะไม่มีปัญหาอันใด

"น้องสาม ตกลงว่าเจ้าบำเพ็ญเพียรมาอย่างไรกันแน่? เวลาเพียงหนึ่งเดือน จากคนธรรมดาที่ไร้ซึ่งพลังฝึกปรือ กลับกลายร่างเป็นยอดฝีมือระดับจินตัน ช่างเหลือเชื่อจริงๆ" ฉินหมิงฉงนใจยิ่งนัก คนผู้หนึ่งจะก้าวข้ามพลังสองระดับใหญ่ๆ ในเวลาเพียงหนึ่งเดือนได้อย่างไร?

ฉินเหลียงมองพี่ใหญ่ สลับกับมองฉินเฟิงด้วยใบหน้าเต็มไปด้วยความสงสัยเช่นกัน

"อาจจะเป็นเพราะตลอดสิบกว่าปีมานี้ ท่านพ่อให้ข้ากินโอสถมาโดยตลอด ทำให้ข้าสะสมพลังไว้มากเพื่อรอวันเปล่งประกาย หนึ่งเดือนที่ผ่านมา ข้าต่อสู้กับสัตว์ร้ายในหุบเขามาตลอด เผชิญหน้ากับความเป็นความตายมานับครั้งไม่ถ้วน บางทีอาจเป็นเพราะเหตุนี้ จึงทำให้ข้าปลุกรากวิญญาณสามธาตุขึ้นมาได้ และทะลวงสู่ระดับจินตันได้สำเร็จกระมัง" ฉินเฟิงแต่งเรื่องขึ้นมาส่งๆ เขาไม่อยากให้ผู้ใดล่วงรู้ความลับเรื่องมุกเทพโกลาหล

ทุกคนมองหน้ากันไปมา จากนั้นก็หันไปมองฉินเฟิง เห็นได้ชัดว่าไม่ค่อยเชื่อข้ออ้างนี้เท่าใดนัก กินโอสถไม่กี่เม็ดก็สะสมพลังจนเปล่งประกายได้เชียวหรือ? ตาเฒ่าอย่างพวกข้าอายุจวนจะร้อยปีแล้ว บัดนี้เพิ่งจะบรรลุระดับจินตัน ผู้ใดบ้างไม่เคยกินโอสถ แถมกินเข้าไปมากกว่าเจ้าเสียด้วยซ้ำ เหตุใดไม่เห็นมีผู้ใดเปล่งประกายขึ้นมาบ้าง ทว่าก็ไม่มีผู้ใดซักไซ้ไล่เลียง ทุกคนต่างมีความลับเป็นของตนเอง ยิ่งตอนนี้เขาเป็นอนุชนของตระกูลตนเอง จะถามให้มากความไปไย?

ทุกคนสบตากันพลางยิ้ม รู้กันอยู่ในใจ

(จบแล้ว)

จบบทที่ บทที่ 13 - ความคิดของแต่ละตระกูล

คัดลอกลิงก์แล้ว