เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 9 ศิษย์สืบทอดเจ้าสำนัก

บทที่ 9 ศิษย์สืบทอดเจ้าสำนัก

บทที่ 9 ศิษย์สืบทอดเจ้าสำนัก


เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น เหยียนไคยังคงนอนตื่นสายตามปกติ

หากไม่ใช่เพราะเซวียหานมาเคาะประตู เขาเกรงว่าจะต้องนอนจนตะวันโด่งเป็นแน่

เมื่อถูกเรียกให้ตื่นขึ้น เหยียนไคถึงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าตนเองมีลูกศิษย์เพิ่มมาหนึ่งคน จึงรีบไปเตรียมทำมื้อเช้าทันที

"เซวียหาน เจ้ารอสักประเดี๋ยว ข้าจะรีบทำมื้อเช้าให้เจ้าเดี๋ยวนี้แหละ"

"ไม่จำเป็นเจ้าค่ะ ข้าทำมื้อเช้าเสร็จแล้ว ท่านอาจารย์มาทานด้วยกันเถิด"

เหยียนไครู้สึกกระอักกระอ่วนเล็กน้อย จึงกล่าวว่า "เจ้าไม่ต้องเรียกข้าว่า 'ท่านอาจารย์' หรอก ข้าไม่มีสิ่งใดให้น่าเคารพยกย่องถึงเพียงนั้น เรียกข้าว่าอาจารย์ก็พอ"

ต้องยอมรับเลยว่า ฝีมือการทำอาหารของเซวียหานนั้นค่อนข้างดีทีเดียว เพียงเช้าเดียวก็สามารถทำกับข้าวได้สองสามอย่างแถมด้วยน้ำแกงอีกหนึ่งถ้วย นี่มันไม่ใช่รูปแบบของมื้อเช้าเลยสักนิด

เหยียนไคพิจารณานิ้วมือของเซวียหาน ขาวผ่องนุ่มนวล ไม่เหมือนคนเคยทำงานหนักมาเลยสักนิด คิดว่านี่คงเป็นพรสวรรค์กระมัง!

หลังจากทานมื้อเช้าเสร็จ เหยียนไคก็พาเซวียหานออกจากเรือน

เขารู้สึกว่าศิษย์ของตนเองค่อนข้างจะโดดเด่นสะดุดตาเกินไปหน่อย ด้วยกายากระจ่างใสไร้มลทินและหยางบริสุทธิ์ถึงขีดสุด รูปร่างหน้าตาของนางย่อมไม่มีทางขี้ริ้วขี้เหร่อย่างแน่นอน

เหยียนไคจึงเพิ่มคุณสมบัติ [จืดชืดไร้จุดเด่น] ให้นางไปหนึ่งอย่าง

'จืดชืดไร้จุดเด่น' สามารถบดบังผลลัพธ์ภายนอกของกายาทั้งหมดได้ ทว่าแก่นแท้ยังคงไม่มีการเปลี่ยนแปลง

"เสี่ยวหาน วันนี้ข้าจะพาเจ้าไปที่วิหารเจ้าสำนักก่อน แม้จะกล่าวว่าสำหรับผู้บำเพ็ญเพียรแล้ว การเหาะเหินเดินอากาศนั้นไม่ใช่เรื่องยากเย็นอันใด ทว่าภายในสำนัก หากเดินเท้าได้ก็จงเดินเท้าเสีย หากเจ้าบินข้ามหัวผู้อาวุโสท่านใดไป นั่นถือเป็นความผิดฐานลบหลู่เบื้องสูง"

บนทางเดินลงเขา เหยียนไคได้แนะนำกฎระเบียบและสถานการณ์ของเขาเสวียนอวี้ให้เซวียหานฟังเบื้องต้น

"เขาเสวียนอวี้ของพวกเรานั้น เป็นสำนักใหญ่ดับดับหนึ่งแห่งฟู่โจว แบ่งออกเป็นสามส่วน ได้แก่ วิหารเจ้าสำนัก สำนักชี่จง และสำนักเจี้ยนจง"

"วิหารเจ้าสำนักก็คือสถานที่พำนักของเจ้าสำนัก เจ้าสำนักคนปัจจุบันคือศิษย์พี่เจียงจู๋เลี่ย แน่นอนว่าเจ้าต้องเรียกเขาว่าอาจารย์ลุงเจ้าสำนัก เขามาจากสำนักเจี้ยนจง เจ้าสำนักเจี้ยนจงคนปัจจุบันและผู้อาวุโสอีกหลายท่านล้วนเป็นศิษย์ของเขา"

"วิหารเจ้าสำนักนอกจากเจ้าสำนักแล้ว ยังมีผู้อาวุโสที่เกษียณอายุแล้วอีกหลายท่าน ยามข้าพบพวกเขา ยังต้องเรียกขานว่าอาจารย์อา"

"ส่วนต่อไปก็คือสำนักชี่จงของพวกเรา เจ้าสำนักชี่จงคือศิษย์พี่ใหญ่หลัวเซียงหมิงซึ่งเป็นศิษย์ร่วมอาจารย์เดียวกับข้า เจ้าต้องเรียกเขาว่าอาจารย์ลุงเจ้าสำนัก ส่วนผู้อาวุโสท่านอื่น เจ้าก็ต้องเรียกขานว่าอาจารย์ลุงหรืออาจารย์ป้า ส่วนคนที่พาเจ้ามาเมื่อวานก็คือศิษย์พี่หญิงสามของข้า เจ้าต้องเรียกนางว่าอาจารย์ป้าสาม"

"สถานการณ์ของสำนักเจี้ยนจงกับสำนักชี่จงของพวกเรานั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ทว่าลำดับศักดิ์ของพวกเขาต่ำกว่าพวกเราหนึ่งขั้น เจ้าไม่ต้องไปใส่ใจเรื่องลำดับศักดิ์มากนักหรอก พวกเราไม่ค่อยได้ไปมาหาสู่กับพวกเขามากนัก..."

เซวียหานรับฟังอย่างเงียบๆ จู่ๆ ก็ก้าวพลาด เกือบจะล้มลง

เหยียนไครีบประคองนางไว้พลางกำชับว่า "ทางเดินบนเขาของข้าเดินลำบากไปสักหน่อย เจ้าก็ระวังตัวนิดหนึ่ง"

เมื่อลงจากเขา ก็เห็นโจวจื่อหนิงกำลังสั่งการให้คนงานวางผังสร้างกระท่อมไผ่ให้นางอยู่

นางเลือกที่จะกลับมายังสำนักชี่จง บทลงโทษที่สำนักชี่จงมอบให้นางก็คือการทำลายตบะของตนเองทิ้ง

โจวจื่อหนิงเห็นเหยียนไคก็คารวะ "อรุณสวัสดิ์เจ้าค่ะอาจารย์อาเล็ก ท่านนี้คือ..."

"นี่คือศิษย์สืบทอดในภายภาคหน้าของข้า เซวียหาน" เหยียนไคแนะนำอย่างเรียบง่าย ก่อนจะหันไปกล่าวกับเซวียหาน "เสี่ยวหาน นี่คือศิษย์พี่หญิงโจวของเจ้า"

"อรุณสวัสดิ์ศิษย์พี่หญิงโจว!" เซวียหานพยักหน้ารับ

ศิษย์สืบทอดงั้นหรือ?

โจวจื่อหนิงรู้สึกอ้างว้างเล็กน้อย นางเคยคาดหวังกับตำแหน่งนี้มานับครั้งไม่ถ้วน ไม่คิดเลยว่าจะถูกผู้อื่นชิงตัดหน้าไปเสียได้

……

เขาเสวียนอวี้ หากอิงตามสภาพภูมิประเทศที่แท้จริงแล้ว สมควรเรียกว่าหุบเขาเสวียนอวี้มากกว่า มันเป็นหุบเขาที่เกิดจากเทือกเขาสองสายซึ่งทอดตัวขนานกันในแนวเหนือใต้ เทือกเขาฝั่งตะวันตกคือสำนักเจี้ยนจง เทือกเขาฝั่งตะวันออกคือสำนักชี่จง ส่วนวิหารเจ้าสำนักตั้งอยู่ตรงกลางหุบเขา

เหยียนไคพาเซวียหานเดินมาเป็นระยะทางไกลพอสมควร ในที่สุดก็มาถึงหอผู้อาวุโสฝ่ายบริหารแห่งวิหารเจ้าสำนัก

"ศิษย์น้องเหยียนไค แขกหายากเลยนะเนี่ย!" ผู้อาวุโสฝ่ายบริหารจำเหยียนไคได้ จึงเอ่ยถามขึ้น "มาที่นี่มีธุระอันใดหรือ"

"ข้ามาเลื่อนขั้นเป็นผู้อาวุโส" เหยียนไคไม่พูดพร่ำทำเพลง ปลดปล่อยตบะระดับหยวนอิงออกมา

"นี่เป็นข่าวดีอันยิ่งใหญ่เลยเชียวนะ! เขาเสวียนอวี้ของพวกเรามียอดฝีมือระดับหยวนอิงเพิ่มขึ้นมาอีกคนแล้ว!" ผู้อาวุโสฝ่ายบริหารดีใจจนเนื้อเต้น พลางยื่นป้ายคำสั่งให้เหยียนไคหนึ่งอัน "ไม่ทราบว่าศิษย์น้องเหยียนไคต้องการลำดับที่เท่าใดหรือ"

เหยียนไครับป้ายคำสั่งมา พลางเอ่ยว่า "ข้าเลือกลำดับที่ 'เจ็ด'"

ในบรรดาศิษย์สืบทอดของอดีตเจ้าสำนัก เขาจัดอยู่ในลำดับสุดท้าย นั่นก็คือลำดับที่เก้า ทว่าต่อให้เป็นศิษย์สืบทอดของเจ้าสำนัก ก็ใช่ว่าทุกคนจะสามารถทะลวงเข้าสู่ระดับหยวนอิงได้ และต่อให้ทะลวงเข้าสู่ระดับหยวนอิงได้ ก็ใช่ว่าจะเลือกเป็นผู้อาวุโสเสมอไป

บางคนก็ตายจากไปก่อนวัยอันควร บางคนก็ออกไปตั้งตัวเป็นเอกเทศ บางคนก็แต่งงานออกเรือนไป

"เช่นนั้นก็ขอแสดงความยินดีกับผู้อาวุโสเจ็ดแห่งสำนักชี่จงด้วย ไม่ทราบว่าจะจัดพิธีเปิดเขารับศิษย์เมื่อใดหรือ"

สิ่งที่เรียกว่าพิธีเปิดเขารับศิษย์ ก็คืองานเฉลิมฉลองที่จะจัดขึ้นหลังจากได้เป็นผู้อาวุโส เพื่อประกาศว่าผู้อาวุโสท่านนั้นได้ตั้งสายการสืบทอดของตนเอง และเปิดรับศิษย์จากภายนอก

"ข้าไม่จัดพิธีที่เน้นเพียงเปลือกนอกเช่นนั้นหรอก คงไม่มีผู้ใดมาร่วมงานมากนักหรอก" เหยียนไคส่ายหน้า

ด้วยความสัมพันธ์ระหว่างเขากับบรรดาศิษย์พี่ชายและศิษย์พี่หญิง พวกเขาคงไม่มาหรอก ถึงตอนนั้น หากไม่มีผู้อาวุโสท่านใดมาร่วมงานเลย มันคงจะกระอักกระอ่วนใจน่าดู

"เอาเถิด!" ผู้อาวุโสฝ่ายบริหารพอจะเข้าใจสถานการณ์ของเหยียนไคอยู่บ้าง "ข้าคงไม่ไปส่งเจ้าแล้วล่ะ ข้ายังต้องนำเรื่องนี้ไปรายงานท่านเจ้าสำนักอีก"

หลังจากได้ป้ายคำสั่งผู้อาวุโสมา เหยียนไคก็พาเซวียหานออกจากวิหารเจ้าสำนัก

ตอนที่กำลังจะจากไป ชายหนุ่มผู้หนึ่งก็วิ่งตามออกมา "อาจารย์อาเหยียน โปรดรอประเดี๋ยว"

เหยียนไคหันกลับไปมอง เมื่อเห็นใบหน้าของผู้มาเยือนชัดเจน คนผู้นั้นก็คือเจิ้งอี๋อัน ศิษย์สืบทอดของเจ้าสำนัก

"ศิษย์หลานเจิ้ง ข้าลืมสิ่งใดเอาไว้หรือเปล่า"

"มิใช่! มิใช่ขอรับ!" เจิ้งอี๋อันโบกมือปฏิเสธ "หลักๆ คือข้าอยากจะขอร้องอาจารย์อาเรื่องหนึ่ง"

"ขอร้องให้ข้าช่วยทำธุระให้งั้นหรือ" เหยียนไคไม่คิดว่าตนเองจะมีสิ่งใดที่สามารถช่วยเหลือศิษย์สืบทอดของเจ้าสำนักได้

เจิ้งอี๋อันหันไปมองเซวียหาน พลางเอ่ยถาม "ท่านนี้คือ..."

"นางคือศิษย์สืบทอดที่ข้ารับเอาไว้ นามว่าเซวียหาน" เหยียนไควางมือลงบนบ่าของเซวียหาน พลางกล่าวว่า "เสี่ยวหาน ท่านนี้คือศิษย์สืบทอดของอาจารย์ลุงเจ้าสำนักของเจ้า ศิษย์พี่เจิ้ง"

เซวียหานพยักหน้ารับ พลางประสานมือคารวะ "สวัสดีศิษย์พี่เจิ้ง"

"หา?" เมื่อรู้ว่าเหยียนไครับศิษย์สืบทอด เจิ้งอี๋อันก็ตกตะลึงเป็นอย่างยิ่ง "ท่านเลื่อนขั้นเป็นระดับหยวนอิงแล้วหรือ"

"มีเรื่องใดที่เหยียนไคในระดับจินตันสามารถช่วยเจ้าได้ แต่เหยียนไคในระดับหยวนอิงไม่สามารถช่วยเจ้าได้งั้นหรือ" เหยียนไคถามกลับ

"ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น..." เจิ้งอี๋อันส่งสายตาเป็นนัย "พูดคุยที่นี่ออกจะไม่สะดวกสักเล็กน้อย"

เหยียนไคเข้าใจความหมายของอีกฝ่ายทันที เขาต้องการให้เซวียหานหลบไปก่อนนั่นเอง

"เสี่ยวหาน เจ้ารอข้าอยู่ที่นี่สักประเดี๋ยว ข้าขอไปคุยธุระกับศิษย์พี่เจิ้งของเจ้าก่อน"

เซวียหานพยักหน้ารับ

เจิ้งอี๋อันพาเหยียนไคกลับเข้าไปในวิหารเจ้าสำนักอีกครั้ง จากนั้นก็เข้าไปในห้องลับแห่งหนึ่ง

หลังจากเข้ามาในห้องลับแล้ว เจิ้งอี๋อันก็กางม่านพลังป้องกันเสียงและป้องกันการสอดแนมถึงสามชั้น

"นี่มัน? ศิษย์หลาน เจ้ามีเรื่องอะไรที่บอกใครไม่ได้จะพูดงั้นหรือ" เหยียนไคมองม่านพลังเหล่านี้ด้วยความระแวดระวังเต็มเปี่ยม "ขอพูดไว้ก่อนนะ ข้าไม่ทำเรื่องที่เป็นอันตรายต่อสำนักเด็ดขาด"

"จะเป็นไปได้อย่างไร" เจิ้งอี๋อันรีบปฏิเสธ ก่อนจะลดเสียงลงถามว่า "ข้าได้ยินมาว่า อาจารย์อาเหยียนมีความสามารถในการพลิกผันหยินหยางใช่หรือไม่"

พลิกผันหยินหยาง? ทำไมเหยียนไคถึงไม่เห็นรู้ตัวเลยล่ะ

ทว่าเพียงพริบตาเดียว เหยียนไคก็เข้าใจความหมายของเจิ้งอี๋อัน "เจ้าหมายถึง การเปลี่ยนเพศงั้นหรือ"

เจิ้งอี๋อันตอบอย่างหนักแน่น "ใช่! ใช่! ข้าเคยไปถามศิษย์หลานตู้จิ่งเฉิงมาแล้ว ท่านทำให้อีกฝ่ายกลายเป็นผู้หญิงไปแล้วจริงๆ"

"เจ้าคงไม่ได้อยากให้ข้าไปกลั่นแกล้งใครหรอกนะ!"

"ไม่ใช่ ข้าอยากให้ท่านทำเช่นนั้นกับข้าบ้าง"

"หา?" เหยียนไคถึงกับตกตะลึงกับข้อเสนอของอีกฝ่าย เขาพิจารณาอีกฝ่ายตั้งแต่หัวจรดเท้า "ศิษย์หลาน เจ้าคงไม่ได้กำลังล้อข้าเล่นอยู่ใช่ไหม! หากศิษย์พี่เจ้าสำนักรู้เรื่องนี้เข้า เขาคงจะถลกหนังพวกเราทั้งสองคนเป็นแน่..."

"เฮ้อ~" เจิ้งอี๋อันถอนหายใจยาว

"ศิษย์หลาน... เจ้าคงไม่ได้มีกายเป็นชาย แต่ใจเป็นหญิงหรอกนะ" เหยียนไคเอ่ยถามหยั่งเชิง

เขารู้ว่าในชาติก่อนมีอาการป่วยทางจิตชนิดหนึ่งเรียกว่า 'ความบกพร่องทางเพศวิถี' ซึ่งเพศสภาพทางจิตใจและร่างกายไม่ตรงกัน ดังนั้นคนบางกลุ่มจึงเลือกที่จะผ่าตัดแปลงเพศ

จบบทที่ บทที่ 9 ศิษย์สืบทอดเจ้าสำนัก

คัดลอกลิงก์แล้ว