- หน้าแรก
- ปล้นชะตาคุณหนูไร้ค่า สู่มารดาแห่งใต้หล้า
- บทที่ 7 - กลับสู่ตระกูลเยี่ย
บทที่ 7 - กลับสู่ตระกูลเยี่ย
บทที่ 7 - กลับสู่ตระกูลเยี่ย
บทที่ 7 - กลับสู่ตระกูลเยี่ย
★★★★★
ตระกูลเยี่ย
คฤหาสน์โอ่อ่ากว้างขวาง สิงโตหินสีครามตั้งตระหง่านอยู่สองข้างประตูสีแดงชาด เสาสีแดงสดรองรับหลังคาสูงตระหง่าน ป้ายชื่อตรงกลางสลักคำว่า 'จวนตระกูลเยี่ย' ด้วยตัวอักษรขนาดใหญ่ ลายมือทรงพลังดั่งมังกรผงาดหงส์เหิน
ภายในจวนประดับประดาด้วยภูเขาจำลองและสายน้ำไหลเอื่อย ดอกไม้ใบหญ้าถูกจัดแต่งอย่างประณีตงดงาม หมู่มวลผีเสื้อบินวนเวียน บ่งบอกให้เห็นถึงรากฐานอันมั่งคั่งของคฤหาสน์หลังนี้ได้อย่างชัดเจน
ทว่าในลานกว้างของคฤหาสน์หลังใหญ่โตขนาดนี้ กลับมีชายชราหนวดเคราขาวโพลนคนหนึ่งกำลังนั่งร้องไห้อยู่
ใช่แล้ว คุณไม่ได้ตาฝาดหรอก!
เยี่ยเฟิง ผู้นำแห่งตระกูลเยี่ย กำลังประคองผ้าคลุมหน้าของเยี่ยจิ่วหลีที่มักจะใช้ปิดบังใบหน้าเป็นประจำ ร้องห่มร้องไห้ราวกับเด็กน้อยที่ถูกแย่งขนมหวานไปอย่างไรอย่างนั้น
"หลีเอ๋อร์ ฮือๆๆ เจ้าไปอยู่ที่ไหนกัน ทำไมถึงยังไม่กลับบ้านอีก ปู่จะเป็นห่วงเจ้าจนขาดใจตายอยู่แล้วรู้ไหม..."
น้ำมูกน้ำตาไหลพราก เสียงร้องไห้คร่ำครวญนั้น ใครเห็นเป็นต้องสะเทือนใจ ใครได้ยินเป็นต้องหลั่งน้ำตา
เยี่ยเทียนหล่างที่อยู่ด้านข้างอยากจะเข้าไปปลอบใจ แต่ติดที่ตัวเองนั่งอยู่บนรถเข็นไม่สามารถขึ้นบันไดไปได้ จึงทำได้แค่นั่งมอง
ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความลังเล อยากจะเอ่ยปากปลอบใจแต่ก็อึกอัก
"ท่านพ่อ ท่านอย่าร้องไห้เลย บางทีหลีเอ๋อร์อาจจะกำลังกลับมาแล้วก็ได้ ข้าได้ส่งองครักษ์ทั้งหมดในจวนออกไปตามหาแล้ว รับรองว่าจะต้องพานางกลับมาได้อย่างแน่นอน"
กลางวันแสกๆ อายุอานามก็ปูนนี้แล้วยังมานั่งแหกปากร้องไห้ลั่นลานบ้าน คนที่ไม่รู้เรื่องคงคิดว่าเขากำลังรังแกคนแก่อยู่แน่ๆ
"หลีเอ๋อร์หายออกไปตั้งวันกับอีกหนึ่งคืนเต็มๆ จะไม่ให้ข้าเป็นห่วงได้ยังไง ไม่ได้การล่ะ องครักษ์ที่เจ้าส่งไปมันจะไปพออะไร"
เยี่ยเฟิงปาดน้ำตา เก็บผ้าคลุมหน้าผืนนั้นไว้อย่างทะนุถนอมราวกับเป็นของล้ำค่า ก่อนจะผุดลุกขึ้นยืนเตรียมตัวพุ่งออกไปข้างนอก "ข้าจะออกไปตามหาหลีเอ๋อร์เอง!"
"ท่านปู่"
ทว่าในจังหวะนั้นเอง เสียงใสแจ๋วดังขึ้นขัดจังหวะฝีเท้าของเขาเอาไว้
น้ำตาที่เพิ่งจะเช็ดจนแห้งเหือดพลันไหลรื้นขึ้นมาอีกครั้ง เยี่ยเฟิงเร่งเร้าพลังปราณ พุ่งทะยานตรงดิ่งไปข้างหน้าทันที
"หลีเอ๋อร์!"
ด้วยความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม เยี่ยจิ่วหลีรู้สึกผูกพันและชื่นชอบชายชราที่ทั้งรักทั้งห่วงใยเธอคนนี้อย่างมาก แม้ว่าเขาจะชอบร้องไห้ขี้มูกโป่งไปหน่อยก็เถอะ
เมื่อเห็นเยี่ยเฟิงพุ่งตรงเข้ามาหา เธอก็เผยยิ้มกว้าง ยกมือขึ้นเตรียมจะสวมกอด แต่แล้วสายลมวูบหนึ่งก็พัดผ่านร่างเธอไป ชายชราพุ่งพรวดผ่านหน้าเธอตรงดิ่งไปยังประตูใหญ่เสียอย่างนั้น
มือของเยี่ยจิ่วหลีค้างเติ่งอยู่กลางอากาศ มุมปากกระตุกยิกๆ
เอ่อ ดูเหมือนท่านปู่ของเธอจะ... จำเธอไม่ได้สินะ
เยี่ยเทียนหล่างที่เดินเหินไม่สะดวกใช้สองมือเข็นรถเข็นเดินหน้าเข้ามา เมื่อเห็นท่าทางของเยี่ยจิ่วหลี เขาก็สังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่าง
เขามองดูเด็กผมชี้ฟูตรงหน้า แล้วลองหยั่งเชิงเรียกดู "หลีเอ๋อร์เหรอ"
เยี่ยจิ่วหลีหลุบตาลงมองบุคคลอันคุ้นเคยในความทรงจำ แล้วเอ่ยเรียก "ท่านลุงใหญ่"
"หลีเอ๋อร์จริงๆ ด้วย แต่ทำไมเจ้าถึงกลายสภาพเป็นแบบนี้ไปได้"
เยี่ยเทียนหล่างคว้ามือเธอมากุมไว้ด้วยแววตาปวดใจสุดซึ้ง
ผมเผ้าชี้ฟู เนื้อตัวดำปิ๊ดปี๋ แถมยังสวม... เสื้อคลุมของผู้ชายอีกต่างหาก
เยี่ยเฟิงได้ยินบทสนทนาของทั้งสองคนก็รีบวิ่งกลับมาทันที ในใจรู้สึกผิดที่จำหลานสาวสุดที่รักไม่ได้ เขาจับเยี่ยจิ่วหลีหมุนซ้ายหมุนขวาสำรวจดูตั้งแต่หัวจรดเท้าแล้วเอ่ยถาม
"ใช่แล้วหลีเอ๋อร์ ทำไมเจ้าถึงอยู่ในสภาพแบบนี้ มีใครรังแกเจ้าใช่ไหม บอกปู่มาเลย ปู่จะจัดการทวงความยุติธรรมให้เจ้าเอง!"
เมื่อสัมผัสได้ถึงสายตาแห่งความห่วงใยของทั้งสองคน ความอบอุ่นก็แผ่ซ่านไปทั่วหัวใจของเยี่ยจิ่วหลี
ตอนที่เดินทางกลับมา เธอได้ทบทวนความสัมพันธ์ของคนในตระกูลเยี่ยเรียบร้อยแล้ว
ท่านปู่ที่แก่ชรา ท่านลุงใหญ่ที่พิการ พ่อแม่ที่หายสาบสูญ และตัวเธอที่เป็นขยะไร้ค่า
อ้อ ใช่แล้ว ยังมีลูกพี่ลูกน้องที่ดูเป็นผู้เป็นคนขึ้นมาหน่อยอย่างเยี่ยหลิงอี้ เมื่อสามปีก่อนเขาได้รับเลือกให้เข้าไปศึกษาในสำนักศึกษาหลิงอู่ ตอนนี้จึงไม่ได้อยู่ที่จวน
ถึงแม้เจ้าของร่างเดิมจะไม่สามารถฝึกฝนพลังได้ แถมยังมีรอยด่างดำบนใบหน้าจนกลายเป็นยัยอัปลักษณ์ แต่คนในครอบครัวก็ไม่เคยรังเกียจ ซ้ำยังรักใคร่ทะนุถนอมเธอเป็นอย่างดี
ก่อนหน้านี้เคยมีสาวใช้รู้สึกอับอายที่ต้องคอยปรนนิบัติรับใช้เจ้าของร่างเดิม แอบกลั่นแกล้งรังแกเธอจนเยี่ยเฟิงมาเห็นเข้า เขาก็สั่งปลดบ่าวไพร่ทั้งหมดออกทันที แล้วลงมือดูแลหลานสาวด้วยตัวเองทุกอย่าง
สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่เยี่ยจิ่วหลีในชาติก่อนไม่เคยได้รับมาก่อน
ดวงตาของเธอร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ เยี่ยจิ่วหลีสูดน้ำมูก ส่ายหน้าไปมา แกล้งหยอกล้อพวกเขาทั้งสองคน
"ท่านปู่ ท่านลุงใหญ่ หลีเอ๋อร์ไม่เป็นอะไรหรอกเจ้าค่ะ แต่ว่าข้ามีข่าวมาบอกพวกท่านสองเรื่อง เป็นข่าวดีเรื่องหนึ่งและข่าวร้ายเรื่องหนึ่ง พวกท่านอยากฟังเรื่องไหนก่อนดี"
"เอาข่าวร้ายก่อน" เยี่ยเฟิงตอบ
หลีเอ๋อร์มีสภาพแบบนี้ แถมยังมาพูดจาแบบนี้อีก ต้องโดนใครรังแกมาแน่ๆ รอให้เขาไปจัดการไอ้พวกที่มันรังแกหลีเอ๋อร์เสร็จก่อนแล้วค่อยกลับมาฟังข่าวดีก็ยังไม่สาย
เยี่ยเทียนหล่างไม่ได้พูดอะไร แต่ก็พยักหน้าเห็นด้วย เขาเองก็คิดเหมือนกับผู้เป็นพ่อ
เยี่ยจิ่วหลีไม่อมพะนำอีกต่อไป เธอเล่าสาเหตุที่เธอหายออกจากบ้านไปนานขนาดนี้ให้ทั้งสองคนฟังอย่างละเอียดทุกซอกทุกมุม
ลุงใหญ่ดีกับเธอมาก ท่านปู่ยิ่งรักและหวงแหนเธอราวกับแก้วตาดวงใจ สำหรับเรื่องนี้เธอไม่อยากปิดบังพวกเขาเลยจริงๆ
ทันทีที่เยี่ยจิ่วหลีเล่าจบ เยี่ยเฟิงก็หมุนตัวหันขวับเดินมุ่งหน้าไปทางประตูใหญ่ทันที ราวกับสิงโตที่กำลังคลุ้มคลั่ง เส้นผมชี้ฟูตั้งชันไปหมดทั้งหัว ใบหน้าเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยวสุดขีด
"ว่านหรูเยียน! กล้าดียังไงมาลอบกัดรังแกหลีเอ๋อร์ของข้าลับหลังแบบนี้ ข้าจะไปที่ตระกูลว่านเดี๋ยวนี้ จะไปสับไอ้เด็กเมื่อวานซืนนั่นให้แหลกเป็นชิ้นๆ เลยคอยดู"
เยี่ยจิ่วหลีรีบคว้าแขนเขาเอาไว้ "ท่านปู่ ช้าก่อนเจ้าค่ะ"
"หลีเอ๋อร์ นี่เจ้าใจอ่อนงั้นเหรอ เจ้าวางใจเถอะ ว่านหรูเยียนทำกับเจ้าถึงขนาดนี้ ตระกูลเยี่ยจะต้องทวงความยุติธรรมกลับมาให้เจ้าอย่างแน่นอน"
เยี่ยเทียนหล่างเองก็โกรธจนหน้าดำหน้าแดง เล็บจิกลงไปบนที่วางแขนรถเข็นจนแน่น หวังเพียงอยากจะบุกไปที่ตระกูลว่านแล้วพังมันให้ราบเป็นหน้ากลองด้วยมือตัวเอง!
น่าเสียดายที่จุดกำเนิดพลังของเขาแหลกสลาย ขาทั้งสองข้างก็พิการ กลายเป็นคนไร้ค่าไปแล้ว ตอนนี้จึงทำได้แค่ฝากความหวังไว้ที่บิดาของเขาเท่านั้น
พอเห็นเยี่ยจิ่วหลีห้ามเอาไว้ เขาจึงคิดว่าเธอกำลังใจอ่อน
ท้ายที่สุดแล้วว่านหรูเยียนก็คือหนึ่งในเพื่อนเพียงไม่กี่คนของหลีเอ๋อร์ เขาเคยเจอเด็กคนนั้นมาก่อน ดูภายนอกก็เป็นเด็กร่าเริงว่านอนสอนง่าย ใครจะไปคิดว่าภายใต้รอยยิ้มแสนหวานนั้นจะซ่อนจิตใจที่อำมหิตโหดเหี้ยม แอบซ่อนแผนการชั่วร้ายเอาไว้แบบนี้!
เยี่ยจิ่วหลีส่ายหน้าแล้วอธิบาย "ไม่ได้ใจอ่อนหรอกเจ้าค่ะ ข้าแค่อยากจะบอกข่าวดีให้พวกท่านฟังก่อนต่างหาก ท่านปู่ ท่านลุงใหญ่ จากวิกฤตในครั้งนี้กลับกลายเป็นความโชคดี ตอนนี้ข้าสามารถฝึกฝนพลังปราณได้แล้วนะเจ้าคะ"
พูดจบ ใบหน้าของเธอก็เคร่งขรึมลง แววตาประกายความเย็นเยียบ "ส่วนชีวิตของว่านหรูเยียน สักวันหนึ่งข้าจะเป็นคนไปเด็ดหัวมันด้วยมือของข้าเอง!"
"หลีเอ๋อร์... เจ้าพูดว่าอะไรนะ"
เยี่ยเฟิงที่เหมือนลูกโป่งกำลังจะระเบิด พอได้ยินประโยคนั้นก็แฟบลงทันที เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงไม่อยากจะเชื่อ เจือความสั่นเครืออย่างเห็นได้ชัด
เยี่ยเทียนหล่างเองก็อึ้งกิมกี่ไปเหมือนกัน
เมื่อเห็นพวกเขามีปฏิกิริยาตอบสนองรุนแรงขนาดนี้ เยี่ยจิ่วหลีก็กระแอมไอเบาๆ แล้วแต่งเรื่องโกหกขึ้นมาเรื่องหนึ่ง
"ท่านปู่ ท่านลุงใหญ่ ตอนที่หลีเอ๋อร์อยู่ในป่าหิ่งห้อย ข้าได้รับความช่วยเหลือจากชายแปลกหน้าคนหนึ่งเจ้าค่ะ หลังจากช่วยข้าไว้ เขาก็พบว่าร่างกายของข้ามีความพิเศษ จึงรับข้าเป็นศิษย์"
"ท่านอาจารย์บอกว่าข้าไม่ใช่คนรากปราณว่างเปล่า แต่เป็นผู้มีกายาบรรพกาลที่หาได้ยากยิ่งในหมื่นคน ภายใต้การชี้แนะของท่านอาจารย์ ตอนนี้ข้าปลุกรากปราณธาตุไฟสำเร็จและกลายเป็นผู้ใช้พลังปราณแล้วเจ้าค่ะ แต่ท่านอาจารย์ของข้าชอบเดินทางท่องเที่ยวไปเรื่อย ไปมาไร้ร่องรอย ประวัติความเป็นมาก็ลึกลับ หลีเอ๋อร์จึงอยากขอร้องให้ท่านปู่กับท่านลุงใหญ่ช่วยเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับด้วยนะเจ้าคะ"
ต้นไม้ใหญ่ย่อมต้านลมแรง โดยเฉพาะเรื่องที่คนไร้ค่าสามารถกลับมาฝึกฝนพลังได้อีกครั้ง ย่อมดึงดูดสายตาของผู้ที่ประสงค์ร้ายอย่างแน่นอน
คำพูดเหล่านี้เปรียบเสมือนระเบิดน้ำลึก ทำเอาเยี่ยเฟิงกับเยี่ยเทียนหล่างตกตะลึงจนทำอะไรไม่ถูกไปตามๆ กัน
เยี่ยเทียนหล่างเอ่ยถามขึ้นมาว่า "หลีเอ๋อร์ แล้วเสื้อคลุมสีดำที่เจ้าใส่อยู่นี่ เป็นของท่านอาจารย์เจ้างั้นรึ"
เยี่ยจิ่วหลีนึกถึงตาจอมมารโหลวอู๋เหยียนขึ้นมาทันที
ถึงแม้จะไม่อยากยอมรับ แต่ในเมื่อตอนนี้ไม่มีข้ออ้างอะไรที่ดีไปกว่านี้แล้ว เธอก็เลยตามน้ำไปเลยก็แล้วกัน "ใช่เจ้าค่ะ"
สีหน้าของเยี่ยเทียนหล่างดูซับซ้อนขึ้นมาทันที
ดูจากทรงแล้ว อาจารย์ของหลีเอ๋อร์คนนี้ ดูเหมือนจะยัง... หนุ่มแน่นอยู่เลยแฮะ
[จบแล้ว]