- หน้าแรก
- ท่านเคานต์หน้าตายไม่อยากเปิดฉากเนื้อเรื่อง
- บทที่ 8 คุกใต้ดิน
บทที่ 8 คุกใต้ดิน
บทที่ 8 คุกใต้ดิน
ด้วยทักษะติดตัวอันเป็นพรสวรรค์ของร่างนี้ ต่อให้ภายในใจของไลเบลจะตื่นตระหนกและหวาดกลัวเพียงใด แต่ภายนอกเขาก็ยังคงนิ่งสนิทดุจผิวน้ำที่ไร้ระลอกคลื่น
หลังจากข้ามมิติมาได้เพียงวันกว่าๆ ไลเบลก็รู้สึกแล้วว่า หากไม่มีใบหน้าไร้อารมณ์นี้ เขาคงไม่สามารถเอาชีวิตรอดได้เลยแม้แต่เสี้ยววินาทีเดียว
เห็นได้ชัดว่าคำว่า "เชน" ที่เมดสาวเอ่ยออกมานั้นหมายถึงตัวเขา
และไลเบลก็ไม่ได้ถึงกับไม่คุ้นเคยกับชื่อนี้เสียทีเดียว
เพราะไม่ว่าใครก็คงต้องสะดุดใจบ้าง หากมีชื่อที่ดูเหมือนผู้หญิงปรากฏอยู่ในชื่อเต็มของตัวเอง
เพียงแต่ไลเบลไม่เข้าใจว่า เหตุใดเมดสาวถึงเรียกเขาด้วยชื่อนั้น
ชื่อที่ยาวเป็นหางว่าวของพวกขุนนางไม่ได้ถูกตั้งขึ้นมาลอยๆ โดยพื้นฐานแล้ว ทุกพยางค์ล้วนมีความหมายเฉพาะตัว ทว่าในอีกมุมหนึ่ง นอกจากชื่อหน้ากับชื่อสกุลแล้ว ส่วนอื่นๆ ก็แทบไม่มีโอกาสได้นำมาใช้ในชีวิตประจำวันเลย
ไลเบลจ้องมองเมดสาวที่ยืนอยู่ข้างเตียงด้วยสายตา "เรียบเฉย" หลังจากประเมินจนแน่ใจว่าเธอไม่มีเจตนาร้าย เขาก็ค่อยๆ เอ่ยปากถาม
"มีอะไร?"
ตั้งแต่ข้ามมิติมา วิธีการพูดของไลเบลมักจะสั้นกระชับเสมอ หากใช้สองคำได้ เขาจะไม่ยอมพูดคำที่สามเด็ดขาด
เหตุผลหลักเป็นเพราะว่า เสียงของเขาจะสั่นเครือหากพูดมากเกินไป ซึ่งต่างจากสีหน้าที่นิ่งสนิท
นอกจากนี้ จากการที่ไลเบลลอบสังเกตพ่อบ้านและคนอื่นๆ วิธีการพูดแบบถามคำตอบคำนี้ก็ดูจะเข้ากับสไตล์ของไลเบลคนเดิมอยู่แล้วด้วย
"ครบสามวันแล้วค่ะ"
เมดสาวผู้ประหยัดคำพูดไม่แพ้กันเอ่ยขึ้นมาลอยๆ "ต่อให้ท่านจะเกลียดเธอแค่ไหน แต่ท่านก็ปล่อยให้เธอเป็นอะไรไปไม่ได้นะคะ"
เมื่อได้ยินสิ่งที่เมดสาวพูด ไลเบลแสร้งทำเป็นครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้ารับอย่างสุขุม
"เข้าใจแล้ว"
ในความเป็นจริง ไม่ใช่ว่าไลเบลอยากจะเล่นลิ้นอมพะนำอะไรหรอก แต่เป็นเพราะตัวเขาเองก็ไม่รู้เลยสักนิดว่าเมดสาวกำลังพูดถึงเรื่องอะไรอยู่
หากเป็นคนอื่น อย่างน้อยก็คงจะบอกข้อมูลอะไรบางอย่างที่พอจะเอาไปปะติดปะต่อเรื่องราวได้บ้าง แต่น่าเสียดายที่คนตรงหน้าคือเมดสาว
และถ้าเป็นคนอื่น ไลเบลก็อาจจะกัดฟันเสี่ยงเอ่ยปากถามเจาะลึกไปแล้ว แต่น่าเสียดายที่สุดที่คนพูดก็ยังคงเป็นเมดสาวคนเดิม
ต่อให้ในหัวของเขาตอนนี้ เหล่าขุนศึกผู้รักความยุติธรรมแห่งสวนท้อกำลังรุมสกรัมผู้สอบสวนอยู่ก็ตาม แต่ไลเบลก็ไม่ได้โง่พอที่จะคิดว่า การที่เมดสาวมาปรากฏตัวข้างเตียงในตอนรุ่งสางจะเป็นอีเวนต์ "ลอบจู่โจมยามค่ำคืน" หรืออีเวนต์ "เพื่อนสมัยเด็กมาปลุกถึงเตียง" ที่พบเห็นได้บ่อยๆ ในเกมจีบสาว
เมื่อตัดฐานะการเป็นสมาชิกองค์กรลับของเธอออกไป พฤติกรรมที่ผ่านมาของเธอก็ค่อนข้างน่าขนลุกอยู่แล้ว แถมเขายังไม่สามารถอ่านข้อมูลอะไรจากสีหน้าเรียบเฉยของเธอได้เลย
ดังนั้น นอกจากเออออตามน้ำไปก่อน ไลเบลก็คิดวิธีรับมือแบบอื่นไม่ออกจริงๆ
...
หลังจากนั้นไม่นาน
ไลเบลเดินตามหลังเมดสาวมาจนถึงมุมอับสายตาบริเวณสวนหลังบ้านของคฤหาสน์
จะว่าไป ตอนที่ไลเบลเปิดประตูห้องนอนออกมา เขาพบว่าประตูก็ยังคงล็อกกลอนจากด้านในตามปกติ และเนื่องจากในใจมีความลับดำมืดอัดแน่นอยู่มากเกินไป เขาจึงไม่อยากจะไปคิดหาคำตอบว่าเมดสาวแอบย่องเข้ามาในห้องของเขาอย่างเงียบเชียบได้อย่างไร
จนถึงตอนนี้ ไลเบลก็ยังไม่ค่อยเข้าใจว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ หรือควรจะทำอะไรต่อไป
เขาเพียงแค่เดินตามเมดสาวไปทื่อๆ โดยเริ่มจากไปที่ห้องอาหารเพื่อหยิบของที่ดูเหมือนกล่องข้าว จากนั้นทั้งคู่ก็เดินฝ่าความเงียบมายังสถานที่แห่งนี้ ซึ่งเมื่อมองไปรอบๆ ก็มีแต่ต้นไม้เต็มไปหมด ดูเป็นทำเลที่เหมาะแก่การฆ่าฝังกลบอย่างยิ่ง
ตลอดทาง ไลเบลใช่ว่าจะไม่ได้คาดเดาเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างเขากับเมดสาว
สิ่งแรกที่ตัดทิ้งไปได้เลยคือความสัมพันธ์แบบเจ้านายกับคนรับใช้ทั่วไป
ต่อมา ไลเบลเคยคิดว่าพวกเขาสองคนอาจจะสนิทสนมกันอย่างคาดไม่ถึง ถึงขั้นที่เมดสาวไม่ได้ใส่ใจเลยสักนิดตอนที่ถูกเขาเห็นในสภาพแต่งกายไม่มิดชิด และเธอยังสามารถมาปรากฏตัวข้างเตียงของเขาในยามวิกาลได้โดยไม่มีความลังเลใจ
แต่ความเป็นไปได้นี้ก็ถูกไลเบลปัดตกไปในที่สุด เพราะเมื่อประเมินจากการพบกันที่ผ่านมาและความเงียบงันตลอดการเดินทาง มันไม่เหมือนคนที่มีความสัมพันธ์อันดีต่อกันเลยแม้แต่น้อย
ถ้าอย่างนั้น หรือจะเป็นความสัมพันธ์แบบศัตรู? เมดสาวคนนี้คือสายลับที่ลัทธิทัณฑ์เทวาส่งมาแฝงตัวอยู่ข้างกายเขาที่เป็นพระเอกงั้นหรือ?
และตอนนี้เมื่อสายลับถูกเปิดโปง เขาจึงถูกลวงมาที่นี่เพื่อกำจัดทิ้งใช่ไหม?
ภาพเหตุการณ์ลางร้ายต่างๆ นานาผุดขึ้นมาในหัวของไลเบลไม่หยุด แต่สีหน้าของเขากลับยังคงเรียบเฉยไม่เปลี่ยนสี
เมื่อมาถึงจุดหมาย เมดสาวก็ก้มลงไปเปิดกลไกแถวๆ นั้น จากนั้นก็ตามมาด้วยเสียงครืนครั่นเบาๆ พื้นดินแยกออกเผยให้เห็นช่องว่างช่องหนึ่ง
เมดสาวก้มตัวลง สอดนิ้วเข้าไปในช่องว่างนั้น แล้วออกแรงแขนทั้งสองข้างยกแผ่นหินสองแผ่นที่ดูหนักอึ้งบนพื้นให้แยกออกจากกัน เปลี่ยนช่องว่างนั้นให้กลายเป็นทางเดินที่พอดีสำหรับคนหนึ่งคนเข้าไปได้
เมื่อได้กลิ่นอับชื้นโชยมาจากทางเดินใต้ดิน ไลเบลก็รู้สึกว่าตนเองเพิ่งจะได้เห็นเรื่องเหนือธรรมชาติอีกแล้ว
หลังจากเปิดปากทางเข้า เมดสาวก็ก้าวลงบันไดไป ส่วนไลเบลที่รู้สึกว่าสถานการณ์ของตัวเองเริ่มวิกฤตขึ้นเรื่อยๆ ก็ทำได้เพียงกัดฟันเดินตามลงไปอย่างช่วยไม่ได้
ภายในทางเดินมืดสลัวมาก มีเพียงแหล่งกำเนิดแสงติดตั้งอยู่ห่างกันประมาณสิบเมตรเป็นระยะๆ และแสงเหล่านั้นไม่ใช่เปลวไฟที่สว่างไสว แต่เป็นแสงเรืองรองสีเขียวหม่น
อย่างไรก็ตาม ปัญหาเรื่องแสงสว่างไม่ได้ส่งผลกระทบต่อไลเบลเลยสักนิด เพราะคนที่เดินอยู่ข้างหน้าเขาคือแหล่งกำเนิดแสงเคลื่อนที่ขนาดใหญ่
พูดตามตรง ไลเบลนึกสงสัยในหลักการทำงานของนิ้วทองคำที่เปล่งแสงได้ในสายตาของเขาเหลือเกิน
แสงนี้เห็นได้ชัดว่ามีเพียงไลเบลเท่านั้นที่มองเห็น แต่มันกลับสามารถให้ความสว่างแก่สภาพแวดล้อมรอบข้างได้ ถ้าเป็นเช่นนั้น ในสายตาของคนอื่น พื้นที่รอบตัวของเมดสาวจะดูสว่างขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยด้วยหรือเปล่านะ?
ในขณะที่ไลเบลกำลังปล่อยความคิดให้เตลิดเปิดเปิง ทั้งคู่ก็มาถึงจุดเชื่อมต่อของทางเดินใต้ดิน ทางเดินที่เคยแคบยาวเริ่มขยายกว้างขึ้นเล็กน้อย
จากนั้น ไลเบลก็เห็นประตูที่สร้างจากม่านแสงสีฟ้าขวางทางอยู่ด้านหน้า
เมื่อมองดูประตูม่านแสงที่ดูแฟนตาซีสุดขีด ไลเบลก็ตระหนักได้อีกครั้งว่าเขาได้มาอยู่ในโลกแห่งเวทมนตร์เข้าแล้วจริงๆ
เมดสาวหยุดยืนอยู่หน้าประตูม่านแสง เธอหันกลับมายื่นกล่องข้าวที่ถือมาตลอดทางให้แก่ไลเบล จากนั้นก็เบี่ยงตัวหลบไปด้านข้างเพื่อเปิดทางให้เขา
เมื่อเห็นภาพนี้ ไลเบลก็เกิดอาการเลิ่กลั่กในใจอีกครั้ง นี่มันหมายความว่าอย่างไร? จะให้เขาเป็นคนเปิดประตูม่านแสงนี้งั้นหรือ? แต่เขาไม่รู้วิธีใช้มันเสียหน่อย...
ไลเบลขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะลองยื่นมือออกไปหาประตูม่านแสงเป็นทางเลือกสุดท้าย แล้วมือของเขาก็ทะลุผ่านมันไปได้อย่างง่ายดายโดยไม่มีแรงต้านทานใดๆ
"... " บัดซบสิ้นดี ประตูม่านแสงที่ดูหรูหราไฮเทคนี้ ที่แท้ก็เป็นแค่ภาพฉายสามมิติหรอกรึ!
ไลเบลรู้สึกเหมือนถูกหลอกด่าในใจ เขาเดินตัดผ่านประตูม่านแสงไปตรงๆ หลังจากเดินต่อไปได้สักพัก เขาก็พบว่าเมดสาวไม่ได้เดินตามเข้ามาด้วย
และเมื่อพบความจริงข้อนี้ ไลเบลแทนที่จะรู้สึกโล่งใจ กลับกลายเป็นตื่นตระหนกขึ้นมาแทน เพราะเมื่อนึกถึงคำพูดของเมดสาวก่อนหน้านี้ "เธอ" ที่เป็นเป้าหมายในการมาเยือนของไลเบล ฟังดูเหมือนจะเป็นคน แต่อาจเป็นสัตว์ประหลาดหรืออสูรกายบางชนิดก็เป็นได้
บวกกับกล่องข้าวที่ไลเบลถืออยู่ในมือ มันทำให้เขาอดระแวงไม่ได้ว่าตัวเองกำลังถูกเมดสาวบีบบังคับให้เข้ามาในทางเดินใต้ดินแห่งนี้เพื่อเป็นอาหารสัตว์ประหลาด
สัตว์ประหลาดขนาดที่แม้แต่เมดสาวที่สามารถงัดแผ่นดินได้ด้วยมือเปล่า ยังทำได้เพียงยืนดูอยู่ห่างๆ ด้านนอกประตูม่านแสงโดยไม่กล้าเข้าใกล้... ไลเบลรู้สึกว่าคราวนี้เขาคงไม่รอดแน่ๆ
เขาทำใจดีสู้เสือ ด้วยความคิดที่ว่าหากจะต้องตาย อย่างน้อยก็ขอตายแบบรู้เรื่องรู้ราวหน่อยเถอะ ไลเบลจึงสาวเท้าเดินต่อไปข้างหน้าอีกระยะหนึ่ง
ในที่สุด เขาก็มาถึงสถานที่ที่มีลักษณะคล้ายกับคุกใต้ดินอย่างยิ่ง จากนั้น... ไลเบลก็เห็นมันเข้าจนได้
ภายในห้องขังห้องนั้น ซึ่งมืดสลัวยิ่งกว่าทางเดินและอบอวลไปด้วยกลิ่นอับชื้น มีแหล่งกำเนิดแสงที่เจิดจ้ากว่าเมดสาวถึงห้าเท่ากำลังเปล่งประกายอย่างเกินจริง สิ่งนั้นคือเด็กสาวคนหนึ่ง
เธอเป็นเด็กสาวที่เปล่งแสงแรงกล้าเสียจนไลเบลถึงกับต้องยกแขนขึ้นมาบังตาเอาไว้