- หน้าแรก
- เกิดใหม่ในฮ่องกงปี หนึ่งเก้าเจ็ดสอง ฉันแค่อยากทำเงินให้ไวที่สุด
- บทที่ 11: อนาถ! อนาถ! อนาถ!
บทที่ 11: อนาถ! อนาถ! อนาถ!
บทที่ 11: อนาถ! อนาถ! อนาถ!
ธุรกิจไนต์คลับในฮ่องกงยุคนี้ถือว่าเฟื่องฟูและพัฒนาไปไกลมาก มี "ชาดี" จากทั่วทุกมุมโลกมารวมกันอยู่ที่นี่ เจิ้งคุนนั่งดื่มเป็นเพื่อนพวกเขาสักสองสามแก้วพอเป็นพิธีก็ขอตัวกลับก่อน เขาจ่ายเงินไปหนึ่งหมื่นดอลลาร์ฮ่องกงพร้อมสำทับกับมาม่าซังว่า เงินส่วนที่เหลือให้นำไปคืนให้จอห์นซึ่งก็คือบอสฝรั่งคนนั้น มาม่าซังระแวกนี้เจนโลกอยู่แล้ว แค่ฟังก็เข้าใจเจตนาทันที
เมื่อกลับมาถึงบ้าน เจิ้งคุนยังคงรู้สึกเพลียอยู่บ้างจึงรีบเข้านอนแต่หัวค่ำ ไม่ใช่ว่าเขาไม่อยากทำอะไรต่อหรอกนะ แต่เป็นเพราะร่างกายในตอนนี้ยังเด็กเกินไปหน่อย
เช้าวันรุ่งขึ้น เจิ้งคุนตื่นนอนแถมเป็นการตื่นแบบไม่ได้ตื่นเองตามธรรมชาติเสียด้วย เพราะโดนพ่อบังเกิดเกล้าตะโกนปลุกขึ้นมา เขา รู้สึกหงุดหงิดงัวเงียอยู่ไม่น้อย และแอบคิดในใจว่าตาแก่นี่ต้องตั้งใจแกล้งปลุกเขาเพื่อให้เขามานั่งดูตัวเองสวีทหวานโชว์ความรักกับคุณน้าแน่ ๆ
หลังจากจัดการมื้อเช้าเรียบร้อย เขก็นอนแผ่อยู่ที่บ้าน พลางครุ่นคิดถึงประสบการณ์ความสำเร็จของบุคคลที่มีชื่อเสียงหลาย ๆ คน ตัวเขาอยากจะหาเงินทางลัดให้ได้เร็ว ๆ แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่อยากเอาตัวเองไปพัวพันกับพวกแก๊งนักเลงมาเฟียเจ้าถิ่น ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจเลียนแบบวิธีการทำงานของพวกบิ๊กบอสผู้ทรงอิทธิพลเพื่อจัดการสิ่งต่าง ๆ ให้ลุล่วง
เขากำหนดนโยบายกับตัวเองว่าจะต้องระมัดระวังตัวให้มากยามออกไปข้างนอก ไม่ใช่เพราะอะไรหรอก... แค่กลัวตายล้วน ๆ!
ดัชนีฮั่งเส็งดิ่งพสุธารูดมหาราชลงมามากกว่าหนึ่งพันจุดในชั่วข้ามคืน จากระดับสูงสุดกว่า 1700 จุด ส่งผลให้ผู้คนจำนวนมากต้องสิ้นเนื้อประดาตัว กลายเป็นบุคคลล้มละลาย หลายคนทานรับความอัปยศไม่ไหวจนต้องตัดสินใจจบชีวิตตัวเอง สภาพเศรษฐกิจของฮ่องกงตกต่ำดิ่งเหวลงทันตาเห็น บรรยากาศทั่วทั้งเมืองถูกปกคลุมไปด้วยความโศกเศร้าและความสิ้นหวัง
ตามคำบอกเล่าของคนเฒ่าคนแก่ในยุคหลังระลึกความหลังไว้ว่า ในช่วงเวลานั้น ต่อให้คุณจะเดินเคาะประตูหางานตั้งแต่ย่านคอสเวย์เบย์บนเกาะฮ่องกง ยาวไปจนถึงย่านเวสเทิร์นดิสทริกต์ คุณก็ไม่สามารถหางานทำได้ แม้กระทั่งงานรับส่งอาหารเดลิเวอรีธรรมดา ๆ ก็ยังไม่มีใครจ้าง
ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ตึงเครียดขนาดนี้ เจิ้งคุนผู้รักตัวกลัวตายจึงไม่กล้าโผล่หัวออกไปข้างนอกเลย เขา ยกหูโทรศัพท์หาเจ้าของสำนักพิมพ์หนังสือพิมพ์แห่งหนึ่งที่เคยติดต่อกันไว้ ตั้งใจจะทาบทามให้พวกเขาช่วยจัดพิมพ์นิยายเรื่องใหม่ให้
"สวัสดีครับ ผมขอสายหัวหน้าบรรณาธิการหน่อยครับ ผมเหลียงคุนนะ"
ปลายสายเงียบกริบไปอึดใจใหญ่ก่อนจะเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ "คุณเจิ้งครับ หัวหน้าบรรณาธิการของเรา... ไม่อยู่แล้วครับ"
"อ้าว ลาออกไปแล้วเหรอครับ? แล้วหัวหน้าบรรณาธิการคนใหม่ล่ะ"
"เปล่าครับ... แกเพิ่งกระโดดตึกฆ่าตัวตายที่ย่านเซ็นทรัลเมื่อวานนี้เองครับ"
น้ำเสียงของปลายสายทุ้มต่ำและหดหู่มาก ทำเอาเจิ้งคุนถึงกับยืนอึ้ง ตาค้าง พูดอะไรไม่ออกไปชั่วขณะ
"แล้วเถ้าแก่พวกคุณล่ะอยู่ไหม"
"เดี๋ยวผมไปตามเถ้าแก่มาให้ครับ"
ฝั่งโน้นมีเสียงฝีเท้าและเสียงเอะอะโวยวายดังขึ้นอย่างโกลาหล ผ่านไปครู่หนึ่งก็มีคนเดินมารับสายแทน
"ฮัลโหล คุณเจิ้งใช่ไหมครับ? ขอบคุณมากนะครับที่คุณยังอุตสาหะระลึกถึงและโทรมาหา แต่คราวนี้ผมคงต้องทำให้คุณผิดหวังแล้วล่ะครับ เพราะหนังสือพิมพ์ 'กงพาณิชย์รายวัน' ของเราน่าจะพยุงกิจการต่อไปไม่ไหวแล้ว"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เจิ้งคุนก็รู้สึกแปลกใจจึงเอ่ยถามว่า "เถ้าแก่หลิว เกิดอะไรขึ้นงั้นเหรอครับ พอจะเล่าให้ฟังหน่อยได้ไหม"
เถ้าแก่หลิวแห่งสำนักพิมพ์กงพาณิชย์รายวันทอดถอนใจยาว "บอกตามตรงเลยนะคุณเจิ้ง ตอนนี้ผมกำลังจะล้มละลายแล้วล่ะ ตั้งใจจะประกาศขายกิจการหนังสือพิมพ์ทิ้งซะ แต่ในสภาพการณ์แบบนี้หันไปทางไหนก็ไม่มีใครยอมยื่นมือเข้ามาเซ้งต่อเลยสักคน"
เจิ้งคุนทำสีหน้าไม่ค่อยอยากจะเชื่อเท่าไหร่นักจึงถามหยั่งเชิง "อย่าบอกนะว่าเถ้าแก่ก็แอบไปเล่นหุ้นกับเขาด้วย?"
"ก็ผมได้ยินคนในตลาดเขาบอกกันว่ามันเป็นแค่การปรับฐานทางเทคนิคชั่วคราวโว้ย ผมก็เลยกระโจนเอาเงินทั้งหมดเข้าไปช้อนซื้อ ผลสุดท้ายคือพังพินาศหมดเนื้อหมดตัว จนตอนนี้ต้องบากหน้ามาเร่ขายกิจการหนังสือพิมพ์ทั้งบริษัทประทังชีวิตนี่แหละ"
"กิจการหนังสือพิมพ์ของเถ้าแก่ตีราคาไว้เท่าไหร่ล่ะครับ ลองส่งรายละเอียดมาให้ผมดูหน่อยสิ ถ้าประเมินแล้วเข้าท่า ผมอาจจะรับเซ้งต่อเอง"
เมื่อได้ยินว่ามีคนสนใจยอมเสนอตัวรับช่วงเซ้งกิจการต่อ สีหน้าและน้ำเสียงของเถ้าแก่หลิวก็เปลี่ยนเป็นลิงโลดดีใจทันควัน ตอนนี้เขาติดหนี้สินรุงรังอยู่ถึงสามล้านดอลลาร์ฮ่องกง เงินสดติดตัวสักแดงเดียวก็ไม่มี รายได้ก็หดหาย ในวันนั้นเขาจึงรีบกุลีกุจอจัดเตรียมเอกสารรายงานทางการเงินเพื่อนำไปอวดให้เจิ้งคุนดู หวังจะใช้ตัวเลขเหล่านั้นมาอัปราคาอ้างอิงโก่งราคาขายให้ได้สูง ๆ
ในระหว่างมื้อเที่ยง เจิ้งฟู่กุ้ยเห็นลูกชายตัวดีเอาแต่นั่งอุดอู้อยู่แต่ในบ้าน ไม่ยอมโผล่หัวออกไปไหน ก็รู้สึกแปลกใจราวกับลูกชายกลับใจกลายมาเป็นเด็กดี
"ไอ้ลูกชาย วันนี้ทำไมแกดวงกุดไม่ยอมออกไปข้างนอกล่ะฮะ"
เจิ้งคุนก้มหน้าก้มตาพุ้ยข้าวเข้าปากพลางเอ่ยตอบว่า "พ่อ... พ่ออยากให้ผมออกไปข้างนอกขนาดนั้นเลยเหรอครับ"
"เปล่า... แค่เห็นแกยอมเชื่อฟังนอนอยู่บ้านไม่ยอมออกไปเตร็ดเตร่ข้างนอก ฉันก็รู้สึกว่าแกดูทำตัวเรียบร้อยรู้ความขึ้นเยอะ"
เจิ้งคุนอยากจะเอ่ยปากเหน็บแนมไอ้พ่อจอมเค็มคนนี้จริงๆ ตอนแรกทำท่าเหมือนกลัวเขาจะนอนอืดอยู่บ้าน แต่ตอนนี้กลับมาทำเป็นกลัวเขาจะไม่อยู่บ้านซะงั้น
เจิ้งฟู่กุ้ยเอ่ยสำทับต่อว่า "ช่วงนี้ฮ่องกงสถานการณ์ไม่ค่อยสู้ดีนัก ข้าเกรงว่าถ้าแกทะเล่อทะล่าออกไปข้างนอก อาจจะซวยโดนลูกหลงเกิดเรื่องเกิดราวเอาได้"
ถึงคำพูดจะฟังดูห้วนและขวานผ่าซากไปหน่อย แต่มันก็คือเรื่องจริง ทำเอาคนฟังแอบรู้สึกหดหู่ใจอยู่ลึก ๆ
หลังจากคุณน้ายกอาหารมาเสิร์ฟร่วมโต๊ะเสร็จสรรพและนั่งลงร่วมวงทานข้าว เธอก็หันมาเอ่ยกับเจิ้งคุนด้วยความหวังดีเช่นกัน "พี่กุ้ยพูดถูกแล้วล่ะจ้ะอาคุน ช่วงนี้อย่าเพิ่งออกไปไหนมาไหนเลยนะ ตอนนี้ฮ่องกงมันวุ่นวายโกลาหลระส่ำระสายไปหมด น้าเดินผ่านไปทางไหนก็เห็นแต่คนกระโดดตึกตายฆ่าตัวตาย แถมพวกนักเลงหัวไม้ก็ยกพวกตีกันฟันกันยับเยินน่ากลัวมากเลยล่ะ!"
เจิ้งคุนนิ่งฟังพยักหน้ารับคำ เขา รู้ดีว่าสถานการณ์ข้างนอกมันกำลังเข้าขั้นวิกฤตจลาจล ตัวเขาเองปกติก็ไม่ได้ออกไปไหนบ่อยอยู่แล้วย่อมไม่ได้ล่วงรู้รายละเอียดลึกซึ้งอะไรมากมาย แต่เขาก็ยังคงน้อมรับคำเตือนของทั้งสองคนอย่างว่าง่าย พยักหน้ายืนยันว่าจะเชื่อฟังไม่ออกไปไหนแน่นอน
หลังจากจัดการมื้อเที่ยงเสร็จสิ้น เขาก็เดินกลับเข้าห้องนอนของตัวเอง ในหัวเริ่มคิดคำนวณถึงเรื่องสำนักพิมพ์กงพาณิชย์รายวันขึ้นมา ถ้าเกิดเขาออกหน้าเดินทางไปเจรจาขอซื้อกิจการด้วยตัวเอง มีหวังคงไม่สามารถกดราคาลงมาได้แน่ ๆ แต่ถ้าลองไหว้วานส่งคนที่เชี่ยวชาญและรู้ระบบในวงการนี้ไปทำหน้าที่แทน... ตัวเลือกที่ยอดเยี่ยมที่สุดก็คงหนีไม่พ้นมาร์เก็ตติ้งส่วนตัวของเขาอย่าง หลินกั๋วจาง
คิดได้ดังนั้นเขาก็ไม่รอช้า รีบกดสายต่อสายหาหลินกั๋วจางทันที มอบหมายภารกิจให้อีกฝ่ายช่วยไปเป็นตัวแทนติดต่อเจรจากับเถ้าแก่หลิวแห่งสำนักพิมพ์กงพาณิชย์รายวันเพื่อตกลงซื้อขายกิจการ
ตัดภาพไปที่อีกด้านหนึ่ง เมื่อคืนนี้หลินกั๋วจางและจอห์นเปิดปาร์ตี้คลายเครียดร่ำสุรากันจนดึกดื่นค่อนคืน แถมต่างคนต่างก็หิ้วสาวสวยกลับไปนอนกกที่บ้านคนละคน พอตื่นเช้าขึ้นมาหัวสมองของทั้งคู่ยังคงปวดหนึบเพราะอาการแฮงก์เหล้า โชคดีที่ตัวเขากับจอห์นเดินทางไปทำงานพร้อมกัน ดังนั้นต่อให้จะแวะไปสายช้ากว่าเวลาเข้างานปกติก็คงไม่มีใครกล้าอ้าปากว่าอะไร
อย่างไรก็ตาม ตัวเขาตื่นเช้ากว่าจอหน์เล็กน้อย จึงเดินไปเคาะประตูห้องนอนของจอห์น เพราะกลัวว่าถ้าปล่อยให้หลับยาวจนสายเกินไปมันจะไม่ดี แม้ว่าระดับพวกเขาจะไม่ต้องกลัวเรื่องการเข้างานสาย แต่ภาพลักษณ์ในการทำงานมันจะดูไม่สง่างามในสายตาคนอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อหน้าผู้บังคับบัญชาระดับสูง
"หลิน... มีอะไรเหรอ"
เมื่อเห็นจอห์นเดินงัวเงียเปิดประตูออกมาพร้อมกลิ่นเหล้าคลุ้งพ่นออกมาจากปาก ซึ่งสภาพก็ดูไม่ได้ต่างจากตัวเขาเท่าไหร่นัก เขาก็ยังคงทำหน้าที่เตือนความจำ "วันนี้พวกเรายังมีภารกิจต้องเข้าออฟฟิศไปทำงานนะคุณ"
"โอ้ พับผ่าสิ! ผมเกือบลืมไปซะสนิทเลย ขอบใจมากนะหลิน!"
เขา เห็นจอห์นหันไปกระซิบกระซาบบอกคนข้างในห้อง ครู่ต่อมา แม่สาวฝรั่งตาน้ำข้าวรูปร่างสูงยาวเข่าดีหน้าอกภูเขาไฟก็เดินนวยนาดก้าวเท้าออกมา ดูจากสีหน้าท่าทางยิ้มแย้มแจ่มใสระรื่นของเธอแล้ว เมื่อคืนนี้คงจะกอบโกยเงินทิปค่าเหนื่อยไปได้โขอยู่
ก็แน่อยู่แล้วล่ะ ทั้งต้องออกแรงขยับร่างกายตรากตรำปรนนิบัติรับใช้แถมยังต้องคอยทำหน้าที่บริการกล่อมให้นอนหลับปุ๋ยอารมณ์ดีตลอดทั้งคืนขนาดนั้น
หลังจากทั้งสองคนจัดการธุระส่วนตัวและแต่งเนื้อแต่งตัวเรียบร้อย ก็พากันดื่มน้ำผึ้งผสมน้ำอุ่นเพื่อช่วยแก้อาการเมาค้าง ซึ่งมันก็ได้ผลดีชะงัด ช่วยให้พวกเขารู้สึกกระปรี้กระเปร่าสมองโล่งขึ้นมาก
"หลิน วิธีของคุณนี่มันเจ๋งเป้งจริง ๆ ช่วยดับอาการแฮงก์เหล้าเมื่อคืนของผมได้ชะงัดนัก"
โบราณว่าไว้ว่า มิตรภาพที่ยั่งยืนที่สุดในชีวิตของลูกผู้ชายมีอยู่สี่ประการ และตัวเขากับหลินกั๋วจางก็ได้ร่วมผ่านศึกประการสำคัญมาด้วยกันแล้วหนึ่งอย่างแถมยังเป็นศึกร่วมรบที่สร้างความผูกพันและแน่นแฟ้นที่สุดอย่างหนึ่งเสียด้วย
ทั้งสองคนเดินทางมาถึงบริษัทตรงตามเวลาอย่างเป๊ะ ๆ แม้ว่าตามร่างกายจะยังมีกลิ่นสุราจาง ๆ หลงเหลืออยู่บ้าง แต่ก็ไม่มีใครกล้าอ้าปากนินทาหรือตำหนิอะไรเลยแม้แต่น้อย เพราะในช่วงปีที่ผ่านมา พวกเขาทำผลงานกอบโกยเงินกำไรมหาศาลเข้าบริษัท แถมยังช่วยให้บริษัทรอดพ้นจากวิกฤตการณ์ความเสี่ยงครั้งใหญ่มาได้อย่างหวุดหวิด ส่งผลให้บอสใหญ่ระดับบนต่างพากันรักใคร่เอ็นดูและปลาบปลื้มในฝีมือของทั้งคู่เป็นอย่างมาก
ตอนนี้สภาพตลาดหุ้นกำลังเน่าเฟะดิ่งเหว ไม่มีวอลลุ่มการซื้อขายอะไรให้พวกเขาต้องลงไปคีย์ข้อมูลทำมาหากิน ในระหว่างที่ทั้งสองคนกำลังเตรียมตัวนั่งตบยุงอู้งานกันอย่างสบายอารมณ์ เสียงโทรศัพท์บนโต๊ะทำงานของหลินกั๋วจางก็แผดเสียงดังขึ้น
เขา เอื้อมมือไปกดรับสายพลางเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงเกียจคร้านเฉื่อยชาตามสไตล์ "ฮัลโหล~ ใครสายครับ"
"คุณหลินครับ ผมเองครับ เหลียงคุน!"
เมื่อได้ยินว่าเป็นเสียงของเจิ้งคุน หลินกั๋วจางก็ตาโตหายเป็นปลิดทิ้งและดึงสติกลับมาทันควัน เมื่อคืนนี้ไอ้หนุ่มกระเป๋าหนักคนนี้เพิ่งจะควักเงินสดจ่ายทิปกระจายไปตั้งหมื่นดอลลาร์ฮ่องกง เลี้ยงดูปูเสื่อพวกจนฟินสุด ๆ
"อ้าว คุณเจิ้งนี่เอง มีอะไรให้ผมรับใช้เหรอครับ"
เจิ้งคุนที่ถือสายรออยู่ฝั่งตรงข้าม แอบหลุดขำคิกคักออกมาเบา ๆ เมื่อได้ยินน้ำเสียงที่เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือของอีกฝ่ายได้อย่างรวดเร็วขนาดนี้ ทว่าเขาก็ไม่ได้เอ่ยปากแซวหักหน้าแต่อย่างใด ต่อให้ระดับความฉลาดทางอารมณ์ของเขาจะตํ่าเตี้ยเรี่ยดินขนาดไหน เขาก็ย่อมไม่มีทางทำเรื่องโง่ ๆ เสียมารยาทแบบนั้นแน่นอน
"คุณหลินครับ เรื่องมันเป็นแบบนี้ พอดีมีเพื่อนของผมคนหนึ่งกำลังประสบปัญหาทางการเงินฝืดเคืองอย่างหนักจนแทบจะเอาตัวไม่รอด ผมเลยตั้งใจจะยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือกู้หน้าโดยการขอซื้อควบรวมกิจการอสังหาริมทรัพย์และทรัพย์สินของเขามาน่ะครับ แต่ถ้าเกิดผมออกหน้าเดินทางไปเจรจาด้วยตัวเอง มันจะมีบางสิ่งบางอย่างที่พูดจาต่อรองราคาลำบาก คุณก็น่าจะเข้าใจความหมายใช่ไหมครับ"
เมื่อได้ยินเจิ้งคุนอธิบาย หลินกั๋วจางก็รู้สึกว่าไอ้หนุ่มคนนี้ช่างเป็นคนมีคุณธรรมน้ำมิตรและน่าคบหาจริง ๆ ทว่าเขาก็ยังคงตอบรับคำขออย่างเป็นงานเป็นการว่า "คุณเจิ้งช่างเป็นคนมีคุณธรรมสูงส่งและรักพวกพ้องจริง ๆ ครับ เอาเป็นว่าปล่อยให้เรื่องนี้เป็นหน้าที่ของผมเถอะ เดี๋ยวผมจะเดินทางไปเปิดโต๊ะเจรจาต่อรองกับทางฝั่งโน้นให้เอง"
"คุณหลิน งั้นผมขอฝากฝังเรื่องนี้ไว้ในมือคุณด้วยนะ ถ้างานนี้สำเร็จงดงามเมื่อไหร่ ผมจะมีรางวัลตบท้ายให้อย่างงามแน่นอน"
หลินกั๋วจางคิดในใจว่า รางวัลตบท้ายของคุณเจิ้งน่าจะเป็นเงินก้อนโตที่ถูกต้องตามกฎหมายแน่นอน แต่ถ้าให้เลือกได้ล่ะก็... เขาจะยิ่งรู้สึกเบิกบานใจกว่านี้อีกหลายเท่าตัวหากรางวัลนั้นเป็นอะไรที่ "ไม่ค่อยถูกทำนองคลองธรรม" แบบเมื่อคืนนี้ฮ่า ๆ...
"คุณเจิ้งครับ ผมยินดีและมีความสุขเป็นล้นพ้นอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสรับใช้และทำงานให้คุณ..."