- หน้าแรก
- พลิกกระดานท้าทายเซียน
- บทที่ 12: เงินรางวัล
บทที่ 12: เงินรางวัล
บทที่ 12: เงินรางวัล
บทที่ 12: เงินรางวัล
หลังยุคกบฏสามอ๋อง บรรดาผู้บัญชาการทหารหัวเมืองจากมณฑลต่างๆ ต่างพากันจัดตั้งหน่วยงานประจำเมืองหลวงขึ้นในฉางอันและตงตู เรียกว่า 'สำนักผู้แทน' หรืออีกชื่อหนึ่งคือ 'สำนักรั้งหลัง'
สำนักผู้แทนเปรียบเสมือนสะพานเชื่อมโยงระหว่างราชสำนักกับกองกำลังหัวเมือง รับผิดชอบทั้งการส่งมอบหนังสือราชการ นำส่งสาส์นฎีกา จัดการเรื่องภาษีอากร ไปจนถึงเครื่องบรรณาการต่างๆ
ทว่าในฉากหลัง สำนักผู้แทนกลับเป็นขุมกำลังสำคัญที่บรรดาแม่ทัพหัวเมืองใช้ติดสินบนขุนนางใหญ่ ซ่องสุมสายลับ และลอบสืบข้อมูลลับของราชสำนัก
เมื่อกบฏสามอ๋องถูกปราบปรามจนราบคาบ อำนาจทางการทหารของราชวงศ์ต้าเซิ่งก็แตกสานซ่านเซ็น ก่อกำเนิดเป็นกองกำลังหัวเมืองขึ้นมาแห่งแล้วแห่งเล่า
เหล่าทหารกล้าผู้เหิมเกริมบังอาจกักเก็บภาษีของแผ่นดินไว้ใช้เอง บรรดาแม่ทัพหัวเมืองต่างกุมอำนาจเบ็ดเสร็จทั้งทางทหาร การปกครอง และการคลัง นามนั้นคือขุนนางผู้ภักดี แต่แท้จริงแล้วก็ไม่ต่างอันใดกับอ๋องครองแคว้น
และในบรรดากองกำลังหัวเมืองนับไม่ถ้วนเหล่านั้น กลุ่มที่กำเริบเสิบสานที่สุด แข็งแกร่งที่สุด และแข็งข้อต่อราชสำนักที่สุด ย่อมหนีไม่พ้นสามกองกำลังใหญ่ที่แปรสภาพมาจากเศษเดนของกองทัพกบฏในอดีต
และ 'อวิ๋นซั่ว' ก็คือหนึ่งในนั้น
นกตัวหนึ่งที่ฟังภาษามนุษย์รู้เรื่อง ซ้ำยังพูดได้ เหมาะจะเอาไปทำหน้าที่อะไรมากที่สุด?
คำตอบนั้นชัดเจนโดยไม่ต้องเอ่ยปาก
การมีอยู่ของเสวี่ยอีก็เหมือนกับกล้องวงจรปิด ซ้ำยังเป็นกล้องวงจรปิดที่เอาไปจ่อถึงหน้าเป้าหมายเลยทีเดียว
ยามนี้สถานการณ์ในตงตูตึงเครียด ซ้ำยังมีเบาะแสเรื่องคลังสมบัติของหมิงจงหลุดรอดออกมา หูตาของทุกขั้วอำนาจต่างหลั่งไหลมารวมกันที่นี่ มูลค่าทางยุทธศาสตร์ของเสวี่ยอีจึงพุ่งทะลุปรอท
ทำของล้ำค่าระดับนี้หายไป สำนักผู้แทนอวิ๋นซั่วไม่มีทางยอมเลิกราง่ายๆ แน่
เมื่อเหยียนสือซวี่หันกลับไปมองเสวี่ยอีอีกครั้ง แววตาของเขาก็เปลี่ยนไป
นี่มันวาสนาบ้าบออะไร? นี่มันเวรกรรมชัดๆ!
เหยียนสือซวี่ขมวดคิ้วแน่น ตกอยู่ในความกลัดกลุ้มว่าจะจัดการกับเสวี่ยอีอย่างไรต่อไปดี
เขาตระหนักได้ว่าเสวี่ยอีคือเผือกร้อนลวกมือ
ในสายตาของสำนักผู้แทนอวิ๋นซั่ว เจ้านกที่ชอบถุยน้ำลายตัวนี้ คืออาวุธทางยุทธศาสตร์ที่มีระดับความลับขั้นสุดยอด
หากเขาเอานกไปคืน โอกาสที่จะได้รางวัลนั้นแทบเป็นศูนย์ ซ้ำร้ายอาจจะถูกฆ่าปิดปากเสียด้วยซ้ำ
ทางเลือกที่วางอยู่ตรงหน้าเขามีสามทาง:
หนึ่ง โยนเสวี่ยอีออกไปนอกประตู แล้วทำเป็นว่าไม่เคยเห็นมันมาก่อน
แต่ถ้าทำเช่นนั้น เจ้านกแก้วที่ยังไม่โตเต็มวัยตัวนี้คงกลายเป็นอาหารมื้อดึกของแมวจรจัด และคงมีชีวิตอยู่ไม่พ้นคืนนี้แน่
สอง นำมันไปมอบให้สำนักตรวจการ
แต่ปัญหาคือ เขาไม่เคยมองว่าสำนักตรวจการเป็นพวกเดียวกัน และสำนักตรวจการยิ่งมองว่าเขาเป็นคนของฝูซาง
หากตาเฒ่าแซ่หยางนั่นเห็นเสวี่ยอี ก็มีโอกาสสูงลิ่วที่จะฆ่าเขาปิดปากเช่นกัน
อีกอย่าง อาวุธชั้นยอดเช่นนี้ จะยอมประเคนให้ศัตรูได้อย่างไร
สาม เก็บไว้ใช้งานเอง
ดังคำกล่าวที่ว่า ศัตรูใช้ได้ ข้าก็ใช้ได้!
ขอเพียงปราบพยศเสวี่ยอีได้ เขาก็เหมือนมีสูตรโกงอยู่ในมือ
ไม่ว่าจะเอาไว้รับมือกับสำนักตรวจการ หรือขุมอำนาจต่างๆ ในตงตู นี่มันคือการโจมตีแบบข้ามรุ่นชัดๆ!
เมื่อคิดได้ดังนี้ เหยียนสือซวี่จึงเอ่ยถาม
"ท่านเจ้าเขาคือใคร?"
"ท่านเจ้าเขาคือเจ้าของเขาหนิวโถว และเป็นเจ้านายของข้า เป็นผู้ที่เลี้ยงดูข้ามา" เสวี่ยอีตอบด้วยน้ำเสียงเล็กแหลม "ท่านเจ้าเขาเลี้ยงสัตว์วิเศษไว้ทั้งหมดเก้าตัว แต่พวกนั้นเป็นแค่ไอ้ทึ่มที่รู้แต่เรื่องต่อสู้กับกินข้าว ไม่เหมือนข้าที่พูดได้แถมยังรู้หนังสือ ท่านเจ้าเขารักข้าที่สุดเลยล่ะ"
"สัตว์วิเศษที่พูดได้แบบเจ้าหายากมากงั้นหรือ?"
"ท่านเจ้าเขาบอกว่า ข้าคือหนึ่งเดียวในใต้หล้า" เสวี่ยอียืดอกอย่างภาคภูมิใจ หงอนขนบนหัวตั้งชันขึ้น
ก็จริง การจะแตกฉานภาษามนุษย์ นอกเหนือจากต้องมีสติปัญญาสูงส่งแล้ว ยังต้องมีพรสวรรค์ที่โดดเด่น และผ่านการฝึกฝนซ้ำแล้วซ้ำเล่าวันแล้ววันเล่า
สัตว์ที่มีสติปัญญาสูงบนโลกนี้มีไม่น้อย แค่ฟังคำสั่งง่ายๆ รู้เรื่องก็นับว่ายอดเยี่ยมมากแล้ว
การที่เสวี่ยอีสามารถเรียนรู้ภาษามนุษย์ได้ นับเป็นเรื่องที่ยากเย็นแสนเข็ญ มนุษย์หลายคนใช้เวลาตั้งสองสามปียังเรียนภาษาต่างประเทศไม่ได้เลยด้วยซ้ำ
"ท่านเจ้าเขาฝึกวิชาอะไร... อื้ม ท่านเจ้าเขายังมีความสามารถอะไรอีกบ้าง?" เหยียนสือซวี่ตะล่อมถามข้อมูล
ในบรรดาสำนักต่างๆ ที่เขารู้จัก ไม่มีสำนักใดเลยที่มีวิชาเลี้ยงสัตว์วิเศษ
พอพูดถึงท่านเจ้าเขา เสวี่ยอีก็ตื่นเต้นขึ้นมาทันที น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเทิดทูนบูชา:
"ท่านเจ้าเขายังปลูกหญ้าวิเศษกับผลไม้วิเศษได้ด้วย หญ้าวิเศษเอาไปทำยาหลอมโอสถ ส่วนผลไม้วิเศษก็เอาไว้ให้พวกข้ากิน ท่านเจ้าเขามักจะสอนชาวนาตีนเขาทำนา ขุนนางใหญ่ตีนเขาจะสร้างศาลเจ้าให้ ท่านเจ้าเขาก็ปฏิเสธ...
"ท่านเจ้าเขายังมีวิชาแพทย์ด้วยนะ มักจะลงเขาไปรักษาโรคให้ชาวบ้านบ่อยๆ..."
ระหว่างที่เสวี่ยอีเจื้อยแจ้วไปเรื่อย ในหัวของเหยียนสือซวี่ก็ค่อยๆ วาดภาพของยอดคนผู้เร้นกายในภูเขาวิเศษ ผู้คอยประทานพรช่วยเหลือชาวบ้านขึ้นมา
เขาพอจะเดาออกลางๆ แล้วว่าท่านเจ้าเขาฝึกวิชาสายใด
วิชาเกษตร!
วิชาเกษตรมีต้นกำเนิดมาจากสำนักเกษตรในยุคจ้านกั๋ว หลังแผ่นดินรวมเป็นปึกแผ่น สำนักเกษตรส่วนหนึ่งเลือกที่จะสวามิภักดิ์ต่อราชวงศ์ใหม่ ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งพาราษฎรอพยพลงใต้ ตั้งรกรากและบุกเบิกที่ดินทำกินในแดนใต้
สิ่งที่ควรค่าแก่การกล่าวถึงคือ วิชาแพทย์นั้นแตกแขนงออกมาจากสำนักเกษตรนี่เอง
ทว่าในความรู้ตื้นเขินของเหยียนสือซวี่ วิชาเกษตรไม่มีความสามารถในการเลี้ยงสัตว์วิเศษหรือปลูกผลไม้วิเศษ
เช่นนั้นก็เป็นไปได้เพียงอย่างเดียว... ท่านเจ้าเขาผู้นั้น คือยอดฝีมือระดับ 'ขอบเขตปฐพี'
ภูมิหลังของเสวี่ยอีไม่ธรรมดาเลยแฮะ! เหยียนสือซวี่ตัดสินใจในใจ ก่อนจะเอ่ยเสียงเบา
"เจ้าพักรักษาตัวอยู่ที่นี่ไปก่อนก็แล้วกัน แต่ข้าต้องขอเตือนเจ้าไว้เรื่องหนึ่ง"
"เรื่องอะไรหรือ?" เสียงของเสวี่ยอีเบาลงตาม สายตาเล็กๆ ทอประกายระแวดระวัง
"เจ้าคือนกในกรง ส่วนข้าคือคนในกรง" เหยียนสือซวี่ชี้ไปที่เพดาน "ทุกวันจะมีคนคอยจับตาดูข้าอยู่บนหลังคา เป็นคนเลวเหมือนพวกสำนักผู้แทนอวิ๋นซั่วนั่นแหละ ถ้าพวกมันรู้ว่าเจ้าอยู่ที่นี่ ผลลัพธ์จะเป็นยังไง เจ้าคงเข้าใจสินะ..."
เสวี่ยอีตกใจจนรีบยกปีกขวาขึ้นมาปิดปากแหลมๆ ของตัวเอง
"เจ้าก็ถูกขังเพราะพูดได้เหมือนกันหรือ?" มันถามอย่างระมัดระวัง
...เหยียนสือซวี่ตอบ "ไม่ใช่"
"แล้วเพราะอะไรล่ะ?"
"เพราะข้าหน้าตาดีเกินไปน่ะสิ"
เสวี่ยอีเชื่อสนิทใจ
เหยียนสือซวี่ค่อยๆ เลิกปีกซ้ายของเสวี่ยอีขึ้นอย่างระมัดระวัง เห็นรอยถลอกเป็นทางยาวที่โคนปีกจนเผยให้เห็นเนื้อสีแดงสด
เจ็บหนักเอาเรื่อง จะติดเชื้อไหมเนี่ย ยุคสมัยนี้ถ้าติดเชื้อขึ้นมาก็มีแต่ตายกับตายเท่านั้น
เขาขมวดคิ้วมุ่น
"แผลแค่นี้จิ๊บจ๊อย อีกสองวันข้าก็หายแล้ว" เสวี่ยอีส่งเสียงใส ก่อนจะรีบยกปีกปิดปากตัวเองอีกครั้ง
ดึกมากแล้ว ฉานเหรินของสำนักตรวจการอาจจะกลับมาเมื่อไหร่ก็ได้
ฉานเหรินมีหน้าที่จับตาดูในตอนกลางวัน และจะกลับไปรายงานข่าวที่สำนักตรวจการได้เฉพาะตอนกลางคืนเท่านั้น ยามวิกาลมีกฎอัยการศึกห้ามออกนอกเคหสถาน พวกมันจึงไม่ต้องกังวลว่าเขาจะหนีออกจากตรอก และยิ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะหนีออกจากเมือง
นับว่าโชคดีจริงๆ ที่เขาเป็นคนพบเสวี่ยอีเสียก่อน
เหยียนสือซวี่รื้อหาเสื้อผ้าเก่าๆ ขยุ้มรวมกันเป็นรังนก แล้ววางไว้ที่หัวเตียง
จากนั้นก็ประคองเสวี่ยอีไปวางไว้ในรัง
เขาเป่าตะเกียงน้ำมันจนดับ แล้วกลับไปนอนพักผ่อนที่เตียง
เสวี่ยอียื่นหน้ามาจิกแก้มเขาเบาๆ "เจ้าชื่ออะไรหรือ?"
"เหยียนสือซวี่"
"อ้อ"
หนึ่งคนหนึ่งนกเข้าสู่นิทราไปอย่างรวดเร็ว
คืนนั้นเหยียนสือซวี่นอนหลับไม่ค่อยสนิทนัก ประเดี๋ยวก็กังวลว่าจะเผลอนอนทับเสวี่ยอีตาย ประเดี๋ยวก็พะวงว่าฉานเหรินจะแอบเข้ามาตรวจดูในห้องแล้วพบว่าเขามีนกงอกมาหนึ่งตัว
โชคดีที่ผู้ฝึกยุทธ์มีปราณโลหิตพลุ่งพล่าน การอดนอนจึงไม่ส่งผลกระทบอะไรมากนัก
วันรุ่งขึ้น ฟ้าเพิ่งสาง เขาก็สวมเพียงเสื้อตัวในเดินออกมาที่ลานบ้าน ก่อนจะปีนขึ้นไปบนสันหลังคา
จดหมายซองหนาฉบับหนึ่งถูกทับไว้ใต้แผ่นกระเบื้อง
เหยียนสือซวี่หยิบซองจดหมายขึ้นมา แล้วกระโดดกลับลงมาที่ลานบ้าน เสียงความเคลื่อนไหวทำให้เสวี่ยอีตื่นขึ้น
"เหยียนสือซวี่ ข้าหิวแล้ว เหยียนสือซวี่ ข้าหิวแล้ว..."
เหยียนสือซวี่เดินไปที่ห้องครัว หยิบเมล็ดข้าวฟ่างมากำหนึ่ง โรยลงบนโต๊ะ แล้วประคองเสวี่ยอีไปวางไว้ข้างๆ
"ข้าไม่กินไอ้นี่ ข้าจะกินเม็ดบัว เม็ดบัวของเซวียนเหลียน" เสวี่ยอีทำตัวเหมือนเด็กเอาแต่ใจ มันเดินย่ำไปย่ำมาบนกองเมล็ดข้าวฟ่างเพื่อประท้วง
"เม็ดบัวน่ะข้ารู้จัก แต่เซวียนเหลียนมันคืออะไร?"
"ท่านเจ้าเขาเป็นคนปลูก"
ประสาท... เหยียนสือซวี่ตอบอย่างหมดความอดทน "ข้าจะไปหาเม็ดบัวให้เจ้าจากที่ไหน มีแค่นี้แหละ จะกินไม่กินก็เรื่องของเจ้า"
เขาอุ้มอ่างไม้เดินออกไปล้างหน้าแปรงฟันข้างนอก
เมื่อกลับเข้ามาอีกครั้ง เสวี่ยอีตัวเท่าฝ่ามือก็กำลังจิกกินเมล็ดข้าวฟ่างอย่างว่าง่าย
นิสัยเด็กจริงๆ ด้วย โกรธง่ายหายเร็ว
"เดี๋ยวข้าจะออกไปหาอะไรกิน เจ้าอยู่ในห้องดีๆ ล่ะ อย่าส่งเสียงโวยวาย" เหยียนสือซวี่ไปหาแผ่นไม้จากในห้องเก็บของมาแผ่นหนึ่ง "ขี้นกน่ะ อย่ามาขี้รดโต๊ะข้า อย่าขี้ใส่เตียงข้า ไปขี้บนแผ่นไม้นี่"
"ได้เลย" เสวี่ยอีรับคำด้วยน้ำเสียงสดใส
...
เหยียนสือซวี่ออกจากบ้านแต่เช้าตรู่ แวะกินมื้อเช้าที่บ้านของถังซวง ก่อนจะมุ่งหน้าตรงไปยังป้อมอู่โหวที่มุมตรอก
หวังจงแห่งป้อมอู่โหวเป็นคนออกมาต้อนรับเขา "ทรัพย์สินของคนร้ายนั่นมีอยู่สามก้วน ราชสำนักสมทบให้อีกสามก้วน รวมเป็นหกก้วน"
หลังลงนามประทับรอยนิ้วมือเสร็จ เจ้าหน้าที่ก็แบกถุงเงินออกมาวางกระแทกลงบนโต๊ะเสียงดังตึง
สายลับระดับครึ่งก้าวสู่ขอบเขตพลัง ซ้ำยังทำงานเสี่ยงหัวขาด จะมีทรัพย์สินในบ้านแค่สามก้วนงั้นหรือ?
เหยียนสือซวี่ไม่มีทางเชื่อ แต่ก็ช่างเถอะ การเรียกร้องหาความยุติธรรมในกลียุคเป็นเรื่องโง่เขลาที่แม้แต่เด็กยังไม่ทำกันเลย
เขาไม่ได้แม้แต่จะนับเงิน แบกถุงเงินขึ้นบ่าพร้อมรอยยิ้มเต็มหน้า "การได้รับใช้ราชสำนัก ถือเป็นเกียรติของผู้น้อยเหยียนแล้วขอรับ"
หวังจงยิ้มแย้มเดินไปส่งเขาถึงหน้าประตู
เงินหนึ่งก้วนหนักแปดจิน หกก้วนก็สี่สิบแปดจิน ห่อรวมกันในห่อผ้ากระสอบ กดทับลงบนบ่าจนรู้สึกหนักอึ้ง
ระหว่างทางกลับบ้าน เหยียนสือซวี่มองเห็นหมาข้างถนนตัวหนึ่ง ยังรู้สึกระแวงว่ามันกำลังจ้องจะปล้นเขาเลย
ภายในห้อง เสวี่ยอียืนอยู่บนโต๊ะหนังสือ เบื้องหน้ามีหนังสือเล่มหนึ่งกางอยู่ มันก้มหน้าอ่านอย่างตั้งอกตั้งใจ
ตอนที่เหยียนสือซวี่ผลักประตูเข้ามา มันกำลังก้มหน้าใช้จะงอยปากเปิดพลิกหน้ากระดาษพอดี
เมื่อเห็นเหยียนสือซวี่วางห่อผ้าหนักอึ้งลงบนโต๊ะ มันก็กระโดดเหยงๆ เข้ามาจิกห่อผ้ากระสอบจนเกิดเสียงโลหะกระทบกันทึบๆ
"เงินนี่นา!" เสวี่ยอีดีใจยกใหญ่
ก็ไม่ได้ไร้เดียงสาไปซะหมดนี่นา! เหยียนสือซวี่อารมณ์ดีเป็นพิเศษ "มีเงินแล้ว ต่อไปก็จะได้กินหรูอยู่สบายเสียที"
ในที่สุดก็จะได้บอกลาชีวิตยาจกเสียที
"งั้นข้าจะได้กินเซวียนเหลียนแล้วใช่ไหม" เสวี่ยอีกระโดดโลดเต้น
"จะได้กินข้าวฟ่างที่เกรดดีกว่าเดิมต่างหาก"
"เหยียนสือซวี่ เจ้านี่ขี้งกจริงๆ" เสวี่ยอีวิ่งเข้ามาจิกหลังมือเขา
เหยียนสือซวี่ปัดมันไปไว้ด้านข้าง ในใจครุ่นคิด:
'ตอนนี้มีเงินแล้ว งานที่อวิ๋นไหลจวีก็เลิกทำได้เสียที จะได้ทุ่มเทสมาธิให้กับภารกิจที่สำนักเต๋าศาสตร์ได้อย่างเต็มที่'
คิดได้ดังนั้น เขาจึงออกจากบ้าน มุ่งหน้าไปยังอวิ๋นไหลจวี
ภายในโถงใหญ่ที่อบอวลไปด้วยกลิ่นอายแบบชาวหู ทันทีที่เหยียนสือซวี่ก้าวเท้าเข้าไป ก็ได้ยินเสียงหวานหยดย้อยดังขึ้น:
"คุณชายเหยียนมาแล้วหรือ"
อวี้ฉืออวิ๋นเจียขยับพัดเดินนวยนาดเข้ามารับ พร้อมกับเอ่ยด้วยรอยยิ้ม "พอดีเลย ไม้ในร้านไม่พอแล้ว รบกวนคุณชายไปซื้อที่ตลาดใต้ให้ข้าสักหน่อย..."
ยังไม่ทันที่นางจะพูดจบ เหยียนสือซวี่ก็ส่ายหน้าปฏิเสธ
"เถ้าแก่เนี้ยอวี้ฉือ ที่บ้านข้ามีธุระด่วน ต่อไปคงไม่ได้มาทำงานที่ร้านแล้วขอรับ"
อวี้ฉืออวิ๋นเจียชะงักไปเล็กน้อย แววตาฉายแววผิดหวังวูบหนึ่ง ก่อนจะเม้มปากยิ้ม "เช่นนั้นก็ช่างเถอะ"
เมื่อออกจากอวิ๋นไหลจวี เขากลับมานั่งที่โต๊ะหนังสือในบ้าน แล้วคลี่สายข่าวที่ฉานเหรินส่งมาให้ออกอ่าน