- หน้าแรก
- พลิกกระดานท้าทายเซียน
- บทที่ 32: ขอบเขตมนุษย์
บทที่ 32: ขอบเขตมนุษย์
บทที่ 32: ขอบเขตมนุษย์
บทที่ 32: ขอบเขตมนุษย์
เม็ดยาถูกกลืนลงคอ เคี้ยวจนแหลกแล้วกลืนช้าๆ ชั่วอึดใจ คลื่นความร้อนดั่งไฟสุมก็ปะทุวาบขึ้นในช่องท้อง
คลื่นความร้อนพุ่งพล่านไปมาสะเปะสะปะราวกับแมลงวันไร้หัว
เหยียนสือซวี่โคจรลมปราณตามเคล็ดวิชาทันที ชักนำกระแสความร้อนให้ไหลเวียนไปตามเส้นลมปราณ ช่วงแรกไม่ราบรื่นนัก ฤทธิ์ยาอันร้อนรุ่มเกรี้ยวกราดดั่งม้าป่าพยศ ยากจะควบคุม
แต่เมื่อพยายามชักนำซ้ำแล้วซ้ำเล่า พวกมันก็ค่อยๆ ยอมจำนน โดยมีจุดตันเถียนล่างเป็นศูนย์กลาง ไหลเวียนไปตามเส้นลมปราณครบสองรอบ จากนั้นก็เคลื่อนเข้าสู่จุดตันเถียนกลาง วนเวียนผ่านจุดถานจง เส้นลมปราณปอด เส้นลมปราณกระเพาะอาหาร และเส้นลมปราณหยางหมิงที่มืออีกสองรอบ ก่อนจะจบลงที่จุดตันเถียนบน ทะลวงผ่านจุดอิ้นถัง อวี้เจิ้น และเส้นลมปราณตู...
รวมทั้งสิ้นหกรอบการโคจร หนึ่งรอบใช้เวลาสิบนาที
หนึ่งชั่วโมงต่อมา ฤทธิ์ยาก็ถูกดูดซับจนหมดสิ้น
เหยียนสือซวี่พ่นลมหายใจร้อนผ่าวออกมาทางปาก ท่ามกลางสติสัมปชัญญะอันเลือนลาง เขารู้สึกราวกับว่าสมองได้อัปเกรด 'ระบบประสาท' เพิ่มขึ้นมาอีกชุด
ระบบประสาทชุดนั้น เชื่อมต่อเข้ากับกล้ามเนื้อแขนทั้งสองข้าง
เพียงแค่ขยับความคิด กล้ามเนื้อแขนทั้งสองก็ปูดโปนขึ้นมาทันที มองเห็นแต่ละมัดได้อย่างชัดเจน พอเปลี่ยนความคิด กล้ามเนื้อเหล่านั้นก็ยุบตัวกลับคืนสู่สภาพเดิมพร้อมกัน
พองตัว ยุบตัว พองตัว ยุบตัว... เต้นระบำกล้ามเนื้อกันเลยทีเดียว
บัดนี้เขาสามารถควบคุมกล้ามเนื้อทุกมัดบนแขนทั้งสองข้างได้อย่างสมบูรณ์แบบ สามารถสั่งการให้พวกมันทุ่มแรงไปที่จุดเดียวกันได้ในเวลาเดียวกัน
แม้มวลกล้ามเนื้อจะไม่เปลี่ยนแปลง ทว่าพลังระเบิดที่ปล่อยออกมากลับแข็งแกร่งกว่าเดิมหลายเท่า
"ลุยต่อ"
เหยียนสือซวี่หยิบยาสร้างรากฐานอีกห้าเม็ดที่เหลือในตู้เสื้อผ้าออกมา แล้วกลับไปนั่งขัดสมาธิบนเตียงเตี้ย
เมื่อยาเม็ดที่สองตกถึงท้อง ระบบประสาทของเขาก็เชื่อมต่อกับขาทั้งสองข้าง ยาเม็ดที่สามเชื่อมต่อกับลำตัว ยาเม็ดที่สี่สร้างสัมผัสปราณ
จนกระทั่งยาสร้างรากฐานเม็ดที่ห้าตกถึงท้อง ร่างกายกลับไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ อีก
เหยียนสือซวี่ยืนอยู่ข้างเตียง กางขาสองข้างออกเล็กน้อย ยกแขนไขว้กันที่หน้าท้อง ก่อนจะเกร็งพลังขึ้นฉับพลัน
ชั่วพริบตา เส้นใยกล้ามเนื้อนับหมื่นแสนใต้ผิวหนังต่างตึงเขม็ง ปูดโปนเกี่ยวพันกันราวกับขดลวดเหล็ก เผยให้เห็นกลิ่นอายความเถื่อนดิบอันดุดัน
เขาไม่เพียงแต่ก้าวเข้าสู่ 'ขอบเขตมนุษย์' แต่ยังรวบรวมสัมผัสปราณอันเบาบางขึ้นมาได้อีกด้วย
นี่คือสัญญาณแห่งการก้าวเข้าสู่ขั้นที่สองของขอบเขตมนุษย์ นั่นคือ 'การฝึกปราณ'
บัณฑิตชราที่เคยสอนวิชาบู๊ให้เขาเคยกล่าวไว้ว่า: กินปราณบำรุงวิญญาณ อายุยืนยาวร้อยปี
สิ่งที่ผู้บำเพ็ญพรตเต๋าแสวงหามาทั้งชีวิตก็คือคำว่า 'ยืดอายุขัย' แต่เป้าหมายที่ผู้ฝึกยุทธ์มุ่งเน้นในการฝึกปราณ กลับเป็นเพราะให้ความสำคัญกับการยกระดับพลังต่อสู้ที่แฝงมากับการฝึกปราณต่างหาก
เห็นกงจักรเป็นดอกบัวแท้ๆ
น่าเสียดายที่ดูเหมือนร่างกายจะเริ่มดื้อยา ยาสร้างรากฐานจึงสิ้นฤทธิ์ไปเสียแล้ว
"วันหลังคงต้องปั่นค่าความประทับใจกับเลี่ยนหยางจื่อให้เยอะหน่อย จะได้หลอกเอาวิชาฝึกลมปราณขั้นต่อไปมาให้ได้"
หากไม่มีวิชาฝึกลมปราณของนิกายเหนือ เขาก็ไม่อาจดูดซับปราณได้ สัมผัสปราณอันเบาบางในกายย่อมไม่อาจพัฒนา และต้องติดแหง็กอยู่ในขอบเขตมนุษย์ขั้นต้นไปตลอดกาล
เหยียนสือซวี่มองออกไปนอกหน้าต่าง ท้องฟ้ามืดสนิทไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้
ใบหูขยับเล็กน้อย เขาได้ยินเสียงหวงฝูอี้กับหลวงจีนเกาเม่ยคุยกันอยู่ที่ลานบ้านด้านนอก เสียงมีดสั้นขูดเกล็ดปลา เสียงถ่านไม้แตกปะทุในเตาไฟ และเสียงไอน้ำดันฝาไม้ของหม้อต้มดังกุกกัก
ความเคลื่อนไหวในรัศมียี่สิบเมตร ไม่ว่าจะชัดเจนหรือแผ่วเบา ล้วนถูกโสตประสาทของเขาจับไว้ได้ทั้งหมด
ประสาทสัมผัสการรับกลิ่นก็พัฒนาขึ้นอย่างมหาศาล กลิ่นเหงื่อบนเสื้อผ้าเหม็นฉุนจนแสบจมูก
แน่นอนว่าประสาทการมองเห็นก็คงได้รับการยกระดับเช่นกัน เพียงแต่ในห้องไม่ได้จุดตะเกียง จึงยังสังเกตไม่ออกในตอนนี้
เขาปลดดาลประตูเดินออกไปที่ลานบ้าน หวงฝูอี้กำลังกดปลาตัวอวบอ้วนลงบนโต๊ะหิน ปลาคาร์ปพยายามสะบัดหางต่อสู้สุดชีวิต ประหนึ่งแม่นางน้อยที่พยายามขัดขืนอันธพาลชั่วช้า
หวงฝูอี้เงื้อมีดค้างไว้ หาจังหวะลงดาบไม่ได้เสียที
หลวงจีนเกาเม่ยนั่งยองๆ อยู่ข้างโอ่งน้ำ กำลังขูดเกล็ดและควักไส้ปลาตัวอื่น
"ป๋อเหิง ในที่สุดเจ้าก็ออกมาสักที" หวงฝูอี้รีบตะโกนเรียก "มาช่วยข้าที"
"ก่อนจะฆ่าปลาต้องตบให้สลบก่อน คราวก่อนข้าก็เคยสอนเจ้าไปแล้วไม่ใช่หรือ" เหยียนสือซวี่ก้าวฉับๆ เข้าไปรับมีดหั่นผักมา แล้วใช้สันมีดเคาะหัวปลาเบาๆ
ปลาสงบนิ่งไปอย่างสงบสุขราวกับเข้าฌาน
หวงฝูอี้ถอนหายใจอย่างโล่งอก "ข้าลืมไปน่ะ ป๋อเหิง ท้องร่วงจนหมดแรงหลับไปแล้วหรือ ข้าเคาะประตูเจ้าก็ไม่ตอบ"
เหยียนสือซวี่ครางรับแบบขอไปที หิ้วปลาเดินไปที่โอ่งน้ำ "ไปนั่งหลบมุมนู้น อย่ามาเกะกะ"
จู่ๆ เขาก็รู้สึกหิวโซ ราวกับปิดด่านฝึกวิชามาสามวันสามคืนติด
เมื่อโยนปลาที่ชำแหละทำความสะอาดแล้วลงในหม้อ ตามด้วยเต้าหู้และผักดอง ทั้งสามก็นั่งล้อมโต๊ะหิน รับลมเย็นยามค่ำคืนพลางสนทนากันถึงนโยบายบริหารบ้านเมือง
พอเหยียนสือซวี่เล่าเนื้อหาในกระดาษสอบทั้งสองม้วนจบ หวงฝูอี้กับหลวงจีนเกาเม่ยก็คล้ายกับถูกสกัดจุดให้อยู่นิ่ง
พวกเขานั่งนิ่งขึง จมดิ่งสู่ห้วงความคิดอันยาวนาน
ผ่านไปเนิ่นนาน หลวงจีนเกาเม่ยก็หอบหายใจหนักหน่วง "สมกับเป็นนโยบายเสถียรภาพแผ่นดิน มิน่าเล่าถึงได้ชื่อนี้ ทั้งสามารถเติมเต็มท้องพระคลัง และทำให้พวกคหบดีชนชั้นสูงหมดหนทางรับมือ"
หวงฝูอี้เอ่ยเสียงแผ่ว "นี่เจ้ากำลังสอนราชสำนักว่าควรประหยัดเงินอย่างไร และควรใช้เงินอย่างไร ป๋อเหิง เมื่อเทียบกับเจ้าแล้ว ขุนนางกรมพระคลังพวกนั้นมันก็แค่เศษสวะดีๆ นี่เอง"
เหยียนสือซวี่ตอบอย่างไม่ใส่ใจ "ฟังข้าพูดแค่ประเดี๋ยวเดียว ก็เข้าใจถึงกลยุทธ์ของข้าได้ พี่ชายทั้งสองรอบรู้จริงๆ"
รอบรู้แค่ไหนกันเชียว รู้อะไรล่ะ สองคนนี้แม่งฉลาดเกินไปต่างหาก!
สิ่งที่เขาพูดออกไป ไม่ใช่เรื่องที่บัณฑิตทั่วไปจะย่อยข้อมูลได้ง่ายๆ อย่างพวกนักศึกษาในโลกก่อนของเขา บางคนยังไม่เข้าใจเรื่องระบบภาษีเลยด้วยซ้ำ
แต่หวงฝูอี้กับหลวงจีนเกาเม่ยกลับทำความเข้าใจได้อย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังสามารถต่อยอดไปถึงข้อดีของระบบการแบ่งสัดส่วนภาษีและระบบงบประมาณแผ่นดินได้อีกด้วย
แววตาของหลวงจีนเกาเม่ยร้อนแรง "นี่ต่างหากคือเคล็ดวิชาขั้นสุดยอดที่จะช่วยปกปักรักษาประชาราษฎร์ในใต้หล้า คุณชายเหยียนปราดเปรื่องยิ่งนัก เกาเม่ยขอคารวะ"
เหยียนสือซวี่ยกมุมปากด้วยความถ่อมตัว "แค่วิชามารเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น!"
……
ณ ซิงเจี้ยวฟาง ประตูสีแดงชาดของสำนักผู้แทนอวิ๋นซั่วปิดสนิท ทว่าภายในกลับอึกทึกครึกครื้น
ห้องโถงใหญ่โอ่โถงกว้างขวาง หลี่หวยอันในฐานะทูตผู้แทน นั่งตัวตรงอยู่หลังโต๊ะไม้หลีฮวา เบื้องหน้ามีลูกแกะย่างสีเหลืองทองกรอบน่ากินวางอยู่
กลางห้องโถงที่ปูด้วยพรมขนแกะ นางรำชาวหูหกนางสวมชุดผ้าโปร่งบางเบากำลังร่ายรำหมุนกาย ชายกระโปรงหลากสีสันบานสะพรั่งราวกับดอกไม้
เหล่านางรำชาวหูต่างมีนัยน์ตาหลากสี เอวคอดกิ่วกระชับ เรียวขายาวสลวยทรวดทรงงดงาม หน้าอกอวบอิ่มขาวเนียนภายใต้ผ้าโปร่ง ไม่ว่าจะยกใครสักคนออกไป ก็สามารถเป็นนางโลมอันดับหนึ่งในโรงเตี๊ยมชาวหูได้อย่างสบายๆ
หลี่หวยอันกวาดสายตามองเหล่านางรำ พิจารณาเป้าหมายที่จะเรียกมาปรนนิบัติบนเตียงในคืนนี้
เขาอายุราวสี่สิบ รูปร่างกำยำล่ำสัน กำลังอยู่ในวัยฉกรรจ์ ผู้หญิงเพียงคนเดียวยากจะสนองความต้องการของเขาได้
นายทหารระดับรองผู้หนึ่งกุมด้ามดาบ ก้าวข้ามธรณีประตูเดินกะเผลกเข้ามาในห้องโถง
หลี่หวยอันโบกมือเบาๆ เหล่านางรำก็ค้อมกายถอยออกไป
"มีข่าวของนกแก้วตัวนั้นไหม?"
นายทหารส่ายหน้า
เมื่อได้ยินดังนั้น หลี่หวยอันก็ถอนหายใจ "สัตว์ป่าพยศเกินกว่าจะเลี้ยงให้เชื่องได้ สัตว์วิเศษที่มีอุปนิสัยดุร้ายหยิ่งผยองเช่นนี้ ไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้ ฝืนล่ามขังไว้ก็เปล่าประโยชน์"
เวลาผ่านไปครึ่งเดือน เขาไม่ได้ร้อนใจเหมือนช่วงแรกแล้ว นกที่บินหนีไปนานขนาดนี้ ไม่ตายก็คงบินเตลิดไปไกลแสนไกล ไม่มีทางตามกลับมาได้อีก
นายทหารเอ่ยเสียงต่ำ "มีข่าวจากสำนักเต๋าศาสตร์ขอรับ สายลับที่แฝงตัวอยู่ที่นั่นส่งข่าวมาว่า ในหมู่ศิษย์มีผู้หนึ่งนามว่า เหยียนสือซวี่ มีความสามารถทางอักษรศาสตร์ล้ำเลิศ..."
พูดยังไม่ทันจบก็ถูกหลี่หวยอันขัดจังหวะ ทูตผู้แทนที่มาจากสายบู๊ผู้นี้ขมวดคิ้ว:
"แค่ศิษย์สำนักศึกษาตัวเล็กๆ ไม่ต้องมารายงานข้าหรอก"
นายทหารรีบอธิบาย "นายน้อยคิดว่า ใต้เท้าสมควรจะได้รับทราบไว้ขอรับ"
หลี่หวยอันปรายตามองเขาแวบหนึ่ง ก่อนจะพยักหน้า
"เหยียนสือซวี่ผู้นี้ สอบได้คะแนนเป็นอันดับหนึ่งในการตอบกระทู้ถามของสำนักเต๋าศาสตร์ บทความกลยุทธ์ที่เขียนถูกนักพรตอวิ๋นม่อยกย่องให้เป็นนโยบายเสถียรภาพแผ่นดิน" นายทหารกล่าวเสียงหนักแน่น "และการสอบรับศิษย์ของสำนักเต๋าศาสตร์ หัวข้อที่ใช้ทดสอบคือ 'การปกครองโดยไร้การกระทำ' เพื่อจัดการกับขุนศึกหัวเมือง"
หลี่หวยอันเลิกคิ้ว "หากเป็นเช่นนั้น ก็นับว่าเป็นผู้มีความสามารถคนหนึ่ง"
น้ำเสียงของนายทหารดูประหลาดใจ "และ... บ่ายวันนี้ ศิษย์ของสำนักเต๋าศาสตร์จัดงานเลี้ยงสุราขึ้น ชายผู้นี้ได้เสนอแผนการอันแยบคายออกมาอีก ทำให้ว่างหยวน ศิษย์ของนักพรตอวิ๋นม่อ ถึงกับดีใจจนลืมตัว เสียกิริยากลางงานเลี้ยง"
มีความยอดเยี่ยมครั้งที่หนึ่ง ย่อมมีความยอดเยี่ยมครั้งที่สอง คุณค่าในตัวย่อมแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว
สีหน้าของหลี่หวยอันกลายเป็นเคร่งเครียดทันที "สืบประวัติภูมิหลังของมันมาหรือยัง?"
นายทหารส่ายหน้า "ข่าวเพิ่งส่งมา ยังไม่ได้ไปสืบขอรับ แต่สายลับบอกว่ามันเป็นคนตงตู"
หลี่หวยอันหยิบมีดสั้นสำหรับแล่เนื้อแกะขึ้นมา ใบมีดขาวสว่างสะท้อนดวงตาที่หรี่ลงครึ่งหนึ่ง "สืบที่อยู่ของมันมา รอให้สำนักศึกษาหยุดพัก แล้วส่งคนไปฆ่าทิ้งซะ"
นายทหารหยั่งเชิงถาม "ให้ข้าน้อยลองทาบทามมันดูก่อนดีไหมขอรับ?"
หลี่หวยอันส่ายหน้า "สำนักเต๋าศาสตร์หูตากว้างไกล กองกำลังอื่นก็คงจะรู้เรื่องนี้แล้ว คนมีความสามารถระดับนี้ ใครๆ ก็อยากดึงตัวไปร่วมงาน ไม่มีทางเลือกอวิ๋นซั่วของพวกเราแน่ ฆ่าทิ้งให้จบๆ ไปเลยดีกว่า จะได้ไม่เป็นภัยในภายหลัง"
สามหัวเมืองชายแดนเหนือแตกต่างจากหัวเมืองอื่นๆ เพราะพวกแรกเป็นพวกกบฏที่เหลือรอด ตั้งตนเป็นอิสระ
บัณฑิตทั่วหล้ารักษาชื่อเสียงยิ่งชีพ บัณฑิตที่มีปณิธานอยากเป็นอัครเสนาบดี ย่อมไม่มีทางเข้าไปพัวพันกับสามหัวเมืองชายแดนเหนือเด็ดขาด
"ขอรับ!" นายทหารรับคำ
……
"เด็กดี!"
เหยียนสือซวี่ลูบหัวนกเล่น "พรุ่งนี้จะหาหนังสือสนุกๆ มาให้อ่านนะ เอ้า กินพุทราซะ กินพุทรา"
เขาบี้พุทราจนแหลก ดึงเมล็ดออก แล้วค่อยๆ ป้อนให้เสวี่ยอี
เสวี่ยอีกำลังหงุดหงิดเรื่องหนังสืออ่านนอกเวลา เคืองที่เขาผิดคำพูดครั้งแล้วครั้งเล่า
"ถ้าเบื่อ ทำไมไม่ไปเล่นกับนกตัวอื่นบ้างล่ะ" เหยียนสือซวี่ไม่มีประสบการณ์เลี้ยงเด็ก
บางครั้งการมีไอคิวสูงก็ไม่ใช่เรื่องดี นกธรรมดามีชีวิตไปวันๆ แค่หาเลี้ยงปากท้องก็พอแล้ว แต่พอมีความฉลาด ก็อยากจะหาความบันเทิงเข้าตัว
"พวกมันพูดไม่ได้ด้วยซ้ำ" เสวี่ยอีแค่นเสียงอย่างเหยียดหยาม
ก็บนโลกนี้มีนกพูดได้อยู่ตัวเดียวก็คือเอ็งไง... เหยียนสือซวี่คิดในใจ "แล้วเจ้าสื่อสารกับพวกมันได้หรือเปล่า สั่งให้พวกมันทำอะไรได้ไหม?"
ดวงตากลมโตสีดำขลับของเสวี่ยอีจ้องมองเขา ราวกับมองคนโง่ "แล้วคนอย่างพวกเจ้า คุยกับลิงรู้เรื่องไหม สั่งให้ลิงทำงานให้ได้หรือเปล่า"
"ข้าจะสั่งให้ลิงทำอะไรได้หรือเปล่านั่นมันอีกเรื่อง แต่สายตาที่เจ้ามองข้าเหมือนลิงมันหมายความว่าไง ความเคารพต่อผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตของเจ้าหายไปไหนหมด" เหยียนสือซวี่ทำเสียงดุ
"ชิ! ไอทาสหมาจอมโกหก" เสวี่ยอีเบือนหน้าหนี
หลังจากหนึ่งคนหนึ่งนกแอบคุยกันเสร็จ เหยียนสือซวี่ก็ใช้ผ้าปิดหน้าโพกหัว พกกระดาษแผ่นเล็กที่เตรียมไว้ ลอบปีนหน้าต่างออกไปอย่างเงียบเชียบ
เวลานี้ เป็นยามที่ดวงจันทร์ลอยเด่นเหนือยอดหลิว ผู้คนนัดหมายกันหลังเที่ยงคืน
อาศัยความมืดมิดในยามราตรีอำพรางตัว เขาลอบเข้าไปในลานบ้านของเห้อซือฉี แล้วเคาะประตูเบาๆ
สิบกว่าวินาทีต่อมา บานประตูที่ปิดสนิทก็เปิดออก
เห้อซือฉีกวาดสายตามองไปรอบลานบ้านอันมืดมิดอย่างระแวดระวัง พอก้มหน้าลง ก็เห็นกระดาษม้วนเล็กๆ ตกอยู่
เขาหยิบมันขึ้นมาอย่างเงียบเชียบ กลับเข้าไปในห้องแล้วคลี่ออกดู:
"เจอกันที่โรงอาหาร!"
นอกจากตัวอักษรแล้ว ยังมีภาพวาดค่ายกลเจ็ดดาวเหนืออย่างง่ายๆ อีกด้วย
ในความมืดมิด ม่านตาของเห้อซือฉีเบิกกว้าง หัวใจเต้นระรัว
ตัวตนของข้า... ผู้อาวุโสล่วงรู้หมดแล้วหรือ?
เขาจับได้ตั้งแต่เมื่อไหร่?!
ข้าก็ไม่ได้ถูกสะกดรอยตามนี่นา!!