- หน้าแรก
- จอมราชันย์ฝูซู ฝืนลิขิตฟ้ากอบกู้ต้าฉิน
- บทที่ 26 - วังวนคนบาปที่พัดกระหน่ำรอบจินหลิง
บทที่ 26 - วังวนคนบาปที่พัดกระหน่ำรอบจินหลิง
บทที่ 26 - วังวนคนบาปที่พัดกระหน่ำรอบจินหลิง
บทที่ 26 - วังวนคนบาปที่พัดกระหน่ำรอบจินหลิง
ครืน——!
เสียงกึกก้องกัมปนาทสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งโรงสุราจินเหอ
ประตูลับถูกพังทลายจนเปิดอ้า ทว่าภาพเบื้องหลังกลับทำเอาผู้คนหนาวเหน็บไปถึงขั้วหัวใจ ผู้ที่ขวัญอ่อนหน่อยถึงกับตกใจกลัวจนต้องประคองกำแพงอาเจียนออกมา
ฝูซูเดินเข้าไปด้วยใบหน้าดำทะมึน กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งจนแสบจมูก ภาพตรงหน้าชวนให้อเนจอนาถจนไม่อาจทนมอง
หญิงสาวจำนวนมากยังคงถูกมัดตรึงไว้บนแผ่นไม้ที่วางเอียง ทว่าไม่อาจระบุหน้าตาของพวกนางได้อีกต่อไป ร่างแล้วร่างเล่าล้วนกลายเป็นศพไร้หัว!
พื้นดินโคลนชุ่มโชกไปด้วยเลือดจนเหลวเละติดเท้า เปลวเทียนตรงกลางดับลงตั้งแต่เมื่อใดไม่อาจทราบ ทำให้ภายในห้องมืดสลัวลงอย่างยิ่งยวด ชวนให้ขนหัวลุกเป็นที่สุด
"บัดซบ!"
ฉีหวนที่เดินตามหลังฝูซูมาสบถก่นด่าพร้อมขบกรามแน่น
เหมิงหยาก็เช่นกัน เขาสนามรบมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน แต่ก็ไม่เคยพบเห็นสงครามครั้งใดที่จะนองเลือดและโหดเหี้ยมไปกว่าภาพตรงหน้านี้เลย
แต่เมื่อฝูซูเดินอ้อมเชิงเทียนไป ช่องอุโมงค์ที่เดิมทีควรจะทอดยาวลงสู่เบื้องล่างกลับอันตรธานหายไป
ฝูซูกระทืบเท้าลงไปอย่างแรง เสียงทึบๆ ที่สะท้อนกลับมาพิสูจน์ให้เห็นว่าเบื้องล่างยังมีช่องว่างซ่อนอยู่ และขนาดของมันคงไม่เล็กเลยทีเดียว
"พาร่างพวกนางออกไป จัดพิธีศพให้สมเกียรติ"
น้ำเสียงของฝูซูเย็นเยียบดุจน้ำแข็งโดยไม่ได้หันหน้ากลับมามอง
อู่จ่างผู้หนึ่งที่พอมีใจกล้าอยู่บ้างประสานมือรับคำสั่ง ก่อนจะเตะก้นไล่พวกทหารให้รีบเข้ามาช่วยกันลำเลียงศพ
ฝูซูย่อตัวลงนั่งยองๆ พร้อมกับลูบคลำพื้นดิน ขอบรอยต่อเรียบกริบ นี่ก็คือประตูลับอีกบานที่เปิดได้จากด้านในเท่านั้น ครั้งนี้ฝูซูไม่ได้ลงมือเอง แต่สั่งให้เหมิงหยาเป็นคนทำลายประตู
ประกายดาบสว่างวาบ เหมิงหยาเจาะรูบนพื้นได้สำเร็จในเวลาอันรวดเร็ว ฝูซูจุดไฟที่เทียนแล้วโยนลงไป
เบื้องล่างเป็นขั้นบันได เปลวเทียนไม่ได้ดับลง นั่นพิสูจน์ว่าด้านล่างมีอากาศถ่ายเท ส่วนจะทอดยาวไปถึงที่ใดนั้น ไม่มีใครล่วงรู้
ฝูซูสั่งให้เหมิงหยานำทหารสามหมู่บุกเข้าไปในอุโมงค์ลับ พร้อมกับกำชับให้ระมัดระวังตัว หากพบเจออันตรายให้รีบถอยกลับทันที ห้ามบุ่มบ่ามบุกเข้าไปเด็ดขาด
เหมิงหยารับคำสั่ง เขารู้สึกสะใจยิ่งนัก เพราะหลายวันมานี้เขาแทบจะอึดอัดจนบ้าตายอยู่แล้ว
ส่วนฝูซูนั้น เขายังมีเรื่องสำคัญที่ต้องจัดการ การคุมตัวแม่เล้าและบรรดาลูกจ้างไปขังยังคุกหลวง ฝูซูแทบไม่ได้พักผ่อนเลยแม้แต่ครึ่งเค่อ ก็เปิดการไต่สวนทันที
"ข้าถาม เจ้าตอบ"
ฝูซูนั่งอยู่บนเก้าอี้ไท่ซือ สายตาเย็นชาจ้องเขม็งไปที่แม่เล้า
เบื้องล่างของแม่เล้าคือทัณฑ์ม้านั่งเสือ ทั้งมือและเท้าของนางถูกพันธนาการด้วยตรวน อาภรณ์ผ้าโปร่งสีแดงบนร่างเปียกชุ่มไปด้วยหยาดเหงื่อมาตั้งนานแล้ว
ด้านบนคุกมีหน้าต่างบานเล็กสามบาน แสงแดดที่สาดส่องเข้ามาเผยให้เห็นฝุ่นละอองที่ลอยฟุ้ง บนกำแพงฝั่งตรงข้ามที่เต็มไปด้วยรอยด่างดำมีเครื่องทรมานขึ้นสนิมแขวนเรียงรายอยู่
สีของดินโคลนบนพื้นมีทั้งเข้มและอ่อน อีกทั้งยังมีกลิ่นเหม็นคาวเลือดจางๆ โชยออกมา คงพอเดาได้ว่าเคยเกิดเรื่องอันใดขึ้นในห้องขังแห่งนี้บ้าง
"เจ้าค่ะ..."
แม่เล้าตกใจกลัวจนสติหลุด ร่างกายสั่นเทาไปทั้งตัว นางเบิกตากว้างจนแทบจะถลน เครื่องสำอางสีแดงถูกน้ำตาชะล้างจนเลอะเลือน
"เจ้าเป็นใคร?"
ฝูซูเอ่ยถามเสียงเย็น
"เรียนใต้เท้า ข้าน้อย..."
"ข้าน้อยไม่ใช่คนพื้นที่เสียนหยาง แต่มาจากจินหลิงเจ้าค่ะ"
จินหลิง? ฝูซูขมวดคิ้ว จินหลิงอีกแล้ว!
"เจ้าไม่อยู่ที่จินหลิง แล้วมาทำอะไรที่เสียนหยาง?"
ฝูซูตั้งใจจะเค้นถามให้ถึงรากถึงโคน
แม่เล้าทอดถอนใจอย่างแผ่วเบา เอ่ยปากด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อย
"เรียนใต้เท้า ข้าน้อย..."
"ข้าน้อยก็ไม่ทราบเช่นกันว่าเหตุใดจึงมาอยู่ที่เสียนหยางเจ้าค่ะ"
ฝูซูได้ฟังก็ชะงักไปครู่หนึ่ง
"หมายความว่าอย่างไร?"
หยาดน้ำตาเม็ดโตกลิ้งหล่นจากดวงตางดงามของนาง
"เดิมทีหญิงน้อยเป็นฮวาขุยแห่งหอฉู่..."
"ต่อมาได้พบกับสามีที่มาไถ่ตัวข้าน้อย จึงได้ครองคู่กัน..."
"ด้วยเหตุที่ทำงานสายนี้มานาน ข้าน้อยจึงไม่อาจมีบุตรได้ แต่สามีกลับไม่รังเกียจ ซ้ำยังคอยดูแลเอาใจใส่และรักใคร่ข้าน้อยเป็นอย่างดี..."
นางร้องไห้คร่ำครวญราวกับนึกถึงเรื่องราวอันน่าเศร้าโศก ทว่าฝูซูกลับหมดความอดทน เขาเอ่ยเสียงขรึม
"คุณชายอย่างข้าไม่มีอารมณ์มานั่งฟังเรื่องส่วนตัวของเจ้าหรอกนะ"
แม่เล้าเห็นฝูซูเปลี่ยนสีหน้าก็รีบหยุดร้องไห้ทันที
"สามีของข้าน้อยทำกิจการค้าใบชา พอมีทรัพย์สินอยู่บ้าง"
"แต่เมื่อครึ่งปีก่อน มีอยู่วันหนึ่งสามีกลับบ้านดึกมาก ข้าน้อยนึกว่าเขาไปดื่มสุราเคล้านารี จึงไม่ได้เซ้าซี้อันใด"
"สีหน้าของสามีดูแย่มาก พอกลับมาถึงก็ไม่ยอมพักผ่อน เอาแต่ดื่มสุราย้อมใจพร้อมกับถอนหายใจเฮือกใหญ่"
"ข้าน้อยจึงเอ่ยถามว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้น แต่..."
"แต่สามีกลับบอกว่า เขาคงมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นานแล้ว!"
"ข้าน้อยเป็นห่วงจนแทบขาดใจ เมื่อเค้นถามซ้ำแล้วซ้ำเล่า สามีจึงยอมเล่าต้นสายปลายเหตุออกมา"
ฝูซูฝืนทนฟังจนจบ
"พูดต่อไป"
แม่เล้าพยักหน้า
"สามีบอกว่ามีคนอยากทำธุรกิจกับเขา เป็นธุรกิจที่ได้กำไรมหาศาล"
"เดิมทีสามีตอบปฏิเสธไป แต่คนผู้นั้นมีเบื้องหลังที่ยิ่งใหญ่ สามีไม่กล้าขัดขืน จึงอ้างว่าขอเวลาสามวันเพื่อย้ายครอบครัวและทรัพย์สิน"
"ข้าถามว่าคนผู้นั้นเป็นใคร สามีก็ไม่ยอมบอก"
"แต่สามีบอกข้าว่า งานที่คนผู้นั้นให้ทำ เป็นงานที่ต้องโทษประหารเก้าชั่วโคตร"
"ข้าน้อยเป็นเพียงหญิงอ่อนแอ ไม่อาจช่วยสิ่งใดสามีได้เลย"
"พอรุ่งเช้าตื่นขึ้นมา ข้าน้อยก็ไม่ได้อยู่ในบ้านแล้ว"
"สถานที่แห่งนั้นดูคุ้นตาสำหรับข้าน้อย แต่กลับบอกไม่ได้ว่าเคยเห็นที่ไหน"
"มีคนทุบตีและย่ำยีข้าน้อย หลายครั้งที่ข้าน้อยอยากจะตายให้พ้นๆ แต่ก็ขี้ขลาดเกินไป..."
"ต่อมาพวกมันจับข้าน้อยขังไว้ในรถม้า ด้านในยังมีหญิงสาวหน้าตาแปลกประหลาดอีกหลายคน"
"ข้าน้อยถูกขังอยู่เช่นนั้นเป็นเวลาสิบวัน แม้แต่จะปลดทุกข์ก็ไม่ยอมให้พวกข้าน้อยลงจากรถ"
"และนับแต่นั้นมา ข้าน้อยก็ไม่ได้พบหน้าสามีอีกเลย"
"เมื่อได้เห็นแสงเดือนแสงตะวันอีกครั้ง ก็คือที่โรงสุราจินเหอแห่งนี้"
"เถ้าแก่เป็นคนสวมหน้ากาก เขาบอกว่าขอเพียงข้าน้อยเชื่อฟัง เขาก็จะปล่อยให้ข้าน้อยมีชีวิตรอด"
"คุณชาย ข้าน้อยอยากมีชีวิตอยู่ ไม่อยากตาย..."
"ด้วยเหตุนี้จึงยอมมาเป็นแม่เล้าของโรงสุราแห่งนี้..."
"ข้าน้อยไม่อยากตายจริงๆ ข้าน้อยยังอยากเจอหน้าสามีอีกสักครั้ง..."
ฝูซูขมวดคิ้วพร้อมกับครุ่นคิดถึงคำพูดของนาง จากคำบอกเล่านั้นไม่อาจตัดสินได้ว่าเป็นเรื่องจริงหรือเท็จ แต่ดูจากสีหน้าของนางแล้ว นางไม่น่าจะโกหก อย่างที่นางบอก นางเป็นเพียงหญิงอ่อนแอ เมื่อไร้ซึ่งบุรุษคอยปกป้อง ก็เป็นดั่งลูกแกะที่รอให้คนมาเชือดเฉือน
"ที่เจ้าพูดมา เป็นความจริงงั้นรึ?"
ฝูซูเอ่ยถามเสียงเย็น
แม่เล้าพยักหน้า
"สิ่งที่ข้าน้อยกล่าวมาล้วนเป็นความจริงทุกประการ ไม่มีคำลวงแม้แต่ครึ่งคำเจ้าค่ะ"
"ข้าไม่เชื่อ"
ฝูซูตวาดลั่น
"เด็กๆ ลงทัณฑ์"
แม่เล้าถึงกับงงงวย ยังไม่ทันที่นางจะได้สติ ผู้คุมคุกสองคนก็เดินเข้ามา พวกเขาปลดแส้ยาวบนกำแพงลงมาโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง แล้วฟาดลงบนร่างของแม่เล้าอย่างแรง
ทุกครั้งที่แส้ฟาดลงไป หนังของนางจะปริแตกจนเนื้อเปิด ภายใต้รอยขาดของอาภรณ์ผ้าโปร่งสีแดง คือเนื้ออ่อนที่ปริแตกและมีสีแดงฉานยิ่งกว่าชุดของนางเสียอีก
ฝูซูทนดูภาพอันโหดร้ายเช่นนี้ไม่ได้ เขาเหลือบมองพร้อมทิ้งท้ายไว้หนึ่งประโยค 'เอาให้รอดตาย' ก่อนจะหันหลังเดินจากไป เสียงแส้ฟาดดังไม่ขาดสาย พร้อมกับเสียงร้องโหยหวนของแม่เล้า
บรรดาลูกจ้างที่จับตัวมาจากโรงสุราจินเหอมีมากถึงยี่สิบกว่าคน กินพื้นที่คุกไปกว่าครึ่ง ฝูซูเดินผ่านห้องขังทีละห้อง ผู้คุมกำลังลงทัณฑ์พวกมันทุกคน แต่ก็ยังเหลือลมหายใจทิ้งไว้ให้
เมื่อเดินออกจากคุกหลวงและสัมผัสกับแสงแดดที่ไม่เจิดจ้านัก ฝูซูกลับรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติซึ่งไม่อาจอธิบายได้ จะกล่าวว่าทุกเรื่องราวล้วนมีจุดเริ่มต้นมาจากจินหลิงก็ว่าได้!
ในตอนนั้นเอง เหมิงหยาก็รีบร้อนกลับมา หลังจากยกน้ำชาดื่มไปหนึ่งกาใหญ่ เหมิงหยาก็เอ่ยขึ้นว่า
"คุณชาย ด้านล่างอุโมงค์วุ่นวายมากขอรับ"
ฝูซูเลิกคิ้ว
"วุ่นวาย?"
เหมิงหยาพยักหน้า
"ใช่ขอรับ วุ่นวายจริงๆ!"
"ปลายทางของอุโมงค์มีทางออกอยู่จริง"
"แต่จำนวนทางออกมีมากถึงยี่สิบกว่าแห่งเลยทีเดียว!"
[จบแล้ว]