เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

510 - ความไม่พอใจของหยวนซื่อจง

510 - ความไม่พอใจของหยวนซื่อจง

510 - ความไม่พอใจของหยวนซื่อจง


510 - ความไม่พอใจของหยวนซื่อจง

"โอ? ไวขนาดนี้เลยหรือ เขาชื่ออะไร?" หยวนซื่อจงถาม

"หลี่ไป๋!"

"แซ่หลี่?" หยวนซื่อจงขมวดคิ้ว มองไปยังคนรอบข้าง "ในเมืองซูโจวมีบุคคลเช่นนี้หรือ?"

"ไม่เคยได้ยิน!"

ทุกคนต่างส่ายหน้า แม้ว่าในเมืองซูโจวจะมีคนแซ่หลี่อยู่ไม่น้อย และบางคนก็เป็นบุคคลสำคัญ

แต่ชื่อหลี่ไป๋... กลับไม่มีเลยจริงๆ

บ่าวรับใช้คลี่กระดาษที่เขียนบทกวีออกมา เหล่าผู้คนต่างเข้ามามุงดู

"อืม บทกวีนี้... ช่างยอดเยี่ยมจริงๆ!"

"แน่นอน บทกวีที่สรรเสริญดอกเหมยนี้ช่างไร้ที่ติ! ถ่ายทอดความหยิ่งทะนงและไม่ยอมแพ้ของดอกเหมยออกมาได้อย่างถึงที่สุด!" หญิงสาวผู้มีวัยราวสิบหกสิบเจ็ดปีกล่าว

"แต่ข้ากลับชอบบทกวีที่กล่าวถึงหินมากกว่า—'ผงชาดวาดศิลา ห่อทองกว้างหนึ่งฉื่อ ชีวิตคนสั้นยาวเทียบ อมตะรักทางตรง'

นี่ชัดเจนว่าเขากำลังเปรียบตนเองเป็นผู้วิเศษในแดนเซียน!"

"ไม่ใช่ ข้าว่าบทกวีที่กล่าวถึงกล้วยไม้ต่างหากที่ยอดเยี่ยมที่สุด—'กลางหุบเขามีสตรีดีงาม เงียบเหงาเดียวดายอ้างว้าง'... ความอ้างว้างที่แฝงในคำนี้ ช่างสะท้อนถึงจิตใจของผู้คนได้ลึกซึ้งยิ่งนัก" หญิงสาวอีกคนกล่าว

หญิงสาวที่อยู่สูงสุดในหมู่พวกนาง เมื่อได้ยินบทกวีนี้ นางถึงกับสั่นสะท้านโดยไม่รู้ตัว นางก้าวเข้าไปมองกระดาษบทกวีตรงหน้า ยิ่งอ่านก็ยิ่งพอใจ "บุคคลผู้นี้ช่างเย่อหยิ่งโดดเดี่ยว บทกวีทั้งห้าบทล้วนเป็นผลงานชั้นเลิศ

จากแต่ละบทกวี เราสามารถมองเห็นถึงอุดมการณ์ของเขาได้

ข้าคิดว่าบุคคลผู้มีพรสวรรค์เช่นนี้ สมควรเชิญเขาเข้ามาได้โดยตรง"

"พี่สะใภ้ ถ้าบทกวีทั้งห้านี้เขาซื้อมาจากผู้อื่นล่ะ?" หยวนซื่อจงเห็นสีหน้าชื่นชมของหลี่เซียงจวินพลันรู้สึกไม่พอใจขึ้นมา

"ถ้าหากบทกวีเหล่านี้เป็นของท่านเอง ท่านจะยอมขายมันด้วยราคาเท่าไร?" หลี่เซียงจวินถาม

หยวนซื่อจงขมวดคิ้ว "แม้พันตำลึงทองก็ไม่ขาย!"

"นั่นล่ะ ท่านเองก็รู้ว่าไม่อาจขายได้ เช่นนั้นผู้มีพรสวรรค์ขนาดนี้จะไปหลงใหลสิ่งของเงินทองได้อย่างไร?" หลี่เซียงจวินกล่าว "อ่านบทกวีก็เหมือนมองดูตัวคน อีกทั้งลายมือของบุคคลผู้นี้ก็ยอดเยี่ยมมาก ท่านลองดูเส้นลายพู่กันนี้สิ ก็จะรู้ได้ทันทีว่าเขาเป็นคนซื่อตรง เด็ดเดี่ยว และมีอุดมการณ์อันยิ่งใหญ่!"

เมื่อหยวนซื่อจงได้ยินเช่นนี้ เขายิ่งรู้สึกหงุดหงิดขึ้นไปอีก จากนั้นจึงถามบ่าวรับใช้ "ตอนนี้เขาเข้าไปยังสวนที่สามแล้วใช่หรือไม่ เขาเลือกอะไร?"

"เรียนคุณชายรอง เขาเลือก... การคัดลายมือ!" บ่าวรับใช้เพิ่งกล่าวจบ ก็มีบ่าวอีกคนรีบวิ่งเข้ามาอย่างร้อนรน "คุณชายรอง! ลายมือของหลี่ไป๋เป็นอักษรใหม่ ขอให้คุณชายรองช่วยพิจารณาด้วย!"

อักษรใหม่?

หยวนซื่อจงขมวดคิ้วยิ่งกว่าเดิม เหล่าบัณฑิตและหญิงสาวรอบข้างก็พากันกรูเข้ามาดู

"เป็นอักษรใหม่จริงๆ ข้าได้ฝึกคัดลายมือมาหลายปี ทั้งยังคุ้นเคยกับอักษรมากมาย แต่แบบอักษรเช่นนี้ ข้ากลับไม่เคยพบเจอมาก่อนเลย"

"เส้นอักษรนี้คมกริบยิ่งนัก ทุกขีดทุกเส้นราวกับคมกระบี่และหอก งดงามแต่ก็แฝงความน่าเกรงขาม... ทำให้ผู้คนไม่กล้าจ้องมองโดยตรง!"

"ซื่อจง พรสวรรค์ของบุคคลผู้นี้ยอดเยี่ยมจริงๆ ให้เขาเข้ามาเถิด!" ท่ามกลางฝูงชน มีบุรุษผู้หนึ่งที่ยังไม่เคยเอ่ยปากมาก่อนกล่าวขึ้นมา

"จี้หมิง เจ้าก็เห็นด้วยว่าเขามีพรสวรรค์อันยิ่งใหญ่?" หยวนซื่อจงถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง

หากเป็นคำพูดของคนอื่น เขาอาจไม่สนใจ

แต่ถ้าเป็นคำพูดของเกาซิง เช่นนั้นเขาจำเป็นต้องใส่ใจ

เพราะบิดาของเกาซิงคือเกาฉี

เกาฉี เป็นชาวซูโจว มีสมญานามว่า ‘ชิงชิวจื่อ’

ในช่วงต้นรัชศกเสินอู่ เขาได้รับการแนะนำให้มีส่วนร่วมในการเรียบเรียง "ประวัติศาสตร์ราชวงศ์หยวน" ต่อมาได้รับตำแหน่งขุนนางประจำสำนักราชบัณฑิต และได้รับมอบหมายให้สอนเหล่าองค์ชาย ต่อมาก้าวขึ้นเป็นรองเสนาบดีกรมคลัง

เกาฉีเป็นผู้มีพรสวรรค์โดดเด่น เชี่ยวชาญศาสตร์แห่งวรรณกรรม โดยเฉพาะด้านกวีนิพนธ์ เขาได้รับการยกย่องร่วมกับหลิวจีและซ่งเหลียนว่าเป็น "สามปราชญ์แห่งกวีนิพนธ์" อีกทั้งยังได้รับการขนานนามร่วมกับหยางจี้ จางอวี้ และสวีเปิ่นว่าเป็น "สี่อัจฉริยะแห่งอู๋จง"

เมื่อหลายปีก่อน เจ้าเมืองซูโจวได้ทำการบูรณะจวนเจิ้งเฉิงกง ทำให้เกิดความผิดพลาด

เกาฉียื่นฎีกาทูลเกล้าฯ จนตนเองถูกดึงเข้าไปพัวพันกับคดี อีกทั้งยังถูกกล่าวหาว่าก่อกบฏ โชคดีที่มีผู้ช่วยเหลือเขาไว้ มิเช่นนั้น เกาฉีคงต้องจบชีวิตไปแล้ว

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เกาฉีได้ใช้ชีวิตอย่างสงบอยู่ที่ชิงชิว มุ่งสอนหนังสือและทำไร่ ไม่ข้องแวะเรื่องราวของโลกภายนอก

สามารถกล่าวได้ว่า หากตระกูลหยวนสามารถชักจูงเกาฉีมาได้ ก็เท่ากับว่าได้ดึง "สี่อัจฉริยะแห่งอู๋จง" มาอยู่ฝ่ายตน

นี่เป็นผลงานอันยิ่งใหญ่เลยทีเดียว

บุตรชายเพียงคนเดียวของเกาฉี เกาซิง เดินทางมายังซูโจวเพื่อศึกษาหาความรู้ หยวนซื่อจงต้องใช้ความพยายามอย่างมากกว่าจะเชิญเขามาที่นี่ได้

กว่าจะทำให้เขาตอบรับได้ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย หากทำให้เขามีความรู้สึกไม่ดีเรื่องนี้คงล้มเหลวแน่

ส่วนหลี่เซียงจวิน ก็ต้องรอดูหลี่ไป๋เสียก่อน

หากสามารถดึงตัวเขามาอยู่ฝ่ายตนได้ ให้เขาแต่งบทกวีเพื่อเอาใจหลี่เซียงจวิน ก็คงเป็นเรื่องที่ดีไม่น้อย

"บทกวีห้าบทนี้ แม้ว่าจะยังไม่แน่ชัดว่าเป็นของเขาหรือไม่ แต่ลายมือย่อมไม่อาจปลอมแปลงได้ ดังนั้นข้าเชื่อว่าเขาเป็นผู้มีพรสวรรค์ยิ่ง

หากซื่อจงยังมีข้อสงสัย รอพบเขาด้วยตนเอง แล้วทดสอบดูเถิด!

หากเขามีพรสวรรค์จริง การปฏิเสธเขาก็คงเป็นการสูญเสียครั้งใหญ่ของอี้ผู่"

"จี้หมิงพูดมีเหตุผล!" หลี่เซียงจวินกล่าวเสริม นางสนใจคนที่มีแซ่เดียวกันเป็นพิเศษ

ภายในเมืองซูโจว นางมั่นใจว่าไม่มีบุคคลที่มีพรสวรรค์ล้นเหลือและใช้ชื่อหลี่ไป๋

แน่นอน หลี่ไป๋ผู้นี้อาจใช้ตัวอักษรอื่นแทนชื่อของเขาก็เป็นได้ จะเป็นคนรู้จักหรือไม่นั้น ต้องดูกันต่อไป

หากเป็นคนรู้จัก ก็ย่อมเป็นเรื่องดี

แต่หากไม่ใช่ ก็คงต้องหาทางดึงตัวเขาเข้ามาอยู่ฝ่ายตนให้ได้

หยวนซื่อจงพยักหน้า "ในเมื่อพี่สะใภ้กับจี้หมิงต่างก็เห็นพ้องกัน เช่นนั้นเชิญหลี่ไป๋เข้ามาเถอะ อย่าลืมแสดงความเคารพต่อเขาด้วย!"

เขาไม่ใช่คนโง่ ย่อมไม่แสดงท่าทีหยิ่งยโสออกมาให้ใครรังเกียจ

ไม่นานนัก จูจวินเดินผ่านลานหลายแห่ง มาถึงส่วนลึกที่สุดของอี้ผู่

ที่นี่กว้างใหญ่จนแทบจะเท่ากับลานด้านหน้าเสียด้วยซ้ำ

ให้ตายเถอะ! ตระกูลหยวนช่างมั่งคั่งจริงๆ

ขนาดของอี้ผู่แห่งนี้คงเล็กกว่าสวนหลวงของจักรพรรดิอยู่เพียงเล็กน้อยเท่านั้นกระมัง?

"เขามาแล้ว!" หญิงสาวผู้หนึ่งกล่าวขึ้น "เขาช่างกำยำจริงๆ ทำไมถึงสูงใหญ่เช่นนี้?"

"หน้าตาก็ยังดูดีไม่น้อย เพียงแต่ผิวคล้ำไปหน่อย หรือว่าเขาเกิดในครอบครัวที่ยากจน ต้องลงแรงทำงานในไร่นา?"

"ดูจากเสื้อผ้าที่เขาสวมใส่แล้วก็คงไม่ใช่คนร่ำรวย อาจเป็นเพียงคนจากครอบครัวธรรมดาๆ"

เหล่าหญิงสาวต่างให้ความสนใจกับการมีสมาชิกใหม่เป็นบัณฑิตหนุ่มอนาคตไกล

ทำให้บุรุษที่ยืนอยู่ข้างๆ ต่างรู้สึกอิจฉาและขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน

แต่ต้องยอมรับว่า จูจวินตัวสูงมาก

อย่างน้อย ในบรรดาผู้คนที่อยู่ที่นี่ ไม่มีใครสูงกว่าเขา

นี่เป็นข้อด้อยของชาวแดนใต้ ซึ่งในยุคต้าเย่ นั้นเห็นได้ชัดเจนมาก

ความสูงเกือบหนึ่งวาของเขา(สองเมตร ในบทก่อนหน้ามีบรรยายไว้ว่าพระเอกสูงประมาณ 190 cm) นับว่าเป็นร่างที่กำยำล่ำสันอย่างแท้จริง

หยวนซื่อจงมองไปที่จูจวิน

ยังไม่ทันได้พูดคุยกัน เพียงแค่เห็นเขาครั้งแรกก็รู้สึกไม่ชอบใจขึ้นมาทันที

เขาเกลียดบุรุษที่สูงกว่าตนเองที่สุด

แต่ที่เลวร้ายกว่านั้นคือ บุรุษผู้นี้กลับหน้าตาดีกว่าเขา แถมยังมีพรสวรรค์ยิ่งกว่าเขาอีก!

ให้ตายสิ!

อย่างไรก็ตาม เขาก็ยังไม่แสดงออกมา

หลี่เซียงจวินมองพิจารณาบุรุษที่เพิ่งเดินเข้ามาด้วยความสงสัย

ในใจของนางกำลังครุ่นคิด

"บุคคลผู้นี้คงไม่ได้เป็นคนของซูโจว... เพียงแต่ยังไม่รู้ว่าเขามาจากสายไหนกันแน่?"

จูจวินเดินไปข้างหน้าฝูงชน ประสานมือแล้วค้อมตัวเล็กน้อย

"หลี่ไป๋ คำนับทุกท่าน"

เมื่อได้ยินจูจวินพูดสำเนียงภาษาราชการ(จีนกลางใช้เป็นภาษาราชการเมื่อต้นราชวงศ์หมิง) สีหน้าของผู้คนในที่นั้นต่างเปลี่ยนไป

ให้ตายเถอะ! สำเนียงภาษาราชการของเขาช่างราบรื่นนัก

เขามาจากเมืองหลวงหรือ?

ในยุคต้าเย่ หากขุนนางไม่สามารถพูดภาษาราชการได้ การไปเมืองหลวงย่อมต้องถูกดูแคลน

แม้แต่นักศึกษา หากยังพูดสำเนียงพื้นถิ่น ก็มักจะถูกมองข้ามเช่นกัน

แม้แต่เหล่าบัณฑิตและหญิงสาวที่นี่เอง ก็ยังมีไม่น้อยที่พูดภาษาราชการไม่คล่อง

ดังนั้น หลายคนจึงทำเพียงพยักหน้าให้โดยไม่เอ่ยอะไรออกมา

"เจ้าคือหลี่ไป๋?" หยวนซื่อจงที่ไม่พอใจอยู่แล้ว เมื่อเห็นจูจวินแสดงสำเนียงภาษาราชการคล่องแคล่ว ก็ยิ่งรู้สึกไม่สบอารมณ์หนักขึ้นไปอีก

"เจ้ามาจากที่ใด? ใครเป็นผู้สอนเจ้าภาษาราชการ พูดได้คล่องขนาดนี้ ศึกษาจากสำนักใดมา?"

"มาจากเมืองหลวง ข้าใช้ภาษาราชการตั้งแต่เด็ก ระหว่างเดินทางผ่านมาได้ยินว่าที่อี้ผู่แห่งนี้เต็มไปด้วยบัณฑิตและหญิงงาม จึงอยากเข้ามาชมดู!"

………..

จบบทที่ 510 - ความไม่พอใจของหยวนซื่อจง

คัดลอกลิงก์แล้ว