- หน้าแรก
- ระบบแก้ไขคุณสมบัติของท่านอาจารย์อาเล็ก
- บทที่ 19 ชี้แจง
บทที่ 19 ชี้แจง
บทที่ 19 ชี้แจง
"ชี้แจงแล้วจะมีประโยชน์อันใดเล่า! เจ้าห่วงตัวเองก่อนเถอะ!" เหยียนไคกล่าวอย่างอารมณ์เสีย
"อาจารย์อาเหยียน ข้าน่ะอย่างไรก็ได้อยู่แล้ว เพียงแต่เรื่องนี้คงไม่ค่อยดีต่อชื่อเสียงของศิษย์น้องโจวกระมัง!" เจิ้งอี๋อันเห็นได้ชัดว่าไม่เข้าใจเล่ห์เหลี่ยมตื้นลึกหนาบางในเรื่องนี้เลย
นางเป็นตัวอย่างของคนที่ถูกผู้อื่นนำไปขายแล้วยังช่วยเขานับเงินโดยแท้ โชคดีที่โจวจื่อหนิงไม่ได้มีเจตนาร้ายอันใด
ในเมื่อโจวจื่อหนิงยอม 'เอาตัวเข้าแลก' นางย่อมไม่สนใจชื่อเสียงของตนเองเท่าใดนัก หรือจะกล่าวว่า เดิมทีนางก็ไม่ค่อยมีชื่อเสียงดีงามอะไรอยู่แล้ว
สำหรับเรื่องข่าวลือชู้สาวในครั้งนี้ นี่คือโอกาสที่โจวจื่อหนิงสร้างขึ้นมาให้เจิ้งอี๋อัน เจิ้งอี๋อันสามารถอาศัยข่าวลือในครั้งนี้เพื่อประกาศเพศสภาพของตนเองได้อย่างเต็มที่
หากไม่เกิดเรื่องนี้ขึ้น แล้วเจิ้งอี๋อันประกาศทื่อๆ ว่าตนเองเป็นสตรี เช่นนั้นข่าวลือก็จะถูกนำไปแต่งเติมได้มากมาย แต่เมื่อมีข่าวลือชู้สาวนี้แล้ว อย่างน้อยก็จะสามารถกดกระแสสังคมให้อยู่ในระดับที่ควบคุมได้ หรืออาจจะกลายเป็นกระแสในทางที่ดีด้วยซ้ำ
"หากเจ้าต้องการจะอธิบายเรื่องนี้ให้กระจ่างจริงๆ พรุ่งนี้เจ้าก็สามารถประกาศเพศของตนเองได้เลย นี่คือโอกาสที่ดีที่สุดแล้ว"
เจิ้งอี๋อันก็ไม่ได้โง่เง่าจนเกินเยียวยา นางเข้าใจขึ้นมาในทันที "จริงด้วย! หากพรุ่งนี้ข้าประกาศเพศ ข่าวลือก็จะสลายไปเอง... ทว่า ข้าควรจะประกาศเพศของตนเองอย่างไรดี ข้าจะตะโกนเสียงดังว่า 'เจิ้งอี๋อันเป็นสตรี' ตรงๆ ก็คงจะไม่ได้กระมัง!"
"เรื่องนั้นไม่จำเป็นหรอก พรุ่งนี้เช้า เจ้าก็แค่สวมชุดสตรีไปเดินทอดน่องที่ลานฝึกยุทธ์ของศิษย์สายในสักรอบหนึ่ง รับรองว่าจะต้องมีคนเข้ามาทักทายแน่นอน ถึงเวลานั้นเจ้าก็แค่เปิดเผยตัวตนก็พอแล้ว จำไว้ว่าต้องพกป้ายประจำตัวผู้อาวุโสของเจ้าไปด้วยเล่า"
"เช่นนั้นข้าควรจะสวมชุดไหนดีล่ะ?"
เหยียนไคไม่รู้จะตอบอย่างไรดี ความคิดของเจิ้งอี๋อันช่างแปลกประหลาดแท้ เหยียนไคจึงตัดบทว่า "เจ้าก็สวมแค่กางเกงขาสั้นตัวเดียวขึ้นไปเลยสิ รับรองว่ามีคนเข้ามาทักทายอย่างแน่นอน"
"คนที่เข้ามาทักทาย เกรงว่าจะไม่ใช่ศิษย์ผู้คุมกฎกระมัง..."
"ศิษย์ผู้คุมกฎจะมากล้ายุ่งกับผู้อาวุโสเจ็ดแห่งสำนักเจี้ยนจงผู้สูงส่งอย่างท่านได้อย่างไรเล่า?" เหยียนไคประชดประชันตรงๆ
เจิ้งอี๋อันย่อมรู้ดีว่าเหยียนไคกำลังล้อเล่น จึงไม่ได้เก็บมาใส่ใจ จากนั้นก็ถามต่อว่า "เช่นนั้นพรุ่งนี้เช้าตรู่ ข้ามาหาศิษย์น้องโจว ให้นางแต่งหน้าให้ข้าก่อนค่อยไปดีหรือไม่?"
"นั่นเป็นเรื่องของเจ้ากับนางแล้ว ไม่ต้องมาถามข้า วันหน้าก็อย่าวิ่งมาที่นี่บ่อยๆ ตอนเจ้าสวมชุดบุรุษ ก็ถูกปล่อยข่าวลือระหว่างเจ้ากับโจวจื่อหนิง พอเจ้าสวมชุดสตรี ก็จะถูกปล่อยข่าวลือระหว่างเจ้ากับข้า...
เจ้าต้องเข้าใจนะว่า เจ้าไม่ใช่บุรุษอีกต่อไปแล้ว ชายหญิงแตกต่าง เจ้าต้องใส่ใจความบริสุทธิ์ผุดผ่องของตนเองด้วย!"
เมื่อได้ฟังคำพูดเหล่านี้ของเหยียนไค เจิ้งอี๋อันก็พบว่ามีบางสิ่งบางอย่างได้ห่างหายไปจากตนเองตลอดกาลแล้วจริงๆ
...
เมื่อถึงรุ่งเช้าของวันที่สอง
เจิ้งอี๋อันไม่ได้มาหาถึงที่ ทว่าโจวจื่อหนิงกลับตื่นแต่เช้าตรู่ หลังจากดูแลเซวียหานเสร็จแล้ว นางก็ถือกล่องเครื่องประดับของตนเองออกจากเรือนไป ราวกับกำลังจะไปสู้ศึกหนัก
เหยียนไคย่อมไม่ยอมพลาดงิ้วฉากใหญ่นี้ เขาแอบตามไปเงียบๆ ด้วยระดับบำเพ็ญเพียรของเขา โจวจื่อหนิงย่อมไม่มีทางจับได้เด็ดขาด
โจวจื่อหนิงไม่ได้มุ่งหน้าไปยังถิ่นของสำนักเจี้ยนจงโดยตรง แต่กลับไปที่โรงเตี๊ยมรับรองแขกภายในสำนัก
ด้วยพฤติกรรม 'กลับกลอกไปมา' ของนาง ชื่อเสียงของนางในสำนักเจี้ยนจงก็ย่อยยับไปตั้งนานแล้ว ตอนนี้นางไปสำนักเจี้ยนจง รับรองว่าต้องถูกมองด้วยสายตารังเกียจไม่น้อยแน่
ไม่นานนัก เจิ้งอี๋อัน (ในชุดบุรุษ) ก็ลอบเข้ามาในโรงเตี๊ยมอย่างลับๆ ล่อๆ
เหยียนไคเห็นภาพนี้ก็อดไม่ได้ที่จะกุมขมับ คนทั้งสองช่างเหมือนชายโฉดหญิงชั่วที่ลอบออกมาคบชู้กันเหลือเกิน
ผ่านไปราวครึ่งชั่วยาม เจิ้งอี๋อัน (ในชุดสตรี) ก็เดินออกมา
การแต่งกายของนางในยามนี้เห็นได้ชัดว่าผ่านการออกแบบมาแล้ว แตกต่างจากคุณหนูในตระกูลผู้ดีเมื่อหลายวันก่อน ชุดนี้ดูเหมือนจอมยุทธ์หญิงผู้สง่างามห้าวหาญมากกว่า ซึ่งเข้ากับภาพลักษณ์ผู้อาวุโสหญิงที่จะไปเดินเตร็ดเตร่ในลานฝึกยุทธ์อย่างยิ่ง
และในขณะที่เหยียนไคกำลังจะตามเจิ้งอี๋อันไปยังสำนักเจี้ยนจง โจวจื่อหนิงก็เดินออกมาเช่นกัน
นางก็เปลี่ยนเครื่องแต่งกายแล้วเช่นกัน เป็นชุดบุรุษ ซึ่งเป็นชุดของศิษย์สายในสำนักเจี้ยนจง
ยังมีคนเหนือชั้นอยู่อีก!! พวกเจ้าสองคนเล่นกันได้แพรวพราวเสียจริง!
ภายใต้การจับตามองของเหยียนไค เจิ้งอี๋อันและโจวจื่อหนิงก็มาถึงลานฝึกยุทธ์ของสำนักเจี้ยนจงอย่างรวดเร็ว
เจิ้งอี๋อันเดินเข้าไปในลานฝึกยุทธ์ ดึงดูดสายตาผู้คนมากมายให้หันมามอง ต่างพากันไถ่ถามว่านางเป็นใคร
แม้เขาเสวียนอวี้จะเป็นสำนักใหญ่ที่ตั้งตระหง่านครอบครองอาณาเขตหนึ่งโจว และมีประชากรในปกครองกว่าร้อยล้านคน ทว่าเขาเสวียนอวี้ก็ไม่ได้ใช้วิธีหว่านแหกว้างรับศิษย์ไปทั่ว ศิษย์ในสังกัดโดยทั่วไปจึงมีจำนวนไม่เกินห้าพันคน
เมื่อหักศิษย์สายนอกที่มีจำนวนมากออกไปแล้ว ศิษย์สายในโดยทั่วไปจะมีราวเจ็ดถึงแปดร้อยคน แบ่งไปอยู่สำนักเจี้ยนจงก็มีอย่างมากแค่สี่ถึงห้าร้อยคนเท่านั้น
ดังนั้นแล้ว สังคมของศิษย์สายในจึงถือว่าไม่ใหญ่นัก พวก 'คนเก๋าเกม' บางคนที่คลุกคลีอยู่ในสายในมาสิบกว่าปี สามารถจดจำศิษย์สายในได้ทุกคนก็ไม่ใช่เรื่องยากเย็นอันใดนัก
แต่ทว่าต่อให้เป็นพวกคนเก๋าเกมเหล่านั้น พวกเขาก็ยังจำเจิ้งอี๋อันไม่ได้
"ดูนางยังอายุน้อยนัก น่าจะเป็นศิษย์สายในที่เพิ่งเลื่อนขั้นขึ้นมาใหม่กระมัง!" คนเก๋าเกมผู้หนึ่งคาดเดาเช่นนั้น
คนเก๋าเกมอีกคนหนึ่งส่ายหน้า พลางกล่าวว่า "ข้าก็มักจะไปแถวสายนอกอยู่บ่อยๆ ศิษย์หญิงหน้าตาดีๆ ในสายนอก ข้าก็เคยเห็นมาหมดแล้ว"
"หรือว่าจะแย่งชิงมาจากสำนักชี่จงอีกแล้ว?" คนเก๋าเกม ก. คาดเดา
คนเก๋าเกม ข. ก็ปฏิเสธการคาดเดานี้เช่นกัน "ไม่น่าใช่ ข้าก็มีแหล่งข่าวอยู่ทางฝั่งนั้นเหมือนกัน หมู่นี้ฝั่งนั้นนอกจากศิษย์สืบทอดหญิงที่เพิ่งเข้าสำนักมาใหม่ผู้หนึ่งแล้ว ก็ไม่มีศิษย์หญิงคนใดน่าพูดถึงอีกเลย"
"จริงสิ หมู่นี้มีผู้อาวุโสออกไปรับศิษย์ข้างนอกไม่ใช่หรือ? นี่อาจจะรับเข้ามาเป็นศิษย์สายในโดยตรงก็ได้ เจ้าดูสิ นางยังไม่ได้สวมชุดศิษย์สายในเลยด้วยซ้ำ" คนเก๋าเกม ก. ถูมือไปมา พลางกล่าวว่า "ในเมื่อเป็นศิษย์น้องเล็กที่เพิ่งเข้าสำนักมาใหม่ ข้าก็ต้องคอยชี้แนะนางให้ดีเสียหน่อยแล้ว"
"เจ้าก็เบาๆ หน่อยเถิด ภายในลานฝึกยุทธ์มีศิษย์สืบทอดขั้นจินตันคอยเฝ้าอยู่นะ"
"เจ้าเห็นเหล่าอวี๋อย่างข้าเป็นคนเช่นไรกัน?" ว่าแล้ว คนเก๋าเกม ก. ก็เดินตรงไปยังเจิ้งอี๋อัน
เจิ้งอี๋อันย่อมอยู่เพียงลำพัง นางไม่มีทางอยู่กับโจวจื่อหนิงแน่ โจวจื่อหนิงสวมชุดศิษย์สายในของสำนักเจี้ยนจง หากดึงดูดสายตาของศิษย์สายในผู้อื่น อาจทำให้เกิดปัญหาได้
โจวจื่อหนิงจึงทำได้เพียงแอบซุ่มดูอยู่ในมุมมืด เช่นเดียวกับที่เหยียนไคกำลังแอบซุ่มดูพวกนางทั้งสองอยู่นั่นเอง
"ศิษย์น้องหญิงท่านนี้ เจ้าเพิ่งเคยมาที่ลานฝึกยุทธ์เป็นครั้งแรกหรือ?"
"ศิษย์... ศิษย์น้องหญิง?" สรรพนามที่แปลกใหม่เช่นนี้ เจิ้งอี๋อันเพิ่งเคยได้ยินเป็นครั้งแรก ในฐานะที่เป็นถึงศิษย์สืบทอดของเจ้าสำนัก นางมาอยู่ที่นี่นานกว่าศิษย์สายในทั้งหมดที่อยู่ที่นี่เสียอีก
แต่ก็ไม่แปลกที่ศิษย์สายในคนอื่นๆ จะเข้าใจผิดว่านางเป็นศิษย์น้องหญิง ในฐานะผู้บำเพ็ญกระบี่ธาตุน้ำที่เป็นสตรี ระดับบำเพ็ญเพียรของเจิ้งอี๋อันก็บรรลุถึงขั้นหยวนอิงแล้ว แม้จะอายุเลยร้อยปีไปแล้ว แต่สภาพรูปลักษณ์ภายนอกของนางกลับดูดียิ่งกว่าหญิงสาววัยยี่สิบต้นๆ เสียอีก
"มาครั้งแรกก็ไม่เป็นไร ศิษย์พี่สามารถแนะนำให้เจ้าฟังทีละอย่างได้"
เจิ้งอี๋อันยกสองมือขึ้นกอดอก มองดูอีกฝ่ายด้วยความสนใจใคร่รู้
ความจริงเจิ้งอี๋อันก็ถือว่าเป็นคนเก๋าเกมของที่นี่เช่นกัน ย่อมรู้จักอีกฝ่ายดี
อีกฝ่ายเป็นศิษย์สายในที่อยู่ใต้สังกัดศิษย์พี่สามของนาง มีนามว่า อวี๋คัง ระดับบำเพ็ญเพียรอยู่ขั้นจู้จีตอนกลาง อายุอานามก็มากขึ้นทุกที ชาตินี้หมดหวังจะได้เลื่อนขั้นเป็นศิษย์สืบทอดแล้ว จัดอยู่ในประเภทที่ต้องรอให้แก่ตัวลงแล้วฮึดสู้สักตั้ง จึงจะมีโอกาสบรรลุเป็นขั้นจินตันได้
ศิษย์สายในส่วนใหญ่ของเขาเสวียนอวี้ก็มีพรสวรรค์เช่นนี้กันทั้งนั้น เมื่อถึงเกณฑ์อายุ ก็จะถูกปล่อยเข้าสู่ตลาดให้ 'หางานทำอย่างอิสระ' หากดีขึ้นมาหน่อย ก็สามารถไปรับตำแหน่งในที่ทำการของสำนักภายในฝูโจวได้
"จริงสิ ไม่ทราบว่าศิษย์น้องหญิงมีนามประการใด และกราบเข้าสังกัดผู้อาวุโสท่านใดงั้นหรือ?"