- หน้าแรก
- ปล้นชะตาคุณหนูไร้ค่า สู่มารดาแห่งใต้หล้า
- บทที่ 17 - เริ่มต้นหลอมศาสตรา
บทที่ 17 - เริ่มต้นหลอมศาสตรา
บทที่ 17 - เริ่มต้นหลอมศาสตรา
บทที่ 17 - เริ่มต้นหลอมศาสตรา
★★★★★
เยี่ยจิ่วหลีมองดูกุหลาบหนูดอกนั้นที่อยู่ตรงหน้า
สีสันอ่อนช้อยงดงาม กลีบดอกอ่อนนุ่มเรียงซ้อนกันเป็นชั้นๆ ช่างตัดกับกิ่งก้านที่แห้งเหี่ยวของมันอย่างสิ้นเชิง
จู่ๆ หัวใจก็อ่อนยวบ เธอเอื้อมมือไปประคองกุหลาบหนูที่แสนอ่อนแอขึ้นมา มืออีกข้างลูบไล้ไปมา พร้อมกับส่งผ่านพลังปราณเข้าไปเพื่อต่อชีวิตให้มัน
"ท่านปู่ ถึงเสี่ยวฮวาจะเป็นสัตว์อสูรสายพืช แต่ในเมื่อข้าทำพันธสัญญากับมันแล้ว ข้าก็คือเจ้านายของมัน ข้าจะต้องรับผิดชอบชีวิตมันเจ้าค่ะ"
โดยปกติแล้วธาตุหนึ่งธาตุจะสามารถทำพันธสัญญากับสัตว์อสูรได้เพียงตัวเดียวเท่านั้น
ในฐานะผู้อัญเชิญ ย่อมต้องปรารถนาสิ่งที่ดีที่สุด เยี่ยจิ่วหลีเองก็ไม่มีข้อยกเว้น
แต่พอเห็นท่าทางที่พยายามอย่างหนักเพื่อเบ่งบานดอกไม้ให้เธอ จู่ๆ เธอก็ทนดูมันตายไปต่อหน้าต่อตาไม่ได้
ยังไงเสียเธอก็ไม่ได้มีรากปราณแค่สายเดียว ในอนาคตก็ต้องตามหาจิตวิญญาณธาตุอื่นๆ มาเติมเต็มให้ครบทุกธาตุอยู่ดี
ถึงตอนนั้นค่อยเอารากปราณสายอื่นไปทำพันธสัญญากับสัตว์อสูรเก่งๆ ก็ยังไม่สาย
เธอจะเก็บเสี่ยวฮวาไว้ จะเลี้ยงดูมันเอง
เยี่ยจิ่วหลีมีสีหน้าจริงจัง มือยังคงขยับส่งพลังปราณไม่หยุด เยี่ยเฟิงมองดูเธอ แววตาฉายแววชื่นชม ภาพเหตุการณ์ในอดีตเมื่อหลายปีก่อนค่อยๆ ซ้อนทับกับภาพตรงหน้า
ย้อนกลับไปตอนที่เยี่ยเทียนฉยงบังเอิญได้มังกรวารีสีครามที่เพิ่งเกิดมาตัวหนึ่ง มันก็ผอมแห้ง ร่อแร่ และดูเหมือนจะตายอยู่รอมร่อแบบนี้แหละ
ตอนนั้นองค์กษัตริย์ทรงเห็นแก่ผลประโยชน์เป็นหลัก จึงทรงเกลี้ยกล่อมให้เขายอมแพ้ แล้วไปหาสัตว์อสูรธาตุน้ำที่แข็งแกร่งกว่ามาทำพันธสัญญาแทน
แต่เยี่ยเทียนฉยงในตอนนั้นก็ทำแบบนี้ และกราบทูลต่อองค์กษัตริย์ด้วยประโยคเดียวกันเป๊ะ
ประโยคที่เหมือนกันทุกกระเบียดนิ้วหลุดออกมาจากปากของหลานสาว เยี่ยเฟิงรู้สึกตื้นตันใจ หลีเอ๋อร์สมกับเป็นลูกของเทียนฉยงจริงๆ
เยี่ยเทียนหล่างเก็บความสงสัยไว้ไม่อยู่ "หลีเอ๋อร์ เจ้ามีรากปราณธาตุไฟไม่ใช่หรือ แล้วทำไมถึงทำพันธสัญญากับสัตว์อสูรสายพืชได้ล่ะ"
เยี่ยเฟิงเองก็สงสัยเช่นกัน "นั่นสิหลีเอ๋อร์ หรือว่าเสี่ยวฮวามีธาตุที่พิเศษ เป็นสัตว์อสูรธาตุไฟอย่างนั้นหรือ"
"ไม่ใช่เจ้าค่ะ"
เยี่ยจิ่วหลีแอบนับถือในจินตนาการอันล้ำเลิศของท่านปู่จริงๆ
เธอไม่ได้ปิดบัง และอธิบายถึงความพิเศษของกายาบรรพกาลให้ทั้งสองคนฟังอย่างละเอียด
เมื่อฟังจบ ทั้งสองคนก็นิ่งอึ้งไปพักใหญ่
ตอนที่เยี่ยจิ่วหลีเพิ่งกลับมาถึงบ้านก็เคยพูดถึงเรื่องนี้ ตอนนั้นพวกเขายังไม่เข้าใจความหมาย แต่ตอนนี้เข้าใจแจ่มแจ้งแล้ว
ร่างกายที่สามารถใช้จิตวิญญาณธาตุมากระตุ้นรากปราณของตัวเองได้ นี่มันฝืนลิขิตสวรรค์ชัดๆ!
เมื่อหวนนึกถึงเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับเยี่ยจิ่วหลี
เพิ่งจะเริ่มปรุงโอสถก็กลายเป็นนักปรุงโอสถระดับสี่ ผ่านไปแค่คืนเดียวก็เลื่อนระดับรวดเดียวถึงสองขั้น แถมยังมีทั้งรากปราณธาตุไฟและธาตุดิน ซ้ำยังปลุกสายเลือดผู้อัญเชิญได้อีก!
เพราะตกใจบ่อยเกินไป เยี่ยเฟิงและเยี่ยเทียนหล่างจึงเริ่มจะชินชากับความตื่นตะลึงนี้เสียแล้ว...
ต่อให้เป็นเยี่ยเทียนฉยงที่มีพรสวรรค์เป็นเลิศ ในอดีตก็ยังไม่ได้ก้าวกระโดดบ้าบอขนาดนี้เลยมั้ง
มื้ออาหารมื้อนี้ดำเนินไปอย่างมึนงง และจบลงด้วยความตื่นเต้นระทึกใจ
เยี่ยจิ่วหลีพาเสี่ยวฮวากลับมาที่เรือนของตัวเอง
หลังจากได้รับพลังปราณ เสี่ยวฮวาก็มีอาการดีขึ้นมาก หนามแหลมทั่วร่างถูกเก็บซ่อนไว้ มันกำลังใช้กิ่งก้านของตัวเองพันรอบข้อมือของเธอแน่น
มันสัมผัสได้ว่าเยี่ยจิ่วหลีดีต่อมัน การได้แนบชิดกับเจ้านาย ทำให้มันรู้สึกปลอดภัย
เสียงตุ้บดังขึ้น เยี่ยหลิวและเยี่ยอวิ๋นที่อยู่ด้านหลังจู่ๆ ก็คุกเข่าลงต่อหน้าเธอ
ทั้งสองก้มศีรษะลงอย่างนอบน้อม "พวกข้าขอสาบานว่าจะติดตามรับใช้คุณหนูด้วยชีวิตขอรับ!"
พวกเขาเป็นพยานในเหตุการณ์ทั้งหมด และล่วงรู้ความลับของคุณหนูแล้ว
การที่เยี่ยจิ่วหลีไม่ปิดบังความลับนี้ แสดงว่าเธอเชื่อใจพวกเขา ดังนั้นพวกเขาจะไม่มีวันทรยศต่อความไว้วางใจนี้เด็ดขาด
"ลุกขึ้นเถอะ" เมื่อรู้ถึงความคิดในใจของพวกเขา เยี่ยจิ่วหลีก็สั่งการต่อทันที "ข้าจะเก็บตัวฝึกฝน พวกเจ้าสองคนจงเฝ้าประตูไว้ให้ดี ห้ามให้ใครเข้ามารบกวนเด็ดขาด"
"ขอรับ!"
ที่บอกว่าเก็บตัวฝึกฝน ความจริงแล้วเยี่ยจิ่วหลีกำลังเตรียมตัวหลอมศาสตราต่างหาก
เธอต้องรีบหลอมเข็มเงินออกมาให้เร็วที่สุด และต้องปรุงโอสถที่จำเป็นสำหรับการรักษาอีกนิดหน่อย จะได้ช่วยให้ท่านลุงใหญ่กลับมายืนได้อีกครั้งโดยเร็ว
หลังจากหลอกล่อให้เสี่ยวฮวาที่พันอยู่บนมือกลับเข้าไปในมิติพันธสัญญา เยี่ยจิ่วหลีก็เอาเตาหลอมพังๆ ที่ซื้อมาจากตลาดมืดออกมา พร้อมกับหยิบสมุนไพรอีกจำนวนหนึ่ง แล้วเริ่มใช้มันปรุงโอสถ
ตอนนี้เธอเชี่ยวชาญการปรุงโอสถแล้ว จึงใช้เวลาไม่นานก็เสร็จเรียบร้อย
แต่สิ่งที่ทำให้เธอประหลาดใจก็คือ แม้เตาหลอมใบนี้จะดูพังยับเยิน แต่กลับทนความร้อนได้ดีกว่าเตาหลอมหยกครามเสียอีก ถูกเพลิงเซียนบงกชอนัตตาเผาลนอยู่นานขนาดนี้ ก็ไม่มีทีท่าว่าจะระเบิดเลยแม้แต่น้อย แถมตอนที่เอามือไปจับก็ยังเย็นเฉียบอีกต่างหาก
พอนึกถึงคุณลุงหนวดเฟิ้มที่หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยในตลาดมืด และจิตวิญญาณธาตุดินที่ซ่อนอยู่ข้างใน เยี่ยจิ่วหลีก็ยิ่งรู้สึกว่าเตาหลอมใบนี้ต้องมีที่มาที่ไปไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน
ในเมื่อเป็นแบบนี้ งั้นมันก็เอามาใช้หลอมศาสตราได้ด้วยใช่ไหมล่ะ
การหลอมศาสตราก็เหมือนกับการปรุงโอสถ ต้องใช้เตาหลอมเป็นสื่อกลาง เยี่ยจิ่วหลีจึงหันขวับไปมองมันทันที
ขั้นตอนเริ่มต้นของทั้งสองอย่างนั้นคล้ายคลึงกัน แต่การหลอมศาสตราจำเป็นต้องอาศัยพลังจิตในการขึ้นรูปหลังจากที่วัตถุดิบหลอมละลายแล้ว
หากต้องการให้ศาสตราทรงอานุภาพยิ่งขึ้น ก็ต้องนำแก่นอสูรมาประดับตกแต่ง หรือสลักค่ายกลลงไปหลังจากที่ขึ้นรูปเสร็จแล้ว
เรื่องพวกนั้นมันซับซ้อนเกินไป เป้าหมายของเยี่ยจิ่วหลีในตอนนี้คือการหลอมโซ่พันธนาการวิญญาณซึ่งเป็นบทเรียนแรก เพื่อก้าวขึ้นเป็นนักหลอมศาสตราให้ได้เสียก่อน
วัตถุดิบที่ต้องใช้ เธอได้ซื้อเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว ใช้แค่หินเทียนเย่าและหินเสวียนกวงเพียงสองชนิดก็เพียงพอ
"พั่วพั่ว ถึงตาเจ้าออกโรงแล้ว!"
โดยไม่รู้ตัว เยี่ยจิ่วหลีก็ตั้งชื่อให้กับเจ้าเตาหลอมพังๆ ใบนี้เสร็จสรรพ
เธอโยนหินแร่ทั้งสองก้อนลงไปในเตาหลอม ยังไม่ทันจะได้เร่งเร้าเพลิงเซียนในร่าง ก็เห็นพั่วพั่วสั่นกึกๆ แล้วบ้วนก้อนหินเหล่านั้นออกมา
เยี่ยจิ่วหลีถึงกับพูดไม่ออก
นี่มันเรื่องบ้าอะไรเนี่ย
เยี่ยจิ่วหลีก้มลงไปเก็บหินแร่ทั้งสองก้อนขึ้นมา แล้วใส่กลับลงไปในเตาหลอมอีกครั้ง
วินาทีต่อมา พั่วพั่วก็สั่นกึกๆ อีก แล้วสลัดก้อนหินกระเด็นออกไปไกลกว่าเดิมเสียอีก
ก้อนหินหล่นกระทบพื้นเกิดเสียงดัง กลิ้งหลุนๆ ไปตามพื้น เยี่ยจิ่วหลีถึงได้เข้าใจว่า พั่วพั่วยอมถูกใช้เพื่อปรุงโอสถเท่านั้น แต่ไม่ยอมถูกใช้เพื่อหลอมศาสตรา
แบบนี้ได้ยังไงล่ะ!
เพลิงเซียนของเธอมันรุนแรงเกินไป เตาหลอมธรรมดารับมือไม่ไหวหรอก อุตส่าห์เจอเตาหลอมที่เข้ากันได้ทั้งที จะไม่ยอมให้หลอมศาสตราได้ยังไง
เยี่ยจิ่วหลีเก็บก้อนหินขึ้นมา แล้วยัดกลับลงไปในเตาหลอมอีกครั้ง
พั่วพั่วสั่นกึกๆ เตรียมจะบ้วนออกมาอีก เยี่ยจิ่วหลีจึงรีบเอามือปิดฝาเตาเอาไว้
"ห้ามบ้วนนะ!"
น่าเสียดายที่มือของเธอมีขนาดเล็กเกินไป ก้อนหินทั้งสองก้อนจึงถูกพั่วพั่วดุนกระเด็นออกมาทางช่องว่างจนได้
"หนอยแน่!"
เยี่ยจิ่วหลีชักจะเอาจริงแล้วนะ
ยังจะบ้วนอีกใช่ไหม มาดูกันสิว่าระหว่างเธอกับมัน ใครจะมีความอดทนมากกว่ากัน!
และแล้ว
เยี่ยจิ่วหลียัดลงไป พั่วพั่วก็บ้วนออกมา เยี่ยจิ่วหลีเก็บขึ้นมายัดลงไปใหม่ พั่วพั่วก็บ้วนออกมาอีก...
ผ่านไปยี่สิบยก ในที่สุดก็มีฝ่ายที่ยอมจำนน
เมื่อก้อนหินทั้งสองก้อนถูกโยนลงไปในเตาหลอม พั่วพั่วก็ไม่มีปฏิกิริยาต่อต้านเหมือนก่อนหน้านี้อีก นิ่งสนิทเหมือนคนปล่อยจอยไปแล้ว
เมื่อเห็นดังนั้น เยี่ยจิ่วหลีก็รีบเร่งเร้าเพลิงเซียน แล้วลงมือหลอมโซ่พันธนาการวิญญาณทันที
ไอ้อ่อนเอ๊ย ริจะมาสู้กับเธอ คนอย่างเยี่ยจิ่วหลีมีสิ่งเดียวที่ไม่เคยขาดก็คือความอดทนนี่แหละ!
หินเทียนเย่าและหินเสวียนกวงเริ่มหลอมละลายภายใต้ความร้อนของเพลิงเซียน เยี่ยจิ่วหลีควบคุมพลังจิตอย่างระมัดระวัง ค่อยๆ ผสมผสานและขึ้นรูปวัตถุดิบทั้งสองชนิดให้เข้ากัน
จากนั้นเธอก็หรี่ไฟลง รอให้ชิ้นงานเย็นตัวและคงรูป
เสียงดังกริ๊กเบาๆ ดังมาจากในเตาหลอม
โซ่พันธนาการวิญญาณ หลอมสำเร็จแล้ว!
และในขณะเดียวกัน เยี่ยจิ่วหลีก็สัมผัสได้ว่าชั้นที่สามของหอคอยหลิวหลีได้เปิดออกแล้ว
เธอแทบจะรอไม่ไหว รีบเข้าไปสำรวจภายในหอคอยหลิวหลีทันที แล้วก็พบว่ามันแทบจะไม่มีอะไรต่างจากชั้นสองเลย มันคือขุมสมบัติแห่งการหลอมศาสตราแบบพกพานั่นเอง
นอกเหนือจากนี้ ประตูทางเข้าสู่ชั้นที่สี่ก็ปรากฏขึ้นมาให้เห็นในเวลาเดียวกัน
ด้านบนมีข้อความเขียนไว้ว่า วางค่ายกลรวบรวมปราณสำเร็จจึงจะสามารถผ่านเข้าไปได้
ค่ายกลรวบรวมปราณ คือค่ายกลพื้นฐานสำหรับการก้าวขึ้นเป็นนักสร้างค่ายกลระดับหนึ่ง
ชั้นสอง เกี่ยวข้องกับการปรุงโอสถ
ชั้นสาม เกี่ยวข้องกับการหลอมศาสตรา
ชั้นสี่ เกี่ยวข้องกับการสร้างค่ายกล
หากจะบอกว่าก่อนหน้านี้ยังแอบลังเลกับความคิดของตัวเองอยู่บ้าง
มาตอนนี้ ทันทีที่ได้เห็นตัวอักษรใหญ่ยักษ์เหล่านี้ เยี่ยจิ่วหลีก็มั่นใจเต็มร้อยแล้ว
หอคอยหลิวหลีนี่ ตั้งใจจะปั้นให้เธอเก่งกาจรอบด้านจริงๆ ด้วย!
[จบแล้ว]