- หน้าแรก
- เกิดเป็นคนธรรมดา ขอใช้หมัดมดมารตบหน้าเซียน
- บทที่ 7 - ร้านถูกทุบทำลาย
บทที่ 7 - ร้านถูกทุบทำลาย
บทที่ 7 - ร้านถูกทุบทำลาย
บทที่ 7 - ร้านถูกทุบทำลาย
สภาพร้านตรงหน้า ประตูถูกงัดแงะจนพังยับเยินหักสะบั้นเป็นสองท่อน
ตู้กระจกฝั่งซ้ายแตกกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ทว่าชั้นวางสินค้าทางฝั่งขวากลับอยู่ในสภาพสมบูรณ์ไร้รอยขีดข่วน หนำซ้ำยังมีชายสามคนนอนสลบไสลอยู่บนพื้นข้างๆ
อวี๋จวินเหลือบมองเพียงปราดเดียวก็เห็นมีดสั้นเงาจันทร์ที่วางอยู่อย่างโดดเดี่ยวบนชั้นวาง แม้จะเป็นเพียงมีดย่อส่วน ทว่าเขามั่นใจเต็มเปี่ยมว่านี่คือมีดเล่มเดียวกับที่สวีชิวเฉี่ยนเอ่ยถึง มีดที่มีสรรพคุณเช่นเดียวกับเส้นด้ายป่วนปราณ
ภายในใจของเขาร้อนรุ่มดั่งไฟสุม
นั่นเพราะตัวเขาเองก็ใช้ดาบเป็นอาวุธ หากเขาได้มีดสั้นเงาจันทร์เล่มนี้มาครอบครอง ไม่แน่ว่าเขาอาจมีสิทธิ์ลุ้นชิงตำแหน่งชนะเลิศในลานประลองโส่วหยาง และหากเขาคว้าเพลิงจันทราโลหิตมาได้ ทั้งความแข็งแกร่งและตบะของเขาย่อมพุ่งทะยานขึ้นอีกขั้นใหญ่!
เขาต้องเอามาเป็นของตนให้จงได้!
สวีชิวเฉี่ยนตีหน้าขรึมก้าวเดินเข้าไปด้านใน อวี๋จวินรีบสาวเท้าตามไปติดๆ
เนื่องจากภายในร้านว่างเปล่าโล่งเตียน จึงไม่มีสิ่งใดให้ถูกทำลายได้อีก ทว่าบนกำแพงกลับมีร่องรอยถูกสาดด้วยของเหลวบางอย่าง ทำให้กำแพงที่เคยขาวสะอาดดูเปรอะเปื้อนสกปรก ซ้ำยังส่งกลิ่นเหม็นคาวคละคลุ้งชวนคลื่นเหียน
ลึกเข้าไปด้านใน บันไดที่เชื่อมขึ้นสู่ชั้นสองก็ถูกทุบทำลายจนพังยับเยิน
เตียงเมฆานุ่มฟูลอยเคว้งคว้างอยู่อย่างโดดเดี่ยวกลางอากาศ เบื้องล่างของมันมีชายอีกสองคนนอนสลบไสลไม่ได้สติอยู่
"นี่โดนศัตรูบุกมาทุบร้านหรือ" อวี๋จวินเอ่ยถามขึ้นด้านข้าง
สวีชิวเฉี่ยนไม่ตอบคำ นางเอาแต่เงียบงัน
ผ่านไปครู่ใหญ่ นางจึงหันไปมองอวี๋จวิน "สภาพร้านเป็นเช่นนี้ เกรงว่าชั่วคราวคงค้าขายไม่ได้แล้ว อวี๋เต้าจ่างรอให้ร้านซ่อมแซมเสร็จแล้วค่อยแวะมาใหม่เถิด"
"เช่นนั้นก็ได้"
อวี๋จวินพยักหน้ารับคำแล้วหมุนตัวเดินออกไป ทว่าเมื่อก้าวพ้นประตูร้าน เขาก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าสวีชิวเฉี่ยนเดินทางมาพร้อมกับเขา แล้วเหตุใดนางจึงไม่ไปเสียล่ะ
เขาหันขวับกลับไปมอง เห็นสวีชิวเฉี่ยนยังคงยืนเหม่อลอยอยู่กับที่
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็เดินกลับเข้าไป
"ผู้อาวุโส มีสิ่งใดให้ข้าน้อยช่วยเหลือหรือไม่"
สวีชิวเฉี่ยนหันมองด้วยความประหลาดใจ
อวี๋จวินแย้มยิ้ม "ผู้อาวุโสคงเป็นพนักงานของร้านนี้สินะขอรับ ถึงได้ออกไปเชิญชวนลูกค้าถึงถนนจิงหง"
"หือ เหตุใดเจ้าจึงคิดว่าข้าเป็นพนักงาน ไม่ใช่เถ้าแก่ร้านเล่า"
"มีเถ้าแก่ร้านที่ไหนออกไปเรียกลูกค้าด้วยตัวเองบ้างล่ะขอรับ อีกอย่าง หากผู้อาวุโสเป็นเถ้าแก่ร้านจริงๆ ไฉนจึงได้ยืนเหม่อลอยทำตัวไม่ถูกเช่นนี้เล่า"
"..." ไม่คิดเลยว่าอาการชะงักงันชั่วขณะตอนที่นางเข้าไปในแดนศูนยตาจะถูกอวี๋จวินเห็นเข้าและตีความไปผิดๆ เสียได้
นางเลือกที่จะเงียบ ไม่ได้เอ่ยปากคัดค้าน อวี๋จวินจึงทึกทักเอาเองว่านางยอมรับแล้ว
"แล้วเถ้าแก่ร้านของท่านล่ะ"
"เถ้าแก่ไปรับสินค้าอยู่น่ะ"
"มิน่าเล่า" อวี๋จวินกวาดตามองร่างทั้งห้าที่นอนเกลื่อนกลาดบนพื้น "แล้วผู้อาวุโสจะจัดการกับคนพวกนี้อย่างไร จะรอเถ้าแก่กลับมา หรือว่าจะ..."
"ข้าจัดการเองได้"
"ผู้อาวุโสมีสิ่งใดให้ข้าน้อยช่วยหรือไม่" อวี๋จวินรีบเสนอตัว
แน่นอนว่าในใจของเขาย่อมมีแผนการแอบแฝง เมื่อครู่เขาเห็นมีดสั้นเงาจันทร์กับตา และหมายมั่นปั้นมือว่าจะต้องเอามันมาให้ได้ หากเขาคล้อยหลังไป แล้วมีคนอื่นชิงตัดหน้าซื้อไปก่อนเล่าจะทำเช่นไร
หากเขาได้ช่วยเหลือแบ่งเบาภาระสักนิด ไม่แน่ว่าสวีชิวเฉี่ยนอาจจะเห็นแก่หน้าเขาและยอมขายให้เขาก่อนเป็นคนแรก
สวีชิวเฉี่ยนย่อมไม่รู้ถึงความคิดอันซับซ้อนของอวี๋จวิน นางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะชี้มือไปยังร่างทั้งห้าที่สลบไสล "รบกวนอวี๋เต้าจ่างช่วยลากคนพวกนี้ไปกองรวมกันไว้ด้านข้างที"
"ได้เลย!"
"ระบบ ช่วยจัดการเศษซากพวกนี้ทีได้ไหม"
สิ้นเสียงคำสั่ง เศษไม้ผุพังที่เกลื่อนกลาดเต็มพื้นก็อันตรธานหายวับไปในพริบตา
อวี๋จวินที่ยืนอยู่ด้านข้างเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดทว่าไม่ได้แสดงอาการตื่นตระหนกแต่อย่างใด เขาปักใจเชื่อไปแล้วว่าสวีชิวเฉี่ยนคือยอดฝีมือ การมีตบะแกร่งกล้าพอจะทำเรื่องเช่นนี้ได้ย่อมไม่ใช่เรื่องแปลก เขาเพียงแค่สงสัยว่าเหตุใดนางจึงไม่ใช้ไฟเผาเศษไม้พวกนี้ให้มอดไหม้ไปเสียเลย
จากนั้นสวีชิวเฉี่ยนก็เบนสายตาไปยังกำแพง
【คำเตือนด้วยความหวังดี: โฮสต์สามารถใช้ 10 คะแนนสะสมเพื่อทำความสะอาดร้านครั้งใหญ่ได้นะเจ้าคะ~】
...10 คะแนน
สวีชิวเฉี่ยนที่เดิมทีก็โกรธจัดอยู่แล้ว ยิ่งได้ยินดังนั้นก็ยิ่งโมโหเลือดขึ้นหน้า นั่นมันตั้ง 10 คะแนนเชียวนะ! เทียบเท่ายันต์อัคคีระดับต่ำถึง 10 แผ่นเลยทีเดียว!
ทว่าความโกรธเกรี้ยวของนางกลับสะท้อนออกมาเป็นใบหน้าที่เย็นชาและมืดทะมึนลงเรื่อยๆ
"ตกลง ทำความสะอาดครั้งใหญ่เลย"
เมื่อครู่นางสำรวจรอยเปื้อนบนกำแพงแล้ว มันไม่สามารถเช็ดออกได้โดยง่าย
หลังจากสูญเสียไป 10 คะแนนสะสม ภายในร้านก็กลับมาสะอาดเอี่ยมอ่องเหมือนเดิม ทว่ากลับดูโล่งโจ้งยิ่งกว่าเก่า นอกเหนือจากเตียงเมฆานุ่มฟูกับชั้นวางสินค้าแล้ว ก็ไม่มีสิ่งใดหลงเหลืออยู่อีกเลย กระทั่งประตูร้านก็ยังหายวับไป!
เพลิงโทสะปะทุขึ้นในอก ใบหน้าของนางเย็นเยียบดุจน้ำแข็ง ขณะก้าวเดินตรงไปยังอวี๋จวินและชายห้าคนที่ยังคงสลบไสลไม่ได้สติ
"รบกวนอวี๋เต้าจ่างช่วยปลุกพวกมันให้ที"
อวี๋จวินรู้สึกได้ถึงบรรยากาศที่ผิดแผกไปจากเดิม เขาพยายามนึกทบทวนเหตุการณ์ตั้งแต่ตอนที่เจอกับสวีชิวเฉี่ยนจนถึงตอนนี้อย่างตริตรอง ทว่าพอหางตาเหลือบไปเห็นมีดสั้นเงาจันทร์บนชั้นวาง ความคิดวุ่นวายทั้งหลายก็พลันมลายหายไป
ช่างปะไร ตอนนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือมีดสั้นเงาจันทร์ต่างหาก!
ดังนั้นเขาจึงไม่รอช้า ลงมือตบหน้าคนบนพื้นอย่างป่าเถื่อน เสียงฝ่ามือกระทบแก้มดังสนั่นหวั่นไหว
ชายเหล่านั้นค่อยๆ ทยอยรู้สึกตัวตื่นขึ้นมา
"อูย... โอ๊ย เกิดอันใดขึ้น ข้าสลบไปได้อย่างไร" เฉินอู่ยกมือขึ้นกุมศีรษะ
"ข้าจำได้แล้ว ชั้นวางของนั่นมีปัญหา! ใช่ ชั้นวางของนั่นมีสายฟ้าซ่อนอยู่!" มันถูกค่ายกลบนชั้นวางของช็อตเข้าอย่างจังจนหมดสติ แถมตอนล้มลงศีรษะยังกระแทกพื้นอีกต่างหาก!
"ไม่ ไม่ ไม่ เตียงนั่นต่างหากที่มีปัญหา..."
สวีชิวเฉี่ยนยืนจ้องมองด้วยสายตาเย็นชา อวี๋จวินเห็นดังนั้นก็กระแอมไอเสียงดัง ชายพวกนั้นจึงเพิ่งตระหนักถึงการมีอยู่ของพวกเขาทั้งสอง
"พวกเจ้าเป็นใคร"
"เจ้าถามว่าพวกข้าเป็นใครอย่างนั้นหรือ" อวี๋จวินไม่เปิดโอกาสให้สวีชิวเฉี่ยนได้เอ่ยปาก เขากดเสียงต่ำตวาดกร้าว "พวกเจ้าบุกมาพังร้านจนเละเทะถึงเพียงนี้ ยังมีหน้ามาถามอีกหรือว่าพวกข้าเป็นใคร"
จากนั้นเขาจึงหันไปกล่าวกับสวีชิวเฉี่ยน "ทั้งห้าคนนี้ล้วนเป็นมนุษย์ธรรมดา มีเพียงชายที่มีรอยแผลเป็นหางตาผู้นี้เท่านั้นที่อยู่ระดับกลั่นลมปราณขั้นสอง คาดว่าน่าจะเป็นหัวหน้ากลุ่ม"
กล่าวจบ เขาก็ลอบสังเกตสีหน้าของสวีชิวเฉี่ยน เมื่อเห็นว่านางไม่ได้มีท่าทีขุ่นเคืองก็ลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก ดูท่าที่เขาคาดเดาไว้คงจะถูกต้อง
ในใจพลันรู้สึกยินดี คิดว่าตนเองขยับเข้าใกล้มีดสั้นเงาจันทร์ไปอีกก้าวแล้ว
"พวกเจ้าเป็นคนของร้านนี้หรือ"
คนพวกนั้นนึกย้อนไปถึงความประหลาดของชั้นวางของและเตียงเมฆา เมื่อมองประเมินคนทั้งสอง บุรุษผู้นี้สามารถมองทะลุระดับพลังของเฉินอู่ได้ในปราดเดียว ย่อมหมายความว่ามันมีตบะสูงส่งกว่าอย่างไม่ต้องสงสัย และท่าทีพินอบพิเทาที่บุรุษผู้นี้มีต่อสตรีข้างกาย ก็เป็นเครื่องยืนยันชั้นดีว่านางต้องมีตบะที่ล้ำลึกยิ่งกว่าเป็นแน่
เมื่อคิดได้เช่นนั้น เฉินอู่ก็ไม่กล้าคิดเล่นแง่อีกต่อไป มันรีบเปลี่ยนจากท่านั่งเป็นคุกเข่า โขกศีรษะคำนับไม่หยุดหย่อน
"ผู้อาวุโสทั้งสองโปรดเมตตา โปรดไว้ชีวิตพวกข้าน้อยด้วย! ข้าน้อยตาบอดหน้ามืดตามัวเพราะความโลภ ถึงได้ลงมือทำเรื่องโง่เขลาเช่นนี้ลงไป!"
เมื่อเห็นลูกพี่ออกอาการหวาดกลัวถึงเพียงนั้น ลูกน้องที่เหลือก็พากันคุกเข่าโขกศีรษะร้องห่มร้องไห้กันระงม
"ได้โปรดเถิด พวกข้าน้อยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ โปรดละเว้นพวกข้าน้อยด้วย..."
ไม่รู้ว่าเวลาล่วงเลยไปนานเท่าใด ศีรษะของพวกมันโขกพื้นจนเลือดอาบ สวีชิวเฉี่ยนจึงค่อยๆ เอ่ยปากด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย "จะให้ละเว้นพวกเจ้าก็ได้ ทว่าค่าเสียหายของร้านนี้จะทำเช่นไร"
"พวกข้าน้อยยินดีชดใช้!" เฉินอู่รีบละล่ำละลักตอบ "พวกข้าน้อยจะจัดหาของใหม่เอี่ยมมาเปลี่ยนให้ผู้อาวุโสทั้งสองเองขอรับ!"
"ภายในสองวัน หากพวกเจ้าหาประตู ตู้กระจก บันได และจัดการชั้นสองให้กลับมาเป็นเหมือนเดิมไม่ได้ล่ะก็..."
"ได้แน่นอน! ต้องได้แน่นอนขอรับ!" พวกมันรีบรับคำเป็นมั่นเป็นเหมาะ "หากทำไม่สำเร็จ พวกข้าน้อยยินดีเอาหัวเป็นประกัน! พวกข้าน้อยจะรีบกลับไปเตรียมการเดี๋ยวนี้ ผู้อาวุโสโปรดวางใจ พวกข้าน้อยหนีไปไหนไม่พ้นหรอกขอรับ"
"เอาเถอะ" สวีชิวเฉี่ยนพยักหน้ารับราวกับเป็นคนคุยง่าย
เมื่อเห็นสวีชิวเฉี่ยนตกลง พวกมันก็พากันถอนหายใจอย่างโล่งอก เตรียมตัวเผ่นหนี
"เดี๋ยวก่อน"
ร่างของเฉินอู่แข็งทื่อ "ผู้อาวุโสมีสิ่งใดชี้แนะอีกหรือขอรับ"
"ผู้ใดส่งพวกเจ้ามา"
[จบแล้ว]