- หน้าแรก
- ระบบแก้ไขคุณสมบัติของท่านอาจารย์อาเล็ก
- บทที่ 59 อายุวัฒนะและการแสวงมรรคา
บทที่ 59 อายุวัฒนะและการแสวงมรรคา
บทที่ 59 อายุวัฒนะและการแสวงมรรคา
เมืองหลวงของแคว้นลั่วมีพายุฝนตกหนักติดต่อกันหลายระลอก
ท่ามกลางพายุฝน ครอบครัวคนธรรมดาทั่วไปล้วนไม่อยากออกจากบ้าน ทว่าเหล่ายอดยุทธ์กลับเป็นข้อยกเว้น
เมื่อไม่กี่วันก่อน ไม่รู้ว่าผู้ใดมีเจตนาดีหรือร้ายที่ปล่อยข่าวลือออกไปว่า กั๋วจิ้วคนปัจจุบันคือยอดฝีมือผู้ไร้เทียมทานในยุคนี้ เคยพาไทเฮาองค์ปัจจุบันกวาดล้างสำนักใหญ่ต่างๆ ในยุทธภพ
เรื่องราวที่ทั้งมีลูกเล่น ทั้งมีความเป็นตำนาน อีกทั้งยังเกี่ยวข้องกับยุทธภพและราชสำนักนี้ ได้แพร่สะพัดไปในหมู่ผู้เล่านิทานในเมืองหลวงอย่างบ้าคลั่ง
ตามหลักแล้ว การแต่งเรื่องราวเกี่ยวกับไทเฮาเช่นนี้ ย่อมต้องถูกราชสำนักสั่งห้าม
ทว่าเนื่องจากเรื่องราวนี้หลุดโลกจนเกินไป ในราชสำนักจึงไม่มีกี่คนที่คิดว่าเป็นเรื่องจริง ส่วนตัวไทเฮาเองก็ไม่ได้รู้สึกว่าถูกล่วงเกิน
ชาวบ้านร้านตลาดแค่หาความบันเทิงใส่ตัว ปล่อยพวกเขาไปเถิด!
ส่วนอีกด้านหนึ่งของกระแสสังคม ทางฝั่งกั๋วจิ้วกลับค่อนข้างครึกครื้น
หลายสำนักที่ได้รับผลกระทบในตอนแรกก็ไม่ได้เก็บมาใส่ใจ ทว่าสุดท้ายก็มักจะมีคนหนุ่มสาวที่หยิ่งทะนงสองสามคนไปท้าประลองถึงจวน
ทว่าพวกเขาเดินเข้าไปด้วยความหยิ่งทะนง แต่กลับออกมาในสภาพฟกช้ำดำเขียว ซึ่งในหมู่คนเหล่านั้นก็ไม่ขาด 'บุคคลอัจฉริยะ' บางคนที่ถูกยุยงให้ไป
คนเหล่านี้ถูกเหยียนไคทุบตีงั้นหรือ? ย่อมไม่ใช่ เป็นชวีเจ๋ออี้ต่างหากที่ลงมือ
เหยียนไคถึงกับไม่ได้อยู่ในจวนเฉิงเอินกงด้วยซ้ำ แล้วเขาอยู่ที่ใดเล่า?
เขากำลังประชุมอยู่ที่เขาเสวียนอวี้
ด้วยระดับพลังบำเพ็ญของเขา การเดินทางจากแคว้นลั่วกลับไปยังเขาเสวียนอวี้ หากไม่ได้พาผู้ใดไปด้วย อย่างมากก็ใช้เวลาเพียงหนึ่งชั่วยามเท่านั้น
เจ้าสำนักเจียงจู๋เลี่ยได้เรียกตัวผู้อาวุโสทั้งหมดของเขาเสวียนอวี้มารวมตัวกัน เพื่อจัดการประชุมระดับสูง
เจียงจู๋เลี่ยและหลัวเซียงหมิง ผู้บำเพ็ญเพียรขั้นฮว่าเสินทั้งสองนั่งอยู่ในตำแหน่งสูงสุด
เจ้าสำนักเจี้ยนจงหลี่หลิงชวนพาผู้อาวุโสแห่งสำนักเจี้ยนจงนั่งเรียงกันแถวหนึ่ง ผู้อาวุโสใหญ่สำนักชี่จงกงอวี่หลงพาผู้อาวุโสแห่งสำนักชี่จงนั่งเรียงกันอีกแถวหนึ่ง
และเป็นเพราะการขาดหายไปของเจิ้งอี๋อัน จำนวนคนของทั้งสองฝ่ายจึงเท่ากันพอดี
เจียงจู๋เลี่ยมองไปที่บุตรสาวของตน พลางเอ่ยถามว่า "ชิวฉาง อี๋อันนางยังไม่กลับมาอีกหรือ?"
"ศิษย์น้องหกนางพบต้นกล้าที่มีรากวิญญาณสวรรค์ จึงไปรับเป็นศิษย์ อาจจะต้องใช้เวลาสักหน่อยเจ้าค่ะ!" เจียงชิวฉางอธิบายสั้นๆ
"ช่างเถอะ ไม่ต้องรอนางแล้ว ถึงอย่างไรนางก็คิดแผนการดีๆ อันใดไม่ออกหรอก หลังจบการประชุม ค่อยส่งคนไปแจ้งผลให้นางทราบก็พอแล้ว"
เหล่าผู้อาวุโสต่างก็เข้าใจดี เพราะการรับศิษย์บางครั้งก็เป็นเรื่องที่ค่อนข้างยุ่งยากจริงๆ
และแล้ว การประชุมระดับผู้อาวุโสในครั้งนี้ก็ได้เริ่มต้นขึ้น
"เชื่อว่าทุกท่านคงทราบข่าวแล้วว่า สำนักปี้เซียวที่แต่เดิมกำหนดให้เป็นผู้จัดการประลองใหญ่ฝ่ายธรรมะ ได้สละสิทธิ์ในการเป็นผู้จัดงานแล้ว ดังนั้น เขาเสวียนอวี้จะต้องรับหน้าที่จัดการประลองใหญ่ฝ่ายธรรมะในครั้งต่อไป
ข่าวนี้ค่อนข้างกะทันหันสำหรับพวกเรา ทำให้มีเวลากระชั้นชิด อีกทั้งพวกเรายังไม่มีสถานที่ที่เหมาะสมด้วยซ้ำ ด้วยเหตุนี้ ข้ากับเจ้าสำนักหลัวจะร่วมมือกันสร้างยอดเขาสูงตระหง่านขึ้นมาทางทิศใต้ของสำนัก ส่วนการก่อสร้างบนยอดเขาก็ขอมอบหมายให้เป็นหน้าที่ของผู้อาวุโสทุกท่าน"
หลังจากนั้น การประชุมทั้งหมดก็ดำเนินไปพร้อมกับการถกเถียงเรื่องการแบ่งงานในการจัดการประลองใหญ่ฝ่ายธรรมะ
เหยียนไคนั่งกอดอกอยู่ด้านหนึ่ง พลางหลับตาพักผ่อน
ที่จริงเรื่องนี้ก็ไม่เกี่ยวกับเขาเท่าใดนัก ศิษย์ภายใต้สำนักของเขาก็ไม่มีผู้ใดที่พอจะทำงานได้มากนัก จะให้เซวียหานไปผสมปูนงั้นหรือ!
ไม่รู้ว่าพวกเขาถกเถียงกันอยู่นานเท่าใด ในที่สุดการประชุมก็ดำเนินมาถึงช่วงท้าย
"วันนี้เอาไว้แค่นี้ก่อนก็แล้วกัน! หลิงชวนกับศิษย์น้องเหยียนอยู่ต่อสักครู่ ส่วนผู้อาวุโสท่านอื่นสามารถกลับไปทำธุระของตนเองก่อนได้"
เหล่าผู้อาวุโสทยอยแยกย้ายกันไป
เจียงชิวฉางเดินไปที่ข้างกายของเหยียนไค พลางเอ่ยถามว่า "อาจารย์อาเล็ก ท่านเอาจวิ้นเหยาไปเที่ยวที่ใดหรือเจ้าคะ? ข้าสัมผัสได้ว่า นางดูเหมือนจะไม่ได้อยู่ในสำนัก"
นางกล่าวได้อย่างอ้อมค้อมมากแล้ว เพราะแท้จริงแล้วนางไม่สามารถสัมผัสถึงตำแหน่งของเหยียนจวิ้นเหยาได้เลย
นางไม่ได้มีความคิดที่จะสงสัยเหยียนไค ถึงอย่างไรเหยียนจวิ้นเหยาก็เป็นคนที่เหยียนไคมอบให้นาง นางเพียงแค่เป็นห่วงสถานการณ์ของเหยียนจวิ้นเหยาเท่านั้น
"นางไม่เป็นไรหรอก อยู่ทางฝั่งศิษย์พี่หกของข้าน่ะ!"
เมื่อเจียงชิวฉางได้ยินดังนั้นจึงวางใจและจากไป
ในตอนท้าย เจียงจู๋เลี่ยและหลัวเซียงหมิงก็ได้พาเหยียนไคกับหลี่หลิงชวนเข้าไปในห้องลับของวิหารเจ้าสำนัก
ดังคำกล่าวที่ว่า เรื่องเล็กเปิดประชุมใหญ่ เรื่องใหญ่เปิดประชุมย่อย การที่สามารถเข้ามาในห้องลับแห่งนี้ได้ โดยพื้นฐานแล้วล้วนเป็นเรื่องใหญ่ที่จะกำหนดทิศทางของสำนัก
เมื่อทั้งสี่คนนั่งลง หลัวเซียงหมิงก็เอ่ยถามเหยียนไคว่า "ศิษย์น้องเล็ก เจ้าบรรลุขั้นฮว่าเสินแล้วงั้นหรือ?"
"ยังไม่ใช่" เหยียนไคเปลี่ยนเรื่องสนทนา แล้วกล่าวต่อว่า "แต่ก็เป็นได้"
อีกสามคนที่เหลือต่างเงียบไปครู่หนึ่ง ต่างคนต่างเข้าใจความหมายในคำกล่าวของเหยียนไค
"ถึงจะเป็นเช่นนั้น ก็ไม่มีความจำเป็นต้องประกาศออกไปหรอก" เจียงจู๋เลี่ยถอนหายใจออกมา พลางกล่าวว่า "การประลองใหญ่ฝ่ายธรรมะที่พวกเรากำลังจะจัดขึ้น น่าจะเป็นการประลองใหญ่ฝ่ายธรรมะครั้งสุดท้ายแล้ว"
"เป็นไปได้อย่างไร?" หลี่หลิงชวนไม่เข้าใจ "เหตุใดการประลองใหญ่ครั้งสุดท้ายถึงต้องมาจัดที่พวกเราด้วยเล่า?"
"พันธมิตรฝ่ายธรรมะในยามนี้เหลือเพียงแค่ชื่อเท่านั้น ความขัดแย้งระหว่างเก้าสำนักใหญ่ยากที่จะไกล่เกลี่ยได้แล้ว หากไม่มีสำนักของพวกเรา แม้แต่การประลองใหญ่ครั้งสุดท้ายนี้ก็คงไม่มีทางเกิดขึ้น"
เขาเสวียนอวี้ถือเป็นตัวตนที่พิเศษอย่างยิ่งในพันธมิตรฝ่ายธรรมะ เนื่องจากต้นกำเนิดของพวกเขา ทั้งสำนักจึงยึดมั่นในความเป็นกลางเมื่ออยู่ในพันธมิตร และเมื่อมีเรื่องอันใดเกิดขึ้น พวกเขาก็เต็มใจที่จะออกแรงช่วยเหลือเป็นพิเศษ
แปดสำนักใหญ่ที่เหลือไม่มากก็น้อยล้วนเคยได้รับความช่วยเหลือจากเขาเสวียนอวี้ ความสัมพันธ์กับสำนักเหล่านี้ถือว่าค่อนข้างดี ทว่าก็ไม่ได้มีสำนักใดที่สนิทสนมกันเป็นพิเศษ
หลังจากที่สำนักปี้เซียวทิ้งภาระไป เขาเสวียนอวี้จึงกลายเป็นตัวเลือกที่ไม่เลวร้ายที่สุด
หลี่หลิงชวนเอ่ยถามอีกว่า "แล้วในฝ่ายธรรมะมีความขัดแย้งอันใดหรือ? ไม่ใช่ว่าควรจะร่วมมือกันต่อต้านฝ่ายมารหรอกหรือ?"
เขาเป็นศิษย์รุ่นที่เจ็ดสิบสาม เมื่อเทียบกับคนที่อยู่ที่นี่แล้ว ศักดิ์ฐานะของเขายังต่ำกว่าอยู่หนึ่งรุ่น สถานการณ์หลายๆ อย่าง เขาจึงไม่ค่อยรู้แน่ชัดนัก
"ฝ่ายมารในยามนี้ก็เป็นเพียงแค่พวกที่ดิ้นรนเอาชีวิตรอดเท่านั้น ปัจจุบันไม่ได้เป็นภัยคุกคามอันใดต่อฝ่ายธรรมะเลย" เหยียนไคเอ่ยหยอกล้อ "สันดานของคนก็ไม่พ้นการกัดกันเองในพวกเดียวกัน วันๆ เอาแต่ร้องตะโกนว่าจะบำเพ็ญเพียรเป็นเซียน สุดท้ายก็ยังคงติดอยู่กับจุดอ่อนของความเป็นมนุษย์ นี่มันบำเพ็ญเพียรเป็นเซียนบ้าบออันใดกัน?"
หลัวเซียงหมิงอธิบายต่อว่า "ตอนนี้ความขัดแย้งของฝ่ายธรรมะหลักๆ ก็คือการต่อสู้ทางความคิด คนส่วนหนึ่งมุ่งเน้นแสวงหาความเป็นอมตะ พวกเขาถูกเรียกว่าสายอมตะ ส่วนคนอีกกลุ่มหนึ่งมุ่งมั่นแสวงหามรรคา พวกเขาถูกเรียกว่าสายแสวงมรรคา"
สำนักอย่างเขาเสวียนอวี้ที่ยอมสละขีดจำกัดอายุขัย เพื่อแลกกับความสามารถในการต่อสู้จริงและความเร็วในการฝึกฝน โดยพื้นฐานแล้วย่อมไม่จัดอยู่ในสายอมตะ
"ขัดแย้งก็ขัดแย้งไปสิ ต่างคนต่างฝึกฝนไปก็สิ้นเรื่องแล้วมิใช่หรือ ภายในสำนักของพวกเรา ก็ยังมีความขัดแย้งเรื่องการฝึกฝนระหว่างสำนักเจี้ยนจงและสำนักชี่จงเลย"
"เรื่องราวมันไม่ได้เรียบง่ายอย่างที่เจ้าคิดหรอก" เจียงจู๋เลี่ยเริ่มเล่าถึงความเป็นมาของเรื่องราวทั้งหมด "เมื่อสามสิบปีก่อน สำนักฉางชิงได้ตัดขาดชีพจรปฐพีในที่โจวของพวกเขา เพื่อนำมาให้คนในสำนักใช้ฝึกฝน"
หลี่หลิงชวนพลันรู้สึกโกรธขึ้นมาในทันที พลางกล่าวว่า "ตัดขาดชีพจรปฐพีหรือ? บ้าคลั่งไร้สติปานนี้ นี่มันพวกฝ่ายมารชัดๆ ไม่ใช่หรือ?"
ในฐานะเจ้าสำนัก เขาเข้าใจดีว่าการตัดขาดชีพจรปฐพีจะส่งผลกระทบอันเลวร้ายต่อชาวบ้านในเมืองนั้นมากเพียงใด ซึ่งนี่ก็ไม่ต่างอันใดกับการวิดน้ำจับปลาจนแห้งขอด
"สำนักปี้เซียวก็วิพากษ์วิจารณ์ว่าพวกเขาเป็นฝ่ายมารกลุ่มใหม่ ดังนั้นจึงปฏิเสธไม่ให้พวกเขาเข้าร่วมการประลองใหญ่ฝ่ายธรรมะ"
เมื่อพูดมาถึงขั้นนี้แล้ว หลี่หลิงชวนก็พอจะเดาเรื่องราวต่อจากนั้นได้คร่าวๆ แล้ว
เมื่อยืนอยู่ในจุดยืนของหลี่หลิงชวน เขารู้สึกว่าสำนักฉางชิงที่ 'แอบอ้างเป็นฝ่ายธรรมะ' เช่นนี้ สมควรถูกกวาดล้างทิ้งในทันที
ทว่าจุดยืนของหลี่หลิงชวนกลับไม่ใช่จุดยืนของเขาเสวียนอวี้
"พวกเราต้องไปรับช่วงต่อเรื่องเละเทะนี้จริงๆ หรือ?"
"จำเป็นต้องรับ หากฝ่ายธรรมะเกิดศึกสายเลือด เขาเสวียนอวี้ของพวกเราคงมิอาจรับไหว... ในฐานะ 'คนทรยศ' ของฝ่ายมาร พวกฝ่ายมารย่อมเกลียดชังพวกเรามากที่สุด"