เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 25 ตั้งหลัก

บทที่ 25 ตั้งหลัก

บทที่ 25 ตั้งหลัก


บทที่ 25 ตั้งหลัก

ฤดูหนาวใกล้เข้ามา ในที่สุดหลิวเหรินกงและญาติพี่น้องตระกูลหลิวก็จากค่ายไป

ภาพการแยกย้ายหดหู่มาก ทุกแห่งมีแต่เสียงผู้หญิงและเด็กร้องไห้ ชาวบ้านหลายครัวเรือนไม่ฟังคำเตือน ดันทุรังจะตามหลิวเหรินกงไปให้ได้ ต่อให้บอกว่าทางเมืองเจียงเฉิงไม่ได้เตรียมเสบียงและที่พักไว้รองรับ และอาจถูกทหารไล่ต้อนก็ไร้ผล พวกเขานึกภาพไม่ออกว่าถ้าไม่มีผู้นำคนนี้แล้วจะอยู่รอดได้อย่างไร

ฝ่ายหลิวเหรินกงผู้รักศักดิ์ศรี ยามนี้ไม่กล้าแม้แต่จะขี่ม้า ทำได้เพียงเดินก้มหน้าท่ามกลางฝูงชน ปล่อยให้คนข้าง ๆ ช่วยบังหน้าเพื่อหลบสายตาผู้คน แม้แต่ญาติพี่น้องตระกูลหลิวเองก็ไม่ได้ตื่นเต้นยินดี ทุกคนเดินคอตกห่อเหี่ยว บรรยากาศราวกับเป็นการอพยพหนีภัยสงครามต่อ มิใช่การไปตั้งหลักแหล่งใหม่

ภายใต้สถานการณ์นี้ หลิวหู่จื่อทำได้เพียงปล่อยให้ชาวบ้านตามไป ไม่กล้าขัดขวางอย่างแข็งกร้าว หลิวเฉินเองก็มิได้ขัดขวาง นี่ไม่ใช่เพราะเขาอยากเห็นพวกเขาลำบาก ตรงกันข้าม เขาเข้าใจดีถึงความผูกพันที่คนเหล่านี้มีต่อหลิวเหรินกง และในมุมมองของเขา เมืองเจียงเฉิงอยู่ติดถนนใหญ่ ใกล้เมืองหลวง มีความสามารถรองรับคนได้ดีกว่าพื้นที่รกร้างแห่งนี้มาก หากชาวบ้านไปถึงที่นั่น ต่อให้ไม่ได้รับความช่วยเหลือจากทางการ โอกาสดิ้นรนเอาชีวิตรอดก็ยังมีมากกว่าในค่ายนี้

เพียงแต่ยามนี้มหาแม่ทัพที่ใกล้ตายได้นำผู้ลี้ภัยจากหวยเป่ยลงใต้มาจำนวนมหาศาล ยามนี้กระจายตัวอยู่ทั่วเอาจิ้งโข่ว ตามถนนใหญ่และริมคลอง แรงกดดันในการแข่งขันเพื่อความอยู่รอดของคนที่ตามไปจึงไม่น้อยเลย

กระทั่งเที่ยง ขบวนผู้คนจากไปจนสิ้น หลิว อาฉวินและหลิวจีลี่ก็เริ่มงานจัดกลุ่มใหม่ทันที

"กลุ่ม" เป็นหน่วยพื้นฐานสำคัญที่สุดในขบวนผู้ลี้ภัย ทุกคนรวมกัน กินข้าวหม้อเดียวกัน นอนข้างกองไฟเดียวกัน ทำงานพร้อมกัน และช่วยดูแลบุตรหลานของกันและกัน ทว่าการจัดกลุ่มใหม่ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องจัดสรรทรัพยากรอย่างยุติธรรม รักษาความสมดุล โดยคำนึงถึงครอบครัว เพื่อนบ้าน และความสามัคคี เพื่อให้มั่นใจว่าผู้หญิงและเด็กได้รับการดูแล ไม่ถูกทอดทิ้งให้นอนรอความตาย และต้องตั้งกลุ่มพิเศษ เช่น กลุ่มทอรองเท้าฟาง กลุ่มล่าเสือ กลุ่มซักผ้า หรือกลุ่มดูแลเด็กเล็ก

โชคดีที่ค่ายดั้งเดิมวางระบบไว้ดี โครงร่างที่เหลืออยู่จึงช่วยให้จัดกลุ่มใหม่ได้พอไหว ยามนี้คนเหลือน้อยกว่าพันคน แบ่งคร่าว ๆ เป็นกลุ่มละสิบถึงยี่สิบคน ได้ประมาณหกถึงเจ็ดสิบกลุ่ม และช่วงหลายวันที่ผ่านมาหลิว อาฉวินก็เริ่มปรับเปลี่ยนโครงสร้างไว้ก่อนแล้ว งานจึงสมควรเสร็จเร็ว ทว่าก็ยังเกิดปัญหาขัดข้องเมื่อคนนี้ไม่ยอมกินข้าวหม้อเดียวกับคนนั้น หรือคนนั้นบ่นว่ากลุ่มนี้มีเด็กมากเกินไป กว่าจะจัดสรรเสร็จเวลาก็ล่วงเลยถึงเย็น

เรื่องยังไม่จบ ค่ายเดิมสร้างรองรับคนสามพันคน ตอนนี้เหลือไม่ถึงพัน จึงต้องจัดที่พักและกองไฟใหม่ ทว่าถึงเวลานี้ สองหนุ่มแซ่หลิวเหนื่อยสายตัวแทบขาด ไม่มีแรงจัดแจงต่อ จึงปล่อยให้ชาวบ้านเลือกที่พักตามใจชอบแต่ห้ามทะเลาะกัน จากนั้นทั้งคู่เดินกลับมายังกองไฟส่วนกลางซึ่งเป็นลานโล่ง ซึ่งตกลงกันไว้ว่าพวกเขาจะอยู่ร่วมกับกลุ่มนี้ ยามนี้จึงมีชาวบ้านจัดเตรียมอาหารรอไว้ให้แล้ว

ทั้งสองยกชามดินขึ้นมากินโจ๊กอย่างรวดเร็ว หลิวจีลี่ที่สีหน้าอิดโรยบ่นพึมพำ: "แรงงานน้อยเกินไป ก่อนนี้คนสามพัน เฉลี่ยทุกสิบคนมีแรงงานชายสามสี่คน แรงงานหญิงสี่ห้าคน รวมเจ็ดแปดคน ตอนนี้แปดเก้าร้อยคนกลับมีแรงงานรวมแค่สามสี่ร้อยคน..."

ได้ยินตัวเลข หลิว อาฉวินแปลกใจกับสัดส่วนก่อนหน้านี้: "ก่อนนี้ค่ายเรามีแรงงานมากขนาดนั้นเชียวรึ?"

"เจ้าไม่รู้รึ?" หลิวจีลี่หมดคำพูด "หากขบวนไม่มีแรงงานหนาตา มีหรือจะมาถึงจิ้งโข่วได้เร็วปานนี้ ซ้ำยังสร้างที่พักและเก็บฟืนได้ง่ายดายเช่นนั้น?"

หลิว อาฉวินกำลังจะพูด ทว่าสมองพลันนึกถึงคำพูดของใครคนหนึ่งขึ้นมาได้ จนทำให้นั่งนิ่งเงียบไป

ตอนอยู่หวยเป่ย พี่ใหญ่ฉีผู้จูงแพะไปเข้านิกายห้าถังข้าว หลังถูกโจรปล้นทำได้เพียงกอดแพะแน่น และบอกเรื่องบิดาที่สั่งไว้ว่าตนเป็นสายเลือดคนสุดท้ายของครอบครัว ยามนั้นเขาฟังแล้วงุนงง ประกอบกับปกติพี่ใหญ่ฉีไม่ค่อยพูด และเพิ่งถูกทุบตีบาดเจ็บ เขาจึงคิดว่าเป็นคำพูดเลอะเลือนไม่ได้ใส่ใจ เพราะตอนนั้นคิดแต่เรื่องฆ่าศัตรูให้เร็วที่สุด

ทว่ายามนี้เมื่อนำมาคิดร่วมกับคำพูดหลิวจีลี่ หลิว อาฉวินก็เข้าใจทันที—เหตุใดตอนอพยพ บิดาของพี่ใหญ่ฉียังลุกมาสั่งการได้ ทว่าลูกชายกลับบอกว่าครอบครัวเหลือตนคนเดียว? เหตุใดต้องเร่งให้แต่งงาน? เหตุใดตลอดทางไม่เคยเห็นบิดาเขาเลย? และเหตุใดพี่ใหญ่ฉีถึงเลื่อมใสในหลักประกันของนิกายห้าถังข้าวรวดเร็วเพียงนี้? คำตอบคือ ระหว่างอพยพหนีภัย บิดาของพี่ใหญ่ฉีเลือกจะปักหลักอยู่ที่บ้านเกิดที่พังพินาศ เพื่อยอมสละชีวิตมิให้กลายมาเป็นภาระของลูกชายในการเดินทางลงใต้

ด้วยเหตุผลอันโหดร้ายนี้ สัดส่วนแรงงานในขบวนอพยพก่อนหน้านี้จึงสูงกว่าปกติมาก มีเพียงครอบครัวที่มีเพื่อนบ้านและญาติคอยเกื้อหนุนกันเท่านั้น ถึงจะพาคนแก่ ผู้หญิง และเด็กมาด้วยกันได้ ส่วนผลของการฝืนพามานั้น หากช่วงหลังไม่เกิดแผนจัดตั้งกลุ่มทอรองเท้าฟางขึ้นมาช่วย ชีวิตครอบครัวท่านปู่หวังทั้งสี่คนก็คงตายสิ้นระหว่างทางแล้ว น่าขบขันที่ตัวเขาแฝงตัวอยู่ในขบวนตั้งแต่แรก ทว่ากลับมองไม่เห็นความจริงข้อนี้เลย

"ข้าคำนวณแผนรองรับไว้หมดแล้ว" หลิว อาฉวินตั้งสติ ดื่มโจ๊กคำสุดท้าย น้ำเสียงสงบลงมาก "อย่าลืมว่าย่อมต้องมีแรงงานชายที่เคยหนีออกจากค่าย พากันเดินทางกลับคืนมาอีกจำนวนหนึ่ง ถึงเวลานั้น สัดส่วนแรงงานย่อมเกินครึ่ง"

หลิวจีลี่แม้จะสังเกตเห็นอาการเหม่อลอยชั่วขณะของเด็กหนุ่ม ทว่าก็ยังกังวลสถานการณ์ตรงหน้า: "หากเป็นเช่นนั้น จำนวนคนอาจเกินหนึ่งพันนะ"

"หรือเราจะทำได้แค่นั่งอ้อนวอนหวังให้คนเหลือแค่หนึ่งพันคนพอดีกันเล่า?" หลิว อาฉวินปรับน้ำเสียงกลับเป็นปกติ "หากยำแย่ขนาดนั้น เราบุกโจมตีตลาดส่วนตัวของนิกายห้าถังข้าวตอนกลางคืนเลยดีไหม ยึดเสบียงมาเป็นของเราให้หมด?"

"คนแค่พันคนคิดจะบุกตลาดนั้นเนี่ยนะ?" หลิวจีลี่หมดคำพูด "ข้าเตือนไว้ก่อน อย่าว่าแต่นิกายห้าถังข้าวแข็งแกร่งเลย ตั้งแต่เมืองเจี้ยนคังถึงซานอู๋ ป้อมทหารแถวนี้ไม่ใช่คนพันคนจะแตะต้องได้ ผู้ใดบ้างไม่เคยได้เรียนรู้จากกบฏหวังตุ้นและกบฏซูจุ้นในอดีต? ข้าว่าหากอยากปล้นหรือตั้งตนเป็นโจรบนเขา สู้ไปเมืองไคว้จีดีกว่า ที่นั่นเป็นแหล่งอาศัยของนักปราชญ์ชื่อดัง พื้นที่ไร้การป้องกัน ซ้ำอุดมด้วยทรัพย์สินมหาศาล หากปล้นจวนขุนนางได้สักแห่ง คนสามพันคนก็ไม่ต้องกังวลเรื่องผ่านหน้าหนาวแล้ว"

พูดจบ หลิวจีลี่ระเบิดหัวเราะ หลิว อาฉวินก็หัวเราะรับ ทั้งสองต่างรู้ดีว่าแต่ละฝ่ายแบกความเครียดไว้หนักหนา และยามนี้ก็จนมุมไร้ทางออกจริงๆ หลังเสร็จมื้ออาหาร ประกอบกับความเหน็ดเหนื่อยสะสม และยามที่แสงฟ้ายังไม่มืดสนิท ทั้งคู่จึงแยกย้ายกลับกองฟางที่พักของตน

ในฤดูหนาว กลางคืนคืบคลานมาเร็วมาก ผ่านไปไม่นาน ทั่วทั้งค่ายก็ตกอยู่ในความมืด ไฟจากกองไฟดับมอดลงกว่าครึ่ง เงาของที่พักและกองฟางทอดยาวขึ้น บรรยากาศดูวังเวง ยิ่งกว่านั้น บรรดาผู้หญิงและเด็กเล็กที่ไม่รู้อนาคตต่างเริ่มร้องไห้สะอื้น ผสมผสานกับเสียงลมหนาวปลายฤดูใบไม้ร่วง ไม่นานเสียงคร่ำครวญก็แพร่กระจายไปทั่วค่าย

ยามได้ฟังเสียงคร่ำครวญและเห็นความมืดตรงหน้า หลิว อาฉวินอดคิดในใจไม่ได้ แม้การดูแลค่ายครานี้จะเป็นการตัดสินใจเพื่อเปลี่ยนยุทธศาสตร์และลงทุนสร้างชื่อเสียง ทว่าปัญหาเรื่องการบริหารคนย่อมยุ่งยากเสมอ มนุษย์ไม่ใช่ท่อนไม้ ยามที่ความรับผิดชอบถูกปลูกฝังในใจแล้ว พอถึงเวลาต้องปล่อยมือจากไป ตัวเขาจะเผลอทำเรื่องโง่เขลาอันใดลงไปหรือไม่? ในใจเริ่มเชื่อกระแสข่าวลือขึ้นมาบ้าง บางทีมหาแม่ทัพจูจู่อาจถูกเสียงร้องไห้ของครอบครัวทหารที่เขาเป้ยกู่ซานบีบคั้นจิตใจจนป่วยเจียนตายจริงๆ... ใครจะยับยั้งอารมณ์ของฝ่ายในที่อ่อนแอทว่าเปี่ยมด้วยความรับผิดชอบได้กัน? คิดในใจแต่ไม่แสดงออกใช่หรือไม่?

บรรยากาศค่ายที่หดหู่ ประกอบกับกลางคืนอันยาวนานโดยไม่มีใครพูดคุยด้วย บีบให้หลิว อาฉวินต้องนั่งคิดมากอยู่ลำพัง ผ่านไปนานเท่าใดไม่รู้ หูของเขาพลันได้ยินเสียงผิดปกติ—เสียงร้องไห้คร่ำครวญที่ดังมาจากปากหุบเขาดับวูบหายไปเป็นบริเวณกว้าง มันไม่ใช่การค่อย ๆ เบาลง ทว่าเป็นการดับเงียบลงในทันทีทันควัน

หลังจากนั้นไม่นาน ยามที่ขบวนลอบรุกคืบเข้ามา ทว่ายังไม่ทันเข้าสู่พื้นที่ชั้นในสุด สถานการณ์ตรงกองไฟส่วนกลางก็เกิดเสียงอึกทึกครึกโครม ปรากฏมีเสียงด่าทอกันลอยมาตามลม ส่งผลให้หลิว อาฉวินแอบบังเกิดความรู้สึกอึดอัด และเป็นไปตามคาด ยามเกิดเรื่องขึ้น บรรดาผู้ลอบเข้ามาเมื่อรู้ว่าไม่อาจปกปิดร่องรอยได้อีก ก็ไม่ซ่อนตัว รีบวิ่งฝ่าแนวไฟตรงดิ่งมาทางกระโจมที่พักของหลิว อาฉวินทันที ประเมินจากท่าทางการเคลื่อนไหวแล้ว คนในกลุ่มบางคนย่อมเชี่ยวชาญภูมิประเทศภายในค่ายนี้เป็นอย่างดี ทั้งตำแหน่งรั้ว แนวคูน้ำ กระโจม กองฟืน และกองไฟ รู้หมดสิ้น เลือกเลี้ยวเลือกกระโดดหลบหลีกได้อย่างคล่องแคล่ว ส่งผลให้กลุ่มคนที่ตามมาด้านหลังเคลื่อนไหวได้อย่างไร้รอยต่อ

ทว่าทันทีที่มาถึงกองไฟใหญ่ส่วนกลาง ฝีเท้าของพวกเขากลับเริ่มชะลอความเร็ว ก่อนจะหยุดชะงักลงตรงหน้าเส้นทางมุ่งสู่กระโจมของหลิว อาฉวิน จากนั้นเริ่มเกิดการทะเลาะและผลักดันกันไปมา บรรจากาศราวกับมีกลุ่มคนขลาดซ่อนอยู่ ซ้ำร้ายยังมีคนบางส่วนจัดแจงถอดเสื้อผ้าเพื่อเข้าไปนั่งผิงไฟให้ความอบอุ่นแก่ร่างกายอีกด้วย

หลิว อาฉวินที่ลอบซ่อนตัวอยู่หลังกองฟืนแห้งข้างกองไฟพลันบังเกิดความรู้สึกอับจนถ้อยคำยิ่งนัก เขารวบรวมพละกำลังเกือบจะยกหน้าไม้ที่ขึ้นสายตระเตรียมไว้เดินก้าวออกไปปรากฏกายที่ด้านหลังกลุ่มคนเหล่านี้... เขานึกหวั่นใจกลัวว่าหากสถานการณ์เป็นเช่นนี้ต่อไป บรรดากลุ่มผู้มาเยือนที่ยามนี้มีจำนวนอย่างน้อยครึ่งหนึ่งพากันถอดเสื้อผ้าถือท่อนไม้ โดยมีคนจำนวนน้อยพกมีดสั้นสองสามเล่ม จะพากันตื่นตระหนกจนวิ่งหนีหายไปจนสิ้นเสียก่อน!

เมื่อนึกย้อนว่าตนวางแผน เปิดเผยช่องโหว่ไว้ภายในค่ายมากมายตลอดหลายวัน ทว่าผลลัพธ์กลับดูไร้ประโยชน์ยิ่ง... และที่สำคัญ เพื่อล่อให้กลุ่มคนพาลลงมือ ตัวเขาถึงกับยอมสละเวลาไม่จัดตั้งทีมงานคุมค่าย ซ้ำคืนนี้ยังต้องมานั่งตากลมหนาวเป็นเวลานาน ทนฟังเสียงร้องไห้ตลอดคืน จนรู้สึกเหน็ดเหนื่อยและหมดเรี่ยวแรงยิ่ง

โชคดีที่กลุ่มผู้มาเยือนผลักดันกันจนเกิดผลลัพธ์ ผู้นำขบวนสองสามคนเห็นว่าหากชักช้าสถานการณ์ย่อมย่ำแย่ จึงตัดสินใจกัดฟันชักดาบเล่มโตนำกองกำลังวิ่งจู่โจมเข้ากระโจมทันที ทว่าหลังจากก้าวเข้าไปได้ไม่นาน พื้นที่ด้านในพลันมีแสงไฟจากคบเพลิงสว่างวาบ พร้อมเสียงตะโกนดังกึกก้อง: "ช่วยกันจับโจร!"

เด่นชัดยิ่งว่าหลิวหู่จื่อและกองกำลังชายฉกรรจ์ตระกูลหลิวที่แอบลักลอบกลับคืนสู่ค่ายในยามค่ำคืนต่างรอกระทั่งหมดความอดทน พากันจุดคบเพลิงและเปิดศึกปะทะต่อสู้ในทันที ยามแสงไฟสว่างวาบและเกิดเสียงต่อสู้ สภาพภายในกระโจมจะเป็นอย่างไรคนภายนอกไม่อาจมองเห็น ทว่ากลุ่มคนที่อยู่ด้านหลังกลับไม่คิดจะก้าวเข้าไปช่วย นึกเพียงหาทางหนี รีบวิ่งล่าถอยกลับคืนสู่เส้นทางเดิมทันที ทว่าทันทีที่วิ่งกลับมาถึงกองไฟส่วนกลาง พวกเขากลับต้องพบภาพของมิตรสหายร่วมขบวนการที่หลงกลถอดเสื้อผิงไฟในตอนแรก ยามนี้ต่างพากันหมอบกราบลงกับพื้น สองมือกุมศีรษะไว้แน่นด้วยความตื่นตระหนก และที่ฝั่งตรงข้ามของกองไฟ ปรากฏร่างของเด็กหนุ่มผู้โพกศีรษะด้วยผ้าสีแดง สวมชุดเสื้อคลุมกันหนาวสีฟ้าและรองเท้าฟาง กำลังนั่งนิ่งอยู่บนท่อนไม้ใหญ่ ในมือถืออาวุธหน้าไม้จ้องตรงมายังกลุ่มคนที่วิ่งหนีกลับมาอย่างเย็นชา

กลุ่มคนที่วิ่งหนีกลับมามากกว่าครึ่งต่างรู้จักตัวตนของเด็กหนุ่มคนนี้ดี—เพราะเขาคือเป้าหมายสำคัญที่พวกตนวางแผนจะปล้น และดำรงตำแหน่งเป็นผู้นำคนใหม่ของค่ายผู้ลี้ภัยแห่งนี้ นามว่า หลิว อาฉวิน ถึงเวลานี้ บรรดากลุ่มคนพาลต่างรู้แจ้งถึงชะตากรรมของตนแล้วว่า พวกตนได้หลงกลตกหลุมพรางของการซุ่มโจมตีเข้าให้แล้ว

"อย่าขยับ ใครคิดว่าผิวหนังตัวเองหนาและแข็งแกร่งกว่าเสือก็เข้ามา!" หลิว อาฉวินขู่ด้วยน้ำเสียงเย็นชา "ทำตามกฎของค่าย เดินมาที่กองไฟ แล้วหมอบลงซะ!"

กลุ่มคนที่อยู่รั้งท้ายและวิ่งหนีกลับมาก่อนจัดเป็นกลุ่มขลาดที่สุด ยามเผชิญหน้ากับหน้าไม้ตรงหน้า พลันมีคนสามห้าคนยินยอมปฏิเสธการขัดขืน ทรุดกายลงหมอบกราบกับพื้นทันที เมื่อคนอื่น ๆ มองเห็นภาพเช่นนั้น ต่างก็รู้แจ้งว่าตนสมควรปฏิบัติตัวอย่างไร ผ่านไปไม่นาน บรรดากลุ่มคนพาลก็หมอบกราบลงกับพื้นเจ็ดแปดคน หลังจากนั้น หลิวหู่จื่อพร้อมกองกำลังชายฉกรรจ์สายเลือดตระกูลหลิวอีกสิบกว่าคน ก็คุมตัวกลุ่มคนพาลที่เหลืออีกราวสิบกว่าคนออกมาจากกระโจม ในกลุ่มนั้นมีคนบาดเจ็บสามห้าคน ทั้งหมดถูกต้อนมารวมกันตรงกองไฟส่วนกลาง

หลิว อาฉวินจึงจัดเก็บหน้าไม้ พลางเงี่ยหูฟังเสียงความเคลื่อนไหว ยามนี้หลิวจีลี่เริ่มดำเนินงานตามแผน คอยเอ่ยคำปลอบใจชาวบ้านตามแนวปากหุบเขาเรียบร้อยแล้ว เด็กหนุ่มจึงลุกขึ้นเรียกชาวบ้านรอบกองไฟที่เริ่มเข้าใจสถานการณ์ดีแล้ว ให้ช่วยไปบอกชาวบ้านคนอื่น ๆ ในค่าย ชี้แจงว่ายามนี้สามารถจับกุมกลุ่มโจรได้หมดแล้ว ขอให้ทุกคนนอนหลับพักผ่อนได้... หากใครกล้าก็มาลอบสังเกตการณ์ที่กองไฟส่วนกลางได้ ทว่าห้ามไปตรงปากหุบเขา และห้ามเดินเตร็ดเตร่ภายในค่ายเด็ดขาด

ยามเดินกลับคืนสู่กองไฟ หลิว อาฉวินมองเห็นหลิวหู่จื่อขมวดคิ้วมุ่น เขาจึงเอ่ยปากยอมรับความผิดพลาด: "ครานี้แผนไม่รอบคอบเอง ข้าสมควรจัดกำลังคนส่วนหนึ่งดักซุ่มอยู่ด้านหลัง เกือบปล่อยให้เจ้าคนพวกนี้หนีหายไปแล้วเชียว"

"แผนเจ้าไม่รอบคอบจริงนั่นแหละ" หลิวหู่จื่อเอ่ยด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ "ทว่าไม่ใช่เพราะเจ้าละเลยไม่จัดคนดักซุ่มหรอกนะ ทว่าเจ้าให้ราคากับเจ้าคนพาลกลุ่มนี้สูงเกินไปต่างหาก... เจ้าอุตส่าห์ลงแรงทั้งวางเหยื่อล่อทั้งจัดกำลังซุ่มโจมตี มีเรื่องอันใดต้องสิ้นเปลืองพละกำลังกับคนประเภทนี้กัน? เจ้าจงฟังคำข้าเถอะ หากเป็นแผนข้า ตั้งแต่แรกเริ่มย่อมต้องนำกองกำลังออกไปไล่ล่ากวาดล้างให้ทั่ว บางทีอาจยึดเสบียงและอาวุธกลับคืนมาได้เพิ่มด้วยซ้ำ อาเฉินเจ้ายังไม่รู้ความจริง หากเจ้าไม่สั่งกำชับให้ข้าซุ่มรอให้พวกมันก้าวเข้าสู่กระโจมก่อน มีหรือข้าจะระงับอารมณ์ไหว ข้าแทบอยากกระโดดออกไปถามพวกมันตรง ๆ แล้ว—ว่าพวกเจ้าตั้งใจมาเป็นโจรปล้นจริง ๆ รึ? เหตุใดจึงทำตัวเป็นโจรได้ย่ำแย่ถึงเพียงนี้? เดินมาถึงตรงหน้าแล้วจะบุกเข้ามาหรือจะล่าถอยก็ไม่จัดการให้เด็ดขาด ท่าทางอึกอักมิต่างจากการมาเยี่ยมญาติผู้ใหญ่แล้วบังเกิดความขัดเขินเลย?"

หลิว อาฉวินถึงกับอับจนถ้อยคำจะตอบ เพราะในใจเขาเองก็อยากถามพวกมันด้วยประโยคเช่นนั้นเหมือนกัน—ไม่ต้องพูดถึงแผนการปล้น ทว่าเจ้าพวกคนที่หลงกลถอดเสื้อผ้าผิงไฟเหล่านั้น สมควรต้องคิดรีบวิ่งกลับไปหยิบเสื้อผ้ามาสวมใส่เพื่อสร้างความอบอุ่นไม่ใช่รึ? หรือสภาพอากาศฤดูหนาวในแถบทางใต้ยังไม่หนาวเหน็บพอรึอย่างไร? หรือเป็นเพราะกระแสข่าวลือที่ลอบส่งออกไปขาดความชัดเจนกันแน่?

ทว่ายามนี้ไม่ใช่เวลาจะมาบ่นว่ากลุ่มโจรไร้ฝีมือ ผ่านไปครู่หนึ่ง เมื่อเห็นชาวบ้านมาล้อมวงลอบสังเกตการณ์เป็นจำนวนหนาตาแล้ว ประกอบกับหลิวจีลี่ก้าวเดินกลับคืนสู่กองไฟ พร้อมแจ้งสถานการณ์ว่าภายในค่ายไม่มีเหตุเพลิงไหม้กองฟืนและควบคุมความสงบได้ดี หลิว อาฉวินจึงแสร้งทำเป็นกระแอมไอเบา ๆ ทรุดกายลงนั่งบนท่อนไม้ใหญ่อีกครา ก่อนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอันดัง:

"ผู้ใดเป็นหัวหน้าโจร จงเร่งก้าวเท้าออกมาพบหน้าข้าซะ!"

กลุ่มโจรป่าในครานี้ แม้เกิดจากการตกต่ำของระบบรักษาความปลอดภัยยามที่ชาวบ้านผู้ลี้ภัยพากันหมดหวัง ทว่าโครงสร้างภายในกลับถูกแบ่งแยกเป็นสองกลุ่มเด่นชัด กลุ่มคนที่มีเสื้อผ้าหนานุ่มจัดเป็นคนที่มาจากภายนอกค่าย ซึ่งในช่วงหลายวันที่ผ่านมาเริ่มออกอาละวาดปล้นชิงทรัพย์สินของชาวบ้านในแถบนี้มาแล้วหลายครา ส่วนกลุ่มคนที่ถอดเสื้อผ้าเปลือยกายล่อนจ้อนจัดเป็นผลลัพธ์จากการปราบปรามและขับไล่คนพาลที่หลิว อาฉวินสั่งให้หลิวหู่จื่อลงมือก่อนหน้านี้เพื่อผลประโยชน์ในการเข้ายึดครองค่าย

เมื่อถูกถามซักไซ้ บรรดากลุ่มคนพาลต่างเริ่มส่งเสียงโวยวายทันที ฝั่งกลุ่มคนที่มีเสื้อผ้าสวมใส่ต่างหันมาสบตากันด้วยความลังเล ทว่ากลุ่มคนที่ถอดเสื้อผ้ากลับมีความว่องไวในการเอาตัวรอดมากกว่า ผ่านไปไม่นานปรากฏมีคนอย่างน้อยสี่ห้าคนพากันชี้มือตรงไปยังชายฉกรรจ์ร่างใหญ่ผู้ถอดเสื้อผ้าคนหนึ่ง

ชายฉกรรจ์ผู้นั้นถึงกับงุนงงอึ้งค้าง เขาไม่ยากจะเชื่อเลยว่าตนจะถูกชี้ตัวจนกลายเป็นหัวหน้าโจร ร่างกายของเขาสั่นสะท้านด้วยความหนาวอยู่ข้างกองไฟ พลางยกมือชี้มาที่ตัวเอง แววตาเต็มไปด้วยความสงสัยและตื่นตระหนกยิ่งนัก: "อาเฉิน ตัวเจ้าย่อมต้องรู้จักฉันดีไม่ใช่รึ? ข้าอุตส่าห์ลงแรงปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าทุกประการ ช่วยออกไประดมรวบรวมกำลังคน เสาะหาตัวกลุ่มคนเหล่านั้นมา พร้อมทั้งบอกข้อมูลว่าที่ค่ายแห่งนี้ตัวเจ้ามีทรัพย์สินเงินทองและเสื้อผ้าแจกจ่าย ทว่าเหตุใดในยามนี้ข้าจึงกลายมาเป็นหัวหน้าโจรไปได้เล่า?"

ทั้งหลิว อาฉวินและหลิวจีลี่เมื่อได้ยินคำสารภาพตรงหน้า ต่างพากันบังเกิดความงุนงงอยู่ไม่น้อย เพราะชายตรงหน้าคือคนสนิทที่พวกตนส่งออกไปทำหน้าที่กระจายข่าวลือและติดต่อประสานงานกับกลุ่มโจรป่าภายนอก ซ้ำยังเป็นบุคคลแรกที่แสดงความกระตือรือร้นเดินทางมาเสาะหาตัวของหลิว อาฉวินนับตั้งแต่เริ่มมีกระแสข่าวลือแพร่สะพัด—เขาคือ หลิวเย่หู คนในสายเลือดตระกูลหลิวผู้ซึ่งเคยถอดเสื้อผ้าเปลือยกายอยู่บนเรืออพยพตรงบริเวณแม่น้ำหวยเป่ย ทว่าชาวบ้านทุกคนต่างพากันเรียกขานนามของเขาว่า หลิวต้าตัวใหญ่

"ไอ้เจ้าใหญ่!" หลิวหู่จื่อผู้ไม่รู้ถึงแผนการลับในข้อนี้มาก่อน มีความว่องไวในการเอ่ยปากตอบโต้มากกว่า เขาถึงกับระเบิดเสียงหัวเราะลั่นออกมาด้วยความชอบใจ "ภายในกลุ่มโจรเช่นนี้ ตัวเจ้าทำหน้าที่ทั้งกระจายข่าวสาร รวบรวมกำลังคน ติดต่อประสานงานกับทั้งสองฝ่าย ซ้ำเมื่อครู่นี้เจ้ายับหน้าที่เป็นผู้นำทางพากองกำลังบุกโจมตีเข้ามาอีก หากตัวเจ้ามิจจัดเป็นหัวหน้าโจร แล้วใครหน้าไหนจะมีคุณสมบัติเป็นหัวหน้าโจรได้กันเล่า?"

หลิว อาฉวินมีความว่องไวในการแก้ไขสถานการณ์มากกว่า เขารีบยกมือขึ้นโบกเพื่อตัดบท: "ความดุดันน่าเกรงขามของกลุ่มโจร มิได้เกิดจากการลงมือสังหารผู้คนหรือจุดไฟเผาทำลายทรัพย์สินอยู่บ่อยครั้งหรอกรึ? ต่อให้ในยามนี้พวกมันจะยังเป็นเพียงโจรป่ามือใหม่ ทว่ามาตรการการจัดการย่อมต้องดำเนินงานมิตต่างจากกลุ่มโจรจริง! ข้ามองว่าเจ้าใหญ่ดำรงตำแหน่งได้ยอดเยี่ยมยิ่งนัก ส่วนเจ้าพวกกลุ่มโจรที่มาจากภายนอกค่ายเหล่านั้นต่างหากที่เป็นบุคคลสำคัญ เจ้าใหญ่จงเร่งชี้ตัวมาเถอะว่าผู้ใดดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้าโจรภายนอกเหล่านั้น!"

หลิวต้าตัวใหญ่ที่ยังอยู่ในสภาวะตื่นตระหนก รีบใช้นิ้วมือชี้ตรงไปยังร่างของคนคนหนึ่งที่นอนหมอบนิ่งอยู่บนพื้นดิน: "ชายคนนี้มีนามว่าหวังยาวคอ ดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้าของพวกมัน เดินทางมาจากแถบแคว้นเพ่ยขอรับ"

ทุกคนในที่นั้นต่างพากันจับจ้องสายตามองตามไป ทันทีที่เห็นก็พลันเข้าใจแจ้งถึงเหตุผลทันทีว่าเหตุใดก่อนหน้านี้อีกฝ่ายจึงไม่ยินยอมเดินก้าวเท้าออกมาปรากฏตัว แท้จริงแล้วตามเนื้อตัวของมันยามนี้เต็มไปด้วยคราบโลหิตสาดกระเซ็น ร่างกายหดคอสั้น สองมือกุมบาดแผลตรงบริเวณท้องไว้แน่น พลางส่งเสียงร้องครวญครางออกมาด้วยความเจ็บปวด... เมื่อเพ่งสายตาทอดมองดูอย่างละเอียด ย่อมพบเจอว่ามันถูกอาวุธมีดฟันเข้าที่บริเวณท้องจนเป็นแผลฉกรรจ์

สถานการณ์เช่นนี้นับว่าสร้างความสะดวกสบายให้แก่แผนการยิ่งนัก

ตามแผนการยุทธศาสตร์ดั้งเดิม หลิว อาฉวินตระเตรียมจะลงมือสังหารหัวหน้าโจรเพื่อสร้างอำนาจบารมีและข่มขวัญผู้คน เพื่อผลประโยชน์ในการเข้าควบคุมและรวบรวมกลุ่มคนพาลเหล่านี้มาลงแรงเป็นแรงงานและกองกำลังขั้นพื้นฐานของค่าย ทว่าในช่วงระหว่างการรับประทานอาหารมื้อค่ำ ในสมองของเขากลับพลันนึกถึงเรื่องราวของผู้เป็นบิดาของพี่ใหญ่ฉีขึ้นมา ประกอบกับทัศนียภาพตรงหน้าเห็นเป็นเพียงกลุ่มโจรป่ามือใหม่ ในใจจึงบังเกิดความรู้สึกสงสารและเห็นใจ ขบคิดว่าต่อให้ใช้แผนการล่อจับกุมตัว ก็มิจำเป็นต้องลงมือเข่นฆ่าเอาชีวิตรอดอันใด

ทว่าในยามนี้ ชายตรงหน้าบังเกิดอาการบาดเจ็บสาหัสฉกรรจ์ถึงเพียงนี้ ต่อให้พวกตนไม่ลงมือสังหาร ชะตากรรมของมันย่อมไม่อาจมีชีวิตรอดผ่านพ้นฤดูหนาวนี้ไปได้อย่างแน่นอน ทว่าไม่ว่าจะอย่างไร ตัวเขาไม่จำเป็นต้องแสดงความรู้สึกอ่อนแอข้อนี้ออกมาให้ผู้คนพบเห็น

"จงสังหารมันซะ!" เมื่อคิดได้เช่นนั้น หลิว อาฉวินจึงเอ่ยปากสั่งการด้วยถ้อยคำสั้น ๆ พลางหันสายตาไปมองสบตากันระหว่างหลิวจีลี่และหลิวหู่จื่อ... เจตนาของเขาไม่ได้มีเจตนาจะสั่งการให้คนทั้งสองลงมือสังหารศัตรู ทว่าในใจเพียงแค่บังเกิดความรู้สึกเสียดายไม่อยากสิ้นเปลืองลูกศรของอาวุธหน้าไม้เท่านั้น

หลิวหู่จื่อล่วงรู้เท่าทันสติปัญญาของเด็กหนุ่ม ตระเตรียมจะก้าวเท้าเดินออกไปปฏิบัติการ ทว่าหลิวจีลี่กลับมีความว่องไวมากกว่า เขารีบยื่นมือไปแย่งชิงอาวุธหอกยาวมาถือไว้แน่น ก่อนจะก้าวเท้าเดินตรงดิ่งเข้าไปใช้ปลายหอกระดมแทงเข้าที่บริเวณลำคออันสั้นหดของชายที่มีนามว่าหวังยาวคอที่ยังมีอายุอานามค่อนข้างเยาว์วัย ทว่าเนื่องจากเป็นการลงมือคราแรก ฝีมือจึงยังคงมีความผิดพลาด ปลายหอกมิอาจปลิดชีพศัตรูได้ในทันที ส่งผลให้ชายที่มีนามว่าหวังยาวคอยังคงสามารถส่งเสียงกรีดร้องโวยวายด้วยความระทมทุกข์ดังกึกก้อง จนทำให้เด็กเล็กภายในกระโจมที่พักข้างเคียงต่างพากันสะดุ้งตื่นและส่งเสียงร้องไห้ออกมาด้วยความตื่นตระหนก

โชคดีที่อาวุธหอกยาวจัดเป็นอาวุธสังหารของกองทัพที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง หลิวจีลี่จึงจัดแจงออกแรงระดมแทงซ้ำลงไปอีกสามห้าครา ในที่สุดศัตรูก็สิ้นใจตายตกไปตามกัน

"หลังจากนี้ พวกเราจะดำเนินการอย่างไรสืบต่อไปเล่า?" หลิวจีลี่จัดการจัดเก็บอาวุธหอกยาวเข้าที่ ก่อนจะหันสายตาไปถามไถ่หลิว อาฉวิน พลางชี้มือไปยังกลุ่มโจรป่าที่กำลังนอนสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัวอยู่บนพื้นดิน ความหมายในถ้อยคำถามไถ่ของเขาแจ่มแจ้งยิ่งนัก ลำพังเพียงแค่กลุ่มคนพาลจำนวนเท่านี้ ตัวเจ้ายังคงมีความจำเป็นต้องดำเนินงานตามแผนการยุทธศาสตร์ที่หลงเหลืออยู่อีกรึ? ทั้งแผนการแจกจ่ายเสื้อผ้าหนานุ่มและการจัดสรรแบ่งกลุ่มบริหารงาน จงสั่งการลงมาได้เลย

ทว่าหลิว อาฉวินกลับเอ่ยปากตอบกลับด้วยประโยคคำตอบที่อยู่เหนือความคาดหมายของทุกคน: "จัดแจงแจกจ่ายเสื้อผ้าหนานุ่มและดำเนินการจัดแบ่งกลุ่มบริหารงานตามเดิม ทว่าในเมื่อยามนี้พวกเราได้ลงมือสังหารมนุษย์ไปแล้ว ย่อมสมควรจำต้องเดินทางไปแจ้งความคืบหน้าให้แก่ทางเจ้าหน้าที่ทางการได้รับทราบด้วยไม่ใช่รึ?"

ในอดีตยามที่กลุ่มชาวเมืองเผิงเฉิงพากันอพยพโยกย้ายถิ่นฐานมาปักหลักอาศัยอยู่ที่เมืองจิ้งโข่ว พอฤดูหนาวอันโหดร้ายมาเยือน ทว่าทางราชสำนักกลับเพิกเฉยไม่ช่วยเหลือ หลิวเหรินกงและญาติพี่น้องร่วมสายเลือดต่างก็พากันแยกย้ายอพยพจากไปจนสิ้น ทว่าหลิวเย่หูล่วงรู้แจ้งดีว่าอาเฉินบังเกิดความรู้สึกสงสารและเห็นใจในความทุกข์ยากของกลุ่มชาวบ้านผู้ยากไร้และไม่คิดจะละทิ้งค่ายแห่งนี้จากไป ตัวเขาจึงได้เร่งรีบเดินทางกลับคืนสู่ค่ายในยามค่ำคืนเพื่อขอปณิธานเดินทางติดตามรับใช้เด็กหนุ่มสืบไป

อาเฉินจึงได้เอ่ยปากถามไถ่ด้วยความสงสัยว่า "ในอดีตข้าเคยจัดสรรแบ่งส่วนมอบผ้าเนื้อดีให้แก่เจ้าไปตั้งหนึ่งผืน ทรัพย์สินจำนวนเท่านี้ย่อมเพียงพอที่จะช่วยให้เจ้าเอาชีวิตรอดผ่านพ้นฤดูหนาวนี้ได้อย่างสบาย ทว่าเหตุใดเจ้าจึงยังคงยินยอมพร้อมใจเดินทางมาทนรับความหนาวเหน็บร่วมกับข้าที่นี่อีกเล่า?"

หลิวเย่หูเอ่ยปากตอบกลับตามความจริงว่า "ผ้าเนื้อดีผืนนั้น ข้าได้จัดแจงตัดแบ่งครึ่งหนึ่งนำไปตัดเย็บเป็นเสื้อผ้าสวมใส่ประทังความหนาวให้แก่ตนเอง ส่วนผ้าอีกครึ่งผืนที่หลงเหลือ ข้าได้ตัดสินใจมอบให้แก่หญิงม่ายที่ปักหลักอาศัยอยู่ข้างกระโจมที่พักเพื่อช่วยเหลือพวกนาง ยามนี้ตัวข้าไม่หลงเหลือทรัพย์สินอันใดติดตัวอีกแล้ว จึงมีความจำเป็นต้องเดินทางมาขอติดตามรับใช้เจ้าสืบไปขอรับ"

เด็กหนุ่มจึงเอ่ยปากถามไถ่ต่อด้วยความขบขัน "แล้วตัวเจ้ามิบังเกิดความห่วงใยหรือคิดถึงหญิงม่ายที่อยู่ข้างกระโจมที่พักนางนั้นแล้วรึอย่างไรกัน?"

ชายฉกรรจ์เอ่ยตอบกลับว่า "หญิงม่ายนางนั้นภายหลังจากได้รับมอบผ้าเนื้อดีครึ่งผืนจากข้า นางก็นำไปสมทบทุนร่วมกับหญิงม่ายคนอื่น ๆ จนสามารถรวบรวมทรัพย์สินได้ครบถ้วน ยามนี้นางได้ตัดสินใจเดินทางไปเข้าร่วมนิกายห้าถังข้าวเรียบร้อยแล้ว ชีวิตความเป็นอยู่ตลอดฤดูหนาวนี้ย่อมได้รับการดูแลและไม่ต้องบังเกิดความกังวลใจสิ่งใดอีกแล้วขอรับ"

หลิว อาฉวินเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็พลันเผยรอยยิ้มบาง ๆ ออกมาด้วยความชื่นชม ก่อนจะเอ่ยปากอนุญาตยินยอมให้ชายฉกรรจ์ผู้นี้ก้าวเข้ามาเป็นกองกำลังเดินทางติดตามรับใช้ตนเองสืบต่อไปในอนาคต

จบบทที่ บทที่ 25 ตั้งหลัก

คัดลอกลิงก์แล้ว