- หน้าแรก
- จากเศษสวะสู่ตำนานเซียน ด้วยมืออาจารย์ผู้ไร้เทียมทาน
- บทที่ 48 - เหยียบย่างสู่ทวีปมัชฌิม
บทที่ 48 - เหยียบย่างสู่ทวีปมัชฌิม
บทที่ 48 - เหยียบย่างสู่ทวีปมัชฌิม
บทที่ 48 - เหยียบย่างสู่ทวีปมัชฌิม
★★★★★
แสงจากค่ายกลส่งตัวจางหายไป หลินลี่สัมผัสได้ว่าพื้นใต้ฝ่าเท้าเปลี่ยนจากความว่างเปล่าเป็นแผ่นหินอันแข็งแกร่ง
เขาลืมตาขึ้น
จากนั้นเขาก็ต้องตกตะลึง
ไม่ใช่เพราะอาการวิงเวียนจากการส่งตัว ไม่ใช่เพราะการสับเปลี่ยนมิติ แต่เป็นเพราะพลังปราณ
พลังปราณของทวีปมัชฌิมหนาแน่นจนแทบจะกลายเป็นของเหลว
ทุกลมหายใจเข้าออกราวกับกำลังกลืนกินหยาดน้ำทิพย์ พลังปราณในอากาศไหลทะลักเข้าสู่ร่างกายผ่านทางจมูกและปาก ไหลเวียนไปตามเส้นลมปราณโดยอัตโนมัติ แม้จะยังไม่ได้โคจรคัมภีร์ผลาญอัคคี เปลวเพลิงวิเศษทั้งหกชนิดก็เริ่มดูดซับพลังปราณอันหนาแน่นถึงขีดสุดนี้ด้วยตัวของมันเองแล้ว
หลินลี่เงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า
ท้องฟ้าเป็นสีน้ำเงินเข้ม ชั้นเมฆลอยต่ำมาก ต่ำเสียจนราวกับเอื้อมมือไปสัมผัสได้ แต่นั่นไม่ใช่ก้อนเมฆธรรมดา พวกมันคือเมฆาปราณที่เกิดจากการควบแน่นของพลังปราณอันมหาศาล เมื่อแสงแดดสาดส่องลงมาก็สะท้อนเป็นประกายแสงเจ็ดสี ราวกับริบบิ้นหลากสีสันที่ล่องลอยอยู่บนฟากฟ้า
"นี่คือ... ทวีปมัชฌิม" เสียงของซูไป๋อีดังมาจากด้านหลัง แฝงไว้ด้วยความตื่นตะลึงที่ยากจะปิดบัง
หลินลี่หันไปมอง ก็เห็นซูไป๋อี อูหม่าฉางคง และทัวป๋าสยงเดินออกมาจากค่ายกลส่งตัวด้วยสีหน้าที่แตกต่างกันไป แววตาของซูไป๋อีเต็มไปด้วยความตื่นตะลึง ใบหน้าของอูหม่าฉางคงยังคงเย็นชา แต่รูม่านตาของเขาหดเกร็งลงเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่าตกตะลึงกับความหนาแน่นของพลังปราณในทวีปมัชฌิมเช่นกัน ส่วนทัวป๋าสยงถึงกับกางแขนออกกว้าง สูดลมหายใจเข้าลึก แล้วฉีกยิ้มหัวเราะลั่น
"ดี! ที่นี่ดีจริงๆ! ฝึกฝนที่นี่แค่ปีเดียว เทียบได้กับอยู่เขตแดนเหนือถึงสามปีเลยทีเดียว!"
จ้าวอู๋จี๋เป็นคนสุดท้ายที่เดินออกมา สีหน้าของเขาสงบนิ่งที่สุด ซ้ำยังแฝงรอยยิ้มบางๆ เอาไว้ สำหรับเขาแล้ว ทวีปมัชฌิมไม่ใช่ดินแดนแปลกหน้า แต่เป็นการหวนคืนต่างหาก
เบื้องหลังของคนทั้งห้า แสงจากค่ายกลส่งตัวค่อยๆ จางหายไป
ชายวัยกลางคนในชุดคลุมยาวสีทองยืนเอามือไพล่หลังอยู่นอกค่ายกลส่งตัว สายตากวาดมองคนทั้งห้าด้วยความหยิ่งยโส
โจวหมิงหย่วน ผู้อาวุโสสายนอกของสถาบันวิถีเร้นลับสาขาหลัก ผู้มีพลังขั้นฝ่าทัณฑ์สวรรค์ระดับหนึ่ง ทูตผู้รับหน้าที่นำทางศิษย์ใหม่จากสี่เขตแดน
"ออกมากันหมดแล้วใช่ไหม" น้ำเสียงของเขาเย็นชา แฝงความหงุดหงิดเอาไว้อย่างไม่ปิดบัง "ตามข้ามา อย่ามัวแต่มองซ้ายมองขวา แล้วก็ห้ามพูดจาเหลวไหล สาขาหลักไม่ใช่บ้านนอกอย่างสี่เขตแดนของพวกเจ้า ที่นี่มีกฎระเบียบมากมาย หากทำผิดกฎก็ไม่มีใครมาเห็นใจพวกเจ้าหรอกนะ"
เขาหมุนตัวเดินนำไปทันทีด้วยจังหวะก้าวที่รวดเร็ว โดยไม่คิดจะหยุดรอใครเลยสักนิด
ทั้งห้าคนมองหน้ากัน แล้วรีบก้าวตามไป
เมื่อเดินออกจากลานกว้างที่ตั้งของค่ายกลส่งตัว โฉมหน้าที่แท้จริงของสถาบันวิถีเร้นลับสาขาหลักก็ปรากฏแก่สายตาของพวกเขาทั้งห้า
หลินลี่ตกตะลึงอีกครั้ง
คราวนี้ไม่ใช่ความตื่นตะลึง แต่เป็นความรู้สึกที่ยากจะบรรยายออกมาเป็นคำพูด
เทือกเขาไท่ซวีทอดตัวยาวเหยียดนับหมื่นลี้ ยอดเขาสูงตระหง่านดุจคมกระบี่เสียดแทงทะลุชั้นเมฆ ท่ามกลางหมู่ยอดเขามีน้ำตกไหลริน นกกระเรียนวิญญาณโบยบิน ท่ามกลางหมอกเมฆที่ลอยอ้อยอิ่งยังพอมองเห็นหลังคาเรือนและตำหนักอันวิจิตรตระการตาซ่อนตัวอยู่ ทุกยอดเขาล้วนมีสิ่งปลูกสร้างตั้งอยู่ บางแห่งยิ่งใหญ่ราวกับพระราชวัง บางแห่งประณีตงดงามดั่งตำหนักเซียน บางแห่งดูเก่าแก่เรียบง่ายราวกับถ้ำบำเพ็ญเพียร รูปแบบอาจแตกต่างกันไป แต่ทุกแห่งล้วนแผ่กลิ่นอายอันเก่าแก่และทรงพลังออกมาทั้งสิ้น
ยอดเขาหลักที่อยู่ตรงกลางนั้นสูงที่สุด บนยอดเขามีตำหนักขนาดยักษ์ลอยล่องอยู่กลางอากาศ ตัวตำหนักสร้างขึ้นจากหยกขาวทั้งหลัง เปล่งประกายแสงวิญญาณอันอ่อนโยนออกมา เหนือตำหนักขึ้นไปมีเมฆาปราณเก้าสายหมุนวนรวมตัวกันเป็นน้ำวน พลังปราณสาดเทลงมาจากน้ำวนราวกับน้ำตก ไหลรินเข้าสู่ตัวตำหนักอย่างต่อเนื่อง
"ตำหนักแห่งนั้นคือตำหนักวิถีสวรรค์ของสาขาหลัก" โจวหมิงหย่วนเอ่ยขึ้นโดยไม่หันกลับมามอง "ท่านอาจารย์ประมุขปฏิบัติงานอยู่ที่นั่น พวกเจ้าที่มาจากสี่เขตแดน ชาตินี้คงไม่มีโอกาสได้เข้าไปหรอก"
น้ำเสียงของเขาแฝงไว้ด้วยความรู้สึกเหนือกว่าอย่างเห็นได้ชัด ราวกับว่าคำว่ามาจากสี่เขตแดนก็เพียงพอที่จะตัดสินทุกสิ่งทุกอย่างได้แล้ว
คิ้วของหลินลี่กระตุกเล็กน้อย แต่เขาไม่ได้พูดอะไรออกมา
พวกเขาเดินตามโจวหมิงหย่วนผ่านกลุ่มอาคารแล้วกลุ่มอาคารเล่า ระหว่างทางได้พบกับศิษย์ของสาขาหลักมากมาย ศิษย์เหล่านี้บางคนสวมชุดคลุมสีขาว บางคนสวมชุดคลุมสีเขียว บางคนสวมชุดคลุมสีทอง ระดับการฝึกตนต่ำที่สุดก็ยังอยู่ขั้นตำหนักเทวะขึ้นไปทั้งสิ้น
เมื่อศิษย์เหล่านี้เห็นคนทั้งห้าเดินตามหลังโจวหมิงหย่วนมา สายตาที่มองมาก็เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น การพินิจพิเคราะห์ ความดูแคลน หรืออาจจะปะปนกันไปทั้งหมด
"ศิษย์ใหม่ที่มาจากสี่เขตแดนงั้นหรือ"
"ดูการแต่งตัวสิ ดูท่าทางสิ มองปราดเดียวก็รู้เลยว่ามาจากแดนเถื่อน"
"ขั้นเร้นเทวะหรือ ขั้นเร้นเทวะก็เข้าสาขาหลักได้ด้วยหรือ มาตรฐานการรับศิษย์ของสาขาหลักไม่ใช่ขั้นจิตวิญญาณหรอกหรือ"
"นั่นมันโควตาแนะนำพิเศษจากสี่เขตแดน ไม่ต้องสอบก็เข้าได้ พูดง่ายๆ ก็คือเด็กเส้นนั่นแหละ"
"เด็กเส้นหรือ เอาความแข็งแกร่งแค่นี้มาทวีปมัชฌิม รนหาที่ตายชัดๆ"
เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังไม่มากนัก แต่มันก็ดังพอที่จะลอยเข้าหูของพวกเขาทั้งห้าคน
ใบหน้าของซูไป๋อีเคร่งเครียดลง แววตาของอูหม่าฉางคงมีประกายเย็นเยียบพาดผ่าน ส่วนทัวป๋าสยงถึงกับกำหมัดแน่นจนเกิดเสียงดังก๊อบแก๊บ มีเพียงจ้าวอู๋จี๋เท่านั้นที่ยังคงยิ้มแย้ม ราวกับไม่ได้ยินสิ่งใดเลย
จังหวะก้าวเดินของหลินลี่ยังคงสม่ำเสมอ สีหน้าไม่มีความเปลี่ยนแปลงใดๆ ทั้งสิ้น
แต่ภายในใจของเขา ได้จดจำคำพูดเหล่านั้นไว้ทุกถ้อยคำแล้ว
ที่พักที่สาขาหลักจัดเตรียมไว้ให้ศิษย์ใหม่จากสี่เขตแดน ตั้งอยู่บนภูเขาลูกเล็กๆ ริมสุดของเทือกเขาไท่ซวี ภูเขาลูกนี้มีความหนาแน่นของพลังปราณเพียงสามส่วนเมื่อเทียบกับยอดเขาหลัก ที่พักเป็นเพียงบ้านหินซอมซ่อไม่กี่หลัง ภายในบ้านมีเพียงเตียงหินหนึ่งหลัง โต๊ะหินหนึ่งตัว เก้าอี้หินหนึ่งตัว แม้แต่ค่ายกลรวบรวมปราณพื้นฐานที่สุดก็ยังไม่มีให้
"นี่คือที่พักของพวกเจ้า" โจวหมิงหย่วนยืนอยู่หน้าบ้านหิน น้ำเสียงแฝงความหมายว่าพวกเจ้าไม่คู่ควรที่จะอยู่ในสถานที่ที่ดีกว่านี้เอาไว้อย่างชัดเจน "ช่วงเวลาประเมินผลสามเดือน พวกเจ้าต้องผ่านการทดสอบจึงจะได้เป็นศิษย์ของสาขาหลักอย่างเป็นทางการ การทดสอบประกอบด้วยการทดสอบพลังรบ การทดสอบสติปัญญา และการทดสอบวิถีแห่งใจ หากใครไม่ผ่าน ก็จะถูกส่งตัวกลับบ้านเกิด"
เขาหยุดไปครู่หนึ่ง มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย็นชา
"พวกเจ้าอาจจะเป็นอัจฉริยะที่ร้อยปีจะมีสักคนของสี่เขตแดน แต่ในทวีปมัชฌิม พวกเจ้าไม่มีค่าอะไรเลย ไปคิดให้ดีว่าจะผ่านการทดสอบได้อย่างไร อย่ามัวแต่ฝันลมๆ แล้งๆ อยู่เลย"
พูดจบเขาก็หมุนตัวเดินจากไป โดยไม่แม้แต่จะเอ่ยคำว่าพักผ่อนให้สบายเลยสักคำ
ทั้งห้าคนยืนอยู่หน้าบ้านหิน นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง
ทัวป๋าสยงเป็นคนแรกที่เอ่ยปาก "ตาเฒ่านี่ น่าโดนซัดสักทีจริงๆ"
"เจ้าสู้เขาได้หรือ" ซูไป๋อีเอ่ยถาม
"สู้ไม่ได้หรอก" ทัวป๋าสยงตอบตามตรง "แต่รอให้ข้าฝึกฝนอีกสักสองสามปี รับรองว่าซัดหมอบแน่"
อูหม่าฉางคงไม่ได้พูดอะไร เขาหันหลังเดินเข้าไปในบ้านหินหลังหนึ่ง แล้วปิดประตูลง
ซูไป๋อีมองหลินลี่แวบหนึ่ง พยักหน้าให้เล็กน้อย ก่อนจะเดินเข้าไปในบ้านหินของตัวเองเช่นกัน
จ้าวอู๋จี๋ยืนอยู่ที่เดิม มองดูหลินลี่ด้วยรอยยิ้มอันเป็นเอกลักษณ์
"พี่หลิน รู้สึกอย่างไรกับทวีปมัชฌิมบ้าง"
หลินลี่มองดูเขาด้วยสีหน้าเรียบเฉย
"พลังปราณไม่เลวเลย"
จ้าวอู๋จี๋หัวเราะ
"พลังปราณดีจริงๆ นั่นแหละ แต่ทวีปมัชฌิมไม่ได้มีดีแค่พลังปราณหรอกนะ" เขาเว้นจังหวะไปชั่วครู่ สายตาแปรเปลี่ยนเป็นลึกล้ำ "ที่นี่มีทั้งโอกาส และก็มีทั้งอันตราย พี่หลินเตรียมตัวให้พร้อมล่ะ การทดสอบในอีกสามเดือนข้างหน้า ไม่ใช่ง่ายๆ เลยนะ"
เขาหมุนตัวเดินเข้าไปในบ้านหิน ทิ้งให้หลินลี่ยืนอยู่กลางลานบ้านเพียงลำพัง
หลินลี่เงยหน้าขึ้น ทอดสายตามองไปยังยอดเขาหลักที่อยู่ห่างไกลออกไป
ตำหนักวิถีสวรรค์ลอยเด่นอยู่บนยอดเขา เมฆาปราณเก้าสายหมุนวน พลังปราณสาดเทลงมาราวกับน้ำตก
"ผู้อาวุโสหลิง" เขาเอ่ยเรียกเสียงเบาในใจ
"อืม" เสียงของหลิงชิงเยว่ตอบกลับมาอย่างรวดเร็ว
"ท่านเคยมาที่นี่มาก่อนหรือไม่"
หลิงชิงเยว่เงียบไปพักหนึ่ง
"เคยสิ" น้ำเสียงของนางแผ่วเบา แฝงความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย "นานมาแล้ว นานมากๆ แล้ว"
หลินลี่ไม่ได้ถามอะไรต่อ
เขารู้ดีว่า อดีตของหลิงชิงเยว่ สักวันหนึ่งจะต้องเปิดเผยออกมาอย่างแน่นอน
แต่ยังไม่ใช่ตอนนี้
[จบแล้ว]