- หน้าแรก
- ทั้งราชสำนักได้ยินเสียงในใจข้า
- บทที่ 6 มีผี
บทที่ 6 มีผี
บทที่ 6 มีผี
บทที่ 6 มีผี
"คุณพระช่วย ผีหลอก!"
ยามโฉ่วล่วงเข้าสามสลึง เสียงกรีดร้องสายหนึ่งพลันดังสะท้อนก้องไปทั่วทั้งคฤหาสน์ตระกูลถัง
หากจะกล่าวให้ถูกต้องแม่นยำยิ่งขึ้น เสียงกรีดร้องนั้นดังเข้าถึงหูเพียงแค่ถังเหวินจงและถังจิ่งรุ่ยเท่านั้น ทั้งสองคนที่กำลังหลับสนิทสะดุ้งตื่นขึ้นมาด้วยความตกใจกลัว และรีบลุกขึ้นมานั่งตัวตรงทันที
"ผี? ผีอยู่ที่ไหน?" ถังเหวินจงตื่นตระหนกจนเหงื่อกาฬไหลโซมกาย ห้องที่มืดมิดสนิททำให้เขารู้สึกอ่อนเปลี้ยเพลียแรงไปทั้งร่าง
"ก็อยู่ข้าง ๆ เจ้านั่นแหละ! ทำไมยังไม่รีบหลบไปอีก?" ถังเหวินจงรีบหันขวับไปมอง ก็เห็นผีสาวในชุดสีขาวสวมผมเผ้ารุงรังกระเซอะกระเซิง
"อ้า ผีหลอก!" ถังเหวินจงรีบปล่อยหมัดชกออกไปทันที
"อ๊าย!" 'ผีสาว' กรีดร้องอุทานลั่นก่อนจะร่วงตกจากเตียงนอนไป
ถังเหวินจงตะเกียกตะกายสะดุดล้มลุกคลุกคลานวิ่งหนีออกจากห้องไปอย่างลนลาน "มีผี! ใครก็ได้ช่วยด้วย!"
บรรดาผู้คุ้มกันได้ยินเสียงความวุ่นวายก็รีบวิ่งรุดเข้ามาในลานเรือน ถังเหวินจงวิ่งโซซัดโซเซตรงเข้าไปหาพวกเขา พลางชี้มือไปยังห้องนอนของตนเองแล้วเอ่ยว่า "มีผี! มีผีอยู่ในนั้น!"
เหล่าผู้คุ้มกันหันไปมองทางห้องนอนของเขา ทันใดนั้นมีสตรีผู้หนึ่งวิ่งกุมตาออกมา "ท่านพี่ ข้าเอง ข้าเอง เจ้าค่ะ ข้างในไม่มีผีหรอก"
ผู้คุ้มกันเอ่ยขึ้นว่า "เรียนท่านใต้เท้า นั่นฮูหยินขอรับ"
ถังเหวินจงชะงักไปเล็กน้อย เมื่อเขามองเห็นชัดเจนว่าเป็นเจียงเจินหรูจริง ๆ ก็เอ่ยถามด้วยความโมโหว่า "แล้วเมื่อครู่นี้ใครเป็นคนบอกว่ามีผีกัน?"
พวกผู้คุ้มกันต่างหันมาสบตากัน "พวกเราไม่ได้ยินใครร้องตะโกนว่าผีเลยขอรับ"
จากนั้น ถังเหวินจงก็ได้ยินเสียงในใจของมู่หนานจินดังขึ้น
"ให้ตายเถอะ จะเก็บยันต์ไล่ผีเอาไว้ทำซากอะไรกัน? ทำไมไม่ใช้ยันต์ซัดใส่มันล่ะ? เห็นแล้วขัดใจชะมัดเลย!"
หลังจากได้ยินเช่นนี้ ถังเหวินจงจะไม่รู้ได้อย่างไรว่าเกิดอะไรขึ้น เขาโกรธจนแทบจะหายใจไม่ทัน
ในเวลานั้นเอง ถังจิ่งรุ่ยก็ปรากฏตัวขึ้นที่ลานเรือน "ท่านพ่อ ท่านแม่ พวกท่านไม่เป็นอะไรใช่ไหมขอรับ?"
เจียงเจินหรูเอ่ยตัดพ้อกับบุตรชายของตน "ตาของข้าเกือบจะบอดเพราะท่านพ่อของเจ้าแล้ว"
ถังเหวินจงเห็นว่าตาของนางเขียวช้ำ จึงได้แต่ส่งยิ้มเจื่อน ๆ อย่างกระอักกระอ่วน
ถังจิ่งรุ่ยหันไปสั่งการผู้คุ้มกัน "รีบไปเชิญท่านหมอมาตรวจดูอาการหน่อย"
"ขอรับ"
ถังจิ่งรุ่ยประคองเจียงเจินหรูกลับเข้าห้องและปลอบโยนนาจนสงบลง จากนั้นจึงเดินออกมาหาถังเหวินจง
ถังเหวินจงซึ่งนั่งอยู่บนม้าหินเอ่ยขึ้นด้วยความโมโหว่า "เป็นเพราะแม่นางสารเลวมู่หนานจินแท้ ๆ จะมาร้องตะโกนอะไรกลางดึกกลางดื่น นางทำเอาชีวิตคนแก่อย่างข้าแทบจะหายไปครึ่งหนึ่งแล้ว"
ถังจิ่งรุ่ยเองก็ขวัญเสียไม่น้อยเพราะมู่หนานจิน "พวกเราจะได้ยินเสียงของนางทุกคืนเลยหรือขอรับ?"
"นี่เป็นครั้งแรกที่ข้าได้ยินเสียงนางตอนกลางคืน" ถังเหวินจงยกมือเช็ดเหงื่อบนหน้าผาก "หากได้ยินทุกคืน พวกเราคงไม่ต้องหลับต้องนอนกันพอดี"
"เรือนของนางอยู่ห่างจากพวกเราตั้งเพียงนั้น พวกเรายังได้ยินชัดเจน แล้วความคิดในใจของนางจะแผ่ขยายไปได้ไกลสักแค่ไหนกัน?"
ถังจิ่งรุ่ยรู้สึกตกใจเป็นอย่างยิ่งเมื่อได้รู้ว่าเหล่าขุนนางทั้งฝ่ายบุ๋นและฝ่ายบู๊ต่างก็สามารถได้ยินเสียงในใจของมู่หนานจิน และที่น่าเหลือเชื่อยิ่งกว่านั้นก็คือ มู่หนานจินล่วงรู้เรื่องราวมากมายที่พวกเขายังไม่รู้ด้วยซ้ำ
"ตามที่ข้าสังเกตดูในตอนนี้ ยิ่งนางมีความรู้สึกตื่นเต้นมากเท่าไร ความคิดของนางก็จะยิ่งแผ่ไปได้ไกลมากเท่านั้น"
"เมื่อครู่นี้นางร้องตะโกนเสียงดังขนาดนั้น นางจะเป็นอะไรไหมขอรับ?" ถังจิ่งรุ่ยทำท่าจะเดินไปยังเรือนของมู่หนานจิน
ถังเหวินจงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดว่า "ฟังจากคำพูดและน้ำเสียงที่หนักแน่นทรงพลังของนางแล้ว ดูเหมือนคนที่มีปัญหาตรงไหนกัน?"
ถังจิ่งรุ่ยคิดตามแล้วก็เห็นด้วย "ถ้าเช่นนั้นลูกขอตัวกลับห้องก่อนขอรับ"
หลังจากเกิดเรื่องวุ่นวายของมู่หนานจิน ทุกคนต่างก็ตื่นเต็มตาจนนอนไม่หลับอีกต่อไป
หลังจากทายาเรียบร้อยแล้ว เจียงเจินหรูก็หยิบชุดขุนนางที่แขวนอยู่บนราวมาคลุมลงบนแผ่นหลังของถังเหวินจง "ท่านพี่ จากที่ข้าสังเกตดูเมื่อวานนี้ ข้าคิดว่าคุณชายของท่านรองเสนาบดีกรมศาลสถิตยุติธรรมกับคุณชายของท่านอธิการบดีกรมศึกษาธิการต่างก็เป็นคนดีทั้งคู่ หลังจากเลิกประชุมขุนนางแล้ว ท่านลองเลียบเคียงถามท่านรองเสนาบดีกรมศาลและท่านอธิการบดีดูหน่อยดีไหมว่าพวกเขาเต็มใจที่จะดองเป็นทองแผ่นเดียวกันกับพวกเราหรือไม่?"
ถังเหวินจงนึกถึงคำพูดที่มู่หนานจินเคยเอ่ยในใจขึ้นมาได้ จึงส่ายหน้าแล้วกล่าวว่า "เย่ว์เอ๋อร์ไม่เหมาะที่จะแต่งงานเข้าบ้านของพวกเขาหรอก"
"ไม่เหมาะ? ถ้าเช่นนั้นท่านคิดว่าคุณชายตระกูลใดถึงจะเหมาะสมกับนางเล่า?"
"ข้าจะค่อย ๆ หาดูต่อไป" ถังเหวินจงสวมหมวกขุนนางแล้วเดินออกจากห้องไป
ที่นอกประตูใหญ่ ถังจิ่งรุ่ยและคนขับรถม้ายืนรออยู่เป็นเวลานานแล้ว
ถังเหวินจงยืนอยู่ข้างรถม้าแล้วเอ่ยว่า "รอมู่หนานจินก่อน"
ถังจิ่งรุ่ยได้แต่เงียบไป
ในเวลานี้ มู่หนานจินซึ่งเพิ่งจะดูภาพยนตร์ผีจบลง กำลังเดินทอดน่องออกมาจากเรือนหลังอย่างช้า ๆ
แม้ว่านางจะเป็นผู้บำเพ็ญเพียรที่เคยพบเจอปีศาจและอสูรร้ายมาทุกรูปแบบ แต่สำหรับการเผชิญหน้ากับผี โดยเฉพาะผีในภาพยนตร์ที่ดูน่ากลัวขึ้นเรื่อย ๆ นั้น นางก็ยังคงรู้สึกหวาดกลัวอยู่ไม่น้อย
โชคดีที่นางบำเพ็ญวิถีไร้ความรู้สึกมาตั้งแต่เยาว์วัย ทำให้ไม่แสดงอารมณ์ความรู้สึกใด ๆ ออกมาทางสีหน้า ดังนั้นตอนที่ดูภาพยนตร์ผี นางจึงไม่ได้กรีดร้องส่งเสียงดังออกมาจริง ๆ
"ก็ดีเหมือนกันที่ข้าทำหน้าตายได้ทุกวัน จะได้ไม่มีใครรู้ว่าข้ากำลังคิดอะไรอยู่"
มู่หนานจินเดินพ้นประตูใหญ่ของคฤหาสน์ตระกูลถังออกมา ก็เห็นสองพ่อลูกตระกูลถังกำลังจ้องมองมาที่นางด้วยขอบตาที่ดำคล้ำและสีหน้าที่ยากจะอธิบาย
สายตาของมู่หนานจินกวาดมองขอบตาที่ดำคล้ำของทั้งสองคน "พวกท่านสองคนเมื่อคืนก็นอนไม่หลับเหมือนกันหรือ? ข้าเองก็นอนไม่ค่อยหลับเหมือนกัน"
ถังเหวินจงได้ยินคำพูดของนางก็โกรธจนมือไม้สั่นอยากจะตีคนขึ้นมาทันที "ขึ้นรถม้า"
เขาหันหลังเดินขึ้นรถม้าไป ทว่ามู่หนานจินกลับไม่ได้เดินตามขึ้นมา เขาจึงเลิกม่านขึ้นแล้วถามว่า "เจ้าจะไม่ขึ้นมาหรือ?"
มู่หนานจินเลิกคิ้วขึ้นด้วยความประหลาดใจ "ท่านอยากให้ข้านั่งรถม้าคันเดียวกับท่านอย่างนั้นหรือ?"
ถังเหวินจงเอ่ยด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดว่า "หรือเจ้าอยากจะเดินไปเอง?"
ในเมื่อมีรถม้าให้เลือกรถ ย่อมไม่มีใครโง่พอที่จะเลือกเดินเท้า อีกทั้งตอนนี้มู่หนานจินรู้สึกง่วงงุนเป็นอย่างยิ่ง และต้องการสถานที่สำหรับนอนชดเชยอย่างเร่งด่วน
นางเหยียบลงบนล้อรถม้าแล้วกระโดดพลิกตัวขึ้นไปนอนบนหลังคารถม้าได้อย่างง่ายดาย ท่วงท่าของนางช่างชำนาญเสียจนผู้คนเนิ่นนานตลึงลานมองตามตาค้าง
ถังจิ่งรุ่ยขมวดคิ้วมุ่น คนที่อยู่ตรงหน้าเขานี้ดูเหมือนจะเปลี่ยนไปเป็นคนละคนอย่างสิ้นเชิง ไม่ใช่มู่หนานจินคนเดิมที่เขาเคยรู้จักอีกต่อไป
ในช่วงเวลาที่เขาเดินทางออกจากเมืองหลวงไป เกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่ที่ทำให้มู่หนานจินเกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่หลวงถึงเพียงนี้?
"จะไม่ขับรถออกไปอีกหรือ?" มู่หนานจินโผล่หัวออกมาร้องบอกคนขับรถม้า "หากพวกเรายังไม่ขยับตอนนี้ จะไปไม่ทันการประชุมขุนนางเช้านะ"
คนขับรถม้าเหลือบมองถังเหวินจงที่โกรธจนหนวดเคราสั่นพั่บ ๆ จากนั้นก็สะบัดแส้ส่งเสียงร้องสั่ง ม้าก็เริ่มออกเดินทางเคลื่อนตัวออกจากหน้าคฤหาสน์ตระกูลถังไป
ราวครึ่งชั่วคามต่อมา ถังเหวินจงก็เดินทางมาถึงห้องโถงพักคอยก่อนเข้าประชุม และได้เห็นกลุ่มขุนนางกำลังยืนรุมล้อมท่านหมอหลวงเหมี่ยวอยู่
"ท่านหมอหลวงเหมี่ยว ช่วงนี้ข้ารู้สึกอึดอัดแน่นหน้าอกอยู่บ่อย ๆ ท่านช่วยตรวจดูให้ข้าหน่อยได้หรือไม่ว่าร่างกายของข้ามีสิ่งใดผิดปกติหรือเปล่า?"
"ข้าเป็นคนเอ่ยปากถามท่านหมอหลวงเหมี่ยวก่อนนะ ท่านจะมาตัดหน้าข้าได้อย่างไรกัน?"
"ท่านหมอหลวงเหมี่ยว ข้ารู้สึกไม่สบายตัวเหลือเกิน โปรดช่วยตรวจดูให้ข้าก่อนเถิด"
ท่านหมอหลวงเหมี่ยวแสดงสีหน้าจวนเจียนทำอะไรไม่ถูก "ทุกท่านโปรดอย่าเพิ่งรีบร้อน ค่อย ๆ มาทีละคนเถิด ข้าเห็นว่าใต้เท้าทุกท่านต่างก็มีสีหน้าเปล่งปลั่งมีเลือดฝาด ดูท่าทางไม่ได้เจ็บไข้ได้ป่วยตรงไหนเลย อย่าเพิ่งตื่นตระหนกตกใจกันไปเองเลยขอรับ"
ท่านเจ้ากรมตรวจการหัวเราะหึ ๆ ออกมา "ท่านหมอหลวงเหมี่ยว เรียนตามตรง ร่างกายของข้านั้นไม่ได้เป็นอะไรหรอก คนที่ป่วยคือคนในครอบครัวของข้าต่างหาก ไม่ทราบว่าท่านจะสะดวกไปเยือนที่จวนของข้า หรือให้คนของข้าไปพบท่านที่จวนเพื่อตรวจอาการจะได้หรือไม่"
ขุนนางคนอื่น ๆ ต่างก็เอ่ยรับคำตามกันทันที "ถูกต้อง ๆ พวกเราไม่ได้ป่วยหรอก คนในครอบครัวของพวกเราต่างหากที่ป่วย"
ท่านหมอหลวงเหมี่ยวได้ยินเช่นนี้ก็เข้าใจความหมายในทันที พวกเขาไม่ได้มาหาหมอเพื่อรักษาโรคเลยสักนิด แต่แท้จริงแล้วตั้งใจจะมาผูกสัมพันธ์ดองเป็นทองแผ่นเดียวกันกับเขาต่างหาก
ทว่า ตระกูลเหมี่ยวที่เคยถูกมองข้ามและละเลยมาโดยตลอด เหตุใดจึงกลายเป็นที่นิยมชมชอบขึ้นมาอย่างกะทันหันเช่นนี้ได้?
ท่านหมอหลวงเหมี่ยวนึกถึงคำพูดชื่นชมตระกูลเหมี่ยวที่มู่หนานจินคิดในใจเมื่อวานนี้ขึ้นมาได้
เขาอดไม่ได้ที่จะเผยรอยยิ้มออกมา บางทีการที่ทุกคนสามารถล่วงรู้ความคิดในใจของมู่หนานจินได้นั้น อาจจะไม่ใช่เรื่องแย่อะไรเลยก็ได้
ขออวยพรล่วงหน้าให้ทุกท่านมีความสุขในเทศกาลไหว้พระจันทร์และวันชาติ