- หน้าแรก
- พลิกกระดานท้าทายเซียน
- บทที่ 24: ขอความช่วยเหลือ
บทที่ 24: ขอความช่วยเหลือ
บทที่ 24: ขอความช่วยเหลือ
บทที่ 24: ขอความช่วยเหลือ
หวงฝูอี้มีสีหน้าหงุดหงิดอับเฉา "อย่าพูดถึงเลย ตอนปีนกำแพงกลับเข้าสำนัก ข้าดันทำข้อเท้าพลิก"
เหยียนสือซวี่ทำหน้าห่วงใยเข้าไปใกล้ "ขอดูหน่อย ร้ายแรงหรือไม่?"
หวงฝูอี้เลิกชายเสื้อท่อนล่างขึ้น ดึงขากางเกงให้เห็นข้อเท้า แยกเขี้ยวขมวดคิ้วกล่าวว่า
"บวมเป่งเลย"
ข้อเท้าบวมจริงด้วย แถมมีรอยช้ำจางๆ
เหยียนสือซวี่กล่าวขึ้น "ข้าประคองเจ้าไปล้างหน้าแปรงฟันเถอะ"
ไม่พูดพร่ำทำเพลง เขาทำท่าเข้าไปพยุงหวงฝูอี้ และจงใจบีบไหล่ของอีกฝ่ายอย่างไม่ทันระวังตัว
สีหน้าของหวงฝูอี้ยังคงเป็นปกติ
ทั้งสามจัดการธุระส่วนตัวเสร็จ หวงฝูอี้ก็ตั้งปณิธานอันยิ่งใหญ่ในการขอร้องให้หลวงจีนเกาเม่ยเป็นพาหนะ หลวงจีนเกาเม่ยจำใจต้องแบกเขาขึ้นหลังเดินไปยังหอฉัน
ระหว่างทางพบปะศิษย์ร่วมสำนักไม่น้อย ต่างพากันเข้ามาไถ่ถามอาการของหวงฝูอี้
"พี่จื่อเหยาเป็นอะไรไปหรือ?"
"ข้อเท้าพลิกหรือ รักษาสุขภาพด้วยล่ะ อย่าลืมไปขอยาทาแก้ฟกช้ำจากอาจารย์จื๋อเสวียซื่อนะ"
"พี่จื่อเหยา พลิกที่เท้าเจ้า แต่มันเจ็บปวดมาถึงใจข้าเลยนะ"
"..."
หวงฝูอี้ยิ้มแย้มตอบรับทีละคน
เหยียนสือซวี่เบิกตาโพลงอ้าปากค้างนึกในใจ 'พวกนี้มันยังไงกันแน่?'
เมื่อเช้าวานนี้ ตอนที่หลี่เยี่ยนเจินเย้ยหยันว่าหวงฝูอี้เป็นพวกชอบค้างอ้างแรมในหอคณิกา พวกศิษย์เหล่านี้ยังพากันส่งเสียงหัวเราะเยาะตามอยู่เลย
หวงฝูอี้ซบหน้าอยู่บนบ่าของหลวงจีน เอียงคอกลับมาแล้วหัวเราะ "ก็เป็นสหายร่วมสำนักกันทั้งนั้น ย่อมต้องผูกมิตรกันไว้สิ"
เหยียนสือซวี่อดไม่ได้ที่จะมองเขาเพิ่มอีกสองสามตา นอกจากความหน้าด้านหน้าทนและเป็นตัวพินาศกฎระเบียบแล้ว เจ้านี่กลับเป็นตัวพ่อด้านการเข้าสังคมด้วยงั้นรึ?
เมื่อถึงหอฉัน ขณะเดินผ่านประตูวงพระจันทร์ เหยียนสือซวี่ปรายตามองสัญลักษณ์ลับสำหรับติดต่อบนกำแพงแวบหนึ่ง
รหัสลับยังคงอยู่
กินมื้อเช้าเสร็จ ทั้งสามกลับไปเอาล่วมหนังสือที่ห้องพัก หลวงจีนเกาเม่ยแบกหวงฝูอี้ หวงฝูอี้สะพายล่วมหนังสือ ส่วนเหยียนสือซวี่เดินนำหน้า
เมื่อเดินออกจากเขตเรือนพัก ก็มุ่งหน้าไปตามระเบียงทางเดินหลังคากระเบื้องเขียวสู่บริเวณที่เรียนของสำนักเต๋าศาสตร์
ทันใดนั้น หวงฝูอี้มองออกไปนอกระเบียงพลางพึมพำ "งดงามยิ่งนัก..."
เหยียนสือซวี่และหลวงจีนเกาเม่ยมองออกไปนอกระเบียงพร้อมกัน สายตาทอดไปยังลานกว้างหน้าตำหนักเทียนหยวน
สตรีในชุดนักพรตสองนางเดินเคียงคู่กันอยู่บริเวณลานนอกตำหนัก
ผู้หนึ่งงดงามหยาดเยิ้มดั่งดอกท้อ อีกผู้หนึ่งเย็นชาดุจน้ำแข็ง ลมยามเช้าพัดเรือนผมของพวกนางเบาๆ ปลิดปลิวเข้าไปถึงในใจของเหล่าศิษย์หนุ่มจนเกิดความรู้สึกซ่านเสียวจนยากจะทนทาน
เห็นได้ชัดว่าเป็นศิษย์พี่หญิงทั้งสองที่เหยียนสือซวี่เคยเจอเมื่อวันก่อน
ศิษย์หลายคนต่างหยุดเท้า และจ้องมองทิวทัศน์อันงดงามนี้อย่างเคลิบเคลิ้ม
หวงฝูอี้ละสายตาไปไม่ได้ กระซิบเสียงเบา
"เมื่อวานข้าเพิ่งได้ยินศิษย์รุ่นพี่บอกว่า ปีนี้สำนักเต๋าศาสตร์ได้อาจารย์จื๋อเสวียซื่อที่มีรูปโฉมงดงามสะคราญตาดังนางฟ้ามาผู้หนึ่ง นางมาจากสำนักตานติ่ง นิกายใต้
"เดิมทีข้าไม่เชื่อหรอก หอนางโลมในฉางอัน หรือหอสุราที่มีสาวงามชาวหูมีผู้หญิงสวยเยอะแยะเป็นเมฆหมอก ข้าดูจนเบื่อแล้ว... แต่ตอนนี้ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ"
ท่าทางช่างไม่เอาไหนเสียจริง! เหยียนสือซวี่ผู้ผ่านบททดสอบจากแอปแต่งรูปและภาพเอไอมาอย่างโชกโชน ย่อมมีภูมิคุ้มกันสาวงามสูงลิ่ว เขาจึงผลักให้หลวงจีนเกาเม่ยเดินหน้าต่อไป
"หือ? นิกายใต้?" จู่ๆ เขาก็ชะงักเท้า "พวกนางมาจากนิกายใต้รึ!!"
ถ้าจำไม่ผิด นิกายใต้ฝึกวิชาคู่ซวงซิว
หวงฝูอี้พยักหน้า "นิกายเหนือละเว้นสีกา ห้ามการแต่งงาน และไม่รับศิษย์สตรี ไม่รู้ว่าอาจารย์จื๋อเสวียซื่อทั้งสองท่านมีผู้ร่วมบำเพ็ญคู่แล้วหรือยัง"
หลวงจีนเกาเม่ยฟังจบก็สาดน้ำเย็นใส่เขาทันที "นิกายใต้มีกฎเกณฑ์สำหรับผู้มาร่วมบำเพ็ญคู่อย่างเข้มงวดมาก ไม่ว่าชายหรือหญิง น้อยนักที่จะเลือกเพศตรงข้ามจากภายนอกมาเป็นสหายร่วมบำเพ็ญเพียร"
"เรื่องนี้ข้าย่อมรู้อยู่แล้ว" หวงฝูอี้ไม่ย่อท้อ กล่าวอย่างกระตือรือร้น "ข้าได้ยินมาว่า การบำเพ็ญคู่สามารถดูดซับและหลอมรวมปราณหยินหยาง หากคนธรรมดาฝึกฝน ร่างกายจะแข็งแรง หากจอมยุทธ์ฝึกฝน ตบะจะก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดด การเรียนรู้วิชาซวงซิว นี่แหละเป้าหมายของข้า"
เหยียนสือซวี่และหลวงจีนเกาเม่ยพากันทำหน้าครุ่นคิด
อาจารย์ประจำสำนักเต๋าศาสตร์ มีเสวียซื่อหนึ่งท่าน และจื๋อเสวียซื่อสามท่าน สลับสับเปลี่ยนเวรกันสอน วันนี้อาจารย์ที่จะบรรยายคือจื๋อเสวียซื่อจากสำนักตานติ่ง นิกายเหนือ ซึ่งเป็นอาจารย์ที่เหยียนสือซวี่รอคอยมากที่สุด
เขาคอยจ้องจะฮุบวิชาบำรุงปราณของนิกายเหนือมานานแล้ว
ยามเฉิน เหล่าศิษย์ใหม่นั่งประจำที่ หยิบพู่กัน หมึก กระดาษ จานฝนหมึกและคัมภีร์ออกมา ทว่าผู้ที่รอคอยกลับมิใช่อาจารย์จื๋อเสวียซื่อนิกายเหนือ แต่เป็นเจ้าหน้าที่ของสำนัก
"ท่านอาจารย์จื๋อเสวียซื่อขอเชิญทุกท่านไปที่ตำหนักเทียนหยวน" เจ้าหน้าที่เอ่ยเสียงดัง
เหล่าศิษย์ไม่เข้าใจเหตุผล จึงทำได้เพียงเก็บเครื่องเขียน และทยอยเดินไปที่ตำหนักเทียนหยวน
หน้าตำหนักเทียนหยวน ร่างสูงใหญ่ร่างหนึ่งยืนกอดอกอยู่ท่ามกลางแสงแดด
เขาสูงประมาณหนึ่งร้อยเก้าสิบเซนติเมตร อายุสี่สิบต้นๆ มัดกล้ามเนื้อกำยำดุนดันเสื้อคลุมตัวนอก เกล้าผมด้วยปิ่นไม้ มีหนวดเคราแข็งๆ แผ่เป็นวงใต้คาง
มองอย่างไรก็ไม่เหมือนนักพรต ไม่เหมือนอาจารย์ด้วยซ้ำ แต่เหมือนมือดาบเถื่อนที่ดื่มเลือดผู้คนในยุทธภพมากกว่า
เมื่อศิษย์มารวมตัวกันครบ นักพรตหน้าตาดุดันก็เอ่ยด้วยน้ำเสียงดังกังวาน
"นักพรตอย่างข้ามีนามว่า เลี่ยนหยางจื่อ เมื่อวานเพิ่งจะมารับตำแหน่งจื๋อเสวียซื่อที่สำนักเต๋าศาสตร์ ต่อจากนี้ไป วิชาของข้า จะเรียนกันภายนอกตำหนักเทียนหยวนแห่งนี้ทั้งหมด"
เหล่าศิษย์ต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก
หลี่เยี่ยนเจินเอ่ยถามอย่างไม่เข้าใจ "ท่านอาจารย์ตั้งใจจะให้พวกเรายืนท่องคัมภีร์กระนั้นรึ?"
เลี่ยนหยางจื่อผู้มีหนวดเคราแข็งกระด้างกล่าวอย่างเรียบเฉย "ไม่ ไม่ใช่แค่ให้ยืน"
เหล่าศิษย์เพิ่งจะถอนหายใจโล่งอก ก็ได้ยินเขากล่าวด้วยเสียงดังกังวาน "แต่เป็นการยืนหยัดม้าท่องคัมภีร์!"
???
เครื่องหมายคำถามผุดขึ้นเป็นชุดในหัวของบรรดาศิษย์
เลี่ยนหยางจื่อเอ่ยเสียงเข้ม "การศึกษาและการบำเพ็ญเต๋า สำคัญประการแรกคือร่างกาย หากกระดูกผอมบาง ลมปราณและสมาธิย่อมพร่อง เมื่อลมปราณพร่อง ก็ยากจะซึมซับหลักคัมภีร์ หากแม้แต่ร่างกายของตนเองยังปรับสมดุลให้แข็งแกร่งไม่ได้ เอาแต่อ่อนเพลียไร้เรี่ยวแรงไปวันๆ ต่อให้อุ้มตำรานับหมื่นเล่ม จะมีประโยชน์อันใด?"
บรรดาศิษย์ก็ไม่ใช่คนที่จะยอมจำนนง่ายๆ ต่างพากันโต้แย้ง
"ตั้งแต่โบราณกาลมา ไม่เคยได้ยินเลยว่ามีการหยัดม้าศึกษาเล่าเรียนด้วย"
"การจะรู้แจ้งในเต๋าต้องจิตสงบ อ่านตำราต้องมีสมาธิ หากร่างกายต้องตรากตรำเหนื่อยล้า จะศึกษาได้อย่างไร?"
เลี่ยนหยางจื่อไม่ปริปากแม้แต่ครึ่งคำ เขาเดินไปยังกระถางธูปที่สูงระดับเอว แล้วยกขึ้นด้วยแขนข้างเดียว พลางแค่นเสียง
"หากพวกเจ้าไม่เคารพกฎระเบียบ นักพรตอย่างข้าก็พอจะมีฝีมือหมัดมวยอยู่บ้างเหมือนกัน"
บรรดาศิษย์ต่างรีบตั้งท่าหยัดม้าทันที
หวงฝูอี้รีบกล่าวขึ้น "ท่านอาจารย์ ขาข้าไม่ค่อยสะดวกขอรับ"
เขาเปิดข้อเท้าให้เลี่ยนหยางจื่อดู
นักพรตเถื่อนก้มมอง ก่อนจะพยักหน้าเล็กน้อย "เจ้าไม่ต้องทำเหมือนพวกเขา เจ้ายืนขากระต่ายก็แล้วกัน"
หวงฝูอี้ "???"
อาจารย์ของสำนักเต๋าศาสตร์ล้วนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวขนาดนี้เชียวหรือ... เหยียนสือซวี่ย่อตัวงอเข่า ทำตัวกลมกลืนไม่เตะตา
สายตากวาดมองไปรอบๆ กลุ่มคน สังเกตว่าผู้ใดพอจะมีพื้นฐานวรยุทธ์บ้าง
กำลังกลุ้มใจอยู่เชียวว่าจะหาสายลับสองคนที่บาดเจ็บเมื่อวานได้อย่างไร วันนี้อาจารย์ก็มาชงให้ถึงที่
เลี่ยนหยางจื่อราวกับครูฝึกทหาร เขาเดินวนเวียนรอบๆ ตัวลูกศิษย์ คอยจัดท่าทางให้ถูกต้อง ปากก็ไม่ปล่อยให้ว่าง
"ยุคศึกสงครามเจ็ดรัฐ ร้อยสำนักผงาดขึ้นพร้อมเพรียง ภายหลังแต่ละสำนักก็กระจัดกระจายไปตามป่าเขา มีเพียงเต๋าเท่านั้นที่สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน ยืนหยัดไม่ดับสูญ ทั้งหมดเป็นเพราะสำนักอื่นใช้วิชาทางโลกขับเคลื่อนเต๋า มีเพียงเต๋าที่ใช้เต๋าควบคุมวิชา การศึกษาเล่าเรียนก็เฉกเช่นเดียวกัน เล่ห์เหลี่ยมกลอุบาย ท้ายที่สุดก็คือวิชา แต่อุดมการณ์ในใจต่างหาก คือ วิถีแห่งเต๋า
"คัมภีร์ทั้งสี่แห่งสำนักเต๋านั้นลึกซึ้งซับซ้อน หากอ่านจนเข้าใจถ่องแท้ แท้จริงแล้วมันก็คือการสอนให้ผู้คนค้นพบวิถีแห่งเต๋าในแบบฉบับของตนเอง"
หวงฝูอี้หยัดม้าขาเดียวโอนเอนไปมาใกล้จะล้มรอมร่อ "ขอเรียนถามท่านอาจารย์ ได้ยินมาว่านิกายเหนือมียาวิเศษที่สามารถชุบชีวิตคนตาย สร้างเนื้อที่กระดูกขาวได้หรือขอรับ?"
เลี่ยนหยางจื่อปรายตามองเขาแวบหนึ่ง "ข้าก็เคยได้ยินมา แต่ยังไม่เคยลองใช้ หรือจะให้ข้าตีเจ้าให้ตายเดี๋ยวนี้ แล้วมาดูกันว่าจะชุบชีวิตคนตายได้หรือไม่?"
"ไม่จำเป็นหรอกขอรับ..."
"เช่นนั้นก็หุบปาก แล้วตั้งใจฟังข้าบรรยาย!"
เขาเริ่มอธิบายคัมภีร์เต๋า ตีความหลักธรรม น้ำเสียงราวกับมีมนต์ขลังบางอย่าง บรรดาศิษย์ฟังจนเคลิบเคลิ้ม หลงลืมความเมื่อยล้าที่ขาทั้งสองข้างไปเสียสนิท
จู่ๆ เลี่ยนหยางจื่อก็ขมวดคิ้ว หยุดยืนตรงหน้าเหยียนสือซวี่และจ้องมองเขาเขม็ง
เหยียนสือซวี่ตอบกลับด้วยแววตาใสซื่อไร้พิษภัย "ท่านนักพรต ท่าทางของข้าไม่ถูกต้องรึขอรับ?"
เลี่ยนหยางจื่อไม่พูดอะไรและเดินจากไป
ดวงอาทิตย์คล้อยสูงขึ้น บรรดาศิษย์ต่างหมดแรงกันไปทีละคน บ้างก็ล้มลงนั่ง บ้างก็นั่งขัดสมาธิ เหงื่อท่วมหัว
ผู้ที่ยืนอยู่บนลานเพียงคนเดียวก็เหลือแค่หลวงจีนเกาเม่ย
แต่ละคนนี่เก่งเรื่องเสแสร้งนักเชียว... เหยียนสือซวี่แกล้งทำเป็นหมดแรงแล้วนั่งขัดสมาธิ หอบหายใจแฮกๆ
พักได้ครู่หนึ่ง เลี่ยนหยางจื่อก็ไล่เตะคนให้ลุกขึ้นทีละคน สั่งให้หยัดม้าต่อไป
...
ยามอู่
ยามอู่จนถึงยามเว่ย เป็นช่วงเวลาที่ศิษย์รับประทานอาหารกลางวันและพักผ่อน
เหล่าศิษย์ใหม่ที่ถูกทรมานมาตลอดช่วงเช้า ต่างลากร่างที่เหนื่อยล้าพุ่งตรงไปยังหอฉัน และโซ้ยข้าวเข้าปากคำโต
เหยียนสือซวี่กินมื้อเที่ยงเสร็จ ตอนเดินออกจากประตูวงพระจันทร์ เขาอาศัยจังหวะหันไปคุยกับหวงฝูอี้ แอบปรายตามองรหัสลับ
สัญลักษณ์กลุ่มดาวกระบวยเหนือถูกลบไปแล้ว ถูกแทนที่ด้วยวงกลมกลวงที่มีเปลวไฟวาดอยู่รอบนอก
มองแวบแรกจะดูคล้ายดวงอาทิตย์
แต่เหยียนสือซวี่รู้ดี นี่คือดาวอิ๋งฮั่ว
สว่างไสวดุจเปลวเพลิง เป็นตัวแทนของความหายนะ และการขอความช่วยเหลือ
สมาชิกของซิงฉาตู้คนนั้นกำลังขอความช่วยเหลือ!
เมื่อเช้ายังดีๆ อยู่เลย เวลาแค่ครึ่งวันเกิดอะไรขึ้นกันแน่? ไส้ศึกที่แฝงตัวอยู่ในหมู่ศิษย์ใหม่ ไม่น่าจะกล้าลงมือในตอนกลางวันแสกๆ หรอก! เหยียนสือซวี่ละสายตาออกมาอย่างแนบเนียน แล้วคุยเล่นกับสหายร่วมห้องต่อไป
พอกลับมาถึงเรือนพัก หลวงจีนเกาเม่ยก็เข้าห้องไปนั่งสมาธิ หวงฝูอี้ก็เดินกะเผลกๆ ออกไปผูกมิตรกับผู้อื่น
เหยียนสือซวี่นั่งอยู่ตรงหน้าต่างท่ามกลางเงาไม้ที่พาดผ่าน รอคอยการกลับมาของเสวียอี
"พึ่บพั่บ..."
นกสีดำตัวน้อยมาเกาะอยู่ที่กิ่งต้นฮวาย คล้อยหลังเมื่อแน่ใจว่าไม่มีผู้ใดสนใจ มันก็รีบบินทะลุหน้าต่างเข้ามา
ในปากของเสวียอีคาบม้วนจดหมายลับ
"ไม่ได้เผลอพูดอะไรต่อหน้าตาแก่นั่นใช่ไหม?" เหยียนสือซวี่ถามเสียงเบาในขณะที่รับจดหมายที่มันคายออกมา
"เปล่า" เสวียอีกระโดดไปด้านข้าง และมุดหัวลงไปในถ้วยชา
เหยียนสือซวี่ยังไม่รีบคลี่จดหมาย เขาถามเสียงเบา
"คนชุดดำที่เจ้าเห็นเมื่อคืน บาดเจ็บที่ขาหรือเปล่า?"
เสวียอีเอียงหัวนึก ก่อนจะส่ายหน้าอย่างเร็ว
"เขากุมหน้าอกเอาไว้ วิ่งโซซัดโซเซ ขาไม่ได้บาดเจ็บ ไม่งั้นข้าจะตามพลาดได้ยังไง"
เหยียนสือซวี่ร้อง "อ้อ" คำหนึ่ง จากนั้นจึงคลี่กระดาษอ่านคำตอบของตาเฒ่าบัณฑิต
คำแนะนำของตาเฒ่าบัณฑิตคือ ในเวลาที่ต้องการความช่วยเหลือ สามารถไปนัดพบกับอีกฝ่ายได้ แต่ไม่แนะนำให้เปิดเผยตัวตนที่แท้จริง ทางที่ดีควรสวมรอยอำพรางตัวให้เหมาะสม
ในขณะเดียวกัน เขาก็ระบุในจดหมายว่า ซิงฉาตู้มีกองกำลังแฝงตัวอยู่ในตงตูสี่สายด้วยกัน หัวหน้าของแต่ละสายคือ: ซูเซิง, ฮว่าซือ, อีอวาน และ อินชาย
ตาเฒ่าบัณฑิตก็คือ ซูเซิง
เวลานัดพบ ต้องถามให้แน่ชัดว่าอีกฝ่ายสังกัดสายใด ดูแลเขตไหน เพื่อยืนยันตัวตน
ท้ายที่สุด ตาเฒ่าบัณฑิตได้ถามปิดท้ายในจดหมายว่าเขาไปเลี้ยงนกไว้ตั้งแต่เมื่อไหร่ ถึงได้คิดใช้นกมาส่งข่าวแบบนี้
เหยียนสือซวี่ฉีกจดหมายเป็นชิ้นๆ ขยำไว้ในกำมือ ก่อนเอ่ย "เสวียอี ออกไปข้างนอกกับข้าสักพัก"
หอฉันตั้งอยู่ในที่ห่างไกล พอเลยเวลาทานอาหารไปแล้ว ก็มองไม่เห็นเงาคนแม้แต่ครึ่งคน
หนึ่งคนหนึ่งนกมาที่หอฉัน เสวียอีบินวนเวียนอยู่กลางอากาศเพื่อตรวจดูให้แน่ใจว่าไม่มีใครป้วนเปี้ยนอยู่แถวนี้ เขาจึงหยิบก้อนหินขึ้นมา วาดวงกลมวงหนึ่งทับบนดาวอิ๋งฮั่ว แล้ววาดรูปกลุ่มดาวขุมหยดเพิ่มไว้ข้างๆ
คืนนี้ยามโฉ่ว ค่อยพบกัน