- หน้าแรก
- พลิกกระดานท้าทายเซียน
- บทที่ 14: เส้นทางที่ไม่อาจหวนกลับ
บทที่ 14: เส้นทางที่ไม่อาจหวนกลับ
บทที่ 14: เส้นทางที่ไม่อาจหวนกลับ
บทที่ 14: เส้นทางที่ไม่อาจหวนกลับ
ติ้งเจิ้งฟาง, สำนักตรวจการ
ในห้องทรมานที่ทั้งมืดมิดและเปียกชื้น เหยียนสือซวี่ได้พบกับผู้พิพากษาหยางอีกครั้ง
เขายังสคงสวมชุดหรูหราเช่นเดียวกับวันนั้น แม้แต่ทรงหนวดก็ยังไม่เปลี่ยนไปเลยสักนิด
ผู้พิพากษาผู้มีอำนาจล้นมือผู้นี้ ดูเหมือนจะใส่ใจภาพลักษณ์ของตนเองอยู่ตลอดเวลา เจ้าระเบียบและพิถีพิถันทุกกระเบียดนิ้ว
ยามนี้เขากำลังเอามือไพล่หลังยืนอยู่ริมกำแพง คัดเลือกเครื่องมือทรมานที่ถนัดมือ
สายตาของเหยียนสือซวี่กวาดมองไปรอบห้องทรมาน มองเห็นร่างที่บอบช้ำจนแทบไม่เหลือเค้ามนุษย์ถูกมัดอยู่บนโครงไม้
"คารวะใต้เท้า"
เขาละสายตากลับมา ค้อมกายประสานมือคารวะ
ผู้พิพากษาหยางหยิบมีดปลายแหลมขึ้นมาเล่มหนึ่งอย่างลวกๆ ก้าวเดินเอื่อยเฉื่อยไปที่หน้าโครงไม้ แล้วกวักมือเรียกเหยียนสือซวี่
เหยียนสือซวี่เดินเข้าไปหา
"รู้หรือไม่ว่าเขาคือใคร?" ผู้พิพากษาหยางใช้ปลายมีดเลิกผมที่ปรกหน้าของนักโทษขึ้น
เหยียนสือซวี่เพ่งมองใบหน้าที่เต็มไปด้วยคราบเลือดและสิ่งสกปรก แววตาเลื่อนลอย พอจะดูออกเลือนรางว่าเป็นชายวัยสามสิบกว่าปี
"ไม่ทราบขอรับ" เขาส่ายหน้า
ระหว่างที่พูด เขาก็เพิ่งสังเกตเห็นบาดแผลบนร่างของชายคนนั้นได้อย่างชัดเจน
เสื้อผ้าถูกเฆี่ยนตีซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนขาดวิ่น เล็บมือและเล็บเท้าถูกถอนรากถอนโคน เผยให้เห็นเนื้อที่ชุ่มโชกไปด้วยเลือด
ผิวหนังที่น่องซ้ายถูกถลกออก ส่วนน่องขวาถูกถ่านแดงฉานนาบจนเนื้อหนังเละเทะ
ทั่วทั้งร่างไม่มีผิวหนังส่วนใดที่อยู่ในสภาพดีเลย หากไม่ใช่รอยแส้ก็เป็นรอยเหล็กประทับร้อน บาดแผลหลายแห่งเริ่มเน่าเปื่อยและมีหนองไหลออกมา
ผู้พิพากษาหยางกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ:
"คนผู้นี้มีนามว่าหลิวอาซุ่น เดิมทีเป็นชาวนาเช่าที่ดินอยู่นอกเมือง เมื่อหลายปีก่อน มารดาชราป่วยหนัก เขาจึงไปกู้ยืมเงินจากนายทุนมาค่ายา ทว่าไม่มีปัญญาใช้หนี้ จึงถูกยึดบ้านแล้วไล่ออกมาเป็นผู้ลี้ภัย หลังจากนั้นก็ไปเป็นลูกจ้างอยู่ที่ผู่จี้ฟาง"
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ เปลือกตาของเหยียนสือซวี่ก็กระตุกขึ้นมา
"ในวันนั้น เป็นเขานี่แหละที่แพร่งพรายข่าวเรื่องหยกของหมิงจงออกไป ถึงได้เกิดปฏิบัติการที่เจ้าและพรรคพวกลอบเข้าวัดติ้งฮุ่ยในยามวิกาล"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ชายที่ชื่อหลิวอาซุ่นก็พยายามเงยหน้าขึ้นมาอย่างยากลำบาก
เขาจ้องมองเหยียนสือซวี่ด้วยสายตาอาฆาตมาดร้าย จู่ๆ ก็ถ่มน้ำลายปนเลือดออกมา "ถุย! ไอ้คนทรยศ!"
เขาเข้าใจผิดคิดว่าเหยียนสือซวี่คือคนทรยศ
เหยียนสือซวี่เบี่ยงตัวหลบ
ผู้พิพากษาหยางปรายตามองหลิวอาซุ่นแล้วเอ่ยอย่างเย็นชา:
"นอกจากชื่อของซิงฉาตู้และค่าจ้างเดือนละห้าร้อยอีแปะแล้ว เจ้าไม่รู้จักสมาชิกคนอื่นในองค์กรแม้แต่คนเดียวด้วยซ้ำ แต่กลับยังยืนหยัดในสิ่งที่เรียกว่าความจงรักภักดี ช่างโง่เขลาสิ้นดี"
"อย่างน้อยซิงฉาตู้ก็ทำให้ข้ามีความหวังที่จะมีชีวิตรอด ทำให้ข้าสามารถสร้างหลุมศพให้ท่านแม่ได้ แต่พวกขุนนางชั่วอย่างพวกเจ้า นอกจากรังแกชาวบ้าน รีดไถขูดเลือดขูดเนื้อแล้ว ยังทำอะไรเป็นอีก?" หลิวอาซุ่นพูดไปหอบไป ลมหายใจของเขาแผ่วเบามาก ทว่าแววตากลับคมกริบ
ผู้พิพากษาหยางยกมือขึ้น ปลายมีดจรดที่หน้าอกของหลิวอาซุ่นแล้วแทงลงไป
เลือดสีแดงฉานสาดกระเซ็นออกมาในพริบตา
ในตอนนั้นเอง เหยียนสือซวี่ที่อยู่ด้านข้างก็พูดขึ้น:
"ข้าไม่มีทางเลือก ข้าโดนตราไร้รูปลักษณ์ สูญเสียความทรงจำ ข้าต้องรับใช้สำนักตรวจการถึงจะมีชีวิตรอดได้"
หลิวอาซุ่นชะงักไปครู่หนึ่ง จู่ๆ เขาก็คล้ายกับปล่อยวาง ทิ้งศีรษะลง
ผู้พิพากษาหยางหันขวับมา จ้องมองเหยียนสือซวี่ด้วยสายตาเย็นเยียบ
เหยียนสือซวี่เก็บงำอารมณ์ทั้งหมด ก้มหน้าลง "ข้าพูดจาเลอะเลือนไปเองขอรับ"
ผู้พิพากษาหยางปล่อยมือจากด้ามมีด ล้วงผ้าเช็ดหน้าผ้าไหมออกมาจากแขนเสื้อ เช็ดมือขวาที่ไม่ได้เปื้อนเลือดเลยแม้แต่น้อย พลางกล่าวอย่างไร้อารมณ์:
"เขาต้องตายก็เพราะเขาไร้ประโยชน์ เจ้ามีชีวิตอยู่ได้ก็เพราะเจ้ายังมีประโยชน์ จำเอาไว้ให้ดี จงเป็นคนที่มีประโยชน์ต่อสำนักตรวจการตลอดไป"
"ใต้เท้าสั่งสอนได้ถูกต้องแล้วขอรับ" เหยียนสือซวี่เปลี่ยนเรื่อง "ที่ใต้เท้ากล่าวเมื่อครู่ ซิงฉาตู้หรือขอรับ?"
ในฐานะอดีตสมาชิกของซิงฉาตู้ เขาจำเป็นต้องแสดงความอยากรู้อยากเห็นออกมาบ้าง
"ซิงฉาตู้เป็นองค์กรลึกลับ เคลื่อนไหวหลักอยู่ในฉางอันและตงตู ตามสายข่าวของสำนักตรวจการ องค์กรนี้ลักลอบติดต่อกับคนในราชสำนักไม่น้อย ผู้ให้การสนับสนุนเบื้องหลังนั้นเก็บตัวเงียบมาก จนบัดนี้ก็ยังไม่สามารถรวบรวมเบาะแสใดๆ ที่เกี่ยวข้องได้เลย" น้ำเสียงของผู้พิพากษาหยางราบเรียบ
การเลี้ยงดูสายลับไว้ใช้งาน เป็นวิธีการที่ตระกูลขุนนาง ขุนศึก รวมถึงราชสำนักรู้กันดีอยู่แก่ใจ
ซิงฉาตู้ก็คงไม่พ้นเป็นหูเป็นตาให้กับตระกูลใหญ่หรือผู้มีอำนาจสักคน
ถ้าดูจากรูปการณ์นี้ ซิงฉาตู้ก็ไม่ใช่กองกำลังของขุนศึก แต่เป็นหมากที่บุคคลสำคัญในราชสำนักหรือขั้วอำนาจใดขั้วอำนาจหนึ่งฟูมฟักขึ้นมางั้นสิ? เหยียนสือซวี่คาดเดาอยู่ในใจ
เกี่ยวกับเบื้องบนของซิงฉาตู้ เขาก็รู้ไม่มากนักเช่นกัน
เขาเองก็เหมือนกับหลิวอาซุ่น เป็นเพียงสายลับและหมากซ่อนที่นักปราชญ์เฒ่าติดต่อเพียงฝ่ายเดียว
"ซิงฉาตู้ไม่มีทางถอดใจจากนาฬิกาแดดของหมิงจงง่ายๆ แน่ ในหมู่นักศึกษาที่สำนักเต๋าศาสตร์รับเข้าศึกษาในครั้งนี้ ย่อมต้องมีสายลับของพวกมันแฝงตัวอยู่ด้วย" ผู้พิพากษาหยางกล่าวด้วยน้ำเสียงเข้มขรึม:
"ที่เรียกเจ้ามาในวันนี้ ก็เพื่อที่จะให้หลิวอาซุ่นได้เห็นหน้าเจ้า
"ดูจากท่าทีในตอนนี้ ความเป็นไปได้ที่สมาชิกระดับล่างของซิงฉาตู้จะไม่รู้จักกันเลยนั้นมีสูงกว่า"
เดิมทีเหยียนสือซวี่คิดว่าอีกฝ่ายเชือดไก่ให้ลิงดูเพื่อข่มขวัญเขา ไม่คิดเลยว่าจะมีจุดประสงค์ซ้อนทับอยู่ด้วย
ผู้พิพากษาหยางเดินไปที่โต๊ะ หยิบเอกสารปึกหนึ่งออกมา:
"หนังสือค้ำประกันและหนังสือรับรองที่ต้องใช้ในการเข้าเรียน ข้าได้เตรียมไว้ให้เจ้าหมดแล้ว พรุ่งนี้เจ้าจงนำมันไปที่สำนักเต๋าศาสตร์"
เหยียนสือซวี่รับมาอย่างระมัดระวัง
เขาสังเกตเห็นว่านอกจากหนังสือค้ำประกันและหนังสือรับรองแล้ว ยังมีบทความวิจารณ์การเมืองอีกหนึ่งฉบับ
"วันพรุ่งนี้ สำนักเต๋าศาสตร์จะตรวจสอบประวัติและภูมิหลังทางการศึกษาของพวกเจ้า บัณฑิตจะถามคำถามผ่านบทความของเจ้าเพื่อทำตามขั้นตอน เจ้าแค่ท่องบทความนั้นให้ขึ้นใจก็สามารถรับมือได้แล้ว" ผู้พิพากษาหยางเอามือไพล่หลัง
นี่ถึงกับทำข้อสอบแทนฉันเสร็จสรรพเลยหรือนี่?
ผู้พิพากษาหยางกล่าวต่อ:
"สำนักเต๋าศาสตร์จะมีวันหยุดทุกๆ สิบวัน เจ้าต้องมารายงานข้าทุกๆ สิบวัน หากเกิดเหตุฉุกเฉิน เจ้าสามารถไปที่หอจินเหอในเขตซิวเจิน มองหาแม่นางที่ชื่อว่าอาเยี่ยน นางเป็นคนของสำนักตรวจการ
"รหัสลับคือ: รับโองการสวรรค์สอดส่อง พิทักษ์รักษาสองเมืองหลวง"
หอจินเหอมันคือที่ไหนหว่า? ช่างเถอะ พรุ่งนี้ไปถึงเขตซิวเจินค่อยว่ากัน... เหยียนสือซวี่จดจำไว้ในใจเงียบๆ
"กลับไปได้แล้ว" ผู้พิพากษาหยางพูดจบแล้ว
เหยียนสือซวี่เดินออกไปได้ไม่กี่ก้าว จู่ๆ ก็ชะงักเท้า หันกลับมามองผู้พิพากษาหยางด้วยสีหน้าจริงจัง
"ข้านึกเรื่องสำคัญขึ้นมาได้เรื่องหนึ่งขอรับ"
ผู้พิพากษาหยางส่งสายตาสงสัยกลับมา
เหยียนสือซวี่กล่าว "ข้าซื้อหนังสือ ชุดบัณฑิต พู่กัน หมึก กระดาษ และแท่นฝนหมึก หมดเงินไปทั้งสิ้นสามก้วน ขอให้ใต้เท้าเบิกจ่ายให้ข้าด้วยขอรับ"
……
ร้านตีเหล็กสกุลถัง
ภายในเรือนหลัก เหยียนสือซวี่แบกเงินสามก้วนกลับบ้าน แล้วโยนลงบนโต๊ะดังตึง
เสวี่ยอีราวกับเด็กน้อยที่ได้ยินเสียงพ่อกลับบ้าน กระโดดโลดเต้นเข้ามาหา และจิกที่ห่อผ้าเบาๆ
"เจ้าเอาเงินกลับมาอีกแล้วเหรอ"
"เรื่องหาเงินน่ะงานถนัดข้าเลย"
"เหยียนสือซวี่ เจ้าเก่งจริงๆ เลย~"
เหยียนสือซวี่ลูบหัวของเสวี่ยอี รู้สึกว่าความอึดอัดที่สุมอยู่ในอกมลายหายไปไม่น้อย
แต่เขาก็ยังคงรู้สึกไม่เบิกบานใจอยู่ดี
เขาเปิดประตูห้อง นั่งลงบนธรณีประตู เหม่อมองท้องฟ้ายามพลบค่ำ
ความตายของหลิวอาซุ่น ดึงสติของเขากลับมาในทันที
อาชีพสายลับนี้ ไม่เคยมีแค่ความอันตรายท่ามกลางคมหอกคมดาบ แต่ยังมีการต้องเลือกระหว่างพวกพ้องและความเป็นความตาย
คนตายก็จากไปอย่างหมดห่วง แต่คนที่ยังมีชีวิตอยู่ ต้องแบกรับภาระที่หนักหน่วงเพื่อก้าวเดินต่อไป
เขามีความรู้สึกว่า วันนี้ผู้พิพากษาหยางตั้งใจจะส่งมีดให้เขาลงมือเองด้วยซ้ำ
ช่วงหลายวันที่ได้ใช้ชีวิตอย่างสุขสงบ คงเป็นแค่ความเงียบสงบก่อนพายุจะพัดกระหน่ำเท่านั้น
เสวี่ยอีเดินวนรอบตัวเขาหนึ่งรอบและสูดดมไปมา "บนตัวเจ้ามีกลิ่นคาวเลือด"
เหยียนสือซวี่กล่าวเสียงเบา:
"เสวี่ยอี ข้าคิดถึงบ้านแล้วสิ"
"ที่นี่ก็บ้านของเจ้านี่นา"
"...นั่นสินะ ที่นี่ก็คือบ้านของข้า นี่มันบทพูดประเภท 'เสียงกระซิบสุดท้าย' บ้าอะไรกัน ทำเอาใจบางหมดเลยแฮะ"
……
วันที่สิบสาม เดือนแปด ปีฮุ่ยชางที่สาม
ฤกษ์งามยามดี เหมาะแก่การกราบอาจารย์ เข้าศึกษา เดินทาง ขอพร และบวงสรวง
เหยียนสือซวี่สะพายกล่องหนังสือ สวมชุดบัณฑิตที่ดูเก่าไปสักหน่อย เดินทางมาถึงสำนักเต๋าศาสตร์ในเขตซิวเจิน
สำนักเต๋าศาสตร์ตั้งอยู่ในตรอกตะวันตก หันหน้าไปทางทิศใต้ กำแพงสูงตระหง่าน กระเบื้องหลังคาสีเขียว ชายคาเชิดขึ้นคล้ายหงส์สยายปีก เหนือประตูแขวนป้ายอักษรไม้การบูรขนาดใหญ่ และมีรูปปั้นสิงโตหินสองตัวตั้งตระหง่านอยู่
แม้อลังการดึงดูดสายตา แต่มิอาจซ่อนเร้นร่องรอยแห่งกาลเวลาได้เลย
ป้ายอักษรที่มีขอบสึกหรอ กำแพงที่สีลอกร่อนจากแดดและฝน ล้วนบอกเล่าเรื่องราวความเจริญรุ่งเรืองและเสื่อมถอยของสำนักเต๋า
"นักศึกษาเหยียนสือซวี่ เดินทางมาเพื่อขอเข้าศึกษาขอรับ" เขาหยิบหนังสือสำมะโนครัวและหนังสือรับรองออกมา ยื่นให้กับยามเฝ้าประตู
ยามเฝ้าประตูตรวจตราอย่างลวกๆ แล้วพาดข้าไปด้านใน
เมื่อตรวจเช็คหนังสือสำมะโนครัวในห้องทะเบียนจนแน่ใจว่าถูกต้อง แล้วจึงประทับตรา จากนั้นเจ้าพนักงานก็นำเขาเดินลึกเข้าไปในสำนักเต๋าศาสตร์
เดินไปจนสุดทางเดินทะลุลานกว้าง จนมาถึงตำหนักอันโอ่อ่างดงาม
ป้ายไม้อีโบนีขนาดใหญ่ถูกแขวนประดับไว้หน้าตำหนัก มีตัวอักษรสีทองโดดเด่นสะดุดตา—— ตำหนักฉิวเจิน
นักพรตน้อยสองคนคอยเฝ้าอยู่หน้าตำหนัก เมื่อเห็นเหยียนสือซวี่เดินมา ก็ขอตรวจสำมะโนครัวและหนังสือรับรองของเขา ก่อนจะกล่าวว่า:
"เข้าไปเถิด"
เหยียนสือซวี่ชะโงกหน้ามองเข้าไปในตำหนัก ภายในกว้างขวางและโปร่งโล่ง บรรดานักศึกษานั่งเรียงรายกันอยู่หลังโต๊ะ กำลังขีดเขียนตัวอักษรกันอย่างขะมักเขม้น
นี่มัน... ห้องสอบชัดๆ !?
"ขอประทานโทษนักพรตน้อย นี่มันอะไรกันหรือขอรับ?"
นักพรตน้อยเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "ท่านราชบัณฑิตมีคำสั่งว่า การเข้าศึกษาในสำนักเต๋าศาสตร์ปีนี้ไม่เหมือนปีก่อนๆ ทุกคนต้องเขียนบทความวิจารณ์การเมือง ณ ที่แห่งนี้ เพื่อคัดเลือกผู้ที่ยอดเยี่ยมที่สุดเข้าศึกษา"
สีหน้าของเหยียนสือซวี่แข็งค้างไปในทันที