- หน้าแรก
- ตำนานผู้สร้างโลก
- บทที่ 2: 300,000 นี้ ฉันขอรับไว้เอง
บทที่ 2: 300,000 นี้ ฉันขอรับไว้เอง
บทที่ 2: 300,000 นี้ ฉันขอรับไว้เอง
บทที่ 2: 300,000 นี้ ฉันขอรับไว้เอง
ลู่ซวิน กับ ลู่ซวิน!
ออกเสียงเหมือนกัน ตัวอักษรต่างกัน แต่โชคชะตากลับแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ลู่ซวิน เจ้าของร่างเดิมมีน้องชายและน้องสาวที่เป็นฝาแฝดต่างเพศ ตอนเขาอยู่ปี 2 พ่อแม่พาน้องทั้งสองไปเที่ยว แต่กลับประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ ทำให้พ่อและแม่เสียชีวิตคาที่
น้องสาวของเขาต้องถูกตัดขาทั้งสองข้างแต่ก็รอดชีวิตมาได้ ส่วนน้องชายตาบอดไปหนึ่งข้างและต้องทนทุกข์ทรมานจากอาการแทรกซ้อนทางร่างกายหลายอย่าง
ตอนนั้นลู่ซวินไปงานเลี้ยงรุ่นกับเพื่อนร่วมชั้น จึงไม่ได้เดินทางไปด้วย ทำให้รอดพ้นจากโศกนาฏกรรมครั้งนั้นมาได้
อย่างไรก็ตาม เงินชดเชยจากอุบัติเหตุของพ่อแม่ไม่เพียงพอที่จะจ่ายค่ารักษาพยาบาลและค่าดูแลหลังการผ่าตัดอันแสนแพงของน้องๆ ได้ เมื่อไม่มีทางเลือกอื่น เขาจึงต้องขายบ้านเพียงหลังเดียวที่มีอยู่เพื่อรักษาชีวิตของทั้งสองคนไว้
เมื่อไม่มีพ่อแม่ ลู่ซวินจึงกลายมาเป็นเสาหลักของครอบครัว เขาเรียนหนังสือในตอนกลางวันและทำงานกะดึกถึง 2 แห่ง เขากัดฟันสู้และอดทนจนกระทั่งเรียนจบมหาวิทยาลัยและได้เข้าทำงานในบริษัทใหญ่อย่างฮวาอวี่มีเดีย
ในฐานะพนักงานใหม่ เขาไม่มีโอกาสก้าวหน้ามากนัก และเงินเดือนของเขาก็ยังไม่พอจ่ายค่ารักษาพยาบาลของน้องๆ เขาทำงานที่บริษัทในตอนกลางวันและยังคงรับจ้างทำงานกะดึกต่อไป
ภายใต้การทำงานอย่างหนักหน่วง ลู่ซวินเหนื่อยล้าและอ่อนเพลียเกินไปจนฟุบหลับไปบนโต๊ะทำงาน และเมื่อเขาหลับตาลง เขาก็ไม่มีโอกาสได้ลืมตาขึ้นมาอีกเลย
จนกระทั่งลู่ซวินอีกคนเข้ามาสิงสู่ในร่างนี้ เขาจึงได้ 'มีชีวิต' ขึ้นมาอีกครั้ง
เงิน 300,000 หยวนถือเป็นเงินก้อนโตสำหรับครอบครัวลู่ เป็นเงินที่ครอบครัวยากจนข้นแค้นนี้ต้องการอย่างยิ่ง
ในขณะที่คนอื่นๆ ยังคงจับกลุ่มซุบซิบนินทาและถกเถียงกันว่าจะส่งเพลงประกวดดีหรือไม่ ลู่ซวินก็เริ่มลงมือแต่งเพลงแล้ว เขาจรดปากกาเขียนเพลงใหม่ลงบนกระดาษสีขาวอย่างรวดเร็วและอัปโหลดไปยังกรมทรัพย์สินทางปัญญา
10 นาทีต่อมา ลู่ซวินลุกขึ้นยืนและผลักประตูห้องทำงานของหัวหน้าทีมเข้าไป การกระทำนี้ดึงดูดความสนใจของหลายคนในทันที ทุกคนมองเขาเดินเข้าไปและเห็นประตูห้องปิดลง
"คนที่เพิ่งเข้าไปเมื่อกี้คือใครน่ะ" ใครบางคนถามขึ้น
ไม่แปลกเลยที่บางคนจะไม่รู้จักลู่ซวิน เพราะเขาเป็นคนเงียบขรึมเกินไป เงียบจนหลายคนมองข้ามการมีตัวตนของเขา
"พนักงานใหม่ ชื่อลู่ซวินน่ะ"
"เขาอยู่แผนกเรามาเกือบ 2 เดือนแล้ว นี่ยังไม่รู้จักเขาอีกเหรอ" ใครบางคนพูดแหย่
"ฮ่าๆๆ ความจำสั้นน่ะ"
"เด็กคนนี้ใจกล้าดีแฮะ วัยรุ่นก็คือวัยรุ่น กล้าคิดกล้าทำ"
"ลูกวัวแรกเกิดย่อมไม่กลัวเสือสินะ"
"รออีกสัก 2-3 ปีเถอะ พอโดนสังคมสั่งสอน เดี๋ยวก็ไม่กล้าแล้ว"
...
ผู้คนภายนอกกำลังซุบซิบนินทา แต่ลู่ซวินไม่ได้ยิน และต่อให้ได้ยินเขาก็คงไม่สนใจ
หัวหน้าทีมมองลู่ซวินด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย เขาไม่คิดว่าคนแรกที่ผลักประตูห้องทำงานเข้ามาจะเป็นพนักงานใหม่ แทนที่จะเป็นนักแต่งเพลงเหรียญทองหรือนักแต่งเพลงรุ่นเก๋า
"นั่งสิ" จางเซียวเอ่ยพลางมองชายหนุ่มร่างผอมบางท่าทางสุภาพเรียบร้อยตรงหน้า "ลู่ซวิน คุณมีเพลงจะมาส่งเหรอ"
"ครับ"
ลู่ซวินยื่นเพลง 2 เพลงที่เพิ่งเขียนเสร็จให้จางเซียว
จางเซียวประหลาดใจเล็กน้อย "ไม่มีเดโม่เหรอ"
"ผมเพิ่งเขียนเสร็จครับ ยังไม่ได้อัดเสียง" ลู่ซวินตอบตามตรง
ความคาดหวังของจางเซียวที่ต่ำอยู่แล้วยิ่งดิ่งลงไปอีกเมื่อได้ยินเช่นนั้น
ในมุมมองของเขา ลู่ซวินคงถูกล่อใจด้วยเงินรางวัล 300,000 หยวน จึงรีบแต่งเพลงลวกๆ มา 2 เพลงเพื่อลองเสี่ยงดวงดู เพลงแบบนี้จะมีคุณภาพสักแค่ไหนกันเชียว
จางเซียวยิ้มและกล่าวว่า "ดีมาก ผมจะส่งไปประเมินให้ ถ้าผ่านการคัดเลือกแล้วผมจะแจ้งให้ทราบนะ"
"ตกลงครับ"
ทันทีที่ลู่ซวินเดินออกไป จางเซียวก็แค่ปรายตามองกระดาษพวกนั้นแล้วโยนมันทิ้งลงในลิ้นชัก
หลังจากเดินออกจากห้องทำงาน ลู่ซวินก็ต้องเผชิญกับสายตาของทุกคน
"ลู่ซวิน เป็นไงบ้าง พอมีความหวังไหม" เพื่อนร่วมงานคนหนึ่งถามแกมหยอก
ลู่ซวินส่ายหน้า "ผมไม่รู้สิครับ"
เมื่อเห็นสีหน้าของเขา ทุกคนก็รู้ทันทีว่าหมดหวังแล้ว ถ้าบริษัทถึงขั้นต้องเลือกเพลงของพนักงานใหม่ ก็แสดงว่าคงหมดหวังแล้วจริงๆ
"พี่หยางครับ ห้องอัดเสียงอยู่ที่ไหนเหรอครับ"
"ห้องอัดอยู่ชั้น 12 น่ะ"
"ขอบคุณครับ"
ภายนอกห้องอัดเสียงบนชั้น 12 บริเวณโถงทางเดินทอดยาว มีเด็กหนุ่มเด็กสาวหน้าตาดีแต่งตัวสวยงามยืนเรียงรายอยู่ คนเหล่านี้มีหน้าตาโดดเด่นและบุคลิกยอดเยี่ยม เห็นได้ชัดว่าเป็นเด็กฝึกที่ฮวาอวี่เอ็นเตอร์เทนเมนต์กำลังปั้นอยู่
แต่ในบรรดาคนเหล่านี้ คนที่สามารถเดบิวต์และโด่งดังได้จริงๆ มีไม่ถึง 1 ใน 10 ด้วยซ้ำ
การแข่งขันในวงการบันเทิงนั้นโหดร้ายอย่างยิ่ง เกินกว่าที่คนทั่วไปจะจินตนาการได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวงการบันเทิงของดาวบลูสตาร์แห่งนี้
การปรากฏตัวของลู่ซวินดึงดูดสายตาของหลายคน เมื่อเห็นรูปลักษณ์ของเขา บางคนก็แสดงท่าทีรังเกียจ บางคนระแวดระวัง และบางคนก็เมินเฉย
เด็กหนุ่มเด็กสาวกลุ่มนี้น่าจะมองว่าลู่ซวินเป็นเด็กฝึกที่มาแข่งกับพวกเขาในรุ่นเดียวกัน
ลู่ซวินรู้ว่าพวกเขาเข้าใจผิด แต่เขาก็ไม่ได้อธิบายอะไร เขาเดินตรงไปหาพนักงาน แสดงบัตรพนักงาน และแจ้งจุดประสงค์ของตนเอง
"ผมต้องการอัดเดโม่ 2 เพลงครับ ห้องอัดไหนยังว่างอยู่บ้าง"
หลังจากตรวจสอบ พนักงานก็ตอบว่า "ห้องอัด 3 ยังว่างอยู่ค่ะ แต่ใช้ได้แค่ 2 ชั่วโมงเท่านั้นนะคะ"
"แค่นั้นก็พอแล้วครับ"
ลู่ซวินปรายตามองกลุ่มเด็กหนุ่มเด็กสาว "พวกเขามาอัดเพลงกันหมดเลยเหรอครับ"
"ก็ประมาณนั้นค่ะ อาจารย์หนานหลี่ต้องการเลือกเด็กใหม่ไปร้องเพลงซิงเกิลล่าสุดของเขา คนพวกนี้ก็เลยมารอให้เขาเลือกน่ะค่ะ"
หนานหลี่ นักแต่งเพลงระดับเหรียญทองของฮวาอวี่เอ็นเตอร์เทนเมนต์ เคยปั้นนักร้องระดับแนวหน้าและระดับสองมาแล้วหลายคน ถือเป็นนักแต่งเพลงชื่อดังของบริษัท
ลู่ซวินมองดูเด็กหนุ่มเด็กสาวที่ยังอ่อนต่อโลกเหล่านี้ เห็นถึงความปรารถนาและความโหยหาในดวงตาของพวกเขา
เมื่อมองดูพวกเขา เขาก็นึกถึงตัวเองในโลกมิติต่างๆ ที่เคยมีความฝัน โหยหาโอกาส และเฝ้ารอโอกาสที่จะได้ก้าวหน้า
ลู่ซวินรู้สึกสะเทือนใจอย่างลึกซึ้ง หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็ถามขึ้นว่า "ผมต้องการคน 2 คนมาช่วยอัดเดโม่ 2 เพลง ใครสนใจบ้างครับ"
เหล่าเด็กฝึกที่อยู่ตรงโถงทางเดินมองเขาด้วยความประหลาดใจ
บางคนก้มหน้า บางคนหันไปคุยกับคนข้างๆ ต่อราวกับไม่ได้ยินที่เขาพูด
แม้ว่าสถานะของลู่ซวินจะเป็นถึงนักแต่งเพลงที่อยู่บนจุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหาร แต่เมื่อดูจากอายุแล้ว ก็รู้ได้ทันทีว่าเขาคือพนักงานใหม่
คนเหล่านี้ล้วนมาที่นี่เพื่อนักแต่งเพลงเหรียญทองอย่างหนานหลี่ ดังนั้นย่อมไม่มีใครอยากเสียน้อยเสียยากเสียมากเสียง่าย ถ้าพวกเขาไปช่วยเขาอัดเดโม่จนพลาดโอกาสเดบิวต์ มันจะไม่คุ้มกันหรอกหรือ
คนส่วนใหญ่เลือกที่จะเงียบ มีเพียงไม่กี่คนที่แสดงความลังเล แต่สีหน้าของพวกเขาก็กลับมาหนักแน่นอีกครั้งอย่างรวดเร็ว
พนักงานสาวมีสีหน้า 'ว่าแล้วเชียว'
เมื่อเห็นว่าไม่มีใครเต็มใจ ลู่ซวินก็ไม่ได้พูดอะไรอีก
ทว่าเมื่อเขาก้าวเดินไปได้เพียง 2 ก้าว เสียงใสๆ ก็ดังขึ้นจากด้านหลัง
"หนูทำได้ค่ะ"
ลู่ซวินหันกลับไปและพิจารณาเด็กสาวที่เดินออกมาจากมุมโถงทางเดิน เธอมีใบหน้ารูปไข่พร้อมกับแก้มยุ้ยๆ เล็กน้อย เครื่องหน้าจิ้มลิ้ม และผิวขาวเนียนราวกับตุ๊กตากระเบื้องเคลือบในตู้โชว์—ช่างงดงามและน่ารักเหลือเกิน
"เธอชื่ออะไร"
"เฉิงเข่อเข่อค่ะ"
"เธอใช้ได้เลย ตามมาสิ"
ลู่ซวินพาเด็กสาวเข้าไปในห้องอัดเสียงทันทีโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง
"นี่คือ 2 เพลงที่เรากำลังจะอัด ลองดูเนื้อเพลงก่อน เดี๋ยวฉันจะร้องให้ฟังรอบนึง จากนั้นก็เป็นหน้าที่ของเธอ เรามีเวลาไม่มาก ฉันหวังว่าเธอจะจำได้เร็วนะ"
เฉิงเข่อเข่อรู้สึกประหม่าขึ้นมาทันทีและพยักหน้าหงึกๆ "ตกลงค่ะ"
15 นาทีต่อมา เฉิงเข่อเข่อก็พยักหน้าให้ลู่ซวิน
ลู่ซวินสวมหูฟังและเริ่มฮัมเพลง ด้วยเสียงบรรเลงเปียโนอิเล็กทรอนิกส์ที่เรียบง่ายที่สุดซึ่งเข้ากับน้ำเสียงอันใสกระจ่างของเขา เมื่อเสียงดนตรีดังขึ้น ความรู้สึกลึกซึ้งปนเศร้าก็ค่อยๆ อบอวลไปทั่วทั้งห้อง
คนที่อัดเสียงอยู่ด้านนอกรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย พวกเขาไม่คิดว่าพนักงานใหม่จะสามารถสร้างสรรค์เพลงที่มีคุณภาพระดับนี้ได้
เฉิงเข่อเข่อเบิกตากว้าง ดวงตาคู่สวยหรี่ลงเล็กน้อยราวกับพบสมบัติล้ำค่า เธอจมดิ่งไปกับเสียงดนตรีอันแสนเศร้าและซาบซึ้งใจอย่างไม่รู้ตัว
เมื่อเสียงร้องหยุดลง เฉิงเข่อเข่อก็ยังคงรู้สึกว่าฟังไม่อิ่ม
ลู่ซวินถอดหูฟังออก "เมื่อกี้ฟังชัดเจนไหม"
เฉิงเข่อเข่อรู้สึกผิดและตอบกลับอย่างประหม่า "ม... เมื่อกี้หนูอินกับเพลงมากไปหน่อย ก็เลย..."
จังหวะที่เธอคิดว่าจะต้องโดนดุแน่ๆ ชายหนุ่มฝั่งตรงข้ามกลับพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า "คราวนี้ตั้งใจฟังให้ดีล่ะ"
"ค่ะ" เฉิงเข่อเข่อพยักหน้าอย่างหนักแน่น ลอบถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอกในใจ
เธอเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม แม้ว่าคนตรงหน้าจะไม่ได้ดุร้ายอะไร แต่เธอกลับรู้สึกประหม่าและหวาดหวั่นอย่างบอกไม่ถูกเมื่อต้องเผชิญหน้ากับเขา ราวกับกำลังเผชิญหน้ากับผู้หลักผู้ใหญ่ในครอบครัว ทำให้เธอตื่นเต้นและหวาดกลัวไปโดยปริยาย
ครั้งนี้ เธอไม่กล้าชะล่าใจอีกต่อไป
เพลงทั้ง 2 เพลง ได้แก่ "ความเหงากำลังขับขาน" และ "ความกล้าหาญ" ถูกอัดเสร็จสิ้นภายในเวลาที่กำหนด อย่างไรเสียมันก็เป็นเพียงแค่เดโม่ ลู่ซวินจึงไม่ได้ตั้งมาตรฐานไว้สูงนัก ขอแค่ความสมบูรณ์อยู่ในระดับที่ดีก็เพียงพอแล้ว เขาไม่ได้ต้องการความเพอร์เฟกต์อะไรมากมาย
หลังจากออกมาจากห้องอัด ลู่ซวินก็กำชับว่า "ห้ามเผยแพร่เพลงพวกนี้ก่อนจะมีการปล่อยเพลงอย่างเป็นทางการเด็ดขาดนะ"
เฉิงเข่อเข่อพยักหน้ารับ นี่คือจรรยาบรรณวิชาชีพขั้นพื้นฐานอยู่แล้ว
เมื่อเห็นว่าลู่ซวินกำลังจะจากไป เฉิงเข่อเข่อก็รวบรวมความกล้า "อาจารย์ลู่คะ 2 เพลงนี้..."
ลู่ซวินยืนรอฟังอย่างเงียบๆ ทว่าเฉิงเข่อเข่อกลับเปลี่ยนเรื่อง
"ถ้าปล่อยเพลงออกมาเมื่อไหร่ หนูจะไปช่วยสนับสนุนแน่นอนค่ะ" ดวงตาคู่สวยคู่นั้นซุกซ่อนความโหยหาในเพลงทั้ง 2 เพลงเอาไว้ เธอปรารถนาเหลือเกินที่จะได้เป็นคนร้องเพลงพวกนั้น
"อืม" ลู่ซวินพยักหน้ารับและเดินออกจากห้องอัดเสียงไปพร้อมกับเดโม่ที่เพิ่งอัดเสร็จ
เมื่อมองตามแผ่นหลังที่เดินจากไปของลู่ซวิน เฉิงเข่อเข่อก็ตบหน้าผากตัวเองด้วยความหงุดหงิด โกรธตัวเองที่ไม่มีความกล้าพอจะไขว่คว้ามันมา
เมื่อกลับมาถึงชั้น 18 ลู่ซวินก็เคาะประตูห้องทำงานของจางเซียวอีกครั้ง
เมื่อเห็นลู่ซวินกลับมา จางเซียวคิดว่าเขามาถามผลการประเมินจึงยิ้มและพูดว่า "ไม่ต้องห่วงเรื่องเพลงหรอก ผลมันไม่ออกมาเร็วขนาดนั้น"
ลู่ซวินรู้ดีว่านั่นเป็นเพียงคำพูดส่งเดช
"นี่คือเดโม่ของทั้ง 2 เพลงที่ผมเพิ่งอัดเสร็จครับ"
เมื่อได้ยินว่าเพิ่งไปอัดมาอีก จางเซียวก็ต้องพยายามข่มใจไม่ให้เอามือกุมขมับและตอบกลับไปอย่างสุภาพว่า "เยี่ยมมาก ผมรู้สึกยินดีจริงๆ ที่บริษัทเรามีพนักงานที่ขยันขันแข็งแบบนี้"
"หากมีข้อบกพร่องตรงไหน รบกวนช่วยชี้แนะด้วยนะครับ" ลู่ซวินอดไม่ได้ที่จะพูดเสริม เพราะกลัวว่าหมอนี่จะเมินเพลงทั้ง 2 เพลงไปซะสนิท
เขาต้องการเงิน ต้องการเงินมากๆ
เขาต้องคว้าเงินโบนัส 300,000 หยวนมาให้ได้
"ได้สิ"
หลังจากลู่ซวินเดินออกไป จางเซียวก็ดูเวลา พบว่าใกล้จะเลิกงานแล้ว ในเมื่อป่านนี้ยังไม่มีใครมาส่งเพลง ก็แปลว่าหมดหวังจริงๆ แล้วล่ะ
หลังจากรอมาเต็มๆ ครึ่งชั่วโมงก็ยังไม่เห็นวี่แววใคร จางเซียวก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย โทรศัพท์บนโต๊ะดังขึ้น เขาจึงเอื้อมมือไปรับสาย
"มีคนส่งประกวดกี่คน" เสียงของเจียงหมิงดังมาจากปลายสาย
"1 คนครับ"
"ใคร"
"พนักงานใหม่ที่เพิ่งเข้าบริษัทมาไม่ถึง 3 เดือนครับ"
เจียงหมิงขมวดคิ้ว "คุณภาพเพลงเป็นยังไงบ้าง"
เอ้อ...
เขายังไม่มีเวลาเปิดฟังเลย
"ก็งั้นๆ ครับ" จางเซียวตอบปัดๆ ไปอย่างนั้นเอง
สายถูกตัดไป จางเซียวถอนหายใจด้วยความโล่งอก เขาได้ยินมาว่านักแต่งเพลงเหรียญทองอย่างหนานหลี่กำลังอัดเพลงอยู่ และเบื้องบนก็คงจะเลือกเพลงของหนานหลี่นั่นแหละ
เมื่อดูเวลา จางเซียวก็เก็บของเตรียมตัวเลิกงาน ขณะที่เหลือบไปเห็นแฟลชไดรฟ์บนโต๊ะ จู่ๆ เขาก็นึกครึ้มใจจึงนั่งลงอีกครั้ง เสียบแฟลชไดรฟ์เข้ากับคอมพิวเตอร์และสวมหูฟัง
เมื่อเสียงเพลงดังขึ้น สีหน้าของจางเซียวก็ค่อยๆ เปลี่ยนจากเฉยเมยกลายเป็นจริงจัง เพลงแรกจบลง และเพลงที่สองก็เริ่มบรรเลงต่อ
เสียงดนตรีหยุดลง สีหน้าที่ซับซ้อนปรากฏขึ้นบนใบหน้าของจางเซียว—มันเป็นส่วนผสมระหว่างความปิติยินดีและความตกตะลึง
เขารีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วกดโทรหาเจียงหมิงทันที "หัวหน้าเจียงครับ ผมมีเพลงอยู่ 2 เพลง คุณภาพดีมากครับ ผมจะส่งเข้ามือถือหัวหน้าเดี๋ยวนี้เลย"