เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 8 ลบหลู่สิ่งศักดิ์สิทธิ์

บทที่ 8 ลบหลู่สิ่งศักดิ์สิทธิ์

บทที่ 8 ลบหลู่สิ่งศักดิ์สิทธิ์


บทที่ 8 ลบหลู่สิ่งศักดิ์สิทธิ์

"ท่านบิชอปแอนซิอูเก อยู่ที่นี่ขอรับ ข้าเห็นพ่อมดคนนั้นกับท่านนักล่าแม่มดเดินออกมาจากบ้านหลังนั้นแต่ไกล แล้วก็ต่อสู้กันมาตลอดทางจนถึงที่นี่..."

อีกหนึ่งเคอตร์ต่อมา ณ เขตเมืองล่าง คนเก็บขยะในชุดเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่งเนื้อตัวสกปรกมอมแมมกำลังค้อมหลังลงต่ำ พลางบอกเล่าทุกอย่างที่ตนได้พบเห็นให้เหล่านักบวชแห่งศาสนจักรรับฟังด้วยความระมัดระวังเป็นที่สุด

แอนซิอูเกไม่ได้เอ่ยคำใด เขาเพียงทอดสายตามองลงไปยังรอยไหม้เกรียมบนพื้นดิน เลือดสีแดงสดแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงเข้มหลังจากโดนความร้อนสูงแผดเผาจนระเหย หน้าดินที่ถูกเปิดเปิงและเศษเนื้อก้อนเลือดที่แตกกระจายเกลื่อนกราด ล้วนเป็นพยานหลักฐานชั้นดีถึงความรุนแรงของการต่อสู้ที่เกิดขึ้น

ร่องรอยการทำลายล้างที่สาหัสสากรรจ์เช่นนี้ มีความเป็นไปได้สูงยิ่งว่าเกิดจากมหาเวทวงแหวนที่สอง คาถาเพลิงโลกันตร์

"แล้วศพอยู่ที่ไหน" แอนซิอูเกเอ่ยถามขึ้นมาทันควัน บนพื้นมีร่องรอยการต่อสู้อย่างชัดเจน ทว่ากลับไร้ซึ่งวี่แววศพของเบลนีย์

คนเก็บขยะลอบกลืนน้ำลายอึกใหญ่ก่อนจะเค้นเสียงพูดออกมาด้วยความยากลำบาก "หลังจากที่ท่านนักล่าแม่มดสิ้นชีพ เขาก็โดนพ่อมดคนนั้นโยน... โยนลงไปในแม่น้ำทมิฬขอรับ..."

"นี่มันคือการลบหลู่ต่อพระผู้เป็นเจ้า"

ยังไม่ทันที่แอนซิอูเกจะได้เอ่ยปาก นักบวชวัยกลางคนด้านหลังก็ตะโกนขึ้นมาด้วยความโกรธแค้นและตื่นตระหนก

ตลอดหลายปีที่ผ่านมานี้ ต้องขอบคุณมาตรการอันชาญฉลาดของท่านดุ๊กแห่งนอร์ดแลนด์ ที่ทำให้ลำน้ำสายล่างทั้งหมดของแม่น้ำทมิฬกลายเป็นแหล่งรวมสิ่งปฏิกูลโสโครกอย่างแท้จริงมานานแล้ว

พึงระลึกไว้ว่าฐานะของเบลนีย์ไม่ได้เรียบง่ายแค่การเป็นนักล่าแม่มดเท่านั้น แต่เขาคือสมาชิกที่ถูกกำหนดตัวไว้ล่วงหน้าของกองทัพทัณฑ์สวรรค์แห่งศาสนจักร ทั้งยังได้ดื่มโอสถเทวโปรดไปก่อนหน้าแล้ว ซึ่งเท่ากับว่าเป็นผู้นำสารของพระผู้เป็นเจ้าในโลกมนุษย์

เหตุผลที่เขาเข้าร่วมปฏิบัติการล่าแม่มดอยู่บ่อยครั้ง ก็เพียงเพื่อสร้างผลงานให้ประวัติของตนเองดูดีขึ้นเท่านั้น

ทว่าพ่อมดที่โดนปีศาจครอบงำคนนั้น กลับลงมือสังหารเขาอย่างโหดเหี้ยมทารุณ แล้วยังโยนร่างลงไปในแม่น้ำทมิฬอันโสโครกชั่วช้า การกระทำนี้ถือเป็นการท้าทายต่ออำนาจอันศักดิ์สิทธิ์ของศาสนจักรอย่างไม่ต้องสงสัย

ร่างกายของคนเก็บขยะอดไม่ได้ที่จะสั่นสะท้าน เขา รีบก้มหน้าลงด้วยความหวาดกลัว

มือของแอนซิอูเกบีบไม้คทาในมือแน่นขึ้นตามแรงอารมณ์โทสะที่พวยพุ่ง เขาหันไปมองคนเก็บขยะที่กำลังตัวสั่นเทาแล้วเอ่ยถามอีกครั้ง

"เจ้าเห็นชัดเจนหรือไม่ว่าพ่อมดที่ฆ่าเบลนีย์มีลักษณะอย่างไร แล้วมีคนอื่นร่วมด้วยไหม"

"ข้าเห็นเพียงผ่านๆ จากระยะไกลเท่านั้นขอรับท่านบิชอป ดูเหมือนจะไม่มีพ่อมดคนที่สองเลย..." คนเก็บขยะตอบด้วยเสียงสั่นเครือ "คนผู้นั้นดูเหมือนเพิ่งจะโตเป็นผู้ใหญ่ มีผมสีน้ำตาล และมีความสูงไล่เลี่ยกับท่านขอรับ"

"คาร์ล..." แอนซิอูเกพึมพำกับตัวเอง พลางค้นหาข้อมูลของบุคคลผู้นำในสมอง

ก่อนหน้านี้ เขาไม่เคยให้ความสนใจกับศิษย์พ่อมดที่ไร้ชื่อเสียงเรียงนามคนนี้เลยแม้แต่น้อย เพราะตามข้อมูลที่สืบทราบมา เด็กหนุ่มคนนี้เพิ่งเข้าสู่หนทางนี้ได้เพียงครึ่งปีเศษ และมักจะโดนพ่อมดโครูละเลยอยู่เป็นประจำ จึงถือเป็นเป้าหมายที่มีความอันตรายน้อยที่สุด... ทว่าในตอนนี้ดูเหมือนจะไม่ใช่อย่างนั้นเสียแล้ว... การที่สามารถร่ายมหาเวทวงแหวนที่สอง คาถาเพลิงโลกันตร์ และสังหารนักล่าแม่มดติดต่อกันถึงสองคน ย่อมไม่ใช่สิ่งที่ศิษย์ฝึกหัดที่เพิ่งสัมผัสพลังเวทมนตร์จะทำได้อย่างแน่นอน

เว้นเสียแต่ว่าอีกฝ่ายจะมีอาวุธเล่นแร่แปรธาตุอันทรงพลัง หรือไม่ก็... เป็นพ่อมดเต็มตัวเหมือนอย่างโครู

...ในอีกหลายวันต่อมา ณ เขตชายแดนของดินแดนนอร์ดแลนด์ ภายในโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งของเมืองอูร์

ลินน์สะดุ้งตื่นจากฝันร้าย เขาดีดตัวลุกขึ้นจากเตียงไม้กระดานแข็งๆ ทันที จากนั้นก็เคลื่อนไหวด้วยความเร็วสูงสุดตรงไปยังหน้าต่างเพื่อสังเกตการณ์สภาพภายนอก

เมื่อเห็นว่าทุกอย่างยังคงเป็นปกติและไม่มีใครมาล้อมจับล้อมปราบ ลินน์จึงลอบถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอกในที่สุด

นับตั้งแต่ลงมือสังหารนักล่าแม่มดสองคนนั้นในเขตสลัมเมื่อห้าวันก่อน เขาต้องคอยพะวงกับการตามล่าของศาลศาสนจักรอยู่ตลอดเวลา การเดินทางมายังเมืองอูร์ครั้งนี้เป็นการตั้งใจอ้อมเพื่อดึงเช็ง และเขายังได้สร้างร่องรอยการหลบหนีปลอมเอาไว้บางส่วนเพื่อล่อลวงพวกนั้นให้หลงทิศ

บางทีเคล็ดลับการต่อต้านการสะกดรอยแบบสมัครเล่นของเขาอาจจะได้ผล หรือบางทีศาลศาสนจักรอาจจะยุ่งเกินกว่าจะมาใส่ใจศิษย์พ่อมดตัวเล็กๆ อย่างเขา จนถึงตอนนี้เขาจึงยังไม่พบเจอผู้ตามล่าเลยแม้แต่คนเดียว

ทว่าถึงจะเป็นเช่นนั้น การเดินทางครั้งนี้ก็เรียกได้ว่ายากลำบากแสนสาหัส

การที่ต้องปรับตัวจากชีวิตยุคปัจจุบันที่สะดวกสบาย แล้วมาโผล่ในสถานที่ที่คล้ายกับยุโรปยุคกลางแบบปุบปับ ความแตกต่างที่มากเกินไปเกือบทำให้ลินน์สติแตก

เพราะที่นี่ไม่มีโทรศัพท์มือถือ ไม่มีคอมพิวเตอร์ ไม่มีครอบครัวหรือมิตรสหายที่คุ้นเคย ยามตื่นนอนเขาก็ไม่ได้ทานอาหารเช้าที่ร้อนๆ รสชาติอร่อย ทำได้เพียงแทะขนมปังดำที่แข็งจนกลืนยากพร้อมกับดื่มน้ำประทังชีวิต... สิ่งเดียวที่นับเป็นโชคดีคือเขามีความทรงจำทั้งหมดของเจ้าของร่างเดิมอย่างคาร์ล จึงเข้าใจภาษาและตัวอักษรของโลกใบนี้ ทั้งยังมีฝีมือในการต่อสู้ที่ไม่ธรรมดา ทำให้สามารถข่มขู่พวกโจรป่าตาถั่วบางกลุ่มและเอาชีวิตรอดมาตามทางได้

หลังจากผ่านความทุกข์ทรมานมาหลายวัน ในที่สุดลินน์ก็ยอมรับความจริงเรื่องการทะลุมิติมาได้บ้าง และนี่ก็เป็นวันที่สองแล้วที่เขามาอยู่ในเมืองอูร์

ด้วยความระมัดระวัง ลินน์จึงไม่ได้รีบร้อนไปตามหาเบาะแสของศิษย์พ่อมดคนอื่นๆ หลังจากพบร่องรอยสัญลักษณ์ที่พวกนั้นทิ้งไว้ เขาก็แอบกลับมาเงียบๆ ใช้เวลาหนึ่งวันในการทำความคุ้นเคยกับภูมิประเทศ และซื้อหินเหล็กไฟชุดใหม่มาอีกสิบกว่าก้อนรวมถึงขนมปังดำอีกหนึ่งถุง

วันเวลาในฐานะผู้ลี้ภัยทำให้ลินน์กลายเป็นคนตื่นตูมเล็กน้อย ทว่าหลังจากทำความเข้าใจเกี่ยวกับเมืองอูร์ในเบื้องต้นแล้ว เขาก็เข้าใจทันทีว่าทำไมโจนี่ถึงเลือกสถานที่แห่งนี้เป็นจุดนัดพบ

เนื่องจากที่นี่เป็นเมืองการค้าขนาดเล็กบนชายแดนของดินแดนนอร์ดแลนด์ ผู้คนทีไปมาจึงมีความหลากหลาย หน้าตาแปลกๆ มีขบวนพ่อค้าเดินทางผ่านอยู่บ่อยครั้ง การที่มีคนแปลกหน้าเพิ่มขึ้นมาสักคนสองคนย่อมไม่เป็นที่ดึงดูดสายตามากนัก

ขณะที่กำลังคิด ลินน์ก็ยื่นมือไปหยิบโกร่งบดยาที่อยู่ใกล้ๆ ใส่หินเหล็กไฟที่เขาทุบจนแตกเป็นก้อนเล็กๆ ลงไป จากนั้นก็ใช้แท่งไม้ขนาดเล็กค่อยๆ บดมันจนกลายเป็นผงละเอียด

ในช่วงเวลาที่อยู่ในเมืองอูร์ นอกเหนือจากการตามหาร่องรอยสัญลักษณ์และทำความคุ้นเคยกับภูมิประเทศแล้ว เวลาที่เหลือทั้งหมดของลินน์ถูกใช้ไปกับการผลิตฟอสฟอรัสขาว

ฟอสฟอรัสขาวเป็นรูปแบบอัญรูปหนึ่งของธาตุฟอสฟอรัส มีสูตรทางเคมีคือ พีสี่ ลักษณะเป็นของแข็งกึ่งโปร่งแสงสีขาวหรือสีเหลืองอ่อน

มีวิธีการผลิตที่นิยมใช้กันอยู่สองวิธี

วิธีแรกคือการนำแคลเซียมฟอสเฟต ทรายควอตซ์ และผงคาร์บอนมาผสมรวมกัน จากนั้นนำไปอบความร้อนที่อุณหภูมิหนึ่งพันสี่ร้อยถึงหนึ่งพันหกร้อยองศาเซลเซียส แล้วจึงส่งไอของฟอสฟอรัสที่ได้ผ่านลงไปในน้ำเย็นเพื่อให้มันควบแน่นกลายเป็นฟอสฟอรัสขาว

วิธีที่สองคือการแยกมันออกจากอากาศแล้วนำฟอสฟอรัสแดงไปอบความร้อนที่อุณหภูมิสี่ร้อยสิบหกองศาเซลเซียส จากนั้นจึงทำการระเหิดและทำให้เย็นลง

ทว่าในโลกใบนี้ที่คล้ายกับยุโรปโบราณซึ่งไม่มีระบบอุตสาหกรรม การจะหาวัตถุดิบเหล่านี้ทั้งหมดให้ครบในเวลาอันสั้นย่อมไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

แม้ว่าระบบศูนย์เจ็ดหนึ่งจะเคยแสดงวิธีการสกัดวัตถุดิบแบบโบราณและสะดวกให้เขาดูบ้างแล้ว แต่ลินน์ก็ไม่ได้คิดจะใช้วิธีเหล่านั้นหากไม่จำเป็นจริงๆ

โชคดีที่ในเวลาต่อมาลินน์ได้พบกับเรื่องประหลาดใจ นั่นคือบนพื้นผิวของหินเหล็กไฟที่เขาใช้ มีส่วนผสมของฟอสฟอรัสแดงปะปนอยู่ด้วย

เมื่อคำนึงถึงว่าฟอสฟอรัสแดงเคยถูกนำมาใช้เป็นสารหน่วงไฟที่มีประสิทธิภาพในการผลิตไม้ขีดไฟในศตวรรษก่อนเพื่อเพิ่มความปลอดภัย จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจเท่าใดนัก

ดูเหมือนว่าคนพื้นเมืองของโลกใบนี้จะค้นพบธาตุฟอสฟอรัสแล้ว เพียงแต่การประยุกต์ใช้งานยังคงอยู่ในระดับที่เริ่มต้นมากๆ เท่านั้น

ภายใต้การบดขยี้อย่างต่อเนื่องของแท่งไม้ เศษหินเหล็กไฟก็ค่อยๆ แหลกสลายลง หลังจากแยกเอาสิ่งเจือปนบางส่วนออกไปแล้ว ก็เหลือเพียงผงสีแดงเข้มเป็นก้อนๆ... ในมือของเขาไม่มีเครื่องมือระดับมืออาชีพ ทว่าเวทมนตร์อันน่าอัศจรรย์กลับมีประโยชน์มากกว่าเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์เหล่านั้นเสียอีก

หัตถ์จอมเวท

เพียงแค่ลินน์ขยับความคิด ผงฟอสฟอรัสแดงอันละเอียดอ่อนก็ดูเหมือนจะได้รับคำบัญชาบางอย่างและลอยตัวขึ้นมาเองโดยอัตโนมัติ จากนั้นภายใต้ผลลัพธ์ของ คาถาแยกธาตุขั้นพื้นฐาน มันก็ถูกแยกส่วนโครงสร้างจนสลายกลายเป็นสถานะโมเลกุลพื้นฐานของมัน...

จบบทที่ บทที่ 8 ลบหลู่สิ่งศักดิ์สิทธิ์

คัดลอกลิงก์แล้ว