- หน้าแรก
- พลิกกระดานท้าทายเซียน
- บทที่ 13: ผู้พิพากษาเรียกพบ
บทที่ 13: ผู้พิพากษาเรียกพบ
บทที่ 13: ผู้พิพากษาเรียกพบ
บทที่ 13: ผู้พิพากษาเรียกพบ
นักพรตอวิ๋นม่อ มหาบัณฑิตแห่งสำนักเต๋าศาสตร์แห่งตงตู บุคคลอันดับสองของสำนักฉงเจิน
เขาคือราชครูแห่งราชวงศ์ปัจจุบัน เป็นศิษย์เอกของเจ้าสำนักฉงเจิน ปีนี้มีอายุยืนยาวถึงเก้าสิบปี
นักพรตอวิ๋นม่อกราบเข้าสำนักฉงเจินตั้งแต่เยาว์วัย เมื่อสวมกวานก็เข้าร่วมการสอบของสำนักเต๋า ได้รับความโปรดปรานจากล้นเกล้า ฝ่าบาทหมายจะแต่งตั้งให้เป็นเซี่ยวซูหลาง (ขุนนางทบทวนอักษร) ซึ่งถือเป็นขุนนางที่ไต่เต้ามาจากบัณฑิตจิ้นซื่ออย่างแท้จริง
แต่อวิ๋นม่อกลับปฏิเสธไม่รับตำแหน่ง เขาแบกกล่องหนังสือและเริ่มต้นชีวิตการเดินทางท่องเที่ยวยาวนานถึงยี่สิบห้าปี
ในช่วงเวลานั้น เขาเสนอตัวเป็นที่ปรึกษาให้กับผู้ตรวจการทหารตามหัวเมืองต่างๆ อย่างต่อเนื่อง
ยี่สิบห้าปีที่ผ่านมา เขารับใช้เจ้านายถึงเก้าตระกูล เรียกได้ว่าหนึ่งอวิ๋นม่อเทียบเท่าสามลิโป้
จนกระทั่งอดีตฮ่องเต้สวรรคต กษัตริย์พระองค์ใหม่ขึ้นครองราชย์ หมายจะกอบกู้แผ่นดินให้รุ่งเรืองอีกครั้ง
นักพรตอวิ๋นม่อกลับมายังฉางอัน เขาเสนอตัวเป็นอัครเสนาบดีต่อกษัตริย์องค์ใหม่ กล่าวโดยตรงว่าในใต้หล้านี้ไม่มีใครเข้าใจขุนศึกหัวเมืองได้ดีไปกว่าข้าอีกแล้ว
กษัตริย์องค์ใหม่พอพระทัยยิ่ง เลื่อนขั้นให้เขาเป็นรองเจ้ากรมลี่ และดำรงตำแหน่งระดับสูงในราชสำนัก
จากนั้นก็เกิดเหตุการณ์กบฏห้าหัวเมืองเมื่อยี่สิบปีก่อน กษัตริย์องค์ใหม่เลียนแบบหมิงจงหนีออกจากฉางอัน มุ่งหน้าไปยังสู่จงเพื่อลี้ภัย ถือเป็นประวัติศาสตร์หน้าดำมืดที่สุด
กษัตริย์องค์ใหม่พระองค์นั้น ซึ่งก็คือฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน นับแต่นั้นมาก็สูญเสียความฮึกเหิมไปสิ้น
ด้วยเหตุนี้นักพรตอวิ๋นม่อจึงถูกลดขั้นให้มาเป็นมหาบัณฑิตที่ตงตู ไม่มีโอกาสเข้าสู่ศูนย์กลางอำนาจอีกเลย
หากดูเฉพาะประวัติทางการเมือง ศิษย์เอกของราชครูท่านนี้ก็ถือว่าล้มเหลวไม่เป็นท่า
แต่ในด้านการบำเพ็ญเพียร อวิ๋นม่อคือยอดฝีมือขอบเขตปฐพี เป็นยอดนักพรตที่แท้จริง
หลายปีมานี้ เขาเก็บตัวเงียบอยู่แต่ในเรือน บำเพ็ญเพียรอย่างสงบ แทบไม่ปรากฏตัวต่อหน้าผู้คน
ผู้พิพากษาหยางระบุถึงการลงมือของเขาเอาไว้สองครั้งในจดหมาย ครั้งหนึ่งคือปีถ่งเหอที่เก้า ช่วงปลายของการกบฏห้าหัวเมือง นักพรตอวิ๋นม่อเสกถั่วเป็นทหาร กวาดล้างทหารกล้ากบฏสองหมื่นนายจนสิ้นซาก
อีกครั้งคือปีฉางชิ่งที่สอง หรือก็คือสิบเอ็ดปีก่อน ตงตูเกิดภัยแล้งหนัก นักพรตอวิ๋นม่อตั้งศาลทำพิธี ออกโองการสั่งเทพมังกรให้บันดาลฝน
ฝนตกหนักติดต่อกันสามวันสามคืน
"ปีฉางชิ่งที่สอง ข้าเพิ่งอายุแปดขวบ ทำไมข้าถึงไม่เคยได้ยินเรื่องนี้เลยนะ" เหยียนสือซวี่พึมพำในใจ
ตัวอักษรเพียงไม่กี่บรรทัด ทำเอามุมมองต่อโลกของเขาถูกกระชากมาปั้นใหม่อีกครั้ง
ยอดฝีมือขอบเขตปฐพี สามารถเรียกปุยก้อนเมฆและหยาดฝนได้แล้วเชียวหรือ?
เพดานการบำเพ็ญเพียรของโลกนี้ ดูเหมือนจะเว่อร์วังกว่าที่เขาคิดไว้มาก
"เสวี่ยอี มานี่สิ..." เหยียนสือซวี่เรียกเสวี่ยอีที่กำลังเกาะดูคัมภีร์เต๋าอยู่ด้านข้าง "นักพรตเฒ่าคนนี้กับเจ้าประมุขเขาของเจ้า ใครเหนือกว่ากัน?"
"ประมุขเขาเก่งกว่า!" เสวี่ยอีตอบอย่างไม่ลังเล
"เจ้ายังไม่ได้ดูจดหมายเลยด้วยซ้ำ"
"ประมุขเขาเก่งกว่า ประมุขเขาเก่งกว่า..." เสวี่ยอีร้องเจื้อยแจ้วพลางกระพือปีกขวาปับๆ
"ข้าคงบ้าไปแล้วที่ไปถามเจ้า ไปอ่านหนังสือของเจ้าต่อเถอะไป" เหยียนสือซวี่ปัดมันไปไว้ด้านข้าง แล้วอ่านจดหมายต่อ
นอกจากตำแหน่งมหาบัณฑิตแล้ว สำนักเต๋าศาสตร์ยังมีตำแหน่งบัณฑิตหนึ่งคน และผู้ช่วยบัณฑิตอีกสามคน
หนึ่งในนั้น ตำแหน่งบัณฑิตคือศิษย์ปิดสำนักที่นักพรตอวิ๋นม่อรับไว้ในบั้นปลายชีวิต มีฉายาเต๋าว่า วั่งจี!
คำอธิบายของเด็กคนนี้มีเพียงบรรทัดสั้นๆ ทว่าน่าสนใจอย่างยิ่ง
"อายุเก้าขวบเข้าอาราม สิบสองขวบทะลวงเข้าสู่วิถีบู๊; อดีตยามท่องคัมภีร์ บังเกิดบัวเขียวเบ่งบาน ปรากฏนิมิตมงคล ทว่าภายหลังปราณวิเศษเริ่มถดถอย ละโมบในของกินและรักความสบาย นับวันยิ่งกลายเป็นคนธรรมดา พรสวรรค์มลายสิ้น"
นี่มันฟางจ้งหย่งเวอร์ชันต้าเซิ่งชัดๆ
ส่วนผู้ช่วยบัณฑิตทั้งสามคน ไม่ใช่ขุนนางของราชสำนัก และไม่ใช่ศิษย์ของสำนักฉงเจิน
แต่มาจากศิษย์ของสำนักตานติ่งนิกายใต้ นิกายเหนือ และนิกายซ่างชิง
อารามเต๋าในใต้หล้ามีมากมายนับไม่ถ้วน แบ่งแยกเป็นฝักฝ่าย แต่เมื่อสืบสาวถึงรากเหง้าแล้ว มีเพียงสี่นิกายที่เป็นรากฐานสำคัญ
ประกอบด้วย: สำนักฉงเจิน สำนักตานติ่ง และนิกายซ่างชิง
ในบรรดานี้ สำนักตานติ่งยังแบ่งออกเป็นนิกายใต้และนิกายเหนือ
สำนักตานติ่งและนิกายซ่างชิงถือเป็นสำนักสันโดษ ไม่ก้าวก่ายเรื่องการเมือง แต่ในแต่ละปีจะส่งศิษย์สามคนเข้ามาเป็นผู้ช่วยในสำนักเต๋าศาสตร์
เมื่อครบกำหนด สำนักฉงเจินจะเป็นผู้ถ่ายทอดวิชาและขึ้นทะเบียนให้แก่ทั้งสามคน
ปีนี้ทั้งสามนิกายจะส่งศิษย์คนใดมา ผู้พิพากษาหยางเองก็ไม่อาจล่วงรู้
"ขึ้นทะเบียนศิษย์?" เหยียนสือซวี่ขมวดคิ้ว ไม่เข้าใจความหมายของคำนี้
ศิษย์ของทั้งสามนิกาย ทำไมถึงต้องให้สำนักฉงเจินมาขึ้นทะเบียนให้ด้วย?
ผู้พิพากษาหยางไม่ได้อธิบายเหตุผลเอาไว้
นอกเหนือจากข้อมูลเบื้องต้นเหล่านี้แล้ว ในจดหมายยังระบุถึงวิชาหลักที่สำนักฉงเจินฝึกฝน รวมถึงจำนวนศิษย์ในอาราม
เหยียนสือซวี่เริ่มมองเห็นภาพรวมของขุมกำลังเป้าหมายชัดเจนขึ้น
เขาใช้นิ้วเคาะโต๊ะเป็นจังหวะพลางวิเคราะห์ในใจ:
"ภารกิจแฝงตัวในสำนักเต๋าศาสตร์ สำหรับข้าแล้ว มันมีทั้งวิกฤตและโอกาสอยู่ร่วมกัน
"ถ้าข้าสามารถทำความเข้าใจวิชาสร้างเน่ยตานของสำนักตานติ่งได้ วิถีบู๊ของข้าก็จะทะลวงขีดจำกัด ก้าวเข้าสู่ระดับชั้นได้"
ยิ่งไปกว่านั้น สำนักเต๋าศาสตร์ในฐานะสถานศึกษาชั้นสูง ย่อมมีตำราซุกซ่อนอยู่มากมาย ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการทำความเข้าใจโลกใบนี้อย่างถ่องแท้
ส่วนเรื่องวิกฤตคงไม่ต้องพูดถึง หากตัวตนถูกเปิดเผย โอกาสโดนจับไปบูชายัญฟ้าดินแทบจะแน่นอนร้อยเปอร์เซ็นต์
หากการคาดเดาของบัณฑิตเฒ่าไม่ผิด ในหมู่ศิษย์ของสำนักเต๋า อาจมีสายลับจากขุมกำลังอื่นแฝงตัวอยู่ด้วย
เหยียนสือซวี่หยิบหินจุดไฟออกมา จุดตะเกียงน้ำมัน แล้วเผากระดาษจดหมายทิ้งเสีย
"ตึง ตึง ตึง!"
ขณะที่กระดาษกำลังถูกเปลวเพลิงกลืนกินจนเหลือเพียงเถ้าถ่าน เสียงเคาะประตูเรือนก็ดังก้องขึ้นอย่างหยาบคาย
มันทั้งสั้นและดุดัน
นี่ไม่ใช่แรงเคาะประตูของถังซวง และไม่ใช่คนรู้จักแน่ เพราะไม่มีเสียงร้องเรียกใดๆ
เหยียนสือซวี่ส่งสายตาให้เสวี่ยอี แล้วชี้ไปที่ใต้เตียง
เสวี่ยอีตัวน้อยกระโดดลงจากโต๊ะหนังสืออย่างว่าง่าย บินเตาะแตะไปซ่อนตัวอยู่ใต้เตียง
เหยียนสือซวี่จึงค่อยลุกขึ้น เดินข้ามลานเรือนไปเปิดประตู
นอกประตูมีใบหน้าแปลกหน้าสองคนยืนอยู่ สวมเสื้อคลุมคอกลมแขนแคบสีดำ สวมหมวกโพกหัว และสะพายกระบี่สั้นยาวไว้ที่เอว
แต่งกายเยี่ยงผู้ฝึกยุทธ์เต็มขั้น
ผู้ฝึกยุทธ์ทางฝั่งซ้ายหยิบภาพวาดใบหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ ถามด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ:
"พ่อหนุ่มน้อย เคยเห็นนกตัวนี้หรือไม่?"
ในภาพวาดคือนกแก้วตัวน้อยแสนฉลาด มีหงอนขนนกสีเหลืองอ่อนชูชันอย่างน่าเกรงขาม
มันคือเสวี่ยอีอย่างไม่ต้องสงสัย
ผู้ฝึกยุทธ์ทางฝั่งขวาไม่ได้เอ่ยปาก แต่ชะโงกหน้ามองเข้าไปในเรือน คล้ายกำลังค้นหาอะไรบางอย่าง
คนของสำนักผู้แทนอวิ๋นซั่วตามมาถึงที่นี่แล้วหรือ?!
เหยียนสือซวี่ใจกระตุกวูบ ทว่าภายนอกยังคงทำทีท่าไม่ใส่ใจและเบื่อหน่าย ตอบไปว่า:
"ไม่เคย!"
ผู้ฝึกยุทธ์ที่ถือภาพวาดจ้องมองเขาอย่างประเมิน กล่าวช้าๆ:
"นี่คือนกแสนรักของทูตผู้แทนของพวกเรา เมื่อวานมันเผลอบินหนีไป หากเจ้าพบเห็น สามารถมาแจ้งได้ที่สำนักผู้แทนอวิ๋นซั่ว มีรางวัลยี่สิบก้วน"
"ยี่สิบก้วน?!" เหยียนสือซวี่ขึ้นเสียงสูง ราวกับแมลงวันที่ได้กลิ่นไข่เน่า ท่าทีเปลี่ยนไปทันควัน "ถ้าอย่างนั้นข้าคงต้องตั้งใจมองหาให้ดีแล้ว"
ผู้ฝึกยุทธ์พยักหน้า:
"หากมีเบาะแสของนกตัวนี้ สามารถไปแจ้งได้ที่สำนักผู้แทนอวิ๋นซั่วในเขตซิงเจี้ยวฟาง เรื่องรางวัลไม่ใช่ปัญหา"
เหยียนสือซวี่พยักหน้าอย่างตื่นเต้น: "ข้าจะเบิกตาให้กว้างแล้วหาอย่างแน่นอน"
ผู้ฝึกยุทธ์ทั้งสองพยักหน้า ก่อนจะถือภาพวาดเดินไปยังบ้านหลังถัดไป
เหยียนสือซวี่ปืดประตู เก็บงำฝีมือการแสดง: "ยี่สิบก้วน จุ๊ๆ หรือว่าจะเอาเสวี่ยอีไปขายดีนะ"
เมื่อกลับเข้ามาในห้อง เสวี่ยอีชะโงกหัวออกมาจากใต้เตียงเตี้ยๆ กระซิบถาม: "เกิดอะไรขึ้น เกิดอะไรขึ้น..."
"คนของสำนักผู้แทนอวิ๋นซั่วตามหาเจ้าถึงหน้าประตูแล้ว" เหยียนสือซวี่ตอบเสียงขรึม
"แล้วจะทำยังไงดีล่ะ?" เสวี่ยอีเริ่มร้อนรน
"ไม่ต้องกลัว สำนักผู้แทนอวิ๋นซั่วไม่มีอำนาจบังคับใช้กฎหมายในตงตู อย่างมากก็แค่สืบหาแบบลับๆ ไม่กล้าค้นทีละบ้านหรอก หากก่อเรื่องใหญ่โต แมลงเม่าของสำนักตรวจการก็ไม่ใช่คนตาบอดหูหนวก พวกนั้นก็กลัวสำนักตรวจการจะรู้การมีอยู่ของเจ้าเหมือนกัน" เหยียนสือซวี่ปลอบใจ
อย่างไรก็ตาม ไม่กลัวโจรขโมยของ ก็กลัวโจรมันหมายตา
การมีฝูงหมาป่าด้อมๆ มองๆ อยู่รอบตัวตลอดเวลาก็ไม่ใช่เรื่องดีเช่นกัน
เหยียนสือซวี่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็เกิดความคิดขึ้นมาได้:
"ข้ามีวิธีหนึ่ง ที่สามารถปกปิดเจ้าได้บ้าง"
"วิธีอะไรหรอ!" เสวี่ยอีกระโดดเหยงๆ เข้ามาใกล้
เจ้านกน้อยตัวนี้ชอบกระโดดไปมาซะจริง
เหยียนสือซวี่วิ่งออกจากห้อง ตักน้ำจากตุ่มมาหนึ่งทัพพี หยิบหมึกแท่งครึ่งก้อนขึ้นมา แล้วเริ่มฝนหมึก
เสวี่ยอียืนดูอยู่ข้างๆ อย่างว่าง่าย เสียงเจื้อยแจ้วไร้เดียงสาดังขึ้น "เจ้าจะเขียนหนังสือหรอ?"
"ข้าไม่ได้จะเขียนหนังสือ"
"แล้วเจ้าจะทำอะไร?"
"ข้าจะทำสีให้เจ้าต่างหาก"
หนึ่งคนหนึ่งนกสบตากันเพียงเสี้ยววินาที เสวี่ยอีก็พุ่งพรวดไปที่ใต้เตียง รวดเร็วดุจสายฟ้าฟาด ดั่งอัสนีบาตฟาดฟัน
ทว่าเหยียนสือซวี่คาดเดาความเคลื่อนไหวของมันได้ล่วงหน้า คว้ามันไว้ในกำมือทันที
"ข้าไม่เอาทำสี ข้าไม่เอาทำสี!" เสวี่ยอีถูกกำไว้มิดทั้งตัว โผล่มาแค่หัวน้อยๆ จิกง่ามมือของเหยียนสือซวี่เหมือนนกหัวขวาน: "จะจิกให้ตาย จะจิกให้ตาย..."
เหยียนสือซวี่ไม่พูดพร่ำทำเพลง คว้าแท่นฝนหมึกแล้วเทน้ำหมึกลงไป ขนนกดูดซับหมึกได้อย่างรวดเร็ว ไม่นานนัก นกแก้วสีขาวผู้แสนสวยงาม ก็กลายเป็นนกแก้วสีดำปิ๊ดปี๋
เมื่อถูกปล่อยตัว เสวี่ยอีก็สะบัดขนนกพลางสะอื้นไห้ไปพลาง
"นี่คือราคาที่ต้องจ่าย อย่ามาทำตัวสำออยหน่อยเลย" เหยียนสือซวี่ล้างสมองมันไปด้วยพร้อมกับใช้พู่กันเกลี่ยสีให้เข้าถึงไรขน "เสียแรงที่เจ้าอุตส่าห์ร่ำเรียนคัมภีร์ปราชญ์ แค่หลักการกล้ำกลืนฝืนทนยอมล้างอายแค่นี้ก็ไม่เข้าใจรึ"
เสวี่ยอีสะอึกสะอื้นพูดว่า: "ทำแบบนี้แล้วพวกนั้นจะจำข้าไม่ได้แล้วใช่ไหม"
"ใช่แล้ว"
"แต่ตอนนี้ข้าก็ไม่ได้ออกไปไหนนี่นา ไม่ใช่ว่าควรรอให้แผลข้าหายดีก่อนแล้วค่อยทาหมึกหรอกหรอ"
"...นั่นสินะ!" ใบหน้าของเหยียนสือซวี่แข็งค้างไปชั่วขณะ
หนึ่งคนหนึ่งนกจ้องตากันเงียบๆ อากาศรอบตัวพลันเงียบสงัด
วินาทีต่อมา เสวี่ยอีก็กระโดดขึ้นจิกหน้าเขา
"ข้าจะจิกเจ้าให้ตาย ตายตายตายตาย!"
...
เช้าวันรุ่งขึ้น
เหยียนสือซวี่กำลังกินอาหารเช้าที่ร้านเถ้าแก่ถัง สังเกตเห็นว่าลูกค้าในร้านเพิ่มขึ้นอย่างกะทันหัน
ถังซวงวุ่นวายกับการบริการจนเหงื่อชุ่มหน้าผาก
กว่าจะหาเวลาพักเหนื่อยได้ เธอเอามือเท้าเอวหอบหายใจ ใช้ผ้าเช็ดเหงื่อที่คล้องคอระหงเช็ดใบหน้า
"วันนี้การค้าเจริญรุ่งเรืองขนาดนี้เลยรึ?" เหยียนสือซวี่ถามอย่างประหลาดใจ "ท่านน้าคิดค้นสูตรซอสเนื้อแบบใหม่ได้แล้วหรอ?"
พอพูดถึงท่านน้า ซึ่งก็คือแม่ของถังซวง เหยียนสือซวี่ก็แทบจะลืมใบหน้าของนางไปแล้ว
จำได้ลางๆ ว่านางเป็นสตรีที่อ่อนโยนและใจกว้าง
ตอนที่พี่สาวยังมีชีวิตอยู่ นางมักจะพาถังซวงมาเที่ยวที่บ้าน หญิงสองคนนั่งคุยกันในลานเรือนได้เป็นค่อนวัน
แต่ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ เหยียนสือซวี่ก็แทบไม่เห็นแม่ของถังซวงอีกเลย
นางเอาแต่หมกตัวอยู่ในครัวหลังร้านของเถ้าแก่ถัง ไม่ยอมออกจากบ้าน
"เมื่อวานตลาดตะวันออกเกิดเรื่องน่ะสิ" คำพูดของถังซวงดึงเขากลับสู่โลกความจริง
"เกิดอะไรขึ้น?" เหยียนสือซวี่ชะงัก
ใบหน้าของถังซวงถูกปกคลุมไปด้วยความหมองหม่น: "เมื่อวานตลาดใต้ถูกพวกโจรบุกโจมตี ฆ่าคนไปเยอะแยะ ค่อนตรอกถูกเผาวอดวาย เถ้าแก่จางร้านขนมเปี๊ยะข้างบ้านไปซื้อข้าวที่ตลาดใต้ ก็ไปตายอยู่ที่นั่น"
ตลาดใต้ถูกเผาแล้ว? ใบหน้าของเหยียนสือซวี่ก็มีเค้าลางของความหม่นหมองปรากฏขึ้นเช่นกัน
ปฏิกิริยาแรกของเขาคือ: ไส้ศึกของเฉิงจ้าวลงมือแล้ว
ตลาดใต้คือศูนย์กลางการค้าของตงตู เกี่ยวพันกับเสบียงอาหารของทุกครัวเรือน
หากหัวใจอย่างตลาดใต้พังทลาย เมืองนี้ก็เสี่ยงที่จะเป็นอัมพาต
ถึงตอนนั้นไม่ต้องรอให้กองทัพเฉิงจ้าวมาตีเมือง ตงตูก็คงจะล่มสลายไปเอง
ปฏิกิริยาที่สองของเขาคือ: โชคดีนะที่เมื่อวานข้าไม่ได้ไปตลาดใต้
เมื่อวานแม่นางอวี้ฉือฝากให้เขาไปซื้อไม้ที่ตลาดใต้ โชคดีที่ไม่ได้ไป ไม่อย่างนั้นคงต้องไปพัวพันกับวิกฤตที่ไม่จำเป็นอีก
ตั้งแต่เสวี่ยอีโผล่มา เหยียนสือซวี่รู้สึกว่าโชคของตัวเองดีขึ้น แถมสูตรโกงก็มาถึงแล้ว
"ราคาข้าวในตงตูคงจะต้องขึ้นอีกแล้ว" ถังซวงเต็มไปด้วยความกังวล
นับตั้งแต่ทะลุมิติมา นี่เป็นครั้งแรกที่เหยียนสือซวี่รับรู้ได้จริงๆ ว่าเขาใช้ชีวิตอยู่ในเมืองที่กำลังมีสงคราม
ข้างนอกชักจะไม่ปลอดภัยแล้ว เก็บตัวบำเพ็ญเพียรไปก่อนสักสองสามวันดีกว่า! เขาแอบตัดสินใจในใจ ว่าจะไม่ขอออกจากบ้านไปไหนในช่วงนี้
...
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว หกวันผ่านไปราวกับพริบตา
เหยียนสือซวี่เก็บตัวเงียบสงัด ไม่ออกไปไหน วันๆ เอาแต่อ่านคัมภีร์เต๋า ฝึกวิถีบู๊ และทำสมาธิ
ในช่วงนี้ เขาไม่ได้ไปรับการติดต่อกับบัณฑิตเฒ่า ทั้งคนทั้งนกต่างระมัดระวังตัวเป็นอย่างดี
มีออกไปข้างนอกเพียงครั้งเดียว คือไปซื้อกล่องหนังสือ เสื้อหลานซาน พู่กัน หมึก กระดาษ และถ่านก้อน นำเหล็กหล่อสามชิ้นจากโกดังมาตีเป็นมีดสั้น สนับมือหนึ่งอัน และเข็มซ่อนในแขนเสื้ออีกหกเล่ม
พรุ่งนี้จะเป็นวันรับสมัครศิษย์ของสำนักเต๋าศาสตร์
พอเลยยามอู่มาได้ไม่นาน เสียงเคาะประตูอย่างหยาบคายก็ดังขึ้น
ผู้มาเยือนเป็นชายวัยกลางคนสวมเสื้อคอกลมสีพื้น เป็นคนแปลกหน้า
ขณะที่เหยียนสือซวี่กำลังจะอ้าปากถามว่ามาหาใคร อีกฝ่ายกลับเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นก่อน:
"ผู้พิพากษาหยางต้องการพบเจ้า"