- หน้าแรก
- ปล้นชะตาคุณหนูไร้ค่า สู่มารดาแห่งใต้หล้า
- บทที่ 5 - คุกเข่าอ้อนวอนข้าสิ
บทที่ 5 - คุกเข่าอ้อนวอนข้าสิ
บทที่ 5 - คุกเข่าอ้อนวอนข้าสิ
บทที่ 5 - คุกเข่าอ้อนวอนข้าสิ
★★★★★
เยี่ยจิ่วหลีจัดให้ตามคำขอ เธอไม่เพียงแต่ไม่หลบซ่อน กลับใช้ปลายเท้าแตะกิ่งไม้เบาๆ เอนตัวไปด้านหลัง หลบการโจมตีของเขาไปพร้อมกับตีลังกากลับหลังอย่างสวยงามและร่อนลงพื้นได้อย่างมั่นคง
สะบัดแขนเสื้อวูบเดียว ใบไม้แห้งบนพื้นก็ปลิวว่อน
ก่อนหน้านี้เพราะฤทธิ์ของเพลิงเซียนบงกชอนัตตา ทั่วทั้งร่างของเธอจึงถูกรมควันจนดำปิ๊ดปี๋ แถมผมเผ้ายังชี้ฟูฟ่อง เธอจึงไม่กังวลเลยว่าจะถูกจำหน้าได้
เมื่อเห็นท่าทางวางมาดของเธอ ว่านหรูเยียนก็เป็นคนแรกที่ทนไม่ได้ รีบกระโดดออกมาชี้หน้าด่าทอ "เจ้าเป็นใครกัน พบเห็นองค์รัชทายาทแห่งแคว้นตงเฉินแล้วยังกล้ายืนค้ำหัวอยู่อีกเรอะ!"
หนานกงม่อดูสุขุมกว่ามาก เขารีบคว้าแขนเธอเอาไว้แล้วก้าวมาบังหน้าว่านหรูเยียน ก่อนจะประสานมือคารวะ
"ขออภัยด้วย ข้ากับสหายเพียงแค่บังเอิญผ่านมาทางนี้ มิได้มีเจตนาล่วงเกิน หวังว่าท่านจะให้อภัย"
ผู้ติดตามที่ซัดพลังปราณออกไปเมื่อครู่ ทันทีที่เห็นเธอปรากฏตัวก็หยุดนิ่งไป สายตาที่มองมาเต็มไปด้วยความพินิจพิเคราะห์และหวาดระแวง
หนานกงม่อถึงกับยอมเอ่ยปากขอโทษเธอเนี่ยนะ
พวกเขากำลังหวาดกลัวเธออยู่!
เยี่ยจิ่วหลีครุ่นคิดเพียงครู่เดียวก็เข้าใจสถานการณ์ทั้งหมด
สถานการณ์ตอนนี้ นอกจากว่านหรูเยียนที่อยู่ระดับสองขั้นปลายแล้ว ระดับพลังของคนอื่นๆ เธอไม่สามารถมองทะลุได้เลย แต่ดูจากปฏิกิริยาของหนานกงม่อกับพวกผู้ติดตามแล้ว ดูเหมือนพวกนั้นต่างหากที่มองพลังของเธอไม่ออก
หากร่างกายของคนผู้หนึ่งไร้ซึ่งความผันผวนของพลังปราณ ไม่เป็นขยะไร้ค่า ก็ต้องมีระดับพลังที่สูงกว่าตัวเองจนทำให้ไม่สามารถตรวจสอบได้
หางตาเหลือบมองชุดคลุมสีดำที่สวมใส่อยู่ เยี่ยจิ่วหลีคาดเดาว่า น่าจะเป็นเพราะเสื้อผ้าของชายผู้ทรงพลังคนนั้น ที่ทำให้เธอกลายเป็นอย่างหลัง
ในเมื่อเป็นแบบนี้ โอกาสตบหน้าคนส่งตรงมาถึงที่ขนาดนี้ เธอไม่ขอพลาดหรอก!
เยี่ยจิ่วหลียกยิ้มมุมปาก กดเสียงต่ำลงเพื่อไม่ให้แยกแยะออกว่าเป็นหญิงหรือชาย "แคว้นตงเฉินเหรอ ไม่เคยได้ยินเลย! แล้วองค์รัชทายาทนี่มันตัวอะไรกันล่ะ"
เยี่ยจิ่วหลียกมือขึ้นชี้ไปข้างหน้าอย่างเกียจคร้าน แล้วเอ่ยขึ้นอีกครั้ง "พวกเจ้าต่างหาก ไอ้พวกเด็กไร้เดียงสา เห็นผู้ยิ่งใหญ่อย่างข้าอยู่ตรงหน้าแล้วยังไม่รีบคุกเข่าลงไปอีก!"
โดนไอ้ตัวประหลาดผมชี้ฟูชี้หน้าด่า ว่านหรูเยียนก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะโกรธจนหน้าดำหน้าแดง ไอ้ไพร่สถุลนี่กล้าดียังไงมาแย่งบทพูดของเธอ!
"ข้าคือคุณหนูรองแห่งตระกูลว่าน หนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่ของแคว้นตงเฉิน ท่านพ่อของข้าคือผู้นำตระกูลว่าน ส่วนพี่ม่อก็คือองค์รัชทายาทองค์ปัจจุบัน ริอ่านจะให้พวกเราคุกเข่า เจ้าคิดว่าตัวเองคู่ควรรับการคารวะจากพวกเรางั้นหรือ"
"เหอะ ช่างไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำเอาเสียเลย!"
เยี่ยจิ่วหลีแค่นเสียงเย็นชา ตัดสินใจว่าจะไม่เปลืองน้ำลายอีกต่อไป
สองเท้าใช้วิชาย่างก้าวไร้ร่องรอย พริบตาต่อมาเธอก็ไปปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าว่านหรูเยียน
"เพียะ! เพียะ!"
เสียงตบหน้าดังกังวานขึ้นสองครั้งซ้อน พร้อมๆ กับที่เธอเร่งเร้าเพลิงเซียนบงกชอนัตตาในร่าง รวบรวมไว้ที่ปลายนิ้วแล้วดีดใส่หัวของว่านหรูเยียน
กลิ่นเหม็นไหม้ลอยคลุ้งขึ้นมาทันที เยี่ยจิ่วหลีไม่รอช้า รีบใช้วิชาย่างก้าวไร้ร่องรอยพุ่งกลับมายืนที่เดิมอย่างรวดเร็ว
วิชานี้คือไม้ตายก้นหีบของเธอในชาติก่อนตอนเป็นยอดนักขโมย แบ่งออกเป็นสี่ระดับขั้น แม้ตอนนี้จะเปลี่ยนมาอยู่ในร่างใหม่และใช้พลังได้แค่ระดับแรก แต่ก็เพียงพอแล้วสำหรับการเอามาตบหน้าคน
ส่วนเพลิงเซียนบงกชอนัตตานั้น เผิงไหลบอกว่ามันคือจิตวิญญาณธาตุไฟที่บริสุทธิ์ที่สุดในโลกหล้า คงไม่ใช่พวกดีแต่เปลือกใช้งานจริงไม่ได้หรอกมั้ง
และก็เป็นไปตามคาด หนานกงม่อที่เพิ่งจะตกตะลึงกับความเร็วของเยี่ยจิ่วหลี ทันทีที่เห็นเปลวไฟสีขาวบนปลายนิ้วของเธอ รูม่านตาของเขาก็หดเล็กลงพร้อมกับร้องอุทานเสียงหลง "เพลิงวิเศษ!"
หรือว่าความผันผวนของพลังปราณและสภาพป่าที่ถูกเผาจนไหม้เกรียมเมื่อครู่นี้ จะเป็นฝีมือของคนผู้นี้
แถมยังมีความเร็วที่หาตัวจับยากนี้อีก หากเขาเดาไม่ผิด คนผู้นี้จะต้องมีวรยุทธ์สูงส่งอย่างแน่นอน
สภาพเนื้อตัวที่ดูไม่ได้แบบนี้ เกรงว่าคงเป็นผลมาจากการพยายามสยบเพลิงวิเศษแน่ๆ
หนานกงม่อไม่กล้าผลีผลามทำอะไรบุ่มบ่าม
ว่านหรูเยียนที่อยู่ด้านข้างรู้สึกปวดแสบปวดร้อนที่แก้มทั้งสองข้างขึ้นมาดื้อๆ จากนั้นก็สัมผัสได้ถึงความร้อนระอุบนหัว พอลืมตาขึ้นดูก็เห็นว่าเส้นผมที่ตัวเองเฝ้าทะนุถนอมดูแลมาอย่างดีกำลังติดไฟ เธอจึงกรีดร้องลั่นออกมาทันที
"กรี๊ด! พี่ม่อ ช่วยข้าด้วย!"
ผู้ติดตามด้านหลังซึ่งมีคนของตระกูลว่านรวมอยู่ด้วย พอเห็นแบบนั้นก็พากันว้าวุ่นไปหมด รีบร่วมมือกับผู้ติดตามของราชวงศ์ร่ายเวทธาตุน้ำสารพัดรูปแบบเพื่อดับเปลวไฟสีขาวบนหัวของว่านหรูเยียน
ในเมื่อเป็นถึงเพลิงวิเศษอันดับหนึ่งของโลก จะดับง่ายๆ ได้ยังไงล่ะ
สาดเวทธาตุน้ำลงไปตั้งหลายสาย เปลวไฟสีขาวไม่เพียงแต่ไม่ดับ กลับลุกโชนรุนแรงยิ่งกว่าเดิม!
เยี่ยจิ่วหลียกยิ้มมุมปาก กอดอกยืนดูสภาพอันน่าสมเพชของว่านหรูเยียนอย่างสบายอารมณ์
สิ่งที่เธอไม่รู้ก็คือ บนต้นไม้ที่ไม่ไกลออกไปด้านหลัง โหลวอู๋เหยียนก็กำลังมองดูเธออยู่เช่นกัน
ชายหนุ่มกินโอสถฟื้นฟูรูปโฉมเรียบร้อยแล้ว สวมชุดคลุมสีดำตัวใหม่ เอี้ยวหลังพิงพิงต้นไม้ ชันเข่าขึ้นข้างหนึ่ง ท่อนแขนเรียวยาวพาดทับไว้หลวมๆ ริมฝีปากบางยกยิ้มขึ้นมาโดยที่เจ้าตัวก็ไม่ทันรู้ตัว
เมื่อได้ยินเสียงกรีดร้องโหยหวนของว่านหรูเยียนและเห็นว่าเปลวไฟสีขาวกำลังจะลามลงมาเผาใบหน้า หนานกงม่อก็รีบประสานมือขอร้องเยี่ยจิ่วหลีทันที "ได้โปรดยั้งมือไว้ไมตรี ปล่อยสหายของข้าไปเถอะ"
"เอาสิ อ้อนวอนข้าสิ" เยี่ยจิ่วหลีเอียงคอ ยิ้มยิงฟันขาวผ่องแล้วพูดว่า "คุกเข่าลง แล้วร้องขอชีวิตจากข้าซะ"
สีหน้าของหนานกงม่อดำทะมึน แทบจะมืดมิดยิ่งกว่าก้นหม้อ
เขากัดฟันกรอด มองดูว่านหรูเยียนที่ร้องโอดโอยไม่หยุด เส้นผมถูกเผาจนเกลี้ยง แก้มบวมเป่งราวกับหัวหมู แต่เขาก็ยังคงลังเลที่จะคุกเข่า
เขาคือองค์รัชทายาทองค์ปัจจุบัน ส่วนว่านหรูเยียนเป็นแค่หนึ่งในตัวเลือกหญิงสาวมากมายของเขาเท่านั้น ฐานะของนางยังไม่สู้ยัยขยะตระกูลเยี่ยนั่นด้วยซ้ำ จะให้เขายอมคุกเข่าให้คนอื่นเพื่อช่วยนางได้ยังไง
แต่ตระกูลว่านยังมีสิ่งที่เขาต้องการอยู่นี่สิ...
เมื่อเห็นสีหน้าที่แปรเปลี่ยนไปมาและท่าทางลังเลใจของหนานกงม่อ เยี่ยจิ่วหลีก็เหยียดยิ้มอย่างนึกสมเพช
ไอ้ผู้ชายเฮงซวย!
สภาพอันน่าอนาถของว่านหรูเยียน เธอได้เห็นเต็มสองตาแล้ว ความแค้นในใจก็บรรเทาลงไปได้เปราะหนึ่ง
ในเมื่ออีกฝ่ายมีคนมากกว่า แถมเธอยังไม่มีความมั่นใจเต็มร้อยว่าจะจัดการนางให้สิ้นซากได้ ก็ไม่มีความจำเป็นต้องมาเสียเวลาอยู่ที่นี่อีก
ทิ้งท้ายไว้เพียงประโยคเดียว "หมดเวลาแล้ว!"
เยี่ยจิ่วหลีรีบหันหลังกลับ ใส่เกียร์หมาใช้วิชาย่างก้าวไร้ร่องรอยเผ่นหนีไปทันที
ตอนที่พุ่งเข้าไปหาว่านหรูเยียนเมื่อกี้ยังไม่มีใครหยุดเธอได้เลย ตอนนี้เธอจะหนี ก็รับรองได้ว่าไม่มีใครตามเธอทันแน่!
หนานกงม่อทำท่าจะวิ่งตามไปโดยสัญชาตญาณ แต่พอนึกถึงสภาพป่าที่ไหม้เกรียมและเปลวไฟสีขาวบนปลายนิ้วของเยี่ยจิ่วหลี เขาก็เกิดความระแวดระวังและลังเลใจขึ้นมา
จังหวะพอดีกับที่ว่านหรูเยียนคว้าแขนเขาเอาไว้แน่น ร้องห่มร้องไห้คร่ำครวญ "พี่ม่อ เยียนเอ๋อร์เจ็บเหลือเกิน ช่วยเยียนเอ๋อร์ด้วยเถอะ!"
หนานกงม่อจึงอาศัยจังหวะนั้นหยุดชะงัก แกล้งทำทีเป็นร้อนรนแล้วพูดว่า "เยียนเอ๋อร์อย่าเพิ่งใจร้อน ข้ากำลังคิดหาวิธีช่วยเจ้าอยู่นี่ไง"
อีกด้านหนึ่ง
เยี่ยจิ่วหลีใช้วิชาย่างก้าวไร้ร่องรอยวิ่งรวดเดียวเป็นระยะทางกว่าสิบลี้
ในขณะที่กำลังจะก้าวพ้นเขตแดนของป่าหิ่งห้อย จู่ๆ ก็มีม่านพลังโปร่งใสพุ่งเข้ามาขวางหน้า กระแทกร่างของเธอกระเด็นถอยหลังกลับไปล้มกลิ้งกับพื้นอย่างแรง
"โอ๊ย ไอ้เวรตะไลที่ไหนมันมาวางกับดักไว้ตรงนี้เนี่ย!"
จมูกก็กระแทกจนเจ็บ ก้นก็กระแทกพื้นจนปวดร้าวไปหมด
เยี่ยจิ่วหลีนิ่วหน้าด้วยความเจ็บปวด มือข้างหนึ่งยันพื้นไว้ ส่วนอีกข้างก็ไม่รู้จะจับตรงไหนก่อนดี
เสียงเหยียบย่ำใบไม้แห้งดังขึ้นข้างหู รองเท้าบูทสีดำลวดลายเมฆาปรากฏขึ้นตรงหน้า พร้อมกับเงาร่างสูงใหญ่ที่ทาบทับลงมาปกคลุมตัวเธอไว้
เยี่ยจิ่วหลีค่อยๆ เงยหน้าขึ้น พอมองเห็นใบหน้าของผู้มาเยือนชัดๆ เธอก็รีบฉีกยิ้มการค้าอันเป็นเอกลักษณ์ทันที
"ไอ้เวร... เอ้ย ลูกพี่ ไง เจอกันอีกแล้วนะ"
เธอยื่นมือออกไปทักทายอย่างกล้าๆ กลัวๆ
สิ้นเสียงปุ๊บ ข้อมือของเยี่ยจิ่วหลีก็ถูกโหลวอู๋เหยียนคว้าหมับแล้วบีบอย่างแรง ก่อนจะหิ้วเธอขึ้นมาราวกับหิ้วลูกไก่
เยี่ยจิ่วหลีเพิ่งจะยืนทรงตัวได้ ลำคอก็ถูกโหลวอู๋เหยียนเอื้อมมือมาบีบเอาไว้เสียแล้ว
"นังผู้หญิงอัปลักษณ์งี่เง่า!"
เยี่ยจิ่วหลีเริ่มหายใจไม่ออก ในใจลอบสบถด่า
แม่งเอ๊ย พ่อหนุ่มรูปหล่อคนนี้มีรสนิยมทางเพศแปลกๆ หรือเปล่าเนี่ย!
เอะอะอะไรก็บีบคอคนอื่นตลอดเลย!
[จบแล้ว]