- หน้าแรก
- จอมราชันย์ฝูซู ฝืนลิขิตฟ้ากอบกู้ต้าฉิน
- บทที่ 27 - ปฐมจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ตลอดกาล อยากขอต่ออายุอีกห้าร้อยปี
บทที่ 27 - ปฐมจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ตลอดกาล อยากขอต่ออายุอีกห้าร้อยปี
บทที่ 27 - ปฐมจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ตลอดกาล อยากขอต่ออายุอีกห้าร้อยปี
บทที่ 27 - ปฐมจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ตลอดกาล อยากขอต่ออายุอีกห้าร้อยปี
พระราชวังจางไถ ตำหนักใน อิ๋งเจิ้งกำลังต้มชา เหมิงอี้นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม
"เรื่องราวจัดการไปถึงไหนแล้ว?"
เหมิงอี้ประสานมือ
"เรียนฝ่าบาท จับกุมตัวคนร้ายมาได้แล้วพ่ะย่ะค่ะ ขณะนี้คุณชายฝูซูกำลังทำการไต่สวนอยู่"
อิ๋งเจิ้งพยักหน้า
"เหมิงอี้ เจ้ามีความเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้?"
เหมิงอี้ประสานมือ ริมฝีปากของเขาขยับไปมาสองครั้ง ทว่ากลับไร้ซึ่งสุ้มเสียงใดเล็ดลอดออกมา
อิ๋งเจิ้งช้อนตาขึ้น วางถ้วยชาลงพร้อมกับเหลือบมองเขาคราหนึ่ง
"พูดมาเถอะ ไม่ต้องเกรงใจ"
"พ่ะย่ะค่ะ"
เหมิงอี้แค่นเสียงฮึดฮัดด้วยความโกรธ
"ตามที่กระหม่อมได้สืบสวน สถานที่โสมมที่เปิดอยู่ใต้โรงสุราแห่งนี้ ดูเหมือนจะเปิดกิจการมานานถึงครึ่งปีแล้ว"
อิ๋งเจิ้งสีหน้าไม่เปลี่ยน เขารับฟังข้อมูลที่เหมิงอี้สืบสวนมาได้
"แต่สายข่าวของกระหม่อมรายงานมาว่า โรงสุราจินเหอมิได้ค้าประเวณีเพียงอย่างเดียว!"
"ธุรกิจที่ว่านี้มีความเกี่ยวข้องกับเถ้าแก่ของร้าน"
"เถ้าแก่มักจะสวมหน้ากากอยู่เสมอ ไม่มีผู้ใดล่วงรู้รูปโฉมที่แท้จริงของเขา"
"มีเพียงขุนนางระดับสูงในราชสำนักเท่านั้น ถึงจะมีสิทธิ์ได้พบกับเถ้าแก่ของโรงสุรา"
"แต่กระหม่อมยังไม่ทราบแน่ชัดว่าเป็นธุรกิจประเภทใดกันแน่"
อิ๋งเจิ้งพยักหน้า
"ดีมาก จงสืบสวนต่อไป"
"พ่ะย่ะค่ะ"
เมื่อเห็นว่าฝ่าบาทไม่ได้พิโรธ เหมิงอี้จึงกล้าที่จะจิบชาหอมกรุ่นเบาๆ
อิ๋งเจิ้งนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง
"เรื่องนี้ให้ฝูซูเป็นคนจัดการหลัก ส่วนเจ้าก็คอยช่วยเหลืออยู่ห่างๆ จะต้องสืบเรื่องนี้ให้กระจ่างชัด นำความสงบสุขกลับคืนสู่เสียนหยาง และคืนความเป็นธรรมให้แก่ราษฎร"
เหมิงอี้ลุกขึ้นยืนแล้วเอ่ยอย่างนอบน้อม
"พ่ะย่ะค่ะ"
"เอาล่ะ ข้าเหนื่อยแล้ว เจ้าออกไปเถอะ"
เหมิงอี้ค้อมตัวลง ก่อนจะก้าวเท้ายาวๆ ออกจากตำหนักใน
ทันทีที่เขาเดินคล้อยหลังไป ก็มีชายชุดดำผู้หนึ่งเดินออกมาจากเงามืดตรงมุมห้อง คนผู้นั้นก็คือซือหม่าเสียน ซือหม่าเสียนนั่งลงในตำแหน่งที่เหมิงอี้เพิ่งนั่งไปเมื่อครู่ เขามองดูฝ่าบาทรินชาให้ตนเอง
"ซือหม่าเสียน เจ้าสืบสวนไปถึงไหนแล้ว?"
ซือหม่าเสียนประสานมือ
"เรียนฝ่าบาท ข้าน้อยสืบได้ความคร่าวๆ แล้วพ่ะย่ะค่ะ"
"คร่าวๆ?"
อิ๋งเจิ้งเลิกคิ้ว
ซือหม่าเสียนใจหายวาบ รีบอธิบายทันที
"รู้เรื่องราวไปแปดเก้าส่วนแล้วพ่ะย่ะค่ะ"
"ฮึ"
อิ๋งเจิ้งเหลือบมองเขา โทสะมลายหายไปกว่าครึ่ง
"จงเล่ารายละเอียดให้ข้าฟัง"
"ตามที่ผู้ใต้บังคับบัญชาของข้าน้อยไปสืบมา เจ้าเมืองจินหลิงมักจะติดต่อกับเย่หลางอยู่บ่อยครั้ง"
"อีกทั้งทั้งสองฝ่ายยังติดต่อกันอย่างใกล้ชิด ราวกับกำลังวางแผนลับบางอย่าง"
"ภายในเมืองจินหลิงปรากฏเครื่องประดับของเย่หลางจำนวนมาก และทุกครั้งที่ตกดึก จะมีขบวนรถม้าที่ยาวเหยียดเดินทางออกจากจินหลิง มุ่งหน้าไปยังชนเผ่าเย่หลาง"
"ส่วนใหญ่เป็นวัตถุดิบในการผลิตอาวุธ รวมไปถึงทองคำและของมีค่า"
"ยิ่งไปกว่านั้น ในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมานี้ คหบดีในจินหลิงหลายคนไม่หายตัวไปอย่างลึกลับ ก็ถูกยัดข้อหาลอบคบคิดกับเย่หลาง"
อิ๋งเจิ้งรับฟังข่าวสารที่ซือหม่าเสียนสืบมาได้ ทว่าใบหน้าของเขากลับเรียบเฉย ดูราวกับไม่รู้สึกประหลาดใจเลยแม้แต่น้อย หากเป็นนิสัยใจคอของฝ่าบาทเมื่อก่อนนี้ คงจะต้องบันดาลโทสะดั่งสวรรค์ลงทัณฑ์ จากนั้นก็คือการนองเลือดกวาดล้างพวกขุนนางกังฉินเป็นแน่
เรื่องนี้ทำให้ซือหม่าเสียนต้องขบคิดให้มาก ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ซือหม่าเสียนก็ตัดสินใจเอ่ยถามข้อสงสัยในใจออกไป
"ฝ่าบาท เหตุใดจึงมอบหมายเรื่องนี้ให้คุณชายฝูซูเป็นผู้จัดการพ่ะย่ะค่ะ?"
หากเป็นเมื่อก่อน งานสกปรกเช่นนี้ล้วนเป็นหน้าที่ของเขาที่ต้องลงมือจัดการ เพราะฝ่าบาทต้องการให้ราษฎรได้เห็นแผ่นดินที่สงบสุข! เรื่องโสมมเยี่ยงนี้ จะให้เผยแพร่ออกไปไม่ได้เด็ดขาด! อย่างน้อยก็ในตอนนี้!
สาเหตุที่ซือหม่าเสียนสามารถนั่งอยู่ในตำแหน่งผู้นำของหน่วยพิทักษ์เงาได้อย่างมั่นคง ก็เพราะเขาทำงานสกปรกและยากลำบากให้ฝ่าบาทมามากต่อมากแล้ว
อิ๋งเจิ้งเหลือบมองเขาคราหนึ่ง
"เจ้าคิดว่าเพราะเหตุใดเล่า?"
ซือหม่าเสียนยิ้มขื่นพลางส่ายหน้า อิ๋งเจิ้งไม่ได้แสดงความไม่พอใจใดๆ ซ้ำยังรินชาให้เขา
"ข้าขอถามเจ้า เจ้าคิดว่าข้าเป็นจักรพรรดิเช่นไร?"
สิ้นคำกล่าวนี้ ซือหม่าเสียนก็ตกใจแทบสิ้นสติ วินาทีต่อมาเขารีบหมอบกราบลงกับพื้น ร่างกายสั่นเทา
"ฝ่าบาททรงเป็นปฐมจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ตลอดกาลพ่ะย่ะค่ะ"
แต่อิ๋งเจิ้งกลับหัวเราะออกมา
"ซือหม่าเสียน เจ้าไม่เหมาะกับการประจบสอพลอเอาเสียเลย"
ซือหม่าเสียนเหงื่อตก! เขาก็นึกเสียใจอยู่เหมือนกันว่าอยู่ดีๆ จะไปถามเรื่องนี้ทำไม!
"ลุกขึ้นเถอะ"
อิ๋งเจิ้งหัวเราะออกมาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
"นับตั้งแต่ข้าขึ้นครองราชย์ ขุดคลอง ทำลายหกแคว้น ข้าไม่เคยได้พักผ่อนเลยแม้แต่น้อย"
"แต่ใต้หล้านี้ ท่ามกลางไฟสงครามที่ยืดเยื้อมานานหลายปีของหกแคว้น มันได้บอบช้ำจนเกินเยียวยาแล้ว"
"แต่ขอเพียงข้ายังอยู่ พวกสวะหน้าไหนข้าก็ไม่หวั่น"
"ซือหม่าเสียน"
อิ๋งเจิ้งถอนหายใจยาว
"ข้า... ย่อมต้องมีวันกลับคืนสู่สวรรค์"
ซือหม่าเสียนรีบประสานมือ
"ฝ่าบาททรงเป็นจักรพรรดิ ย่อมต้องมีพระชนมายุยิ่งยืนนานเป็นหมื่นปีพ่ะย่ะค่ะ"
เมื่อได้ฟังคำพูดของเขา อิ๋งเจิ้งก็นึกถึงเรื่องราวที่ไม่ค่อยน่าอภิรมย์บางอย่างขึ้นมา ใบหน้าพลันสลดลง เป็นเพราะฝูซูก็เคยตอบคำถามนี้เช่นกัน แต่คำตอบของฝูซูนั้น ไม่ได้มีไว้เพื่อพรรณนาถึงมนุษย์!
ซือหม่าเสียนตกใจอีกครั้ง กลัวจนแทบจะคุกเข่าลงไปอีก โชคดีที่สายตาของอิ๋งเจิ้งหยุดการกระทำของซือหม่าเสียนเอาไว้ได้ทัน
"แผ่นดินต้าฉินอันยิ่งใหญ่ จะต้องไม่ล่มสลายในรุ่นที่สอง!"
"ข้าหวังว่าต้าฉินจะคงอยู่ตลอดไป เช่นนั้นราษฎรก็จะไม่ต้องทนทุกข์ทรมานจากไฟสงครามอีก"
"หากเป็นไปได้ ข้าก็อยากจะขอยืมเวลาจากสวรรค์อีกสักห้าร้อยปี"
"เพื่อข่มขวัญใต้หล้าต่อไปอีกห้าร้อยปี!"
ซือหม่าเสียนอึ้งไปครู่หนึ่ง จู่ๆ เขาก็รู้สึกว่า รูปลักษณ์ของปฐมจักรพรรดิผู้เหยียบย่ำอยู่เหนือจิ่วโจวที่อยู่เบื้องหน้าผู้นี้ ช่างดูอ้างว้างและโดดเดี่ยวยิ่งนัก!
"ฝ่า..."
"ฝ่าบาท..."
ซือหม่าเสียนที่ไม่ถนัดเรื่องการประจบประแจงอยู่แล้ว ในตอนนี้ยิ่งไม่รู้ว่าจะสรรหาคำพูดใดมากล่าวดี
"เอาล่ะ"
อิ๋งเจิ้งโบกมือ เป็นเชิงบอกไม่ให้เขาโศกเศร้า
"ข้าจะตอบคำถามของเจ้า"
"สาเหตุที่ข้าให้ฝูซูจัดการเรื่องนี้ ก็เพราะข้าอยากจะรอดู"
"อยากจะรู้ว่าฝูซูจะทำได้ดีถึงระดับใด"
เมื่อซือหม่าเสียนได้ฟัง ก็ขบคิดอยู่ครู่หนึ่ง
"ฝ่าบาททรงหมายถึง?"
อิ๋งเจิ้งค่อยๆ ลุกขึ้นยืน หันไปมองแผนที่อาณาเขตของต้าฉิน
"การจะเป็นจักรพรรดินั้น ความเมตตากรุณาเพียงอย่างเดียวยังห่างไกลนัก"
"ที่ข้าสามารถทำลายหกแคว้นลงได้ เป็นเพราะข้าโหดเหี้ยมพอ!"
"โหดเหี้ยมกับตัวเอง และโหดเหี้ยมกับศัตรูยิ่งกว่า!"
"สถานที่ใดที่ทัพม้าเหล็กต้าฉินมุ่งหน้าไป ศัตรูต่างก็หวาดผวาแทบสิ้นสติ!"
"ข้าอยู่ ต้าฉินก็ปลอดภัย!"
"ข้าต้องการใช้เรื่องนี้เพื่อขัดเกลาจิตใจของฝูซู!"
"เมื่อใดที่จิตใจของเขาแข็งแกร่งดุจหินผา ข้าถึงจะวางใจฝากฝังต้าฉินไว้ในมือของเขาได้"
ซือหม่าเสียนสะท้านไปทั้งใจ! คำพูดของอิ๋งเจิ้ง ก็ไม่ต่างอะไรกับการวางตำแหน่งองค์รัชทายาทให้กับฝูซูแล้ว! ทว่าวินาทีต่อมา ซือหม่าเสียนก็เหงื่อตก! ฝ่าบาทบอกเรื่องสำคัญเช่นนี้กับเขา หรือว่า... เขาไม่กล้าคิดต่อไปแล้ว!
"ซือหม่าเสียน"
อิ๋งเจิ้งหันขวับกลับมา ทอดสายตามองซือหม่าเสียน
"ข้าต้องการให้เจ้าคอยช่วยเหลือฝูซูอยู่ลับๆ"
"แต่ ห้ามให้ฝูซูล่วงรู้ถึงการมีอยู่ของหน่วยพิทักษ์เงาเป็นอันขาด"
ซือหม่าเสียนลุกขึ้นประสานมือ
"ข้าน้อยรับบัญชา"
ถึงปากจะพูดไปเช่นนั้น ทว่าภายในใจของเขากลับลุกลี้ลุกลนยิ่งนัก! เพราะคุณชายฝูซูนั้นล่วงรู้ถึงการมีอยู่ขององค์กรที่เขานำอยู่แล้ว!
ไม่เพียงแค่นั้น คุณชายฝูซูยังเดาได้อีกว่ากงซุนชื้อก็เป็นผู้นำองค์กรที่คล้ายคลึงกันอยู่อีกหน่วย! เพียงแต่คุณชายฝูซูยังไม่ทราบรายละเอียดที่แน่ชัดก็เท่านั้น ทว่าไม่ว่าจะเป็นหน่วยพิทักษ์เงาหรือกระบี่ฉินอ๋อง ไม่ช้าก็เร็วจะต้องมีวันถูกเปิดเผยตัวตนขึ้นมาอย่างแน่นอน
"เอาล่ะ"
อิ๋งเจิ้งสะบัดมือใหญ่
"เจ้าถอยไปได้แล้ว ข้าเหนื่อยแล้ว"
หลังจากที่ซือหม่าเสียนขอตัวลากลับไป ภายในตำหนักในอันกว้างขวาง ก็เหลือเพียงเงาร่างอันหยิ่งทะนงของอิ๋งเจิ้ง
เขาไปยืนอยู่หน้าแผนที่อีกครั้ง มองดูพื้นที่ว่างเปล่าซึ่งเป็นตัวแทนของเย่หลาง แล้วเอ่ยเยาะเย้ย
"มดปลวกในดินแดนกระจ้อยร่อย ช่างอวดดีไม่เจียมตัว"
วินาทีต่อมา อิ๋งเจิ้งกลับถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ สายตาคล้ายกับเหม่อลอยไปไกลแสนไกลนอกแผนที่ ท่ามกลางทุ่งกว้างอันไร้ขอบเขต
"ขุนเขาและสายน้ำอันงดงามถึงเพียงนี้ จะไม่ให้ผู้คนอาลัยอาวรณ์ได้อย่างไร"
ในขณะเดียวกัน ณ คุกหลวง ฝูซูนั่งอยู่บนเก้าอี้ไท่ซือ เบื้องหน้าของเขาคือแม่เล้าที่มีคราบเลือดเกรอะกรังปกคลุมไปทั่วทั้งตัว หากไม่เพราะดวงตาของนางยังคงกลิ้งกรอกไปมา ก็คงไม่ต่างอะไรกับคนตาย
ฝูซูจ้องมองนาง มุมปากยกยิ้มขึ้น แต่น้ำเสียงกลับเย็นยะเยือกจับใจ
"ข้าจะให้โอกาสเจ้าเป็นครั้งสุดท้าย คุณชายอย่างข้าต้องการฟังความจริงจากปากของเจ้า"
"หากยังปิดบังอันใดอยู่อีก ข้าจะทำให้เจ้าอยู่ไม่สู้ตาย และอยากตายก็ไม่ได้ตาย!"
[จบแล้ว]