- หน้าแรก
- ระบบแก้ไขคุณสมบัติของท่านอาจารย์อาเล็ก
- บทที่ 58 หญิงม่ายผู้บอบบาง
บทที่ 58 หญิงม่ายผู้บอบบาง
บทที่ 58 หญิงม่ายผู้บอบบาง
"แม่นางเจิ้ง ไทเฮารับสั่งให้ท่านเข้าไปเจ้าค่ะ" หลัวมามากล่าวเรียกเจิ้งอี๋อัน
เจิ้งอี๋อันจึงเดินเข้าไปในตำหนักบรรทมของไทเฮา และได้เห็นไทเฮาที่ดูค่อนข้างเยาว์วัย เดิมทีนางนึกว่าไทเฮาจะเป็นสตรีสูงวัยเสียอีก
ด้านข้างของไทเฮามีเหยียนไคนั่งอยู่ ทว่านี่ไม่ใช่ระยะห่างที่ระหว่างกษัตริย์และขุนนางจะพึงรักษากันแล้ว
"อาจารย์อาเหยียน ท่านนี้คือ?" นางใช้วิชาถ่ายทอดเสียงผ่านกระแสจิตถามเหยียนไค
ส่วนเหยียนไคกลับเอ่ยออกมาตามตรงว่า "เจ้าไม่จำเป็นต้องปกปิดถึงเพียงนี้ นี่คือเฉิงอิงศิษย์พี่หกของข้า และในขณะเดียวกันก็เป็นทูตผู้พิทักษ์แห่งแคว้นลั่วด้วย"
สมองของเจิ้งอี๋อันถึงกับประมวลผลไม่ทันไปชั่วขณะ ทูตผู้พิทักษ์ขึ้นไปนั่งตำแหน่งไทเฮา นี่ไม่ถือว่าผิดกฎงั้นหรือ?
มิน่าเล่านางถึงสัมผัสได้ว่าตราทูตผู้พิทักษ์อยู่ภายในวังหลวง
ทว่าเจิ้งอี๋อันก็ไม่ใช่ผู้ตรวจการ นางจึงไม่คิดจะไปแส่เรื่องของผู้อื่น
"คารวะอาจารย์อาเฉิง" เจิ้งอี๋อันหันไปมองเหยียนไคอีกครั้ง พลางเอ่ยถามว่า "เช่นนั้นอาจารย์อาเหยียน ท่านพาข้ามาที่นี่ มีแผนการอันใดหรือเจ้าคะ?"
ในฐานะเงื่อนไขแลกเปลี่ยนกับเคล็ดวิชาของสำนักชี่จง เจิ้งอี๋อันตกลงที่จะช่วยเหยียนไคทำบางเรื่อง ทว่าเหยียนไคกลับไม่เคยบอกอย่างชัดเจนว่าเป็นเรื่องอันใด เพียงแต่วันนี้พานางมาพบทูตผู้พิทักษ์
"รากวิญญาณของศิษย์พี่หกข้ามีปัญหานิดหน่อย นางมีรากวิญญาณคู่ธาตุพฤกษาและวารี ทว่าธาตุวารีนั้นแปรเปลี่ยนเป็นน้ำแข็งไปเล็กน้อย ดังนั้นจึงอยากขอยืมใช้เคล็ดวิชากระจ่างเยือกแข็งหลอมหยกของเจ้าสักหน่อย"
เคล็ดวิชากระจ่างเยือกแข็งหลอมหยกไม่เพียงแต่สามารถแปรเปลี่ยนวารีเป็นน้ำแข็งได้เท่านั้น ทว่าในทางกลับกันยังสามารถเปลี่ยนน้ำแข็งเป็นวารีได้เช่นกัน ซึ่งสิ่งนี้สามารถแก้ปัญหารากวิญญาณบางส่วนของเฉิงอิงได้
"แต่ข้าไม่ได้นำเคล็ดวิชาสำหรับฝึกฝนติดตัวมาด้วยนะเจ้าคะ!"
เฉิงอิงส่ายหน้า พลางกล่าวว่า "ศิษย์หลานเจิ้ง ถึงเจ้านำออกมาก็เปล่าประโยชน์ ข้าไม่ใช่รากวิญญาณสวรรค์ธาตุวารีหรือธาตุน้ำแข็ง จึงไม่มีวิธีฝึกฝนเคล็ดวิชาเสริมแขนงนี้ได้หรอก"
"ที่ให้เจ้ามาในครั้งนี้ หลักๆ แล้วก็คือต้องพึ่งพาเจ้า หวังว่าเจ้าจะใช้วิธีการปรับสมดุลจากภายนอก เพื่อแก้ไขปัญหาในรากวิญญาณของศิษย์พี่หก" เหยียนไคกล่าวเสริม
"ฟังดูแล้วน่าจะเป็นไปได้..." เจิ้งอี๋อันครุ่นคิดเล็กน้อย ก่อนกล่าวว่า "เพียงแต่อาจจะต้องใช้เวลาสักหน่อยเจ้าค่ะ"
"เช่นนั้นก็ต้องรบกวนเจ้าแล้ว" เหยียนไคลุกขึ้นยืน พลางกล่าวเสริมถึงฐานะของเจิ้งอี๋อันว่า "ฐานะในยามนี้ของเจ้าคือหลานสาวห่างๆ ของข้า เมื่อไม่นานมานี้ สามีขี้โรคที่ป่วยเป็นวัณโรคของเจ้าได้ตายจากไป เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกกลั่นแกล้งจากครอบครัวเดิมและครอบครัวสามี เจ้าจึงหนีมาพึ่งพิงข้าที่นี่"
"หา? หญิงม่ายงั้นหรือ?" เจิ้งอี๋อันรู้สึกรับไม่ได้เล็กน้อยกับฐานะที่ถูกแต่งขึ้นมานี้ "อาจารย์อาเหยียน ท่านเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นไม่ได้หรือเจ้าคะ?"
"จะเปลี่ยนเป็นอันใดได้อีกล่ะ? แล้วจะอธิบายอย่างไรว่าหญิงสาวที่งดงามปานบุปผาดั่งหยกผู้หนึ่งถึงได้เดินทางไกลมาเพียงลำพัง?" เหยียนไคถามกลับ
ในยุคสมัยนี้ ต่อให้จะเป็นยุคที่รุ่งเรือง ก็ไม่มีเรื่องที่หญิงสาวอายุน้อยจะเดินทางออกจากบ้านเพียงลำพัง
เมื่อเหยียนไคกล่าวเช่นนี้ เจิ้งอี๋อันจึงจำใจยอมรับ "เช่นนั้นก็ได้เจ้าค่ะ!"
"เจ้าต้องแสดงท่าทางให้ดูโศกเศร้าและอมทุกข์สักหน่อย ถึงจะดูมีกลิ่นอายของหญิงม่าย"
เจิ้งอี๋อันนั้นมักจะมีนิสัยค่อนข้างสดใสร่าเริงมาโดยตลอด เมื่อต้องเผชิญกับคำขอนี้ นางก็แสดงออกว่าทำไม่ได้เล็กน้อย "อาจารย์อา ข้าทำไม่ได้หรอกเจ้าค่ะ..."
เหยียนไคขยับเข้าไปใกล้นาง พลางกระซิบเสียงเบาว่า "ลองนึกถึงศิษย์พี่สามของเจ้าดูสิ"
ชั่วพริบตา ใบหน้าของเจิ้งอี๋อันก็ปรากฏสีหน้าโศกเศร้าและอมทุกข์ขึ้นมา ทั้งยังแฝงไปด้วยความรู้สึกเคว้งคว้างเล็กน้อย
"นี่ไงเล่า ได้แล้ว" เหยียนไคครุ่นคิดเล็กน้อย ก่อนจะเพิ่ม [ถุงน้ำตาอักเสบ] และ [วัณโรคปอด] แบบจำกัดเวลาให้กับเจิ้งอี๋อัน
อย่างแรกสามารถทำให้ดวงตาของเจิ้งอี๋อันมีน้ำตาคลอเบ้าอยู่ตลอดเวลา ส่วนอย่างหลังสามารถทำให้นางแสดงออกถึงความอ่อนแออมโรคได้มากยิ่งขึ้น
แน่นอนว่า อาการเหล่านี้สำหรับผู้บำเพ็ญเพียรขั้นหยวนอิงแล้วก็เป็นเพียงแค่อาการเจ็บป่วยเล็กน้อย สามารถขจัดออกไปได้อย่างง่ายดาย
หลังจากจัดการเรื่องเหล่านี้เสร็จสิ้น เหยียนไคก็รู้สึกพึงพอใจเป็นอย่างยิ่ง พลางกล่าวว่า "เช่นนั้นข้าก็ฝากนางไว้กับศิษย์พี่แล้ว ข้าขอตัวก่อน"
"ข้าต้องอยู่ที่นี่หรือเจ้าคะ?" เจิ้งอี๋อันยังคงงุนงงเล็กน้อย
"ศิษย์หลานเจิ้ง เจ้าวางใจเถิด ข้าจะดูแลเจ้าเป็นอย่างดี"
หลังจากเหยียนไคจากไป เฉิงอิงก็จัดเตรียมให้เจิ้งอี๋อันพักอยู่ในตำหนักบรรทมของไทเฮา ที่นี่กว้างขวางมาก จึงไม่ขาดแคลนที่พักอาศัย
……
เมื่อมีเวลาว่าง เจิ้งอี๋อันก็เริ่มตรวจสอบสถานการณ์รากวิญญาณของเฉิงอิง
นางวางมือลงบนข้อมือของเฉิงอิง โดยใช้พลังวิญญาณธาตุวารีตรวจสอบร่างกายของเฉิงอิง
ผ่านไปครู่หนึ่ง นางถึงเอ่ยขึ้นว่า "อาจารย์อาเฉิง รากวิญญาณของท่านมีปัญหาอยู่บ้างจริงๆ ซึ่งนี่ก็ส่งผลให้ร่างกายของท่านสะสมอาการบาดเจ็บเรื้อรังไว้เป็นจำนวนมาก... ทว่าอาการบาดเจ็บเรื้อรังเหล่านี้เพิ่งถูกขจัดออกไปเมื่อช่วงไม่นานมานี้เอง"
"อาจารย์อาเหยียนของเจ้าเป็นคนช่วยข้าทำน่ะ"
"หา?" เจิ้งอี๋อันดูเหมือนจะค้นพบเรื่องสำคัญเข้าเสียแล้ว "ท่านกับอาจารย์อาเหยียน..."
อาการบาดเจ็บของเฉิงอิงนั้นลึกเข้าไปถึงอวัยวะภายในทั้งห้าและหก และแผ่ขยายออกไปจนถึงปลายเส้นลมปราณ การจะฟื้นฟูจนถึงระดับนี้ได้ หากมิใช่การสัมผัสแนบชิดกันอย่างสนิทสนมก็ยากที่จะทำได้
เฉิงอิงไม่ได้อธิบายอันใด เพียงแค่ยิ้มออกมาเล็กน้อย
เจิ้งอี๋อันตรวจสอบต่อไป แต่พอพลังวิญญาณกำลังจะสัมผัสถึงจุดตันเถียน ก็ถูกดีดสะท้อนกลับออกมา
"ศิษย์หลาน วันนี้เอาไว้แค่นี้ก่อนเถิด!" เฉิงอิงย่อมไม่ปล่อยให้เจิ้งอี๋อันตรวจสอบต่อไป เพราะหากตรวจต่อไป พลังบำเพ็ญขั้นหยวนอิงของนางก็จะถูกเปิดเผย
เจิ้งอี๋อันก็รู้สึกว่าไม่เหมาะสมที่จะตรวจสอบต่อไปเช่นกัน
เมื่อถึงยามเย็น ก็เป็นเวลาที่จักรพรรดิต้องเสด็จมายังตำหนักบรรทมของไทเฮาเพื่อถวายพระพรเช้าเย็นตามธรรมเนียม
เจิ้งอี๋อันสวมชุดสีพื้นเรียบๆ ออกมาพร้อมกับเฉิงอิง
ดวงตาของนางคลอไปด้วยหยาดน้ำตา และยกมือขึ้นปิดปากหอบหายใจอยู่เป็นระยะ ช่างดูน่าเวทนาจนทำให้ผู้พบเห็นต้องนึกสงสาร
ตลอดขั้นตอนการถวายพระพร สายตาของจักรพรรดิไม่เคยละไปจากร่างของนางเลยแม้แต่น้อย
เมื่อเสร็จสิ้นขั้นตอนต่างๆ จักรพรรดิจึงมีโอกาสได้เอ่ยถามถึงฐานะของเจิ้งอี๋อัน "เสด็จแม่ แม่นางท่านนี้คือ..."
เฉิงอิงอธิบายฐานะของเจิ้งอี๋อันตามแผนการที่เตรียมไว้
"นี่คือหลานสาวห่างๆ ของกั๋วจิ้ว แซ่เจิ้ง เมื่อช่วงก่อนสามีของนางจากไป อีกทั้งนางก็ไม่มีบุตรธิดา ทั้งครอบครัวสามีและครอบครัวเดิมต่างก็กลั่นแกล้งนาง นางจึงมาพึ่งพิงกั๋วจิ้ว ข้าเห็นว่านางน่าสงสาร จึงรั้งให้นางอยู่ข้างกายข้า"
เจิ้งอี๋อันเบี่ยงกายค้อมคารวะ พลางกล่าวว่า "หม่อมฉันเจิ้งซื่อ ถวายบังคมฝ่าบาทเพคะ"
เป็นหญิงม่ายอีกแล้ว!
จักรพรรดิฝืนบังคับให้ตนเองได้สติกลับมา พระองค์ตรัสด้วยสีหน้าจริงจังว่า "แม่นางไม่ต้องกังวล ข้าจะจัดการกับครอบครัวสามีและครอบครัวเดิมของเจ้าให้เอง..."
"ฝ่าบาท อย่าได้ทำเช่นนั้น แล้วท่านจะให้แม่นางเจิ้งไปเอาหน้าไว้ที่ใดเล่า?" เฉิงอิงรีบปฏิเสธความคิดของจักรพรรดิทันที
จักรพรรดิทำได้เพียงพับเก็บความคิดที่จะออกหน้าแทนไป แล้วตรัสต่อว่า "ข้าเห็นแม่นางเจิ้งสีหน้าไม่ค่อยสู้ดีนัก เป็นอันใดไปหรือ? ได้ตามหมอหลวงมาตรวจหรือยัง?"
"แม่นางเจิ้งเพิ่งมาถึง อาจจะโดนลมเย็นจนเป็นไข้หวัดได้"
"เช่นนั้นก็รีบตามหมอหลวงมาตรวจแม่นางเจิ้งเร็วเข้า!" จักรพรรดิรีบตรัสกับขันทีที่อยู่ด้านหลังทันที
เฉิงอิงจึงกล่าวว่า "เช่นนั้นข้าก็ขอขอบพระทัยในความหวังดีของฝ่าบาทแทนแม่นางเจิ้งด้วย อายเจียรู้สึกเหนื่อยเล็กน้อยแล้ว ขอตัวไปพักผ่อนก่อน"
กล่าวจบ นางก็พาเจิ้งอี๋อันเข้าไปในตำหนักบรรทม
จักรพรรดิยังคงมองตามเข้าไปในตำหนักบรรทมด้วยความเสียดายอยู่หลายครา
เมื่อพระองค์หันกลับมา ก็เห็นเพียงขุนนางอาลักษณ์ผู้บันทึกพระราชกิจประจำวันอยู่ด้านหลังกำลังจับพู่กันจดบันทึกอย่างขะมักเขม้น
ขุนนางอาลักษณ์ที่กำลังจดบันทึกอยู่นั้นพลันรู้สึกเย็นวาบที่สันหลัง เมื่อเงยหน้าขึ้น ก็เห็นใบหน้าอันมืดทะมึนของจักรพรรดิ
"กำลังเขียนอันใดอยู่หรือ? ให้เจิ้นดูหน่อยสิ!" จักรพรรดิส่งรอยยิ้มอันเย็นยะเยือกออกมา
ขุนนางอาลักษณ์รีบถอยหลังกลับ แล้วฉีกหน้ากระดาษที่เพิ่งบันทึกไปเมื่อครู่ออกมา
จักรพรรดิจึงยอมปล่อยเขาไปอย่างเสียไม่ได้ แล้วตรัสกับซุนกงกงที่อยู่ด้านหลังว่า "รีบไปสืบเรื่องราวของสตรีแซ่เจิ้งผู้นี้เดี๋ยวนี้ ข้าต้องการรู้ความชอบของนางในทันที"
หลังจากจักรพรรดิเสด็จจากไป ขุนนางอาลักษณ์ก็เก็บหน้ากระดาษบันทึกพระราชกิจประจำวันที่เขาเพิ่งฉีกทิ้งไปเมื่อครู่ขึ้นมา