- หน้าแรก
- ยอดกุนซือไร้พ่ายแห่งต้าฮั่น
- บทที่ 9 - พยัคฆ์คำรามสะท้านพันลี้ที่เซียวเหยา
บทที่ 9 - พยัคฆ์คำรามสะท้านพันลี้ที่เซียวเหยา
บทที่ 9 - พยัคฆ์คำรามสะท้านพันลี้ที่เซียวเหยา
บทที่ 9 - พยัคฆ์คำรามสะท้านพันลี้ที่เซียวเหยา
กวนอูกำลังหัวเราะร่วน
แต่เสียงหัวเราะนี้ในหูของจูกัดกิ๋นกลับฟังดูน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก
คมง้าวเล่มโตจ่ออยู่เบื้องหน้า จูกัดกิ๋นขมวดคิ้วแน่น เขาลนลานไปชั่วขณะ แต่ไม่นานก็ยืดอกขึ้น ยืดหยัดกลับมาเป็น 'ทูตแห่งกังตั๋ง' ผู้สงบนิ่งแม้ภูเขาไท่ซานจะถล่มลงตรงหน้าก็ตาม
"ท่านแม่ทัพโปรดดูนี่ก่อน"
จูกัดกิ๋นล้วงเอาจดหมายลายมือของจูกัดขงเบ้งออกมาจากอกเสื้อ เนื้อหาในจดหมายที่จูกัดขงเบ้งเขียนด้วยตนเองระบุชัดเจนว่าให้ส่งมอบเมืองกังแฮ เตียงสา และฮุยเอี๋ยงคืนแก่กังตั๋ง และที่ท้ายจดหมายยังประทับตราประจำตำแหน่งขุนพลซ้ายแห่งราชวงศ์ฮั่นของเล่าปี่เอาไว้อย่างชัดเจน
ทว่ากวนอูกวาดสายตามองผ่านๆ เพียงแวบเดียว แล้วจับจดหมายฉบับนั้นฟาดลงพื้นอย่างแรง
น้ำเสียงของเขายะเยือกยิ่งกว่าเดิม "ดินแดนเกงจิ๋วทุกตารางนิ้วล้วนแลกมาด้วยเลือดเนื้อของทหารหาญที่สู้รบกับกองทัพโจโฉ ข้ากวนอูจะยอมยกให้ผู้อื่นง่ายๆ ได้อย่างไร"
จูกัดกิ๋นตอบกลับอย่างไม่แข็งกร้าวแต่ก็ไม่อ่อนข้อ "จดหมายลายมือของท่านกุนซือจูกัด และคำสั่งของท่านอาเล่าปี่ก็อยู่ตรงนี้ ท่านแม่ทัพยังกล้าขัดขืนอีกหรือ"
"แม่ทัพอยู่แดนไกล ย่อมมีสิทธิ์ไม่รับราชโองการ!" กวนอูสวนกลับทันควัน "อีกอย่าง พี่ใหญ่ของข้าน่ะคุยง่าย แต่ข้าน่ะไม่หรอกนะ!"
"ท่านแม่ทัพกวน..." เมื่อเห็นว่าไม้แข็งใช้ไม่ได้ผล จูกัดกิ๋นจึงต้องงัดไม้อ่อนมาใช้ "อู๋โหวจับกุมครอบครัวและลูกเล็กเด็กแดงของข้าน้อยไว้ถึงสามสิบเจ็ดชีวิต หากข้าน้อยนำสามเมืองกลับไปไม่ได้ล่ะก็... ครอบครัวตระกูลจูกัดของข้าน้อย... คงถูกประหารสิ้นโคตรเป็นแน่ขอรับ!"
"หึ..." กวนอูส่งเสียงฮึดฮัดในลำคอ ดวงตาหงส์หรี่ลง มือซ้ายลูบเครายาว "นี่ต้องเป็นอุบายของไอ้เด็กตาเขียวนั่นแน่ๆ คิดจะหลอกข้าหรือ ฝันไปเถอะ"
"เหตุใดท่านแม่ทัพจึงแล้งน้ำใจเช่นนี้ขอรับ" น้ำเสียงของจูกัดกิ๋นสั่นเครือไปด้วยความเศร้าสลด
เคร้ง...
กวนอูตวัดง้าวในมือ คมง้าวฝังลึกลงไปในเสาหิน
พร้อมกันนั้น ประกายตาที่เย็นเยียบราวกับถูกแช่แข็งมานับพันปีก็พุ่งทะลุออกมาอีกครั้ง "ง้าวของข้ากวนอูที่อยู่ตรงนี้นี่แหละที่ไร้ความปรานี! หากไม่เห็นแก่หน้าขงเบ้งล่ะก็ ข้ากวนอูคงไม่ปล่อยให้เจ้ามีชีวิตรอดกลับกังตั๋งไปได้หรอก เด็กๆ ส่งแขก!"
"ท่าน..."
"เชิญท่านทูต..."
สิ้นเสียงกวนอู เหล่าองครักษ์ก็ตั้งแถวขนาบข้างจูกัดกิ๋น เสียง 'เคร้งคร้าง' ของดาบสั้นและโล่ที่กระทบกัน ราวกับเป็นการข่มขวัญ และยิ่งตอกย้ำให้เห็นถึงความเย่อหยิ่งที่ชายตรงหน้ามีต่อชาวกังตั๋งทั้งปวง
"เฮ้อ... เฮ้อ..." จูกัดกิ๋นสะบัดแขนเสื้ออย่างหัวเสีย ก่อนจะส่ายหน้าเดินจากไปด้วยความหมดหนทาง
ส่วนกวนอูกลับมาลูบเครายาวของตนเองอีกครั้ง
"กลับกันเถอะ!"
สิ้นเสียงคำรามหนักแน่น เสียงฝีเท้าดังก้องก็ดังขึ้นอีกครั้ง กวนอูเดินกลับไปที่ห้องทดสอบของลูกๆ
...
...
อันที่จริง กวนอูออกไปและกลับมาใช้เวลาไม่นานนัก อย่างมากก็ไม่เกินครึ่งชั่วยาม
แต่ใครจะไปคิดว่า พอเดินเข้ามาในห้อง สีหน้าของกวนอูก็ต้องชะงักค้าง... เพราะลูกสี่คนจากเดิมที่มีชายสามหญิงหนึ่ง ตอนนี้เหลือแค่ชายสองหญิงหนึ่งเสียแล้ว
ไอ้เด็กกวนหลินนั่น... หายหัวไปไหนเนี่ย
"อวิ๋นฉีไปไหนแล้ว" กวนอูพยายามคุมเสียงให้เป็นปกติที่สุดเท่าที่จะทำได้
ด้วยความที่อารมณ์บูดมาจากการมาทวงเมืองของจูกัดกิ๋นอยู่แล้ว พอมาเจอการ 'หายตัวไป' ของกวนหลินอีก มันก็ยิ่งสุมไฟความหงุดหงิดในใจของเขาให้ลุกโชนขึ้นไปอีก
อาจารย์เลียวจิ่วกงผู้คุมสอบรีบตอบกลับ "คุณชายสี่มีธุระจึงขอตัวออกไปก่อนแล้วขอรับ!"
"มีธุระรึ ออกไปแล้วรึ" กวนอูงงกึก
เลียวจิ่วกงรีบอธิบายต่อ "คุณชายสี่บอกว่ามีธุระด่วนที่ต้องรีบไปจัดการเช้านี้ให้ได้ และ... ในกฎการทดสอบก็ไม่ได้ระบุไว้ด้วยว่า ห้ามส่งกระดาษคำตอบก่อนเวลา!"
นี่มัน...
เสี้ยววินาทีนั้น กวนอูอ้าปากค้าง คำว่า 'ลูกทรพี' เกือบจะหลุดจากปากอยู่รอมร่อ ทว่า... พอถึงปลายลิ้น เขากลับกลืนมันลงคอไปเสียดื้อๆ ราวกับมีอะไรมาจุกอยู่ที่คอหอย
เขานึกขึ้นมาได้ว่า สิ่งที่กวนหลินอ้างมานั้นมันไม่ผิดเลยสักนิด
กฎการทดสอบไม่ได้ห้ามส่งกระดาษคำตอบก่อนเวลาจริงๆ
สิ่งที่เจ้าตัวแสบทำลงไปก็ยังอยู่ในกรอบของกฎระเบียบ!
เพียงแต่ช่างกล้าดีนักนะ!
"ช่างเถอะ..." กวนอูเงยหน้ามองลูกๆ ที่เหลือ "อิ๋นผิง เจ้าเขียนเสร็จหรือยัง"
"ลูกเขียนเสร็จแล้วเจ้าค่ะ" เสียงตอบกลับฉะฉานและแฝงไปด้วยความห้าวหาญ จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากบุตรสาวของกวนอู คุณหนูสามกวนอิ๋นผิงนั่นเอง
"เจ้าตอบก่อนเลย"
กวนอูกลับไปนั่งที่เก้าอี้ บนใบหน้าที่เรียบเฉยเป็นนิจไม่อาจคาดเดาอารมณ์ใดๆ ได้
ในมุมมองของเขา 'การทดสอบวิชาการ' ครั้งนี้ไม่ใช่การ 'สอบข้อเขียน' ซะทีเดียว การให้ลูกๆ เขียนคำตอบลงบนม้วนไผ่ก็เพื่อให้จัดระเบียบความคิดเวลาตอบคำถามได้ดียิ่งขึ้นต่างหาก
แต่... เจ้ากวนหลิน
มันกล้าใช้ข้ออ้างว่ามี 'ธุระด่วน' ชิ่งหนีไปเนี่ยนะ ในเกงจิ๋วแห่งนี้ จะมีเรื่องใดสำคัญไปกว่าการทดสอบของบิดาอย่างเขาอีกหรือ
ไม่รู้ทำไม จู่ๆ ในหัวของกวนอูก็มีแต่ภาพของกวนหลินเต็มไปหมด ทั้งชื่อของเขา ท่าทางขี้เกียจสันหลังยาวของเขา และน้ำเสียงโอหังตอนที่พ่นคำพูดพล่อยๆ ออกมา!
ความทรงจำเหล่านั้นมันฝังรากลึกเกินไปแล้ว...
ไม่ได้พูดเกินจริงเลยนะ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา คนที่กล้าปีนเกลียวขัดใจและกระตุกหนวดเสือของกวนอูซ้ำแล้วซ้ำเล่า คงมีแต่กวนหลินคนนี้คนเดียวเท่านั้น
และด้วยเหตุนี้เอง...
กวนอูจึงอยากฟังคำตอบของกวนหลินมากเป็นพิเศษ แต่เขาก็ยังคงไว้ฟอร์ม... เขาคิดว่าหากจงใจเรียกให้เจาะจงอ่านคำตอบของกวนหลิน มันจะดูจงใจเกินไป
"ท่านพ่ออยากฟังข้อไหนก่อนเจ้าคะ" เสียงห้าวหาญของกวนอิ๋นผิงเอ่ยถามกวนอูอีกครั้ง
กวนอูครุ่นคิดเล็กน้อย เนื่องจากเขาให้ความสำคัญกับการรบเป็นหลัก จึงเอ่ยว่า "เอาข้อศึกเมืองหับป๋าก่อนเถิด ใครชนะใครแพ้ และควรวางตัวเช่นไร"
"ลูกคิดว่าศึกหับป๋าครั้งนี้ ซุนกวนต้องชนะอย่างแน่นอนเจ้าค่ะ" กวนอิ๋นผิงตอบด้วยความมั่นใจและฉะฉาน "ประการแรก ทัพหลักของโจโฉกำลังทำศึกอยู่ที่ฮั่นจง ไม่สามารถส่งกำลังมาเสริมที่หับป๋าได้ หับป๋าจึงกลายเป็นเมืองโดดเดี่ยว และทหารในเมืองก็ถือเป็นกองกำลังที่โดดเดี่ยว ท่านอาจารย์เลียวจิ่วกงมักพร่ำสอนเสมอว่า กองกำลังที่โดดเดี่ยวไร้กำลังเสริมยากที่จะเอาชนะได้เจ้าค่ะ!"
เมื่อเริ่มเข้าที่เข้าทาง กวนอิ๋นผิงก็กล่าวต่อ "ส่วนเรื่องเกงจิ๋ว ในช่วงเวลาที่กองโจรโจโฉไม่อาจพะวงหน้าพะวงหลังได้นี้ ท่านพ่อสมควรยกทัพเกงจิ๋วทั้งหมดบุกขึ้นเหนือโจมตีซงหยงและอ้วนเซีย เพื่อประสานการโจมตีให้สอดคล้องกับศึกที่หับป๋าเจ้าค่ะ"
ตอบได้กระชับ ชัดเจน และมีเหตุมีผลรองรับ...
ระหว่างที่กวนอิ๋นผิงกำลังอธิบาย เลียวจิ่วกงก็ลูบเคราพยักหน้าหงึกหงักอย่างพึงพอใจ
เห็นได้ชัดว่าเขาภูมิใจที่ปั้นศิษย์อย่าง 'กวนอิ๋นผิง' ออกมาได้เก่งกาจทั้งบุ๋นและบู๊ ไม่แพ้ชายชาตรีเลยทีเดียว!
พอกวนอิ๋นผิงพูดจบ กวนอูก็พยักหน้ารับเบาๆ เป็นเชิงเห็นด้วย
กวนซิงรีบพูดเสริมขึ้นมาบ้าง "ความคิดของข้าก็ตรงกับพี่สามขอรับ แต่ว่า นอกจากที่ทัพโจโฉติดพันศึกที่ฮั่นจงจนไม่อาจมาช่วยหับป๋าได้แล้ว ทัพโจโฉยังมีจุดอ่อนอีกข้อหนึ่ง นั่นก็คือกำลังพลขอรับ... ตามรายงานจากสายสืบ ในเมืองหับป๋ามีทหารโจโฉอยู่อย่างมากก็แค่เจ็ดพันนาย และมีขุนพลแค่สามคนคือ เตียวเลี้ยว ลิเตียน และงักจิ้น เมื่อเทียบกับซุนกวนแล้ว... เขาเกณฑ์ขุนพลยอดฝีมือของกังตั๋งมาจนหมด แถมยังนำทหารหัวกะทิของกังตั๋งมาถึงแสนนาย แค่เห็นกำลังพลก็รู้ผลแพ้ชนะแล้ว เมืองหับป๋าถูกตีแตกก็แค่รอเวลาเท่านั้นขอรับ"
กวนอูพยักหน้าอีกครั้ง กวนอิ๋นผิงกับกวนซิงอายุแค่สิบกว่าปี สามารถวิเคราะห์สถานการณ์ได้ขนาดนี้ก็ถือว่าเก่งมากแล้ว
เขาไม่ได้หันไปถามกวนเป๋ง แต่กลับเบนสายตาไปที่กวนสกแทน
"เว่ยจือล่ะ เจ้ามีอะไรจะเสริมหรือไม่"
"สิ่งที่พี่รองกับพี่สามพูดมาก็คือสิ่งที่ลูกคิดไว้ทั้งหมดแล้ว ลูกไม่มีอะไรจะเสริมขอรับ" กวนสกตอบตามตรง
ได้ยินเช่นนี้กวนอูก็ไม่ได้โกรธเคืองอะไร เขาหันไปมองกวนเป๋ง
"ต่านจือ แล้วเจ้าล่ะ"
กวนเป๋งประสานมือคารวะ "ลูกติดตามท่านพ่อออกศึกมาหลายปี ได้รับการอบรมสั่งสอนจากท่านพ่อมาโดยตลอด ซึ่งในนั้น... ท่านพ่อเคยเล่าถึงเตียวเลี้ยว เตียวบุนเอี๋ยน และยังเล่าถึงความสัมพันธ์ระหว่างเขากับขุนพลคนอื่นๆ ในค่ายโจโฉด้วยขอรับ"
หืม...
กวนอูชะงักไปนิด ดูเหมือนว่าคำตอบของกวนเป๋งจะเหนือความคาดหมายของเขาไปสักหน่อย
กวนเป๋งอธิบายต่อ "ท่านพ่อเคยบอกว่าเตียวเลี้ยวกับลิเตียนมักจะขัดแย้งกันอยู่เสมอ ตอนที่ท่านพ่อยังอยู่ค่ายโจโฉ ก็เคยเห็นพวกเขาทะเลาะกันหลายต่อหลายครั้ง ตอนนี้พวกเขาทั้งสองคนต้องมาร่วมกันรักษาเมืองหับป๋า ความขัดแย้งภายในก็เปรียบเสมือนระเบิดเวลา... เวลาป้องกันเมือง ความขัดแย้งนี้ก็จะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น... จนอาจถึงขั้นแตกหักได้! เมื่อแม่ทัพไม่ปรองดองกัน จะเอาชนะได้อย่างไร ดังนั้น ลูกจึงคิดว่าศึกหับป๋าครั้งนี้ ทัพโจโฉต้องแพ้พ่าย ซุนกวนต้องได้ชัยชนะแน่นอน! ท่านพ่อควรเตรียมตัวให้พร้อม เพื่อเตรียมยกทัพขึ้นเหนืออีกครั้งขอรับ!"
น่าประทับใจ...
เห็นได้ชัดเลยว่าความขุ่นมัวในใจของกวนอูปลิวหายวับไปหมดสิ้น แม้แต่สีหน้าก็ยังดูแช่มชื่นขึ้นมาทันตาเห็น
จริงอยู่ว่าเขารู้สึกผิดหวังกับความ 'ไร้ระเบียบวินัย' ของกวนหลิน...
แต่เขากลับพึงพอใจในตัวกวนเป๋ง กวนซิง และกวนอิ๋นผิง เป็นอย่างมาก
อย่างน้อยๆ ลูกๆ เหล่านี้ก็วิเคราะห์สถานการณ์ศึกหับป๋าได้ตรงกับที่เขาคิดไว้ไม่มีผิดเพี้ยน
และเหตุผลที่กวนอูถอนทัพกลับมาในช่วงเวลานี้ ก็เพื่อพักฟื้นบำรุงกำลัง รอให้กองทัพโจโฉสูญเสียเมืองหับป๋าจนขวัญหนีดีฝ่อเสียก่อน ถึงเวลานั้นเมื่อเขายกทัพขึ้นเหนืออีกครั้ง ย่อมจะได้รับชัยชนะอย่างไร้พ่าย!
คำตอบของลูกๆ ทำให้กวนอูวาดฝันไปไกล
เดี๋ยวก่อน...
กวนอูหรี่ตาลง
เมื่อกี้มัวแต่คิดเพลิน เกือบจะลืมไปเลยว่า... ยังไม่มีใครอ่านคำตอบของกวนหลินเลย
ถึงแม้จะอารมณ์ดีขึ้นมากแล้ว แต่กวนอูก็ยังอยากจะรู้ว่า เจ้าลูกชายที่ทำให้เขา 'ผิดหวัง' คนนี้ จะเขียนคำตอบไว้อย่างไร
"กระดาษคำตอบของอวิ๋นฉี เว่ยจือ เจ้าลองอ่านให้ฟังทีสิ!" กวนอูสั่งการทันที
"ขอรับ..." กวนสกรับคำอย่างแข็งขัน จากนั้นก็หยิบม้วนไผ่บนโต๊ะของพี่สี่กวนหลินขึ้นมา เขากวาดสายตามองผ่านๆ แต่เพียงแค่แวบแรก เขาก็ถึงกับนิ่งอึ้งไปเลย...
เพราะ... สิ่งที่เขาเห็นคือบทกวี บทกวีที่ทำเอาคนอ่านแทบจะอ้าปากค้าง
-- พยัคฆ์คำรามสะท้านพันลี้ที่ท่าข้ามเซียวเหยา เจ้าเด็กตาสีมรกตแห่งกังตั๋งยังคงหวาดผวาแม้ยามหลับฝัน!
"อึก..."
กวนสกกลืนน้ำลายลงคอเฮือกใหญ่โดยไม่รู้ตัว และเมื่อเลื่อนสายตาลงไป เขาก็เห็นประโยคปิดท้าย
-- ซุนกวนแสนนายคุมทัพพ่ายยับเยิน เตียวเลี้ยวแปดร้อยสยบเด็กน้อยจนหยุดร้องไห้!
นี่...
นี่คือคำตอบของพี่สี่อย่างนั้นหรือ
...
[จบแล้ว]