- หน้าแรก
- ระบบแก้ไขคุณสมบัติของท่านอาจารย์อาเล็ก
- บทที่ 9 ศิษย์สืบทอดเจ้าสำนัก
บทที่ 9 ศิษย์สืบทอดเจ้าสำนัก
บทที่ 9 ศิษย์สืบทอดเจ้าสำนัก
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น เหยียนไคยังคงนอนตื่นสายตามปกติ
หากไม่ใช่เพราะเซวียหานมาเคาะประตู เขาเกรงว่าจะต้องนอนจนตะวันโด่งเป็นแน่
เมื่อถูกเรียกให้ตื่นขึ้น เหยียนไคถึงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าตนเองมีลูกศิษย์เพิ่มมาหนึ่งคน จึงรีบไปเตรียมทำมื้อเช้าทันที
"เซวียหาน เจ้ารอสักประเดี๋ยว ข้าจะรีบทำมื้อเช้าให้เจ้าเดี๋ยวนี้แหละ"
"ไม่จำเป็นเจ้าค่ะ ข้าทำมื้อเช้าเสร็จแล้ว ท่านอาจารย์มาทานด้วยกันเถิด"
เหยียนไครู้สึกกระอักกระอ่วนเล็กน้อย จึงกล่าวว่า "เจ้าไม่ต้องเรียกข้าว่า 'ท่านอาจารย์' หรอก ข้าไม่มีสิ่งใดให้น่าเคารพยกย่องถึงเพียงนั้น เรียกข้าว่าอาจารย์ก็พอ"
ต้องยอมรับเลยว่า ฝีมือการทำอาหารของเซวียหานนั้นค่อนข้างดีทีเดียว เพียงเช้าเดียวก็สามารถทำกับข้าวได้สองสามอย่างแถมด้วยน้ำแกงอีกหนึ่งถ้วย นี่มันไม่ใช่รูปแบบของมื้อเช้าเลยสักนิด
เหยียนไคพิจารณานิ้วมือของเซวียหาน ขาวผ่องนุ่มนวล ไม่เหมือนคนเคยทำงานหนักมาเลยสักนิด คิดว่านี่คงเป็นพรสวรรค์กระมัง!
หลังจากทานมื้อเช้าเสร็จ เหยียนไคก็พาเซวียหานออกจากเรือน
เขารู้สึกว่าศิษย์ของตนเองค่อนข้างจะโดดเด่นสะดุดตาเกินไปหน่อย ด้วยกายากระจ่างใสไร้มลทินและหยางบริสุทธิ์ถึงขีดสุด รูปร่างหน้าตาของนางย่อมไม่มีทางขี้ริ้วขี้เหร่อย่างแน่นอน
เหยียนไคจึงเพิ่มคุณสมบัติ [จืดชืดไร้จุดเด่น] ให้นางไปหนึ่งอย่าง
'จืดชืดไร้จุดเด่น' สามารถบดบังผลลัพธ์ภายนอกของกายาทั้งหมดได้ ทว่าแก่นแท้ยังคงไม่มีการเปลี่ยนแปลง
"เสี่ยวหาน วันนี้ข้าจะพาเจ้าไปที่วิหารเจ้าสำนักก่อน แม้จะกล่าวว่าสำหรับผู้บำเพ็ญเพียรแล้ว การเหาะเหินเดินอากาศนั้นไม่ใช่เรื่องยากเย็นอันใด ทว่าภายในสำนัก หากเดินเท้าได้ก็จงเดินเท้าเสีย หากเจ้าบินข้ามหัวผู้อาวุโสท่านใดไป นั่นถือเป็นความผิดฐานลบหลู่เบื้องสูง"
บนทางเดินลงเขา เหยียนไคได้แนะนำกฎระเบียบและสถานการณ์ของเขาเสวียนอวี้ให้เซวียหานฟังเบื้องต้น
"เขาเสวียนอวี้ของพวกเรานั้น เป็นสำนักใหญ่ดับดับหนึ่งแห่งฟู่โจว แบ่งออกเป็นสามส่วน ได้แก่ วิหารเจ้าสำนัก สำนักชี่จง และสำนักเจี้ยนจง"
"วิหารเจ้าสำนักก็คือสถานที่พำนักของเจ้าสำนัก เจ้าสำนักคนปัจจุบันคือศิษย์พี่เจียงจู๋เลี่ย แน่นอนว่าเจ้าต้องเรียกเขาว่าอาจารย์ลุงเจ้าสำนัก เขามาจากสำนักเจี้ยนจง เจ้าสำนักเจี้ยนจงคนปัจจุบันและผู้อาวุโสอีกหลายท่านล้วนเป็นศิษย์ของเขา"
"วิหารเจ้าสำนักนอกจากเจ้าสำนักแล้ว ยังมีผู้อาวุโสที่เกษียณอายุแล้วอีกหลายท่าน ยามข้าพบพวกเขา ยังต้องเรียกขานว่าอาจารย์อา"
"ส่วนต่อไปก็คือสำนักชี่จงของพวกเรา เจ้าสำนักชี่จงคือศิษย์พี่ใหญ่หลัวเซียงหมิงซึ่งเป็นศิษย์ร่วมอาจารย์เดียวกับข้า เจ้าต้องเรียกเขาว่าอาจารย์ลุงเจ้าสำนัก ส่วนผู้อาวุโสท่านอื่น เจ้าก็ต้องเรียกขานว่าอาจารย์ลุงหรืออาจารย์ป้า ส่วนคนที่พาเจ้ามาเมื่อวานก็คือศิษย์พี่หญิงสามของข้า เจ้าต้องเรียกนางว่าอาจารย์ป้าสาม"
"สถานการณ์ของสำนักเจี้ยนจงกับสำนักชี่จงของพวกเรานั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ทว่าลำดับศักดิ์ของพวกเขาต่ำกว่าพวกเราหนึ่งขั้น เจ้าไม่ต้องไปใส่ใจเรื่องลำดับศักดิ์มากนักหรอก พวกเราไม่ค่อยได้ไปมาหาสู่กับพวกเขามากนัก..."
เซวียหานรับฟังอย่างเงียบๆ จู่ๆ ก็ก้าวพลาด เกือบจะล้มลง
เหยียนไครีบประคองนางไว้พลางกำชับว่า "ทางเดินบนเขาของข้าเดินลำบากไปสักหน่อย เจ้าก็ระวังตัวนิดหนึ่ง"
เมื่อลงจากเขา ก็เห็นโจวจื่อหนิงกำลังสั่งการให้คนงานวางผังสร้างกระท่อมไผ่ให้นางอยู่
นางเลือกที่จะกลับมายังสำนักชี่จง บทลงโทษที่สำนักชี่จงมอบให้นางก็คือการทำลายตบะของตนเองทิ้ง
โจวจื่อหนิงเห็นเหยียนไคก็คารวะ "อรุณสวัสดิ์เจ้าค่ะอาจารย์อาเล็ก ท่านนี้คือ..."
"นี่คือศิษย์สืบทอดในภายภาคหน้าของข้า เซวียหาน" เหยียนไคแนะนำอย่างเรียบง่าย ก่อนจะหันไปกล่าวกับเซวียหาน "เสี่ยวหาน นี่คือศิษย์พี่หญิงโจวของเจ้า"
"อรุณสวัสดิ์ศิษย์พี่หญิงโจว!" เซวียหานพยักหน้ารับ
ศิษย์สืบทอดงั้นหรือ?
โจวจื่อหนิงรู้สึกอ้างว้างเล็กน้อย นางเคยคาดหวังกับตำแหน่งนี้มานับครั้งไม่ถ้วน ไม่คิดเลยว่าจะถูกผู้อื่นชิงตัดหน้าไปเสียได้
……
เขาเสวียนอวี้ หากอิงตามสภาพภูมิประเทศที่แท้จริงแล้ว สมควรเรียกว่าหุบเขาเสวียนอวี้มากกว่า มันเป็นหุบเขาที่เกิดจากเทือกเขาสองสายซึ่งทอดตัวขนานกันในแนวเหนือใต้ เทือกเขาฝั่งตะวันตกคือสำนักเจี้ยนจง เทือกเขาฝั่งตะวันออกคือสำนักชี่จง ส่วนวิหารเจ้าสำนักตั้งอยู่ตรงกลางหุบเขา
เหยียนไคพาเซวียหานเดินมาเป็นระยะทางไกลพอสมควร ในที่สุดก็มาถึงหอผู้อาวุโสฝ่ายบริหารแห่งวิหารเจ้าสำนัก
"ศิษย์น้องเหยียนไค แขกหายากเลยนะเนี่ย!" ผู้อาวุโสฝ่ายบริหารจำเหยียนไคได้ จึงเอ่ยถามขึ้น "มาที่นี่มีธุระอันใดหรือ"
"ข้ามาเลื่อนขั้นเป็นผู้อาวุโส" เหยียนไคไม่พูดพร่ำทำเพลง ปลดปล่อยตบะระดับหยวนอิงออกมา
"นี่เป็นข่าวดีอันยิ่งใหญ่เลยเชียวนะ! เขาเสวียนอวี้ของพวกเรามียอดฝีมือระดับหยวนอิงเพิ่มขึ้นมาอีกคนแล้ว!" ผู้อาวุโสฝ่ายบริหารดีใจจนเนื้อเต้น พลางยื่นป้ายคำสั่งให้เหยียนไคหนึ่งอัน "ไม่ทราบว่าศิษย์น้องเหยียนไคต้องการลำดับที่เท่าใดหรือ"
เหยียนไครับป้ายคำสั่งมา พลางเอ่ยว่า "ข้าเลือกลำดับที่ 'เจ็ด'"
ในบรรดาศิษย์สืบทอดของอดีตเจ้าสำนัก เขาจัดอยู่ในลำดับสุดท้าย นั่นก็คือลำดับที่เก้า ทว่าต่อให้เป็นศิษย์สืบทอดของเจ้าสำนัก ก็ใช่ว่าทุกคนจะสามารถทะลวงเข้าสู่ระดับหยวนอิงได้ และต่อให้ทะลวงเข้าสู่ระดับหยวนอิงได้ ก็ใช่ว่าจะเลือกเป็นผู้อาวุโสเสมอไป
บางคนก็ตายจากไปก่อนวัยอันควร บางคนก็ออกไปตั้งตัวเป็นเอกเทศ บางคนก็แต่งงานออกเรือนไป
"เช่นนั้นก็ขอแสดงความยินดีกับผู้อาวุโสเจ็ดแห่งสำนักชี่จงด้วย ไม่ทราบว่าจะจัดพิธีเปิดเขารับศิษย์เมื่อใดหรือ"
สิ่งที่เรียกว่าพิธีเปิดเขารับศิษย์ ก็คืองานเฉลิมฉลองที่จะจัดขึ้นหลังจากได้เป็นผู้อาวุโส เพื่อประกาศว่าผู้อาวุโสท่านนั้นได้ตั้งสายการสืบทอดของตนเอง และเปิดรับศิษย์จากภายนอก
"ข้าไม่จัดพิธีที่เน้นเพียงเปลือกนอกเช่นนั้นหรอก คงไม่มีผู้ใดมาร่วมงานมากนักหรอก" เหยียนไคส่ายหน้า
ด้วยความสัมพันธ์ระหว่างเขากับบรรดาศิษย์พี่ชายและศิษย์พี่หญิง พวกเขาคงไม่มาหรอก ถึงตอนนั้น หากไม่มีผู้อาวุโสท่านใดมาร่วมงานเลย มันคงจะกระอักกระอ่วนใจน่าดู
"เอาเถิด!" ผู้อาวุโสฝ่ายบริหารพอจะเข้าใจสถานการณ์ของเหยียนไคอยู่บ้าง "ข้าคงไม่ไปส่งเจ้าแล้วล่ะ ข้ายังต้องนำเรื่องนี้ไปรายงานท่านเจ้าสำนักอีก"
หลังจากได้ป้ายคำสั่งผู้อาวุโสมา เหยียนไคก็พาเซวียหานออกจากวิหารเจ้าสำนัก
ตอนที่กำลังจะจากไป ชายหนุ่มผู้หนึ่งก็วิ่งตามออกมา "อาจารย์อาเหยียน โปรดรอประเดี๋ยว"
เหยียนไคหันกลับไปมอง เมื่อเห็นใบหน้าของผู้มาเยือนชัดเจน คนผู้นั้นก็คือเจิ้งอี๋อัน ศิษย์สืบทอดของเจ้าสำนัก
"ศิษย์หลานเจิ้ง ข้าลืมสิ่งใดเอาไว้หรือเปล่า"
"มิใช่! มิใช่ขอรับ!" เจิ้งอี๋อันโบกมือปฏิเสธ "หลักๆ คือข้าอยากจะขอร้องอาจารย์อาเรื่องหนึ่ง"
"ขอร้องให้ข้าช่วยทำธุระให้งั้นหรือ" เหยียนไคไม่คิดว่าตนเองจะมีสิ่งใดที่สามารถช่วยเหลือศิษย์สืบทอดของเจ้าสำนักได้
เจิ้งอี๋อันหันไปมองเซวียหาน พลางเอ่ยถาม "ท่านนี้คือ..."
"นางคือศิษย์สืบทอดที่ข้ารับเอาไว้ นามว่าเซวียหาน" เหยียนไควางมือลงบนบ่าของเซวียหาน พลางกล่าวว่า "เสี่ยวหาน ท่านนี้คือศิษย์สืบทอดของอาจารย์ลุงเจ้าสำนักของเจ้า ศิษย์พี่เจิ้ง"
เซวียหานพยักหน้ารับ พลางประสานมือคารวะ "สวัสดีศิษย์พี่เจิ้ง"
"หา?" เมื่อรู้ว่าเหยียนไครับศิษย์สืบทอด เจิ้งอี๋อันก็ตกตะลึงเป็นอย่างยิ่ง "ท่านเลื่อนขั้นเป็นระดับหยวนอิงแล้วหรือ"
"มีเรื่องใดที่เหยียนไคในระดับจินตันสามารถช่วยเจ้าได้ แต่เหยียนไคในระดับหยวนอิงไม่สามารถช่วยเจ้าได้งั้นหรือ" เหยียนไคถามกลับ
"ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น..." เจิ้งอี๋อันส่งสายตาเป็นนัย "พูดคุยที่นี่ออกจะไม่สะดวกสักเล็กน้อย"
เหยียนไคเข้าใจความหมายของอีกฝ่ายทันที เขาต้องการให้เซวียหานหลบไปก่อนนั่นเอง
"เสี่ยวหาน เจ้ารอข้าอยู่ที่นี่สักประเดี๋ยว ข้าขอไปคุยธุระกับศิษย์พี่เจิ้งของเจ้าก่อน"
เซวียหานพยักหน้ารับ
เจิ้งอี๋อันพาเหยียนไคกลับเข้าไปในวิหารเจ้าสำนักอีกครั้ง จากนั้นก็เข้าไปในห้องลับแห่งหนึ่ง
หลังจากเข้ามาในห้องลับแล้ว เจิ้งอี๋อันก็กางม่านพลังป้องกันเสียงและป้องกันการสอดแนมถึงสามชั้น
"นี่มัน? ศิษย์หลาน เจ้ามีเรื่องอะไรที่บอกใครไม่ได้จะพูดงั้นหรือ" เหยียนไคมองม่านพลังเหล่านี้ด้วยความระแวดระวังเต็มเปี่ยม "ขอพูดไว้ก่อนนะ ข้าไม่ทำเรื่องที่เป็นอันตรายต่อสำนักเด็ดขาด"
"จะเป็นไปได้อย่างไร" เจิ้งอี๋อันรีบปฏิเสธ ก่อนจะลดเสียงลงถามว่า "ข้าได้ยินมาว่า อาจารย์อาเหยียนมีความสามารถในการพลิกผันหยินหยางใช่หรือไม่"
พลิกผันหยินหยาง? ทำไมเหยียนไคถึงไม่เห็นรู้ตัวเลยล่ะ
ทว่าเพียงพริบตาเดียว เหยียนไคก็เข้าใจความหมายของเจิ้งอี๋อัน "เจ้าหมายถึง การเปลี่ยนเพศงั้นหรือ"
เจิ้งอี๋อันตอบอย่างหนักแน่น "ใช่! ใช่! ข้าเคยไปถามศิษย์หลานตู้จิ่งเฉิงมาแล้ว ท่านทำให้อีกฝ่ายกลายเป็นผู้หญิงไปแล้วจริงๆ"
"เจ้าคงไม่ได้อยากให้ข้าไปกลั่นแกล้งใครหรอกนะ!"
"ไม่ใช่ ข้าอยากให้ท่านทำเช่นนั้นกับข้าบ้าง"
"หา?" เหยียนไคถึงกับตกตะลึงกับข้อเสนอของอีกฝ่าย เขาพิจารณาอีกฝ่ายตั้งแต่หัวจรดเท้า "ศิษย์หลาน เจ้าคงไม่ได้กำลังล้อข้าเล่นอยู่ใช่ไหม! หากศิษย์พี่เจ้าสำนักรู้เรื่องนี้เข้า เขาคงจะถลกหนังพวกเราทั้งสองคนเป็นแน่..."
"เฮ้อ~" เจิ้งอี๋อันถอนหายใจยาว
"ศิษย์หลาน... เจ้าคงไม่ได้มีกายเป็นชาย แต่ใจเป็นหญิงหรอกนะ" เหยียนไคเอ่ยถามหยั่งเชิง
เขารู้ว่าในชาติก่อนมีอาการป่วยทางจิตชนิดหนึ่งเรียกว่า 'ความบกพร่องทางเพศวิถี' ซึ่งเพศสภาพทางจิตใจและร่างกายไม่ตรงกัน ดังนั้นคนบางกลุ่มจึงเลือกที่จะผ่าตัดแปลงเพศ