- หน้าแรก
- จอมราชันย์ฝูซู ฝืนลิขิตฟ้ากอบกู้ต้าฉิน
- บทที่ 47 - คุณชายมีปณิธานโอบอุ้มใต้หล้า โปรดรับการคารวะจากจางเหลียง
บทที่ 47 - คุณชายมีปณิธานโอบอุ้มใต้หล้า โปรดรับการคารวะจากจางเหลียง
บทที่ 47 - คุณชายมีปณิธานโอบอุ้มใต้หล้า โปรดรับการคารวะจากจางเหลียง
บทที่ 47 - คุณชายมีปณิธานโอบอุ้มใต้หล้า โปรดรับการคารวะจากจางเหลียง
วันรุ่งขึ้น
ผู้นำตระกูลทั้งสี่นำรถม้าบรรทุกเงินทองนับสิบคันมายังที่ว่าการอำเภอ ข้างรถม้าเต็มไปด้วยบ่าวไพร่ถือกระบองยืนคุ้มกัน
ยามเคลื่อนผ่านบ้านเรือนราษฎรตลอดสองข้างทาง ชาวบ้านต่างเบิกตาโพลงจ้องมองด้วยความตื่นตะลึง
ฝูซูและจางเหลียงยืนรออยู่หน้าประตูที่ว่าการอำเภอ
"ผู้นำตระกูลทุกท่าน"
ฝูซูประสานมือพร้อมรอยยิ้มเป็นมิตร
"ให้คุณชายผู้นี้ได้แนะนำให้พวกท่านรู้จักสักหน่อย"
ทว่ารอยยิ้มของฝูซูในสายตาของเหล่าผู้นำตระกูลกลับดูน่าสยดสยองยิ่งนัก
เขาชี้ไปทางจางเหลียง
"ท่านนี้คือท่านจางเหลียง ตั้งแต่นี้เป็นต้นไป เขาคือเซี่ยนโส่วคนใหม่แห่งอำเภอจงหยางของพวกเรา"
จางเหลียงที่ถูกบีบให้รับตำแหน่งอย่างกะทันหันถึงกับเหงื่อตก ประสานมือคารวะคนเหล่านั้น
ผู้นำตระกูลทั้งสี่ต่างประสานมือคารวะตอบ
เมื่อมองดูรถม้านับสิบคันที่บรรทุกเงินทองมาเต็มคันรถ ฝูซูก็พยักหน้าอย่างพึงพอใจ
"พื้นที่ว่างทางทิศตะวันออกและทิศตะวันตกได้จัดเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว รอเพียงเงินทองเหล่านี้เพื่อเริ่มงานเท่านั้น"
ผู้นำตระกูลทั้งสี่พยักหน้าประจบประแจง แสดงความเห็นด้วย
ทว่าในใจของพวกมันกลับขบคิดไม่แตก บริเวณโดยรอบอำเภอจงหยางไม่มีดินเหนียวที่เหมาะสำหรับเผาเครื่องเคลือบเลย มีแต่ดินเหลืองแห้งแข็ง ดินประเภทนี้ไม่เหมาะกับการทำเตาเผาแม้แต่น้อย
เพราะของที่เผาออกมาจะหยาบกระด้างและใช้งานยาก ไม่มีทางขายได้ราคาดีเป็นแน่
แต่พวกมันก็ยังต้องมา ถือเสียว่าใช้เงินซื้อความปลอดภัยก็แล้วกัน...
ฝูซูสั่งให้คนนำประกาศไปติดไว้ที่หน้าประตูที่ว่าการอำเภอให้เห็นเด่นชัด
เนื้อหาในประกาศนั้นแสนเรียบง่าย นั่นคือการรับสมัครงาน
ราษฎรชาวอำเภอจงหยางทุกคนสามารถเข้าร่วมก่อสร้างเตาหลวงได้
ส่วนค่าแรง ให้วันละเจ็ดเฉียน
เมื่อเห็นเนื้อหาบนประกาศ ผู้นำตระกูลทั้งสี่ต่างมุมปากกระตุก
ค่าแรงนี้ ให้มากเกินไปแล้ว...
ต้องรู้ไว้ว่าแม้แต่ในช่วงเพาะปลูกฤดูใบไม้ผลิ ค่าแรงที่พวกมันจ้างแรงงานมาทำขานหนัก ยังตกแค่วันละสี่ห้าเฉียนเท่านั้น
นี่มันผลาญเงินเล่นชัดๆ!
แน่นอนว่าพวกมันทำได้เพียงบ่นในใจเท่านั้น มีหรือจะกล้าปริปากบ่นออกมา
ฝูซูสั่งให้ทหารสวมเกราะนำรถม้ามาหลายคัน ก่อนจะพาทุกคนมุ่งหน้าออกนอกเมือง
เมื่อมองดูที่ดินว่างเปล่าซึ่งมิใช่พื้นที่เพาะปลูก ฝูซูก็อธิบายแผนงานของเขาออกมา ทว่านอกจากฝูซูแล้ว ทุกคนต่างฟังจนสับสนงุนงง
เพราะเตาเผาที่ฝูซูต้องการสร้าง ช่างแตกต่างจากเตาเผาในความทรงจำของพวกมันโดยสิ้นเชิง
บ้านไหนเขาทำเตาเผากันใต้ดินเล่า นี่มันคนเสียสติชัดๆ!
แต่พวกมันก็ยังคงกล้าโกรธแต่ไม่กล้าเอ่ยปากอยู่ดี
จางเหลียงมิได้ประหลาดใจนัก เพราะเมื่อเช้านี้ตอนที่เขาสร่างเมา ฝูซูก็บอกเขาแล้วว่าเตาเผานี้ไม่ได้มีไว้เผาเครื่องเคลือบ แต่มีไว้เผาอิฐแดง
อิฐแดงงั้นหรือ มันคือสิ่งใดกัน
ฝูซูบอกเพียงว่ามันคือสิ่งที่แข็งแกร่งกว่าก้อนหินธรรมดา สามารถนำมาสร้างบ้านเรือนราษฎรและสร้างกำแพงเมืองได้
ยามที่จางเหลียงได้ฟังครั้งแรก เขาก็รู้สึกเหลือเชื่อ ทว่าเมื่อได้ไตร่ตรองดูให้ดี เขากลับรู้สึกสะท้านไปทั้งใจ
หากเป็นไปตามที่ฝูซูกล่าว อิฐแดงที่ผลิตจากเตาเผาทั้งสองแห่งนี้ ย่อมมีโอกาสส่งไปขายได้ทั่วทั้งแผ่นดิน!
เมื่อถึงเวลานั้น มูลค่าของเตาเผาทั้งสองแห่งนี้ ก็ไม่อาจประเมินค่าด้วยเงินทองได้อีกต่อไป
ที่สำคัญที่สุดคือ ที่ตั้งของซ่างจวิ้นนั้นมีความพิเศษเป็นอย่างยิ่ง
ซ่างจวิ้นมีลักษณะคล้ายน้ำเต้า ที่ตั้งของซยงหนูคือส่วนกระเปาะน้ำเต้า ส่วนอำเภอจงหยางคือปากน้ำเต้า
ตราบใดที่ปากน้ำเต้านี้ไม่แตกพ่าย ต่อให้ทหารม้าซยงหนูจะแข็งแกร่งเพียงใด ก็ไม่กล้าบุกรุกลึกเข้ามาเป็นแน่
หากทั้งยี่สิบเอ็ดอำเภอภายใต้การปกครองของซ่างจวิ้นสามารถใช้อิฐแดงเสริมความแข็งแกร่งให้กำแพงเมืองได้ ทหารม้าซยงหนูก็จะหมดความน่ากลัวไปในทันที
เพราะทหารม้านั้น ไม่สันทัดการตีเมือง
และทหารม้าซยงหนู ยิ่งไม่รู้เรื่องการตีเมืองเลยแม้แต่น้อย
พวกมันรู้เพียงการปล้นชิงเท่านั้น
เตาเผาฝั่งตะวันออก ที่ว่าการอำเภอจงหยางถือครองแปดส่วน ตระกูลไช่ครอบครองเพียงผู้เดียวสองส่วน
อีกสามตระกูลที่เหลือ แบ่งผลกำไรสองส่วนจากเตาเผาฝั่งตะวันตกเท่าๆ กัน
ผู้นำตระกูลอีกสามคนเมื่อมองไปที่ไช่ซือฉี ต่างก็รู้สึกอิจฉาตาร้อน
แต่จะทำเช่นไรได้ ใครใช้ให้มันประจบสอพลอเก่งเล่า!
ดวงอาทิตย์ลอยเด่นกลางหัว ฝูซูไม่ได้รั้งตัวผู้นำตระกูลทั้งสี่ให้อยู่ทานอาหารที่ที่ว่าการอำเภอ และพวกมันเองก็ไม่อยากอยู่เช่นกัน
เพราะขอเพียงแค่เห็นหน้าฝูซูและรอยยิ้มอันเป็นมิตรของเขา ผู้นำตระกูลทั้งสี่ก็มักจะรู้สึกหวาดผวาและอึดอัดไปทั้งตัว
อีกอย่าง อาหารของที่ว่าการอำเภอ จะไปเทียบกับอาหารที่บ้านของพวกมันได้อย่างไร
ในโรงครัวของที่ว่าการอำเภอ ทุกคนล้อมวงทานอาหารร่วมโต๊ะเดียวกันอย่างเอร็ดอร่อย
นี่คือความเคยชินของฝูซู เขาไม่ชอบแยกกินคนเดียว เขาชอบให้มีคนเยอะๆ มากกว่า
เพราะคนเยอะๆ กินข้าวอร่อยกว่า
ช่วงแรกทุกคนยังไม่คุ้นชิน มักรู้สึกว่าควรแบ่งแยกเจ้านายลูกน้อง ฝูซูจำต้องบังคับให้ทุกคนนั่งลง มื้อแรกทุกคนจึงทานกันอย่างเกร็งๆ
ทว่าต่อมา ทุกคนก็เริ่มชิน
"จื่อฝาง พรุ่งนี้เช้าข้าก็จะไปแล้วนะ"
ฝูซูเรอออกมาด้วยความอิ่ม
พูดก็พูดเถอะ อาหารที่ผัดโดยใช้เพียงเกลือโดยไม่มีเครื่องปรุงรสอื่นใด รสชาติช่างจืดชืดและซ้ำซากจริงๆ
แต่ก็ช่วยไม่ได้ ต้าฉินมีเพียงเกลือที่รสชาติติดขมฝาดเล็กน้อยเท่านั้น
หลังทานอาหารอิ่ม ทุกคนต่างแยกย้ายไปทำงาน ฝูซูกลับรั้งตัวจางเหลียงเอาไว้
จางเหลียงรู้สึกจนใจ
"คุณชาย ตอนนี้ข้าคือเซี่ยนโส่ว มีธุระสำคัญมากมายต้องจัดการ ข้ายุ่งมากเลยนะขอรับ คุณชายยังมีเรื่องอันใดอีก"
ฝูซูเงียบไปชั่วขณะ
เป็นอันใดไป แค่รั้งตัวเจ้าไว้ไม่เรียกว่าเป็นธุระสำคัญหรืออย่างไร!
"จื่อฝาง ขั้นตอนการเผาอิฐที่ข้าบอกเจ้าไป ห้ามลดทอนวัตถุดิบเด็ดขาด มิเช่นนั้นความแข็งของอิฐแดงจะลดลงอย่างมาก"
จางเหลียงพยักหน้าอย่างจนใจ เรื่องแค่นี้ฝูซูย้ำมาเป็นร้อยรอบแล้ว...
ขั้นตอนการเผาอิฐเขาจดจำจนขึ้นใจแล้ว
ฝูซูกำชับต่อ
"นอกจากนี้ ยังต้องเปิดกิจการของทางการอีกสองแห่งในอำเภอด้วย"
จางเหลียงขมวดคิ้ว ไม่รู้ว่าฝูซูมีแผนการใดอีก
"ข้อแรก ต้องสร้างสำนักศึกษาข้างที่ว่าการอำเภอ..."
ยังไม่ทันที่เขาจะพูดจบ จางเหลียงก็พูดแทรกขึ้นมา
"คุณชาย สถานการณ์ในอำเภอจงหยางคุณชายก็เห็นแล้ว การสร้างสำนักศึกษาเป็นเพียงการผลาญเงินทอง คงไม่มีใครมาเรียนหรอกขอรับ"
"พวกลูกหลานตระกูลใหญ่ต่างก็มีอาจารย์มาสอนเป็นการส่วนตัวที่บ้านอยู่แล้ว"
ฝูซูยิ้มบาง
"ใครบอกว่าสำนักศึกษาสร้างมาเพื่อพวกมันกัน"
จางเหลียงชะงักไปครู่หนึ่ง ทว่าวินาทีต่อมา เขาก็เดาได้ว่าฝูซูต้องการทำสิ่งใด!
เขาตกตะลึงจนร่างสั่นสะท้าน!
"ข้าจะสร้างสำนักศึกษาที่คนทั้งแผ่นดินสามารถเข้าเรียนได้"
ฝูซูลุกขึ้นยืน เดินไปที่กลางลานบ้าน ไพล่มือไว้ด้านหลัง แหงนหน้ามองท้องฟ้าสีคราม
เสียงของเขาไม่ดังนัก ทว่าเมื่อเข้าหูจางเหลียง ทุกถ้อยคำกลับดังกึกก้องราวกับสายฟ้าฟาด
"คนจน ก็คือคน!"
"ตั้งแต่นี้เป็นต้นไป จงสร้างสำนักศึกษาต้าฉิน!"
"ราษฎรต้าฉินทุกคน ไม่ว่าจะสูงส่งหรือต่ำต้อย ขอเพียงอายุถึงเกณฑ์ ล้วนสามารถเข้าเรียนได้!"
"ไม่เพียงแต่จะเรียนฟรีเท่านั้น อาหารสามมื้อของนักเรียน ที่ว่าการอำเภอก็จะเป็นผู้รับผิดชอบด้วย!"
"อาจารย์ที่ยอมมาสอนหนังสือ ล้วนได้รับการปฏิบัติดุจขุนนางบุ๋น รับเบี้ยหวัดปีละยี่สิบตำลึง จ่ายโดยที่ว่าการอำเภอโดยตรง"
"ข้อสอง เปิดโรงหมอ ให้การรักษาโรค"
"ไม่เพียงสำนักศึกษาเท่านั้นที่เรียนฟรี การรักษาก็เช่นกัน"
"ราษฎรต้าฉินทุกคน ไม่ว่าจะสูงส่งหรือต่ำต้อย ล้วนสามารถมาตรวจรักษาโรคได้ฟรี"
"หมอก็ได้รับการปฏิบัติดุจอาจารย์สอนหนังสือ รับเบี้ยหวัดปีละยี่สิบตำลึง จ่ายโดยที่ว่าการอำเภอโดยตรง"
"สมุนไพรที่ใช้ในการรักษา ล้วนรับผิดชอบจัดซื้อโดยที่ว่าการอำเภอ"
จางเหลียงมองดูแผ่นหลังที่ดูเลือนรางยามต้องแสงตะวัน ในใจของเขาเกิดคลื่นพายุโหมกระหน่ำมาเนิ่นนานแล้ว!
หากการที่ฝูซูลงมือจัดการชนชั้นสูงตระกูลใหญ่ที่ไม่เป็นธรรมต่อราษฎร คือการทวงคืนความยุติธรรมให้แก่ราษฎร
เช่นนั้นฝูซูในยามนี้ ก็คือผู้มอบความหวังให้แก่ราษฎร!
ความหวังที่จะได้มีชีวิตอยู่อย่าง 'คน' อย่างแท้จริง
"ยอดเยี่ยม!"
จางเหลียงสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามข่มระลอกคลื่นยักษ์ในใจอย่างสุดความสามารถ โค้งคำนับประสานมือให้ฝูซูด้วยความเคารพ
"คุณชายมีปณิธานโอบอุ้มใต้หล้า จางเหลียงทำได้เพียงแหงนมองแผ่นหลังของคุณชายเท่านั้น"
"แม้จางเหลียงจะไร้ความสามารถ ทว่าขอติดตามรับใช้ข้างกายคุณชายไปชั่วชีวิต!"
"เพื่อถ้อยคำของคุณชายในวันนี้ จางเหลียงยินดีบุกน้ำลุยไฟ แม้ตายหมื่นครั้งก็ไม่เสียดาย"
"หากผิดคำสาบานในวันนี้ ขอให้ฟ้าดินลงทัณฑ์!"
[จบแล้ว]