- หน้าแรก
- ระบบแก้ไขคุณสมบัติของท่านอาจารย์อาเล็ก
- บทที่ 23 ความวุ่นวายภายในแคว้นจี้
บทที่ 23 ความวุ่นวายภายในแคว้นจี้
บทที่ 23 ความวุ่นวายภายในแคว้นจี้
ฝูโจวมีสิบสามแคว้นอยู่ใต้การปกครอง ดินแดน ประชากร และทรัพยากรของแต่ละแคว้นล้วนมีขนาดใกล้เคียงกัน ระหว่างแคว้นมีปราการธรรมชาติที่ปุถุชนยากจะข้ามผ่านกั้นขวางอยู่ เช่น เทือกเขา ทะเลทราย และกระแสน้ำเชี่ยวกราก เป็นต้น
ปราการธรรมชาติที่สามารถแบ่งแคว้นต่างๆ ได้อย่างเท่าเทียมถึงเพียงนี้ ย่อมไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นภูมิประเทศที่ผู้บำเพ็ญขั้นฮว่าเสินของเขาเสวียนอวี้จงใจสร้างขึ้นเพื่อฝูโจว
สิบสามแคว้นนี้ ก็เหมือนกระชังเลี้ยงปลาตามริมฝั่งทะเลในชาติก่อน ราวกับกรงไก่ในฟาร์มเลี้ยงไก่ระบบปิด
เขาเสวียนอวี้ไม่ได้มีจุดประสงค์มืดมิดถึงขั้น 'เพาะเลี้ยงปุถุชน' การแบ่งแยกฝูโจวออกเป็นส่วนๆ ก็เพื่อความมั่นคงของฝูโจวอย่างแท้จริง
หากไม่นับรวมพื้นที่รกร้างรอบนอกที่ยากต่อการบุกเบิก ดินแดนและประชากรของแต่ละแคว้นก็มีขนาดพอดีที่จะให้ราชวงศ์ส่วนกลางปกครองได้
และภายในราชวงศ์ทางโลกเหล่านี้ ผู้คนส่วนใหญ่แทบไม่มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับผู้บำเพ็ญเพียรเลย มีเพียงชนชั้นบนสุดเท่านั้นที่มีแนวคิดคร่าวๆ เกี่ยวกับ 'เซียน' และเซียนในความเข้าใจของพวกเขาก็อาจจะไม่ใช่แม้กระทั่งผู้บำเพ็ญขั้นจินตันด้วยซ้ำ
เหยียนไคพาฮว๋าหนิงเดินทางไปทางทิศตะวันออกตลอดหนึ่งวัน จนมาถึงแคว้นจี้ที่อยู่ติดกับทิศตะวันออกของเขาเสวียนอวี้
"อาจารย์อาเหยียน ตอนนี้ท้องฟ้าเริ่มมืดแล้ว พวกเราไปพักแรมที่เมืองหลวงของแคว้นจี้กันเถอะ ข้ารู้จักกับผู้รักษาการของแคว้นจี้พอดี" ฮว๋าหนิงมองดูท้องฟ้าที่ค่อยๆ มืดสลัวลง พลางเอ่ยเสนอแนะกับเหยียนไค
เมืองหลวงของแคว้นจี้ไม่ได้อยู่ในเส้นทางที่ทั้งสองวางแผนไว้ การจะไปที่นั่นจำเป็นต้องอ้อมไปสักเล็กน้อย
"พักแรมที่แคว้นจี้หรือ? ก็ได้นะ!" เหยียนไคตกลง
ท้ายที่สุด ทั้งสองก็ขี่กระเรียนเซียนมาถึงเบื้องหน้าเมืองหลวงอันยิ่งใหญ่ ทว่าน่าเสียดายที่เมืองหลวงแห่งนี้กำลังถูกกองทัพนับแสนนายตีล้อมเอาไว้
"อาจารย์อาเหยียน นี่มัน..." ฮว๋าหนิงมองไปทางเหยียนไค
"ไม่ต้องสนใจ นี่ก็เป็นเพียงการผลัดเปลี่ยนอำนาจตามปกติของราชวงศ์ทางโลกเท่านั้น พวกเราแค่ไปพักแรมตามปกติก็พอแล้ว"
เหยียนไคให้กระเรียนเซียนร่อนลงเหนือเมืองหลวง จากนั้นก็ร่อนลงไปในตรอกที่มืดมิดแห่งหนึ่ง ฮว๋าหนิงเองก็ร่อนตามลงมาอย่างรวดเร็ว
เขาหลับตาลงสัมผัสพลังเพียงเล็กน้อย ก็รับรู้ได้ถึงตำแหน่งที่ตั้งของผู้รักษาการแคว้นจี้
สิ่งที่เรียกว่าผู้รักษาการนั้น สามารถเข้าใจได้ว่าเป็นสำนักงานของเขาเสวียนอวี้ที่ตั้งอยู่ในแคว้นต่างๆ ของฝูโจว ไม่เปิดเผยต่อโลกภายนอก หรือแม้แต่ราชวงศ์ หน้าที่หลักคือคอยขจัดผู้บำเพ็ญเพียรและเผ่าปีศาจบางส่วนที่ก่อความวุ่นวาย
เขาเสวียนอวี้ไม่ได้ห้ามมิให้ศิษย์ในสำนักเปิดเผยฐานะ แต่การเปิดเผยฐานะถือเป็นพฤติกรรมที่ไม่สง่างามและไร้ศีลธรรมอย่างยิ่ง โดยพื้นฐานแล้วก็มีค่าเท่ากับการวิ่งแก้ผ้า ศิษย์ที่มีความละอายแก่ใจสักหน่อยจะไม่มีวันทำเช่นนี้เด็ดขาด
ทั้งสองเดินกร่างไปตามท้องถนน ไม่นานก็เป็นที่สะดุดตาของทหารลาดตระเวน
"ผู้ใดละเมิดคำสั่งห้ามสัญจรยามวิกาล ต้องถูกจับไปเกณฑ์ทหารรักษาเมืองทันที!" ทหารหน่วยนั้นพุ่งเข้ามาล้อมพวกเขาไว้ในพริบตา
ฮว๋าหนิงมองไปที่เหยียนไค เพื่อสอบถามความเห็นของเขา
เหยียนไคโบกมือ พลางกล่าว "ไม่ต้องสนใจพวกเขา"
ทหารหน่วยนั้นวิ่งเข้ามา ทว่ากลับไม่หยุดลงแม้แต่น้อย พวกเขาวิ่งทะลุผ่านร่างของทั้งสองคนไปโดยตรง แล้วหายลับไปที่หัวมุมถนน
"พวกเราเดินกันต่อเถอะ!"
เดินไปได้ราวสองสามนาที เหยียนไคก็หยุดลงเบื้องหน้าโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง พลางกล่าว "ผู้รักษาการแคว้นจี้อยู่ข้างในนี้แหละ"
เหยียนไคผลักประตูเปิดออก ภายในห้องโถงที่สกปรกและรกรุงรังมีคนไร้บ้านนอนอยู่เต็มไปหมด
"นายท่าน ขออภัยด้วยนะขอรับ ห้องพักเต็มหมดแล้ว หากทั้งสองท่านหาที่ไปไม่ได้จริงๆ ก็คงต้องทนพักในห้องโถงไปก่อน ทั้งสองท่านวางใจได้ ไม่เก็บเงินขอรับ!" หลงจู๊โรงเตี๊ยมเห็นคนเดินเข้ามาจึงรีบเอ่ยขึ้นทันที
ฮว๋าหนิงนำป้ายหยกผู้อาวุโสของนางออกมาแสดงให้ดูโดยตรง
"ที่แท้ทั้งสองท่านก็จองห้องพักไว้ก่อนแล้ว เชิญตามข้ามาขอรับ" หลงจู๊หันไปกล่าวกับเสี่ยวเอ้อ "รบกวนช่วยดูร้านให้ข้าที หากมีเรื่องอันใด ก็ให้พวกเขารอสักครู่"
กล่าวจบ หลงจู๊ก็พาทั้งสองคนขึ้นไปบนชั้นสอง
ขณะที่เหยียนไคเหยียบลงบนบันไดเพื่อขึ้นไปชั้นบน ทัศนียภาพก็แปรเปลี่ยนไปในพริบตา โรงเตี๊ยมที่ดูสกปรกรกรุงรังในตอนแรก กลับกลายเป็นเรือนไผ่ที่เรียบง่ายและงดงามเป็นอย่างยิ่ง
"ผู้รักษาการแคว้นจี้ ฟางเฉิงเซวียน คารวะผู้อาวุโสฮว๋า" หลงจู๊ประสานมือคารวะฮว๋าหนิง
"ศิษย์พี่ฟางไม่ต้องเกรงใจ ท่านคือศิษย์พี่นะ" ฮว๋าหนิงโบกมือไม้
ฟางเฉิงเซวียนคือศิษย์สืบทอดรุ่นเดียวกับฮว๋าหนิง เพียงแต่เขากราบผู้อาวุโสของสำนักเจี้ยนจงท่านหนึ่งเป็นอาจารย์
หลังจากที่ผู้อาวุโสท่านนั้นสิ้นอายุขัย ฟางเฉิงเซวียนก็ไม่สามารถเลื่อนระดับขึ้นเป็นขั้นหยวนอิงได้ ทั้งยังไม่สามารถสืบทอดเจตนารมณ์ของอาจารย์ตนเองได้ จึงถูกส่งตัวออกมารับหน้าที่เป็นผู้รักษาการ
เมื่อเหยียนไคเห็นว่าทั้งสองคนคุ้นเคยกันดี จึงไม่ได้พูดแทรกเพื่อขัดจังหวะการรำลึกความหลังของทั้งสอง
"การที่ศิษย์น้องฮว๋ามาเยือนแคว้นจี้ในครั้งนี้ สำนักได้มอบหมายภารกิจอันใดมางั้นหรือ?"
"พวกเราเพียงแค่ผ่านมาทางนี้ อยากจะหาที่พักแรม พรุ่งนี้ก็จะไปแล้ว รบกวนศิษย์พี่ฟางแล้ว"
สายตาของฟางเฉิงเซวียนเหลือบมองไปทางเหยียนไค พลางเอ่ยถาม "เช่นนั้นข้าต้องเตรียมห้องพักหนึ่งห้อง หรือว่าสองห้องเล่า?"
ฮว๋าหนิงรู้ได้ในทันทีว่าอีกฝ่ายเข้าใจผิด นางจึงตอบกลับไปว่า "สองห้องเถิด นี่คืออาจารย์อาเหยียนแห่งสำนักชี่จง เขาเป็นผู้อาวุโสเช่นกัน"
เหยียนไคพยักหน้า
"เหยียนไค!?" ฟางเฉิงเซวียนโพล่งออกมาตรงๆ จากนั้นจึงตระหนักได้ว่าตนเองพูดผิดไป "ขออภัย ข้าพลั้งปากไปหน่อย อาจารย์อาเหยียน เชิญตามข้ามาขอรับ"
"ไม่เป็นไร" เหยียนไคตอบกลับสั้นๆ
ฟางเฉิงเซวียนพาเหยียนไคเข้าไปในห้องพักห้องหนึ่ง จากนั้นก็หันกลับมามองฮว๋าหนิงด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
"ศิษย์พี่ฟาง เกิดสิ่งใดขึ้นหรือ? มีปัญหาอันใดงั้นหรือ?"
ฟางเฉิงเซวียนชำเลืองมองห้องของเหยียนไคแวบหนึ่ง ก่อนจะกระซิบถามเสียงเบา "การมาที่เมืองหลวงแคว้นจี้นี่ เป็นข้อเสนอของอาจารย์อาเหยียนงั้นหรือ?"
"ไม่ใช่หรอก ข้าเป็นคนเสนอเอง ข้าคิดว่าศิษย์พี่ฟางเป็นผู้รักษาการอยู่ที่แคว้นจี้ จึงแวะมาเยี่ยมเยียนท่านด้วยเสียเลย"
เมื่อได้ยินฮว๋าหนิงกล่าวเช่นนั้น ฟางเฉิงเซวียนก็ถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง พลางเอ่ยว่า "เมื่อครู่นี้ พอเห็นว่าเหยียนไคมาปรากฏตัวที่เมืองหลวงแคว้นจี้ ก็ทำเอาข้าตกใจแทบแย่ โดยเฉพาะในเวลาเช่นนี้"
"อาจารย์อาเหยียนมีความแค้นกับคนแคว้นจี้งั้นหรือ?"
"ไม่มีความแค้นหรอก... ศิษย์น้องฮว๋า เจ้ารู้หรือไม่ว่าราชวงศ์แคว้นจี้ใช้แซ่อันใด?"
ฮว๋าหนิงส่ายหน้า จากนั้นนางก็คาดเดาว่า "คงไม่ได้แซ่ 'เหยียน' หรอกกระมัง?"
ฟางเฉิงเซวียนพยักหน้า เอ่ยว่า "อาจารย์อาเล็กเหยียนไคแห่งสำนักชี่จงเกิดในราชวงศ์แคว้นจี้องค์ปัจจุบัน ตอนนี้แคว้นจี้กำลังอยู่ในช่วงผลัดเปลี่ยนราชวงศ์ แม่ทัพรักษาชายแดนก่อกบฏ เวลานี้กำลังล้อมเมืองหลวงอยู่ การที่เขามาปรากฏตัวอยู่ที่นี่ จะไม่ให้ข้าตื่นตระหนกได้อย่างไร?"
หนึ่งในหน้าที่ของผู้รักษาการก็คือการสกัดกั้นผู้บำเพ็ญเพียรมิให้เข้าไปแทรกแซงเรื่องทางโลก แต่ตัวเหยียนไคนั้นเป็นถึงผู้อาวุโส อีกทั้งยังมีศักดิ์เป็นผู้อาวุโสกว่า ฟางเฉิงเซวียนไม่มีกำลังพอที่จะไปห้ามปรามได้เลย
ฮว๋าหนิงมองไปทางห้องของเหยียนไคโดยสัญชาตญาณ นางคิดไม่ถึงเลยว่าเหยียนไคจะมีภูมิหลังเช่นนี้ซ่อนอยู่ด้วย
"จริงสิ ข้าเหมือนจะได้ยินมาว่าศิษย์น้องเจิ้งก็เลื่อนขั้นเป็นหยวนอิงแล้วเช่นกัน พวกเจ้าสองคน..." จู่ๆ ฟางเฉิงเซวียนก็เอ่ยถามขึ้นมา
ในความเข้าใจของเขา เจิ้งอี๋อันกับฮว๋าหนิงก็คือกิ่งทองใบหยกแห่งสำนักเจี้ยนจง
พอได้ยินชื่อเจิ้งอี๋อัน ฮว๋าหนิงก็กลายเป็นแมวถูกเหยียบหางขึ้นมาทันที สีหน้าของนางดุร้ายขึ้นมาในบัดดล
"บางทีท่านคงต้องเปลี่ยนสรรพนามไปเรียกนางว่าศิษย์น้องหญิงเจิ้งเสียแล้ว!"
"หา?" ฟางเฉิงเซวียนยังตั้งตัวไม่ติด จากนั้นก็ลองหยั่งเชิงถามดู "เขาไม่ยอมตกลง เจ้าก็เลยตอนเขาทิ้งเสียน่ะหรือ?"
"ข้าจะไปทำเช่นนั้นได้อย่างไร? ของที่ไม่มีอยู่แล้วจะไปตอนทิ้งได้อย่างไรเล่า? ตอนนี้ผู้อาวุโสเจ็ดกลายเป็นสตรีอันดับหนึ่งแห่งสำนักเจี้ยนจงไปเสียแล้ว"
ฟางเฉิงเซวียนถึงกับงงเป็นไก่ตาแตก ทว่าเมื่อเห็นท่าทีโกรธเคืองของฮว๋าหนิง เขาก็ไม่กล้าเอ่ยปากถามให้มากความ
เมื่อฮว๋าหนิงเห็นท่าทีลังเลของฟางเฉิงเซวียน นางก็รู้ตัวว่าไม่ควรไปลงอารมณ์ใส่อีกฝ่าย นางจึงใช้วิธีอธิบายแบบเป็นทางการของเขาเสวียนอวี้ว่า
"'ศิษย์พี่หญิงเจิ้ง' ของข้าผู้นั้น มีรูปโฉมงดงามโดดเด่น หน้าตาจิ้มลิ้มพริ้มเพรา เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหา จึงปลอมตัวเป็นบุรุษเข้ามาในสำนัก หลังจากเลื่อนขั้นเป็นหยวนอิงแล้ว นางก็กลับคืนสู่ร่างสตรีตามเดิม"
"เป็นเช่นนั้นจริงหรือ?" ฟางเฉิงเซวียนไม่ค่อยอยากจะเชื่อเท่าไรนัก เพราะเขาเคยคลุกคลีกับเจิ้งอี๋อันมาเป็นเวลานาน อีกฝ่ายไม่น่าจะเป็นสตรีไปได้หรอก