- หน้าแรก
- พลิกกระดานท้าทายเซียน
- บทที่ 27: หย่อนเบ็ด
บทที่ 27: หย่อนเบ็ด
บทที่ 27: หย่อนเบ็ด
บทที่ 27: หย่อนเบ็ด
ตลอดทั้งช่วงเช้า เหยียนสือซวี่ที่นั่งอยู่แถวหน้ารู้สึกได้ว่าสายตาที่จ้องมองมาจากด้านหลังไม่เคยหยุดพักเลย
มันทำให้เขารู้สึกเหมือนนั่งอยู่บนกองไฟ อึดอัดไปทั้งตัว
ไม่ใช่เพราะเขาเป็นคนขี้อายหรือเก็บตัว แต่เป็นเพราะประสาทสัมผัสทั้งหกของผู้ฝึกยุทธ์นั้นเฉียบคมประดุจเซ็นเซอร์ตรวจจับความเคลื่อนไหว สายตาแต่ละคู่ที่จ้องมองมาก็เหมือนคนที่เดินวนเวียนอยู่ใต้หลอดไฟ กระตุ้นให้ระบบเซ็นเซอร์ของเขาทำงานดังแจ้งเตือนไม่หยุดหย่อน
ในที่สุดก็ทนจนถึงยามเที่ยง นักพรตว่างหยวนลุกขึ้นยืนด้วยท่าทีที่ยังสอนไม่จุใจ เขามองเหยียนสือซวี่ด้วยรอยยิ้มเต็มหน้าแล้วกล่าวว่า
"หากเจ้ามีข้อสงสัยใดในคัมภีร์ สามารถมาหาข้าได้ที่อารามฉงเจิน"
"ขอบพระคุณท่านบัณฑิตหลวงที่เมตตาขอรับ" เหยียนสือซวี่ลุกขึ้นประสานมือคารวะ
นักพรตว่างหยวนลูบเคราหัวเราะ เอามือไพล่หลัง แล้วเดินออกจากหอเสวียนหมิงไปอย่างเชื่องช้า
เหล่านักศึกษาพากันกรูกันเข้ามาล้อมรอบทันที ต่างคนต่างแย่งกันถามเซ็งแซ่:
"พี่เหยียน นโยบายกำหนดแคว้นคือสิ่งใดกัน?"
"การปกครองแบบไร้การกระทำไม่เหมาะกับสถานการณ์ปัจจุบัน แล้วแท้จริงท่านเขียนอันใดลงไปในบทความกันแน่"
"รบกวนพี่เหยียนชี้แนะข้าด้วย"
หลี่เยี่ยนเจินยืนอยู่นอกวงล้อม มีท่าทีอึกอักอยากจะพูดแต่ก็เงียบไป ทั้งอยากรู้อยากเห็น แต่ก็ทิฐิสูงเกินกว่าจะลดตัวลงมาเอ่ยปากถาม
เหยียนสือซวี่กระแอมไอหนึ่งครั้งแล้วกล่าว "สหายร่วมศึกษาทุกท่าน ไม่ใช่ว่าข้าหวงแหนความรู้หรอกนะ แต่คำพูดของท่านบัณฑิตเมื่อครู่ ทุกท่านก็คงได้ยินกันแล้ว เรื่องนี้เป็นความลับทางราชการ มิอาจแพร่งพรายได้"
นโยบายก่อนที่จะประกาศใช้อย่างเป็นทางการ จำเป็นต้องผ่านกระบวนการมากมาย ทั้งการประชุมหารือ รวบรวมข้อมูล และวิเคราะห์ความเป็นไปได้
ทว่าเหล่านักศึกษายังคงล้อมเขาไว้ ไม่ยอมให้เดินหนี
หวงฝูอี้โวยวายขึ้นมา "ไม่ได้ยินหรือไงว่าเป็นความลับ! พวกเจ้าเป็นปัญญาชนเสียเปล่า ไร้ยางอายกันขนาดนี้เชียวหรือ? เห็นแก่หน้าข้าบ้าง แยกย้ายๆ ไปได้แล้ว"
เมื่อเหล่านักศึกษาเห็นว่าเป็นเขา บางส่วนก็ยอมถอยหลบไปด้านข้างจริงๆ
เหยียนสือซวี่ฉวยโอกาสนั้นแหวกทางคนสองคน แล้วแทรกตัวออกไปอย่างยากลำบาก
"พี่เหยียนช้าก่อน พี่เหยียน..."
ยังคงมีนักศึกษาอีกไม่น้อยที่วิ่งตามออกมา
เหยียนสือซวี่กล่าวคำขอโทษไปพลาง ขณะเดียวกันก็จดจำใบหน้าของพวกเขาทีละคนไปพลาง
การที่ให้ความสนใจกับนโยบายกำหนดแคว้นมากถึงเพียงนี้ ยากจะบอกได้ว่าเป็นเพราะความอยากรู้อยากเห็นล้วนๆ หรือมีเจตนาแอบแฝงกันแน่
หลังจากสลัดหลุดจากเหล่านักศึกษา ทั้งสามคนก็เดินมุ่งหน้าไปยังโรงอาหาร หลวงจีนเกาเม่ยทนแล้วทนเล่า ในที่สุดก็ทนไม่ไหว "ตกลงว่า ป๋อเหิง ซ่อนนโยบายกำหนดแคว้นอะไรไว้กันแน่?"
เหยียนสือซวี่โบกมือ "ในบทความ ข้าแค่เสนอแนวทางการปฏิรูประบบภาษีไปสองข้อ ไม่สลักสำคัญอันใดหรอก คืนนี้ค่อยคุยกันละเอียดๆ"
เขาหันไปพูดกับหวงฝูอี้ "จริงสิ เมื่อครู่มีไอ้หมอคนหนึ่งแอบหยิกข้า ข้าไม่รู้ชื่อเขาหรอก แต่เคยเห็นหน้าในหอพัก เขาพักอยู่ลานที่หกแถวที่สอง ห้องริมสุดทางขวา"
หวงฝูอี้หลุบตาลงนึกทบทวน แล้วถาม "ใช่เจ้านั่นที่มีไฝบนคิ้วหรือเปล่า?"
เหยียนสือซวี่ตอบรับอืออาในลำคอ "อืม... ยังไงก็พักอยู่ห้องนั้นแหละ"
หวงฝูอี้ทำหน้ามั่นใจ "เห้อซือฉี... ไอ้หมอนี่กล้าหยิกเจ้าเชียวเรอะ? เจ้ารอก่อนเถอะ เดี๋ยวพอถึงโรงอาหาร ข้าจะพาคนไปรุมหยิกมันคืนให้เจ้าเอง"
"ก็ไม่ถึงกับต้องทำขนาดนั้นหรอก..." เหยียนสือซวี่กล่าว ทว่าในใจกลับสลักชื่อ 'เห้อซือฉี' เอาไว้อย่างแม่นยำ
ตอนทานอาหาร เหยียนสือซวี่จงใจเลือกที่นั่งใกล้ประตู เขากินผักและข้าวฟ่างอย่างใจลอย ขณะที่สายตาลอบสังเกตนักศึกษาที่เดินเข้ามาอย่างไม่วางตา
ในที่สุด เขาก็เห็นนักศึกษาคนหนึ่งที่มีไฝดำเม็ดใหญ่เตะตาอยู่บนคิ้วซ้ายเดินเข้ามาพร้อมกับเพื่อน
เห้อซือฉีมีหน้าตาธรรมดา ผิวสีแทน รูปร่างสูงประมาณหนึ่งร้อยเจ็ดสิบห้าเซนติเมตร
ส่วนสูงนี้พอดีกับ 'กวนเฟิง' เมื่อคืนเป๊ะ
หลังจากจัดการมื้อเที่ยงอย่างรวดเร็ว เหยียนสือซวี่ก็อ้างว่าจะไปเข้าห้องน้ำ เขารีบกลับไปที่หอพักโดยไม่รอรูมเมตทั้งสองคน
เขาล้วงกุญแจออกมาไขเปิดประตูไม้ ท่าทางว่องไวขณะฝนหมึกและกางกระดาษออก
เสวี่ยอีกำลังอ่านหนังสืออยู่ เมล็ดข้าวฟ่างบนโต๊ะถูกจิกกินจนเกลี้ยง เพราะเมื่อคืนมีนัดหมายว่าต้องช่วยส่งจดหมาย วันนี้มันจึงไม่ได้ออกไปไหน
เหยียนสือซวี่จับพู่กัน ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วเขียนว่า:
"เมื่อคืนยามจื่อ ข้าเห็นเจ้าไปที่โรงอาหาร"
คิดไปคิดมา เขาก็ขยำกระดาษหยาบๆ แผ่นนั้นทิ้ง แล้วเปลี่ยนมาใช้มือซ้ายเขียนใหม่
เขาตัดกระดาษให้เรียบร้อย ยื่นให้เสวี่ยอีแล้วสั่ง "เอากระดาษแผ่นนี้ไปส่งที่ห้องของเจ้านั่นเมื่อคืน"
"แล้วถ้าประตูล็อกล่ะ?" เสวี่ยอีมีตรรกะที่รอบคอบมาก
"ก็สอดเข้าทางช่องใต้ประตู ระวังตัวด้วย อย่าให้ใครเห็นเข้า" เหยียนสือซวี่กล่าว "ภารกิจของเจ้าในวันนี้คือจับตาดูมันให้ดี"
หากกวนเฟิงแปรพักตร์ไปแล้ว เมื่อเห็นกระดาษโน้ตแผ่นนี้ เขาจะต้องคิดว่าตัวเองถูกจับตามองอีกแล้ว
เขาจะต้องลนลาน รีบไปรายงานเจ้านายคนใหม่และปรึกษาหาทางรับมือ
แต่ถ้าเขายังไม่แปรพักตร์ เขาจะหาโอกาสทิ้งรหัสลับไว้ในจุดที่สังเกตเห็นได้ง่าย เพื่อบอกใบ้ว่าการนัดพบในคืนนี้ถูกยกเลิก
เสวี่ยอีมองเศษกระดาษที่ยื่นมาจ่อปาก แต่ไม่ยอมคาบไว้ มันส่งเสียงฮึดฮัด "แล้วหนังสือของข้าล่ะ?"
"ช่วงนี้ข้ายุ่งมากเลย..."
เสวี่ยอีสะบัดหน้าหนีไปอีกทาง
เหยียนสือซวี่นวดหว่างคิ้ว พยายามง้อ "พรุ่งนี้ พรุ่งนี้ข้าจะไปที่หอตำราให้แน่นอน"
ตารางเรียนของสำนักเต๋าศาสตร์นั้นแน่นเอี๊ยด ทุกวันมีเวลาว่างแค่ช่วงพักกลางวันสองชั่วโมงเท่านั้น
"ใครโกหกขอให้เป็นทาสหมา" เสวี่ยอีคาบเศษกระดาษแล้วบินออกไปทางหน้าต่าง
เหยียนสือซวี่มองตามเสวี่ยอีที่บินจากไป เขานั่งลงหน้าโต๊ะหนังสือ ใช้นิ้วเคาะโต๊ะเป็นจังหวะ
ถ้ากวนเฟิงแปรพักตร์ไปแล้ว อย่างมากก็แค่ตัดสายป่านเส้นนี้ทิ้ง แล้วตัวเขาเองก็ไม่ต้องเผยตัวอีก
แต่ในทางกลับกัน... ต้องคิดหาทางช่วยกวนเฟิงให้รอดพ้นจากวิกฤต
"ตอนนี้ศัตรูอยู่ในที่มืด ส่วนฝั่งเราอยู่ในที่สว่าง การจะล็อคเป้าหมายจากนักศึกษาใหม่หกสิบคนนั้นยากเกินไป"
"วิธีที่ปลอดภัยที่สุด คือตอนที่นัดพบกันที่หอสมบัติฉางเจินในมะรืนนี้ ก็จัดการกวาดล้างศัตรูซะให้สิ้นซาก"
วิธีที่เรียบง่ายที่สุด มักจะต้องพึ่งพากำลังรบที่แข็งแกร่งเป็นรากฐาน
อีกทั้งจำนวนและฝีมือของศัตรูก็ยังไม่แน่ชัด ส่วนกวนเฟิงก็มีอาการบาดเจ็บ ตัวเขาเองก็ยังไม่บรรลุขอบเขตวิถียุทธ์ ขืนทำอะไรสุ่มสี่สุ่มห้าอาจจะโดนตลบหลังฆ่าตายเองได้
วิธีที่รัดกุมกว่า คือคืนพรุ่งนี้ต้องดูสถานการณ์ไปก่อน
ถ้าฆ่าได้ก็ฆ่า ถ้าฆ่าไม่ได้ ก็ให้กวนเฟิงลาออกจากสำนักไปซะ
"ข้ามีโอสถที่สกัดจากสมุนไพรวิเศษอยู่หกเม็ด การจะบรรลุขอบเขตวิถียุทธ์ไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแต่ผลข้างเคียงของโอสถนั้นรุนแรงเกินไป และคืนพรุ่งนี้ก็คือเวลาที่อีกฝ่ายกำหนดไว้..."
ต้องหาทางเพิ่มประสิทธิภาพในการดูดซับโอสถให้ได้
เหยียนสือซวี่ขมวดคิ้วครุ่นคิดอยู่นาน ในที่สุดดวงตาก็ทอประกายวาบ
……
หลังอาหารกลางวัน เห้อซือฉีกลับมาที่ลานพัก ล้วงกุญแจออกมาไขประตูเข้าห้อง
ตอนที่หันกลับไปปิดประตู หางตาก็เหลือบไปเห็นเศษกระดาษตกอยู่ที่พื้น
เห้อซือฉีใจหายวาบ รีบก้มลงเก็บกระดาษแผ่นนั้นขึ้นมาดู บนนั้นเขียนเอาไว้ว่า:
"เมื่อคืนยามจื่อ ข้าเห็นเจ้าไปที่โรงอาหาร"
เมื่อเห็นลายมือที่โย้เย้บิดเบี้ยว ลมหายใจของเขาก็พลันถี่กระชั้นขึ้นมาทันที
……
เหยียนสือซวี่ออกจากหอพัก มุ่งหน้าไปยังห้องปรุงยา
ห้องปรุงยาของสำนักเต๋าศาสตร์ตั้งอยู่ในโซนที่พักอาศัยเช่นกัน เป็นลานเล็กๆ ริมสระน้ำ อาคารรอบๆ ประกอบไปด้วยเรือนพักของบัณฑิตหลวง ห้องวิปัสสนา และโรงอาบน้ำ ถนนดินอัดระหว่างหมู่อาคารคดเคี้ยวไปมา
เหยียนสือซวี่หยุดยืนอยู่หน้าลาน ภายในลานไร้ผู้คน เขาส่งเสียงดังว่า "นักพรตเลี่ยนหยางจื่อ ศิษย์เหยียนสือซวี่ มาขอเข้าพบขอรับ"
ร้องเรียกติดกันสามครั้ง ร่างสูงใหญ่กำยำของเลี่ยนหยางจื่อก็เดินออกมาจากในบ้าน
เลี่ยนหยางจื่อมองเขาอยู่สองสามวินาที ก่อนจะร้องอ้อ "เจ้าคืออันดับหนึ่งในหมู่นักศึกษาใหม่นี่เอง"
โชคดีที่เคยเอาหน้าไปเสนอให้เห็นมาบ้างแล้ว เหยียนสือซวี่จึงเข้าเรื่องทันที
"ปัจจุบันสำนักเต๋ามีรากฐานฝังลึก มีสาขาย่อยนับไม่ถ้วน ทว่าในสายตาของศิษย์ มีเพียงมรรคาจินตานเท่านั้นที่เป็นวิชาเซียนที่แท้จริง ศิษย์เลื่อมใสในวิชาเน่ยตานมาหลายปี วันนี้ในที่สุดก็มีวาสนาได้พบยอดคนแห่งนิกายเหนือ จึงหน้าหนามาขอคำชี้แนะขอรับ"
เขาเปลี่ยนสรรพนามจาก 'นักพรต' เป็น 'ท่านอาจารย์' และจงใจเอ่ยถึงวิชาเน่ยตาน
ต้องขอบคุณคนช่างจ้ออย่างหวงฝูอี้ ที่ทำให้เหยียนสือซวี่รู้ว่า สี่นิกายใหญ่ของสำนักเต๋าต่างก็คิดว่าตนเองคือสายเลือดแท้ที่ถูกต้อง ภายนอกดูปรองดอง แต่แท้จริงแล้วกลับชิงดีชิงเด่นกันเอง
สำนักฉงเจินมองว่าตนเองรวบรวมข้อดีของทุกสายวิชา เปรียบดั่งมหาสมุทรที่รองรับแม่น้ำร้อยสาย ส่วนอีกสามนิกายที่เหลือก็เป็นแค่พวกบำเพ็ญเพียรเหม็นสาบ ในขณะที่พวกเขานั้นทั้งรู้วิธีบำเพ็ญเพียรและยังรู้วิธีปกครองบ้านเมือง
ส่วนอีกสามนิกายที่เหลือก็รู้สึกว่าสำนักฉงเจินเรียนจับฉ่าย ไม่ลึกซึ้งพอ และไม่ใช่นิกายดั้งเดิมที่แท้จริง
นิกายซ่างชิงฝึกฝนทั้งวิชากระบี่และวิถีเต๋าควบคู่กัน เป็นเลิศด้านการโจมตีสังหาร พวกเขามองว่าตนเองต่อสู้เก่งที่สุด ดังนั้นจึงสมควรเป็นพี่ใหญ่
ความขัดแย้งระหว่างนิกายใต้และนิกายเหนือนั้น ยิ่งไม่ต้องพูดถึง
เลี่ยนหยางจื่อกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ:
"เคล็ดวิชาลับของสำนักเต๋ามีเป็นหมื่นพัน ต่างก็มีจุดเด่นของตัวเอง ไม่มีแบ่งแยกสูงต่ำหรอก"
เหยียนสือซวี่มีท่าทีหนักแน่น "หากไม่ฝึกจินตาน ก็ไร้ความหวังที่จะบรรลุเป็นเซียน"
บนใบหน้าของเลี่ยนหยางจื่อปรากฏรอยยิ้ม "ในเมื่อเจ้ามีใจเช่นนี้ นักพรตยากไร้ผู้นี้ก็ย่อมถ่ายทอดให้จนหมดเปลือก"
สิ่งที่ควรค่าแก่การกล่าวถึงคือ สำนักเต๋าศาสตร์นอกจากจะเป็นสถานที่คัดเลือกบัณฑิตเข้ารับราชการแล้ว ยังเป็นแหล่งบ่มเพาะที่สี่นิกายใหญ่แห่งเต๋าใช้คัดเลือกศิษย์ที่มีพรสวรรค์อีกด้วย
ทั้งสองคนเข้ามาในห้องวิปัสสนา เลี่ยนหยางจื่อค้นเบาะรองนั่งใบหนึ่งออกมาจากหีบไม้แล้วยื่นให้เขา
เหยียนสือซวี่กล่าว "ศิษย์อยากฝึกฝนวิชาเน่ยตานสายตรงของนิกายเหนือขอรับ"
วิชาบำรุงปราณที่แพร่หลายอยู่ในยุทธภพทุกวันนี้ เป็นเพียงรูปแบบเบื้องต้นของวิชาเดินลมปราณแห่งนิกายเหนือ เป็นแค่ระดับพื้นฐานเท่านั้น
แต่วิชาเดินลมปราณสายตรงของนิกายเหนือ เป็นยอดวิชาการบำเพ็ญเพียรที่สามารถฝึกจนก่อเกิดพลังปราณได้โดยตรง
ซึ่งในวิถียุทธ์ การก่อเกิดพลังปราณได้นั้น ถือเป็นขอบเขตมนุษย์ขั้นที่สองแล้ว
เลี่ยนหยางจื่อชะงักไปเล็กน้อย ไม่คิดว่านักศึกษาผู้นี้ พออ้าปากก็ขอเคล็ดวิชาลับที่ไม่ถ่ายทอดให้คนนอกของสำนักเสียแล้ว
"นี่... วิชาเน่ยตานเป็นรากฐานวิถีเต๋าของนิกายเหนือเรา มิอาจถ่ายทอดให้คนนอกได้" เลี่ยนหยางจื่อส่ายหน้า
เหยียนสือซวี่ก้มหัวโขกคำนับทันที "ศิษย์เหยียนสือซวี่ คารวะท่านอาจารย์"
เลี่ยนหยางจื่อ: "???"
เลี่ยนหยางจื่อลูบตอคางที่แข็งกระด้างของตนพลางกล่าว "ต่อให้เข้าสำนักแล้ว ก็ต้องบำรุงแก่นแท้หล่อหลอมร่างกาย ถือศีลกินเจเป็นเวลาสามปีเสียก่อน จึงจะสามารถฝึกวิชาเน่ยตานได้"
เหยียนสือซวี่ถอนหายใจ ลุกขึ้นยืนด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความเสียดาย:
"ดูท่าข้าคงไร้วาสนากับนิกายเหนือ เปลี่ยนไปเข้านิกายใต้ดีกว่า นิกายใต้คงไม่มีเงื่อนไขยุ่งยากกระมัง"
ต้องใช้ไม้นี้แหละ!
"เจ้านั่งลงเดี๋ยวนี้! วิชาจินตานของนิกายเหนือเรา จะเอาไปเทียบกับวิชาบำเพ็ญคู่ของนิกายใต้ได้อย่างไร" เลี่ยนหยางจื่อหน้าดำคร่ำเครียด กล่าวว่า "การบำรุงแก่นแท้หล่อหลอมร่างกาย ถือศีลกินเจ ไม่ใช่เงื่อนไขที่สำนักจงใจตั้งขึ้นมากีดกัน แต่มันคือเงื่อนไขพื้นฐานสำหรับการฝึกวิชาเน่ยตานต่างหาก"
"เพราะเหตุใดหรือขอรับ?" เหยียนสือซวี่ถามอย่างไม่เข้าใจ
ร่างที่นั่งขัดสมาธิของเลี่ยนหยางจื่อดูราวกับกำแพงหนา เขากล่าวอย่างช้าๆ "วิชาเดินลมปราณของนิกายเหนือ จำเป็นต้องใช้โอสถเข้าช่วย โดยใช้เคล็ดวิชาเดินลมปราณชักนำฤทธิ์ยาให้ไหลเวียนไปตามเส้นลมปราณทั่วร่าง ร่างกายของคนธรรมดาทนรับฤทธิ์ยาที่ดุดันไม่ไหว ดังนั้นจึงต้องบำรุงแก่นแท้หล่อหลอมร่างกายเสียก่อน หากไม่มีโอสถเฉพาะของนิกายเหนือ ต่อให้มอบวิชาเดินลมปราณให้เจ้าไป เจ้าก็ใช้มันไม่ได้อยู่ดี"
นี่เป็นความรู้ที่เหยียนสือซวี่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน
เอ๊ะ ฟังดูแล้วทำไมมันช่างคล้ายกับโอสถที่เสวี่ยอีขโมยกลับมานักล่ะ? เหยียนสือซวี่ใจกระตุก เอ่ยถามว่า "ท่านอาจารย์ ขอดูโอสถที่ว่าหน่อยได้หรือไม่ขอรับ?"
เลี่ยนหยางจื่อยิ้ม "ย่อมได้ ข้าจะไปหยิบมาจากห้องเก็บยาให้"
เขาลุกขึ้นแล้วเดินออกจากห้องวิปัสสนาไป
ประมาณห้านาทีต่อมา เหยียนสือซวี่ก็ได้ยินเสียงแผดร้องอย่างเจ็บปวดรวดร้าวดังมาจากเรือนชั้นใน: "ใคร? ใครหน้าไหนมันขโมยยาของข้าไป!!"