- หน้าแรก
- ในโลกนี้ วิทยาศาสตร์คือเวทมนตร์
- บทที่ 8 ลบหลู่สิ่งศักดิ์สิทธิ์
บทที่ 8 ลบหลู่สิ่งศักดิ์สิทธิ์
บทที่ 8 ลบหลู่สิ่งศักดิ์สิทธิ์
บทที่ 8 ลบหลู่สิ่งศักดิ์สิทธิ์
"ท่านบิชอปแอนซิอูเก อยู่ที่นี่ขอรับ ข้าเห็นพ่อมดคนนั้นกับท่านนักล่าแม่มดเดินออกมาจากบ้านหลังนั้นแต่ไกล แล้วก็ต่อสู้กันมาตลอดทางจนถึงที่นี่..."
อีกหนึ่งเคอตร์ต่อมา ณ เขตเมืองล่าง คนเก็บขยะในชุดเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่งเนื้อตัวสกปรกมอมแมมกำลังค้อมหลังลงต่ำ พลางบอกเล่าทุกอย่างที่ตนได้พบเห็นให้เหล่านักบวชแห่งศาสนจักรรับฟังด้วยความระมัดระวังเป็นที่สุด
แอนซิอูเกไม่ได้เอ่ยคำใด เขาเพียงทอดสายตามองลงไปยังรอยไหม้เกรียมบนพื้นดิน เลือดสีแดงสดแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงเข้มหลังจากโดนความร้อนสูงแผดเผาจนระเหย หน้าดินที่ถูกเปิดเปิงและเศษเนื้อก้อนเลือดที่แตกกระจายเกลื่อนกราด ล้วนเป็นพยานหลักฐานชั้นดีถึงความรุนแรงของการต่อสู้ที่เกิดขึ้น
ร่องรอยการทำลายล้างที่สาหัสสากรรจ์เช่นนี้ มีความเป็นไปได้สูงยิ่งว่าเกิดจากมหาเวทวงแหวนที่สอง คาถาเพลิงโลกันตร์
"แล้วศพอยู่ที่ไหน" แอนซิอูเกเอ่ยถามขึ้นมาทันควัน บนพื้นมีร่องรอยการต่อสู้อย่างชัดเจน ทว่ากลับไร้ซึ่งวี่แววศพของเบลนีย์
คนเก็บขยะลอบกลืนน้ำลายอึกใหญ่ก่อนจะเค้นเสียงพูดออกมาด้วยความยากลำบาก "หลังจากที่ท่านนักล่าแม่มดสิ้นชีพ เขาก็โดนพ่อมดคนนั้นโยน... โยนลงไปในแม่น้ำทมิฬขอรับ..."
"นี่มันคือการลบหลู่ต่อพระผู้เป็นเจ้า"
ยังไม่ทันที่แอนซิอูเกจะได้เอ่ยปาก นักบวชวัยกลางคนด้านหลังก็ตะโกนขึ้นมาด้วยความโกรธแค้นและตื่นตระหนก
ตลอดหลายปีที่ผ่านมานี้ ต้องขอบคุณมาตรการอันชาญฉลาดของท่านดุ๊กแห่งนอร์ดแลนด์ ที่ทำให้ลำน้ำสายล่างทั้งหมดของแม่น้ำทมิฬกลายเป็นแหล่งรวมสิ่งปฏิกูลโสโครกอย่างแท้จริงมานานแล้ว
พึงระลึกไว้ว่าฐานะของเบลนีย์ไม่ได้เรียบง่ายแค่การเป็นนักล่าแม่มดเท่านั้น แต่เขาคือสมาชิกที่ถูกกำหนดตัวไว้ล่วงหน้าของกองทัพทัณฑ์สวรรค์แห่งศาสนจักร ทั้งยังได้ดื่มโอสถเทวโปรดไปก่อนหน้าแล้ว ซึ่งเท่ากับว่าเป็นผู้นำสารของพระผู้เป็นเจ้าในโลกมนุษย์
เหตุผลที่เขาเข้าร่วมปฏิบัติการล่าแม่มดอยู่บ่อยครั้ง ก็เพียงเพื่อสร้างผลงานให้ประวัติของตนเองดูดีขึ้นเท่านั้น
ทว่าพ่อมดที่โดนปีศาจครอบงำคนนั้น กลับลงมือสังหารเขาอย่างโหดเหี้ยมทารุณ แล้วยังโยนร่างลงไปในแม่น้ำทมิฬอันโสโครกชั่วช้า การกระทำนี้ถือเป็นการท้าทายต่ออำนาจอันศักดิ์สิทธิ์ของศาสนจักรอย่างไม่ต้องสงสัย
ร่างกายของคนเก็บขยะอดไม่ได้ที่จะสั่นสะท้าน เขา รีบก้มหน้าลงด้วยความหวาดกลัว
มือของแอนซิอูเกบีบไม้คทาในมือแน่นขึ้นตามแรงอารมณ์โทสะที่พวยพุ่ง เขาหันไปมองคนเก็บขยะที่กำลังตัวสั่นเทาแล้วเอ่ยถามอีกครั้ง
"เจ้าเห็นชัดเจนหรือไม่ว่าพ่อมดที่ฆ่าเบลนีย์มีลักษณะอย่างไร แล้วมีคนอื่นร่วมด้วยไหม"
"ข้าเห็นเพียงผ่านๆ จากระยะไกลเท่านั้นขอรับท่านบิชอป ดูเหมือนจะไม่มีพ่อมดคนที่สองเลย..." คนเก็บขยะตอบด้วยเสียงสั่นเครือ "คนผู้นั้นดูเหมือนเพิ่งจะโตเป็นผู้ใหญ่ มีผมสีน้ำตาล และมีความสูงไล่เลี่ยกับท่านขอรับ"
"คาร์ล..." แอนซิอูเกพึมพำกับตัวเอง พลางค้นหาข้อมูลของบุคคลผู้นำในสมอง
ก่อนหน้านี้ เขาไม่เคยให้ความสนใจกับศิษย์พ่อมดที่ไร้ชื่อเสียงเรียงนามคนนี้เลยแม้แต่น้อย เพราะตามข้อมูลที่สืบทราบมา เด็กหนุ่มคนนี้เพิ่งเข้าสู่หนทางนี้ได้เพียงครึ่งปีเศษ และมักจะโดนพ่อมดโครูละเลยอยู่เป็นประจำ จึงถือเป็นเป้าหมายที่มีความอันตรายน้อยที่สุด... ทว่าในตอนนี้ดูเหมือนจะไม่ใช่อย่างนั้นเสียแล้ว... การที่สามารถร่ายมหาเวทวงแหวนที่สอง คาถาเพลิงโลกันตร์ และสังหารนักล่าแม่มดติดต่อกันถึงสองคน ย่อมไม่ใช่สิ่งที่ศิษย์ฝึกหัดที่เพิ่งสัมผัสพลังเวทมนตร์จะทำได้อย่างแน่นอน
เว้นเสียแต่ว่าอีกฝ่ายจะมีอาวุธเล่นแร่แปรธาตุอันทรงพลัง หรือไม่ก็... เป็นพ่อมดเต็มตัวเหมือนอย่างโครู
...ในอีกหลายวันต่อมา ณ เขตชายแดนของดินแดนนอร์ดแลนด์ ภายในโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งของเมืองอูร์
ลินน์สะดุ้งตื่นจากฝันร้าย เขาดีดตัวลุกขึ้นจากเตียงไม้กระดานแข็งๆ ทันที จากนั้นก็เคลื่อนไหวด้วยความเร็วสูงสุดตรงไปยังหน้าต่างเพื่อสังเกตการณ์สภาพภายนอก
เมื่อเห็นว่าทุกอย่างยังคงเป็นปกติและไม่มีใครมาล้อมจับล้อมปราบ ลินน์จึงลอบถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอกในที่สุด
นับตั้งแต่ลงมือสังหารนักล่าแม่มดสองคนนั้นในเขตสลัมเมื่อห้าวันก่อน เขาต้องคอยพะวงกับการตามล่าของศาลศาสนจักรอยู่ตลอดเวลา การเดินทางมายังเมืองอูร์ครั้งนี้เป็นการตั้งใจอ้อมเพื่อดึงเช็ง และเขายังได้สร้างร่องรอยการหลบหนีปลอมเอาไว้บางส่วนเพื่อล่อลวงพวกนั้นให้หลงทิศ
บางทีเคล็ดลับการต่อต้านการสะกดรอยแบบสมัครเล่นของเขาอาจจะได้ผล หรือบางทีศาลศาสนจักรอาจจะยุ่งเกินกว่าจะมาใส่ใจศิษย์พ่อมดตัวเล็กๆ อย่างเขา จนถึงตอนนี้เขาจึงยังไม่พบเจอผู้ตามล่าเลยแม้แต่คนเดียว
ทว่าถึงจะเป็นเช่นนั้น การเดินทางครั้งนี้ก็เรียกได้ว่ายากลำบากแสนสาหัส
การที่ต้องปรับตัวจากชีวิตยุคปัจจุบันที่สะดวกสบาย แล้วมาโผล่ในสถานที่ที่คล้ายกับยุโรปยุคกลางแบบปุบปับ ความแตกต่างที่มากเกินไปเกือบทำให้ลินน์สติแตก
เพราะที่นี่ไม่มีโทรศัพท์มือถือ ไม่มีคอมพิวเตอร์ ไม่มีครอบครัวหรือมิตรสหายที่คุ้นเคย ยามตื่นนอนเขาก็ไม่ได้ทานอาหารเช้าที่ร้อนๆ รสชาติอร่อย ทำได้เพียงแทะขนมปังดำที่แข็งจนกลืนยากพร้อมกับดื่มน้ำประทังชีวิต... สิ่งเดียวที่นับเป็นโชคดีคือเขามีความทรงจำทั้งหมดของเจ้าของร่างเดิมอย่างคาร์ล จึงเข้าใจภาษาและตัวอักษรของโลกใบนี้ ทั้งยังมีฝีมือในการต่อสู้ที่ไม่ธรรมดา ทำให้สามารถข่มขู่พวกโจรป่าตาถั่วบางกลุ่มและเอาชีวิตรอดมาตามทางได้
หลังจากผ่านความทุกข์ทรมานมาหลายวัน ในที่สุดลินน์ก็ยอมรับความจริงเรื่องการทะลุมิติมาได้บ้าง และนี่ก็เป็นวันที่สองแล้วที่เขามาอยู่ในเมืองอูร์
ด้วยความระมัดระวัง ลินน์จึงไม่ได้รีบร้อนไปตามหาเบาะแสของศิษย์พ่อมดคนอื่นๆ หลังจากพบร่องรอยสัญลักษณ์ที่พวกนั้นทิ้งไว้ เขาก็แอบกลับมาเงียบๆ ใช้เวลาหนึ่งวันในการทำความคุ้นเคยกับภูมิประเทศ และซื้อหินเหล็กไฟชุดใหม่มาอีกสิบกว่าก้อนรวมถึงขนมปังดำอีกหนึ่งถุง
วันเวลาในฐานะผู้ลี้ภัยทำให้ลินน์กลายเป็นคนตื่นตูมเล็กน้อย ทว่าหลังจากทำความเข้าใจเกี่ยวกับเมืองอูร์ในเบื้องต้นแล้ว เขาก็เข้าใจทันทีว่าทำไมโจนี่ถึงเลือกสถานที่แห่งนี้เป็นจุดนัดพบ
เนื่องจากที่นี่เป็นเมืองการค้าขนาดเล็กบนชายแดนของดินแดนนอร์ดแลนด์ ผู้คนทีไปมาจึงมีความหลากหลาย หน้าตาแปลกๆ มีขบวนพ่อค้าเดินทางผ่านอยู่บ่อยครั้ง การที่มีคนแปลกหน้าเพิ่มขึ้นมาสักคนสองคนย่อมไม่เป็นที่ดึงดูดสายตามากนัก
ขณะที่กำลังคิด ลินน์ก็ยื่นมือไปหยิบโกร่งบดยาที่อยู่ใกล้ๆ ใส่หินเหล็กไฟที่เขาทุบจนแตกเป็นก้อนเล็กๆ ลงไป จากนั้นก็ใช้แท่งไม้ขนาดเล็กค่อยๆ บดมันจนกลายเป็นผงละเอียด
ในช่วงเวลาที่อยู่ในเมืองอูร์ นอกเหนือจากการตามหาร่องรอยสัญลักษณ์และทำความคุ้นเคยกับภูมิประเทศแล้ว เวลาที่เหลือทั้งหมดของลินน์ถูกใช้ไปกับการผลิตฟอสฟอรัสขาว
ฟอสฟอรัสขาวเป็นรูปแบบอัญรูปหนึ่งของธาตุฟอสฟอรัส มีสูตรทางเคมีคือ พีสี่ ลักษณะเป็นของแข็งกึ่งโปร่งแสงสีขาวหรือสีเหลืองอ่อน
มีวิธีการผลิตที่นิยมใช้กันอยู่สองวิธี
วิธีแรกคือการนำแคลเซียมฟอสเฟต ทรายควอตซ์ และผงคาร์บอนมาผสมรวมกัน จากนั้นนำไปอบความร้อนที่อุณหภูมิหนึ่งพันสี่ร้อยถึงหนึ่งพันหกร้อยองศาเซลเซียส แล้วจึงส่งไอของฟอสฟอรัสที่ได้ผ่านลงไปในน้ำเย็นเพื่อให้มันควบแน่นกลายเป็นฟอสฟอรัสขาว
วิธีที่สองคือการแยกมันออกจากอากาศแล้วนำฟอสฟอรัสแดงไปอบความร้อนที่อุณหภูมิสี่ร้อยสิบหกองศาเซลเซียส จากนั้นจึงทำการระเหิดและทำให้เย็นลง
ทว่าในโลกใบนี้ที่คล้ายกับยุโรปโบราณซึ่งไม่มีระบบอุตสาหกรรม การจะหาวัตถุดิบเหล่านี้ทั้งหมดให้ครบในเวลาอันสั้นย่อมไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
แม้ว่าระบบศูนย์เจ็ดหนึ่งจะเคยแสดงวิธีการสกัดวัตถุดิบแบบโบราณและสะดวกให้เขาดูบ้างแล้ว แต่ลินน์ก็ไม่ได้คิดจะใช้วิธีเหล่านั้นหากไม่จำเป็นจริงๆ
โชคดีที่ในเวลาต่อมาลินน์ได้พบกับเรื่องประหลาดใจ นั่นคือบนพื้นผิวของหินเหล็กไฟที่เขาใช้ มีส่วนผสมของฟอสฟอรัสแดงปะปนอยู่ด้วย
เมื่อคำนึงถึงว่าฟอสฟอรัสแดงเคยถูกนำมาใช้เป็นสารหน่วงไฟที่มีประสิทธิภาพในการผลิตไม้ขีดไฟในศตวรรษก่อนเพื่อเพิ่มความปลอดภัย จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจเท่าใดนัก
ดูเหมือนว่าคนพื้นเมืองของโลกใบนี้จะค้นพบธาตุฟอสฟอรัสแล้ว เพียงแต่การประยุกต์ใช้งานยังคงอยู่ในระดับที่เริ่มต้นมากๆ เท่านั้น
ภายใต้การบดขยี้อย่างต่อเนื่องของแท่งไม้ เศษหินเหล็กไฟก็ค่อยๆ แหลกสลายลง หลังจากแยกเอาสิ่งเจือปนบางส่วนออกไปแล้ว ก็เหลือเพียงผงสีแดงเข้มเป็นก้อนๆ... ในมือของเขาไม่มีเครื่องมือระดับมืออาชีพ ทว่าเวทมนตร์อันน่าอัศจรรย์กลับมีประโยชน์มากกว่าเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์เหล่านั้นเสียอีก
หัตถ์จอมเวท
เพียงแค่ลินน์ขยับความคิด ผงฟอสฟอรัสแดงอันละเอียดอ่อนก็ดูเหมือนจะได้รับคำบัญชาบางอย่างและลอยตัวขึ้นมาเองโดยอัตโนมัติ จากนั้นภายใต้ผลลัพธ์ของ คาถาแยกธาตุขั้นพื้นฐาน มันก็ถูกแยกส่วนโครงสร้างจนสลายกลายเป็นสถานะโมเลกุลพื้นฐานของมัน...